ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 685 ความลับที่ซุกซ่อน
“ตอนที่เจ้าสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์คนปัจจุบันของพวกเรายังเป็นหนุ่มเคย ได้ไปสำรวจพื้นที่ลึกลับบางแห่งในจุดลึกของทางช้างเผือก ในพื้นที่ลึกลับ แห่งนั้น เจ้าสำนักของเราโชคดีได้รู้จักกับท่านผู้เฒ่าคนหนึ่งของ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว และได้รับการดูแลจากท่าน”
ขณะที่อยู่บนอาวุธวิเศษประเภทบินรูปร่างเหมือนวิหคเพลิง เยว่เห ยียนสี่ก็เล่าเรื่องภายในให้เนี่ยเทียนรู้อย่างละเอียด
“หากไม่ได้การชี้นำจากผู้เฒ่าท่านนั้น เจ้าสำนักของเราก็ยากที่จะเอา ชีวิตรอดกลับมาได้ แล้วก็คงไม่มีสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์อย่างในวันนี้”
“เรื่องนี้เจ้าสำนักแค่เคยพูดให้คนจำนวนน้อยฟัง และบังเอิญที่ข้าเป็น คนหนึ่งในนั้น”
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ เจ้าสำนักซาบซึ้งในพระคุณของผู้เฒ่าคน นั้น และใจก็อยากผูกมิตรกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมาโดยตลอด อีกทั้งเจ้าสำนักยังไม่ถือสาหากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์จะต้องกลายเป็นกลุ่ม อิทธิพลที่พึ่งพาพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว”
“แต่ที่น่าเสียดายก็คือ…”
เยว่เหยียนสี่ยิ้มเจื่อน “เจ้าอย่าเห็นว่าสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของเราคือ หนึ่งในสามตระกูลห้าสำนักของดินแดนปราการดวงดาว แต่ต่อให้พวกเรา คิดอยากจะเป็นกลุ่มอิทธิพลที่พึ่งพาพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เราก็ยัง ไม่มีคุณสมบัตินั้น มีเพียงรอให้ขอบเขตของเจ้าสำนักฝุาทะลุไปอีกขั้น
เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะได้สำเร็จเมื่อไหร่ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ถึงจะมี คุณสมบัติที่จะสร้างความสัมพันธ์กับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว”
เนี่ยเทียนกล่าวด้วยความตกตะลึง “ตอนนี้สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ยังไม่มี คุณสมบัติแม้แต่จะเป็นกลุ่มอิทธิพลที่พึ่งพาพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว งั้นหรือ?”
“เป็นเช่นนี้จริง” เยว่เหยียนสี่พยักหน้ารับอย่างจนใจ “สำนักอย่าง พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวถึงจะเรียกว่าเป็นสำนักผู้ฝึกลมปราณเผ่า มนุษย์ที่เก้าแก่อย่างแท้จริง และเป็นผู้พิชิตอยู่ในจุดลึกของทางช้างเผือก อันกว้างใหญ่ไพศาล ในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมีแดนเอตทัคคะอยู่ เยอะมาก แม้แต่ยอดฝีมือในขอบเขตแดนเทพเจ้าก็ยังมีอยู่หลายคน”
“แล้วก็เพราะมีสำนักที่แข็งแกร่งอย่างพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว อยู่ เผ่ามนุษย์ถึงได้ต้านทานชนต่างเผ่าได้มากมาย ทำให้เผ่ามนุษย์หลุด พ้นจากการเป็นทาสของชนต่างเผ่า และกลับเป็นฝุายที่กลายมาเป็นนาย”
หยุดไปครู่ เยว่เหยียนสี่ก็กล่าวอีกว่า “ประตูสวรรค์ของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวมีขึ้นเพื่อเลือกบุตรแห่งดวงดาว ผู้ที่มีความสามารถโดด เด่นและได้รับตราประทับสามดวงมาจากในประตูสวรรค์ก็คือบุตรแห่ง ดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว”
“เท่าที่ข้ารู้มา ตลอดทั้งพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ตอนนี้มีบุตร แห่งดวงดาวเพียงแค่หกคน”
“บุตรแห่งดวงดาวทุกคนต่างก็ได้ครอบครองอาณาจักรดวงดาว มากมาย มีผู้แข็งแกร่งจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ใต้สังกัด และมีสำนักมากมาย ที่เป็นผู้พึ่งพา”
“และในเมื่อเจ้าได้ตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงมาจากในประตู สวรรค์ เจ้าก็คือบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ด!”
