ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 676 ลมและเมฆแปรเปลี่ยน
เมื่อรู้ว่าอาณาจักรหลีเทียนยังเป็นปกติและญาติมิตรปลอดภัยดี เนี่ย เทียนจึงอยู่ในพรรคคิชฌกูฏได้อย่างวางใจ
ลู่หมิงเฟยผู้ก่อตั้งพรรคคิชฌกูฏก็คือบรรพบุรุษของลู่ย่วนซี
ก่อนหน้าที่เขาจะเดินทางข้ามผ่านทางช้างเผือกก็ได้สร้างค่ายกลลับ ปิดผนึกหุบเขาแห่งนี้ด้วยมือของตัวเอง จากคำบอกเล่าของลู่ย่วนซี ต่อให้ เป็นแดนว่างเปล่าช่วงต้นของตระกูลเหลยคนนั้นเกรงว่าก็ยังมิอาจหาหุบ เขาอันเป็นที่ตั้งของพรรคคิชฌกูฏได้เจอ
และก็ด้วยเหตุนี้ หลายพันปีที่ผ่านมา หุบเขาอันเป็นที่ตั้งลับของ พรรคคิชฌกูฏแห่งนี้จึงไม่เคยเปิดเผยต่อสายตาของโลกภายนอก
เนี่ยเทียนฝึกตนอยู่ในหุบเขาก็ค้นพบว่าเขตอาคมที่ลึกลับเกินคาดเดา นั้นไม่ได้สกัดกั้นการแทรกซึมของแสงดาว
ขณะที่เขาใช้คาถาสะเก็ดดาวมาฝึกตน บุปผาเก้าดาราที่ฝังรากอยู่ใน น้ำวนดวงดาวของเขาก็กำลังดูดซับพลังดวงดาวทั้งวันทั้งคืนและ เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง
อาศัยบุปผาเก้าดารา เวลาที่เขาใช้หินดวงดาวมาเปลี่ยนแปลงน้ำวน ดวงดาว ประสิทธิผลก็เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การดำรงอยู่ของบุปผาเก้าดาราช่วยในการรวบรวมพลังดวงดาวของ เขา และเมื่อหยดดาวเต็มล้นอยู่ในทะเลสาบดวงดาว เขาก็สามารถใช้พลัง ดวงดาวกลุ่มใหม่มาขยายทะเลสาบดวงดาวได้อีกครั้ง
น้ำวนพลังวิญญาณ น้ำวนเปลวเพลิง น้ำวนพืชหญ้าทุกลูกใน มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนต่างก็ผ่านเปลี่ยนแปลงอย่างเต็มรูปแบบ แล้ว
รอแค่น้ำวนดวงดาวชุบหลอมได้สำเร็จ เขาก็ถือว่าสั่งสมทุกอย่าง พร้อมสำหรับการฝ่าทะลุสู่เขตสามัญ ขอแค่มีการบรรลุหนึ่งครั้ง หรือ โอกาสเหมาะๆ มาถึง เขาก็สามารถเลื่อนสู่ขอบเขตใหม่ได้อย่างแท้จริง
เขาแอบรู้สึกว่าหากเขาเลื่อนสู่เขตสามัญ พลังจิตแปรสภาพเป็นพลัง จิตวิญญาณได้เมื่อไหร่ เขาจะสามารถไปตรวจสอบจุดลึกใต้ดินของพื้นที่ ต้องห้ามแห่งชีวิต แล้วไขความลับที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งไว้ได้
เมื่อถึงเวลานั้น บางทีเขาอาจจะเอาอาวุธวิเศษประเภทบินของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวรวมไปถึงคัมภีร์สองเล่มที่เกี่ยวข้องกับ สำนักหยิน สำนักหยางซึ่งอยู่ในยอดเขาสามลูกของอาณาจักรเชียนแจว๋ ออกมาได้ด้วยก็เป็นได้
ไม่ว่าจะเป็นหัวมู่หรือจ้าวซานหลิง พวกเขาต่างก็คิดว่าในเมื่อ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งประตูสวรรค์ไว้ในดินแดนดาวตกเพื่อไว้ เลือกผู้สืบทอด ถ้าเช่นนั้นก็ย่อมต้องทิ้งวิธีรับมือไว้ให้กับผู้สืบทอดของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
และมีความเป็นได้แปดถึงเก้าส่วนว่าวิธีรับมือที่ว่านั้นก็คือวิธีการออก จากดินแดนดาวตก หวนกลับไปยังพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
อูจี้อาจารย์ของเขาก็คาดเดาว่าที่เนี่ยเทียนซึ่งได้รับตราประทับสะเก็ด ดาวสามดวงยังคงถูกกักตัวอยู่ในดินแดนดาวตกก็เพราะเป็นการทดสอบที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมีต่อผู้สืบทอดของตนเท่านั้น
หากผู้สืบทอดไม่ต้องยืมใช้พลังของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวก็ สามารถฝ่าทะลุไปทีละขั้นจนเลื่อนสู่เขตสามัญได้ เช่นนั้นย่อมได้รับการ ยอมรับจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวแน่นอน
และสักวันหนึ่ง เนี่ยเทียนที่เป็นผู้สืบทอดของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวก็ต้องไปจากที่นี่
จะเข้าไปในจุดลึกของพื้นที่ต้องห้ามแห่งชีวิตได้หรือไม่ จะได้รับ สิ่งของที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งไว้หรือไม่ กุญแจสำคัญที่สุดก็คือ การเลื่อนสู่เขตสามัญ
เนี่ยเทียนลืมกินลืมนอน เขาใช้หินดวงดาวบวกกับการชักนำพลัง ดวงดาวของบุปผาเก้าดารามาฝึกฝนทั้งวันทั้งคืน
ระหว่างนั้นเขาก็ได้รับข่าวคราวต่างๆ มาจากพรรคคิชฌกูฏอย่าง ต่อเนื่อง
คนของตระกูลเหลยที่มาเยือนเคลื่อนที่ไปทั่วเก้าอาณาจักรของ ดินแดนดาวตก และใช้อาวุธวิเศษสำรวจหาสายแร่ผลึกวิเศษ
สายแร่ผลึกวิเศษหลายแห่งที่อาจจะปรากฏเด่นชัดหรือซุกซ่อนอยู่ใน อาณาจักรต่างๆ อย่างอาณาจักรหลีเทียน อาณาจักรเชียนแจว๋ อาณาจักร ป่ายจั้น ต่างก็ถูกคนของตระกูลเหลยใช้อาวุธวิเศษมาสำรวจหาจนทั่ว
ในสายแร่ผลึกวิเศษบางแห่งก็มีวัตถุดิบหายากอย่างโมราผลึกน้ำแข็ง ปรากฏให้เห็น ซึ่งล้วนถูกตระกูลเหลยยึดครองไปเป็นของตนทั้งหมด
สำนักหยิน สำนักหยาง ฝ่ายต่างๆ ของอาณาจักรป่ายจั้น วังวิญญาณ ต่างก็เลือกทำอย่างเดียวกับหอหันปิง นั่นคือเป็นฝ่ายยกสายแร่ผลึกวิเศษ ให้คนของตระกูลเหลยสำรวจ
คนของตระกูลเหลยนำพาผู้ฝึกวิญญาณของภูเขาสายฟ้ากวาดตะลุย ไปแปดทิศ วางตัวกำเริบเสิบสานบ้าอำนาจ หาเรื่องก่อราวไม่เว้นวัน
ทว่าสำนักใหญ่ต่างๆ ซึ่งรวมถึงวิมานสวรรค์ต่างก็เลือกจะข่มกลั้น ความเดือดดาล ไม่กล้าโจมตีกลับไป
ไม่นานหลังจากนั้น เนี่ยเทียนก็รู้ผ่านพรรคคิชฌกูฏอีกว่าเซี่ยอี้เทพ เพลิงแอบสร้างข้อตกลงลับๆ กับตระกูลเหลย และเตรียมจะใช้ตำหนัก เทพเพลิงเป็นที่พักพิงของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะมาเยือน
เนื่องจากเซี่ยอี้ฝึกคาถาเปลวเพลิง เขาก็อาจจะได้รับความโปรดปราน จากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ทางฝ่ายตระกูลเหลยจึงตกปากรับคำว่าจะให้เขา ได้เป็นผู้อาวุโสคนหนึ่งของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์
หากเซี่ยอี้ที่เลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้ายเลือกจะไต่ไปบนไม้ใหญ่อย่าง สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ เอาเวทลับเปลวเพลิงและวัตถุดิบล้ำค่าที่จำเป็นสำหรับ การสร้างดินแดนมาจากในสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ นี่ก็จะช่วยให้เซี่ยอี้ฝ่าทะลุสู่ แดนว่างเปล่าได้