“จ้าวแห่งดวงดาวในอนาคตของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมักจะ เลือกมาจากบรรดาบุตรแห่งดวงดาว และถึงแม้ว่าเจ้าจะเป็นบุตรแห่ง ดวงดาวคนใหม่ ทว่าเจ้าก็มีสิทธิ์ในการช่วงชิงตำแหน่งจ้าวแห่งดวงดาว เช่นกัน”
“ในเมื่อเจ้ามาจากดินแดนดาวตก ประตูสวรรค์เปิดขึ้นที่นี่ อีกทั้งเจ้า ยังได้รับตราประทับสะเก็ดดาวทั้งสามดวง ถ้าเช่นนั้นดินแดนดาวตกก็ต้อง เป็นของเจ้า เป็นฟูาดินส่วนตัวของเจ้า”
“สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์จะถอนกำลังออกจากดินแดนดาวตก และตระกูล เหลยก็จะถูกพวกเราเรียกตัวกลับด้วย ดินแดนดาวตกแห่งนี้ยังต้องให้เจ้า เป็นคนควบคุม”
เนี่ยเทียนตะลึงพรึงเพริด “ข้าได้ตราประทับสะเก็ดดาวมาจาก ดินแดนไหน ที่นั่นก็เป็นของข้า?”
“ก็คือความหมายนี้นี่แหละ และนี่ก็คือกฎที่พระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวกำหนดมาตั้งแต่สมัยโบราณ” เยว่เหยียนสี่พยักหน้าเบาๆ “พี่น้อง ตระกูลเหลยไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว และไม่รู้ความ ลึกลับที่ซุกซ่อนอยู่”
กล่าวมาถึงตรงนี้ เขาลังเลไปครู่ก็พูดขึ้นอีกว่า “ทุกการกระทำของ ตระกูลเหลยไม่เหมาะสมอย่างแท้จริง ข้าจะให้ตระกูลเหลยชดใช้ให้แก่ เจ้า เพียงแต่อย่างไรซะตระกูลเหลยก็เป็นเพียงผู้พึ่งพาสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ของพวกเรา แม้พวกเขาจะเข้าใจความหมายของพวกเราผิด แต่ทุกอย่าง ที่ทำลงไปก็เพื่อสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราทั้งสิ้น”
“ขอเจ้าได้โปรดอย่าสร้างความลำบากใจให้กับตระกูลเหลยมาก จนเกินไป ถือซะว่าเห็นแก่หน้าสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของเรา”
เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน “ข้าไม่มีความสามารถไปสร้างความลำบากใจ ให้กับตระกูลเหลยหรอก”
“สักวันหนึ่งเจ้าต้องมีความสามารถนั้น” เยว่เหยียนสี่กล่าว
“แล้วเอ่อ เรื่องเกราะมังกรเพลิงเป็นมาอย่างไรกันแน่หรือ?” เนี่ย เทียนถามอีกครั้ง
“วัตถุชิ้นนี้สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของเราแค่เคยได้ยินชื่อ แต่ไม่เคยเห็น ของจริงมาก่อน” เยว่เหยียนสี่บอกอย่างไม่มีปิดบัง “เมื่อหนึ่งพันปีก่อน นายน้อยสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราได้ออกไปหาประสบการณ์ข้าง นอก เขากับเหล่าผู้มากความสามารถหลายคนของดินแดนปราการ ดวงดาวได้ออกไปสำรวจดินแดนบางแห่งที่เราไม่รู้ว่าเป็นที่ใด ทว่าเหล่าผู้ มากความสามารถกลับตายอยู่ในดินแดนแห่งนั้นจนเกือบหมด”
“นายน้อยของสำนักข้าโชคดีรอดชีวิตมาได้ ทั้งยังได้รับเกราะมังกร เพลิงด้วย”
“เขาใช้เวทลับส่งข่าวมายังสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ บอกกับพวกเราว่าเขา หลงทางอยู่ในดินแดนแห่งหนึ่ง ยังหาทางกลับไม่เจอ”
“ข้าเดาเอาว่าดินแดนที่เขาหลงทางนั้นน่าจะอยู่ใกล้กับดินแดนดาว ตก เขาจับผลัดจับผลูบุกเข้ามาในดวงดาวที่มอดดับแล้วแห่งหนึ่ง จนกระทั่งได้เจอกับพวกเซี่ยอี้สามคน”