เซี่ยอี้ค่อนข้างสนใจเงื่อนไขนี้จึงตอบรับตระกูลเหลยว่ารอให้สำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์มาถึงเมื่อไหร่ เขาจะพูดคุยกับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวเอง
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง เนี่ยเทียนก็ได้รับข่าวอีกครั้งว่าจางจ้งฉือแห่งลัทธิ อูตู๋และหลิวหมินฮวางจากวังวิญญาณก็ได้เลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้าย สำเร็จแล้วเช่นกัน
จางจ้งฉือและหลิวหมินฮวางสองคนสามารถฝ่าทะลุสู่เขตวิญญาณช่วง ท้ายได้สำเร็จในเวลาสี่ปี คุณความชอบนี้เป็นของชนต่างเผ่าที่รุกรานเข้า มา
เวทลับพิษร้ายรุนแรงที่ลัทธิอูตู๋ฝึกฝน และเวทลับจิตวิญญาณ หลากหลายชนิดของวังวิญญาณนั้นมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกล้ำกับเผ่า ทมิฬ เผ่าอสูรกาย
ชนต่างเผ่าถูกโจมตีอย่างสาหัสในดินแดนดาวตก คัมภีร์หลายเล่มที่ เกี่ยวกับสายเลือดต่างก็ถูกลัทธิอูตู๋และวังวิญญาณยึดครองไปจนหมด
คัมภีร์เหล่านั้นช่วยจางจ้งฉือและหลิวหมินฮวางได้มาก ทำให้คนทั้ง สองมีความรู้ใหม่เกี่ยวกับเวทลับพิษร้ายและเวทลับจิตวิญญาณ จึงช่วยให้ คนทั้งสองฝ่าทะลุขอบเขตได้สำเร็จ
เมื่อเลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้าย จางจ้งฉือและหลิวหมินฮวางสองคน จึงออกจากด่าน และไม่นานก็ป่าวประกาศว่าลัทธิอูตู๋และวังวิญญาณยินดี พึ่งพิงสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นสำนักในสังกัดของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์
เมื่อรวมลัทธิอูตู๋ วังวิญญาณ ภูเขาสายฟ้า สำนักเทียนเหยียน และ ตำหนักเทพเพลิงซึ่งได้ข้อตกลงขั้นต้นเข้าไปด้วยกัน ดินแดนดาวตกก็มีถึง ห้าสำนักใหญ่ที่เลือกจะโอนอ่อนผ่อนตามตั้งแต่ที่คนของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ยังไม่มาเยือน
การยอมอ่อนข้อของห้าฝ่ายนี้ทำให้ความกำเริบเสิบสานของตระกูล เหลยยิ่งเพิ่มมากขึ้น จนกระทั่งพวกเขาปล่อยคำพูดออกมาอีกว่าหาก สำนักใดในดินแดนดาวตกไม่ยอมเลือกพึ่งพิงสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ต้องถอน กำลังออกไปจากอาณาจักรของตัวเอง และได้แต่ไปชีวิตชีวิตอยู่ในโลกลับ ที่พวกเขาค้นพบเท่านั้น
เมื่อคำพูดนี้ป่าวประกาศออกมา พวกสำนักที่ยังไม่ยอมอ่อนข้อก็พา กันเกิดความหวาดหวั่น ต่างฝ่ายต่างเดินทางมาปรึกษากันอย่างลับๆ
วันนี้
เนี่ยเทีนอยู่ในกระท่อมหลังหนึ่งที่พรรคคิชฌกูฏจัดหามาให้เขา หลังจากที่ใช้หินดวงดาวฝึกตนอย่างยากลำบากแล้วก็พลันลืมตาขึ้นมา
“ในที่สุดน้ำวนดวงดาวก็ถูกเปลี่ยนแปลงจนถึงขีดสุดแล้ว! เมื่อ ทะเลสาบดวงดาวถูกขยายอีกครั้งก็จะบรรจุหยดดาวได้มากกว่าเดิมถึง สามเท่า!”
เงยหน้ามองท้องฟ้าที่ดารดาษไปด้วยหมู่ดาว แสงเก้าจุดก็เปล่ง ประกายอยู่ในดวงตาของเนี่ยเทียนคล้ายสะเก็ดดาวเล็กๆ เก้าดวง
ในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน น้ำวนพลังวิญญาณเก้าลูกโคจร อย่างต่อเนื่องอยู่ในมหาสมุทรวิญญาณที่กว้างใหญ่ไพศาล ทำให้เขาเกิด ความรู้สึกมหัศจรรย์เหมือนพวกมันจะผสานรวมกัน
น้ำวนพลังวิญญาณจะเพิ่มขึ้นครั้งละหนึ่งลูกทุกครั้งที่เขาฝ่าทะลุ ขอบเขตขั้นเล็ก
เขตต้นสวรรค์ช่วงท้ายมีน้ำวนพลังวิญญาณทั้งหมดเก้าลูก น้ำวนพลัง วิญญาณทั้งเก้านี้ต่างก็บรรจุพลังวิญญาณไว้จนเต็ม ธาตุของน้ำวนแต่ละ ลูกก็เหมือนกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
น้ำวนพลังวิญญาณทั้งเก้าอยู่ตรงกลางของมหาสมุทรวิญญาณจุด ตันเถียน มันหมุนวนต่อเนื่อง บางครั้งก็เข้ามาใกล้กัน บางครั้งก็กระจาย ออกจากกัน ทุกครั้งที่เข้ามาใกล้กันก็จะทำให้เขาเกิดความรู้สึกว่าน้ำวน พลังวิญญาณจะผสานรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่กลับไม่สามารถทำได้ สำเร็จอย่างแท้จริง
ส่วนน้ำวนเปลวเพลิง น้ำวนพืชหญ้าและน้ำวนดวงดาวกลับกระจาย อยู่รอบนอกเรียงกันเป็นรูปสามเหลี่ยม คอยโอบล้อมน้ำวนพลังวิญญาณ ทั้งเก้าไว้ภายใน
น้ำวนพลังวิญญาณสามลูกที่ต่างธาตุกันนี้ไม่มีวี่แววว่าจะผสานรวมเข้า ด้วยกัน พวกมันอยู่ห่างกันไกลมากและแยกห่างจากกันอย่างชัดเจน
ทว่าเขากลับมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่าเมื่อพลังวิญญาณทั้งเก้าลูก รวมกันได้เมื่อไหร่ น้ำวนพลังวิญญาณทั้งสามธาตุก็จะเกิดการ เปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
“แอด!” ประตูไม้ถูกผลักเปิดออก หัวมู่เดินเข้ามาข้างใน กล่าวด้วย รอยยิ้มน้อยๆ “ข้ารู้สึกว่าการฝึกตนของเจ้าครั้งนี้สิ้นสุดลงแล้ว”
“ท่านลุงหัว ท่านกลับมาแล้ว” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างยินดี “ผู้อาวุโส เจินเป็นอย่างไรบ้าง?”
“นางเลื่อนสู่เขตวิญญาณแล้ว” หัวมู่ยิ้มอีกครั้ง ก่อนจะเก็บรอยยิ้ม กลับคืนมา “เจ้ากับคนบ้าจ้าวซานหลิงไปอยู่ที่พื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนมาสี่ปี มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง?”
เรื่องมากมายเขาไม่อยากเปิดเผยให้ลู่ย่วนซีและจงเจิงรู้ ทว่ากลับไม่ คิดจะปกปิดหัวมู่
เขาจึงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนให้หัวมู่ฟังอย่าง ละเอียด
หัวมู่ฟังจบสีหน้าก็พลันกระตุก กล่าวอย่างตะลึงพรึงเพริด “พวกเจ้า สองคนช่างใจกล้ายิ่งนัก คนหนึ่งก็เฒ่าบ้า คนหนึ่งก็เด็กบ้า ถึงขนาดไป แย่งชิงโบราณสถานของซวีหลิงจื่อมาจากมือสำนักสามกระบี่และเขา สุขาวดีแห่งดินแดนปราการดวงดาวได้! ตามคำบอกของพวกเจ้า สำนัก สามกระบี่และเขาสุขาวดีก็เหมือนกับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาต่างก็เป็น สำนักเก่าแก่ที่ตั้งตระหง่านอยู่ในดินแดนปราการดวงดาว พวกเจ้าไปแย่ง อาหารจากปากเสือ แถมยังฆ่าผู้อาวุโสของพวกเขาไปมากมาย เรื่องนี้ ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด!”