“ปีนั้นนายน้อยมีตบะแค่เขตวิญญาณช่วงต้น หลังจากที่หนีรอดจาก ดินแดนที่เราไม่รู้จักแห่งนั้นมาได้ บนร่างก็น่าจะยังมีอาการบาดเจ็บ”
“เซี่ยอี้สามคนร่วมมือกันสังหารเขา คิดจะช่วงชิงทุกอย่างที่อยู่บนร่าง เขามา ผลกลายเป็นว่าเขาตาย แต่กลับโยนแกนเลือดที่พวกเจ้าพูดถึงทิ้ง ไปนอกดวงดาว”
“วิญญาณวัตถุที่อยู่ในแกนเลือดยังมีพลังหลงเหลือจึงล่องลอยอยู่ กลางท้องฟูาหลายปี กระทั่งพลังงานหมดลงจึงตกลงมาในอาณาจักรหลี เทียน สุดท้ายก็ตกมาอยู่ในมือของคนที่โชคดีอย่างเจ้า”
“ในเมื่อวัตถุชิ้นนี้อยู่ในมือเจ้า สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่คิดจะทวงคืน เพราะความเป็นจริงแล้ว สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็รู้แค่ว่าวัตถุชิ้นนี้ตกมาอยู่ใน มือของนายน้อย แต่ไม่เคยได้เห็นมันเองกับตา”
ได้ยินเขาพูดเช่นนี้ เนี่ยเทียนก็เอามือลูบแหวนเก็บของหนึ่งที แต่ก็ไม่ มีท่าทีว่าจะหยิบมันออกมา เพียงพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมาก”
เขาเข้าใจชัดเจนดีกว่าใครว่าเกราะมังกรเพลิงไม่ได้เป็นแค่อาวุธล้ำค่า เชื่อมโยงวิญญาณชิ้นหนึ่งเท่านั้น แต่มันยังซุกซ่อนความลับยิ่งใหญ่เอาไว้ ด้วย
หลังจากที่แกนเลือดของเกราะมังกรเพลิงสะสมพลังงานมากพอแล้ว มันสามารถพาเขาไปยังฟูาดินลึกลับที่มีเทพยักษ์ค้ำฟูาซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน และเวทลับหลายวิชาที่เขาบรรลุมาจากที่นั่นก็มีอานุภาพสูงอย่างหาที่ สิ้นสุดไม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยอี้เทพเพลิง หรือสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ต่างก็ไม่รู้ความลี้ลับ แท้จริงที่ซ่อนเอาไว้ในเกราะมังกรเพลิง
แต่เขากลับรู้ดีว่ามูลค่าของเกราะมังกรเพลิงนั้นเหนือเกินกว่าที่เยว่เห ยียนสี่วิเคราะห์เอาไว้!
ในสายตาของเยว่เหยียนสี่ เกราะมังกรเพลิงก็เป็นเพียงแค่อาวุธล้ำค่า เชื่อมโยงวิญญาณธาตุไฟชิ้นหนึ่งเท่านั้น อาวุธระดับนี้สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ น่าจะไม่ขาดแคลน
แล้วก็เพราะไม่รู้ถึงความลับแท้จริงที่เกราะมังกรเพลิงซุกซ่อนเอาไว้ เยว่เหยียนสี่ถึงได้ใจกว้างถึงขนาดไม่ทวงเกราะมังกรเพลิงคืนจากเขา
“ใช่แล้ว ช่วยบอกข้าหน่อยได้ไหมว่าตอนที่อยู่พื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน เจ้าและคนที่ชื่อจ้าวซานหลิงได้เจออะไรบ้าง?” เยว่เหยียนสี่เปลี่ยนหัวข้อ สนทนา “เจ้าวางใจได้ ข้าไม่มีเจตนาร้าย ที่ข้าอยากรู้เรื่องก็เพราะเป็น ห่วงเจ้า ข่าวที่ข้าได้รับมาก็คือเหมือนว่าสำนักสามกระบี่และเขาสุขาวดี จะเสียเปรียบอย่างหนักตอนอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน และพวกเขาก็ กำลังตามหาคนที่ชื่อจ้าวซานหลิงนั่น”
“จิ้วจิ่วโยวจากสำนักสามกระบี่และพวกหันชื่อกุ่ยจากเขาสุขาวดีล้วน ตายหมดแล้ว จ้าวซานหลิงได้เจดีย์ซวีหลิงมาครอง ส่วนข้าก็ได้แหวนเก็บ