เนี่ยทียนหัวเราะแห้งๆ “ข้าเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าดินแดน ปราการดวงดาวกับดินแดนดาวตกของพวกเราจะถูกเชื่อมโยงเข้าหากัน เร็วขนาดนี้”
“อีกเดี๋ยวคนจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็จะมาถึง อีกไม่นานข้าก็จะต้องไป อาณาจักรต้าฮวางเพื่อไปพบหน้าคนจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์” หัวมู่ขมวด คิ้วมุ่น
“พรรคคิชฌกูฏเองก็เตรียมจะ…” เนี่ยเทียนตะลึงงัน
ใบหน้าหัวมู่เต็มไปด้วยความขมขื่น “ช่วยไม่ได้ เมื่อแข็งแกร่งไม่เท่า คนอื่นก็ได้แต่ข่มกลั้นความเจ็บแค้น ทว่าสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์คือสำนักเบื้อง บนของตระกูลเหลย บางทีพวกเขาอาจจะไม่ได้พูดยากอย่างตระกูลเหลย ข้าไปที่อาณาจักรต้าฮวางก็เพราะอยากรู้ว่าคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์จะ เสนอเงื่อนไขอะไร หากเงื่อนไขไม่บังคับใจกันเกินไปนัก การกลายเป็นผู้ พึ่งพิงของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินจะยอมรับได้”
“กลายเป็นผู้พึ่งพิงก็แค่ต้องส่งมอบหินวิเศษ วัตถุดิบวิเศษที่มีในแต่ละ อาณาจักรให้พวกเขาเท่านั้นหรือ?” เนี่ยเทียนถามอย่างอยากรู้
“ย่อมไม่ได้ง่ายดายขนาด” หัวมู่ส่ายหัว “ยามที่สำนักเบื้องบนต่อสู้ กับสำนักอื่นหรือเข่นฆ่ากับชนต่างเผ่า กลุ่มอิทธิพลที่อยู่ในสังกัดต้องถูก โยกย้ายกำลังให้ไปช่วยสำนักเบื้องบนต่อสู้ ที่ข้าเป็นกังวลก็คือสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์จะมองทุกสำนักในดินแดนดาวตกเป็นโล่กันกระสุน ถูกพวกเขา ส่งไปตาย หากเป็นเช่นนี้ข้าก็มิอาจยอมรับได้”
“หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าย่อมหดหัวอยู่ในโลกลับ รอให้โอกาสเหมาะๆ มาถึงจะดีกว่า”
เนี่ยเทียนกล่าว “ข้าอยากกลับอาณาจักรหลีเทียนไปพบอาจารย์ของ ข้า”
“ไม่จำเป็น” หัวมู่สีหน้าแปลกประหลาด “อาจารย์ของเจ้าก็จะไป อาณาจักรต้าฮวางเช่นกัน เขาเองก็อยู่ในรายชื่อที่คนของตระกูลเหลย เจาะจงว่าต้องไปพบคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์”
“อาจารย์ของข้ายังไม่ใช่เขตวิญญาณสักหน่อย” เนี่ยเทียนตกใจ
“แม้เขาจะไม่ใช่เขตวิญญาณ แต่ควบคุมเวทลับห้วงเวลาอยู่ในมือ วิชานี้หายากยิ่งนัก” หัวมู่พลันคลี่ยิ้ม “อาจารย์ของเจ้าเป็นตัวแทนของ ทุกสำนักในอาณาจักรหลีเทียน ข้ารู้สึกว่าคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์สนใจ อาจารย์เจ้ามาก บุคคลเช่นอาจารย์เจ้า มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้รับ ความโปรดปรานจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ และไม่แน่ว่าอาจถูกสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์มองเป็นแขกผู้ทรงเกียรติ”
——