ของของคนเหล่านั้น ตอนที่พวกเราออกมาได้เจอกับเทพธิดาของเขา สุขาวดีกับคนอีกสองคนที่ชื่อเถียนจื่อผิงและเหยาจื่อหลัน” เนี่ยเทียนเล่า เรื่องที่สามารถเล่าได้ให้อีกฝุายฟัง
ตอนที่เขาและจ้าวซานหลิงออกมาจาก “ดินแดน” ของซวีหลิงจื่อก็ เกิดข้อพิพาทกับคนของเขาสุขาวดี เขาเข้าใจดีว่าไม่ช้าก็เร็วเรื่องนี้ต้อง แพร่ไปทั่วดินแดนปราการดวงดาว
ในเมื่อเยว่เหยียนสี่และสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์มีความสัมพันธ์บางอย่างกับ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ทั้งยังมีใจจะผูกมิตรกับตน ก็ไม่น่าจะทำ ร้ายตน การที่เขาเล่าเรื่องพวกนี้ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องเลวร้ายอะไร
“นึกไม่ถึงว่าสำนักสามกระบี่และเขาสุขาวดีวางแผนกันมานานหลาย ปี สุดท้ายกลับได้ดีจ้าวซานหลิงไปเสียนี่ ไอ้หมอนั่นร้ายกาจไม่น้อยเลย จริงๆ” เยว่เหยียนสี่สีหน้าแปลกประหลาด เขาทอดถอนใจด้วยความปลง อนิจจังพักหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วเงียบคิดใคร่ครวญผลได้ผลเสีย
เนิ่นนานหลังจากนั้น เยว่เหยียนสี่ถึงได้พูดขึ้นอีกครั้ง “ตอนนี้ยังไม่ ควรเปิดเผยเรื่องของดินแดนดาวตกออกไป หากสำนักในดินแดนปราการ ดวงดาวรู้ถึงการดำรงอยู่ของดินแดนดาวตก เกรงว่าคงเกิดความคิดที่ไม่ดี หากพวกเขารู้ว่าดินแดนดาวตกมีเก้าอาณาจักร จ้าวซานหลิงได้เจดีย์ซวีห ลิงไปครอง ทั้งประตูสวรรค์เคยเปิดขึ้นที่นี่ พวกเขาต้องบุกเข้ามาอย่างบ้า คลั่งแน่นอน”
“ตอนนี้ดินแดนดาวตกของพวกเจ้ายังไม่มีความสามารถที่จะปกปูอง ตัวเอง หากสำนักในดินแดนปราการดวงดาวมาเยือนจริงๆ ดินแดนดาว
ตกต้องเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่แน่ๆ เพราะไม่ใช่ทุกสำนักในดินแดน ปราการดวงดาวที่คิดอยากผูกมิตรกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว หาก ดินแดนดาวตกถูกเปิดเผยก็ใช่ว่าสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราจะ คุ้มครองดินแดนดาวตกของพวกเจ้าได้”
“ข้าจะสั่งความให้ตระกูลเหลยอยู่ที่ดินแดนดาวตกก่อนช่วงระยะเวลา หนึ่ง ยังไม่ให้พวกเขากลับดินแดนปราการดวงดาว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คน ตระกูลเหลยปากเปราะ หลุดปากพูดออกไปมั่วซั่ว”
“ตระกูลเหลยเฝูาพิทักษ์อยู่ที่นี่ ข้าจะให้สองพี่น้องตระกูลเหลยฟัง คำสั่งจากเจ้า ถือซะว่าเป็นการชดเชยกับสิ่งที่พวกเขากระทำลงไป”
“รอจนเรื่องของเจดีย์ซวีหลิงในดินแดนปราการดวงดาวค่อยๆ ซาลง พวกเราค่อยมาวางแผนกันอีกที”
หยุดไปครู่ เยว่เหยียนสี่ก็พูดอีกว่า “ก่อนหน้านี้ทางช้างเผือกที่ เชื่อมโยงมายังดินแดนดาวตก มีพื้นที่แห่งหนึ่งที่ถูกปิดผนึกมานานถึงหมื่น ปี เวลาที่เรือรบทางช้างเผือกผ่านทางมาจะต้องเจอกับอันตรายอย่างใหญ่ หลวง ทว่าตลอดหลายปีมานี้ พื้นที่แห่งนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าง เงียบเชียบ ตระกูลเหลยเองก็นับว่าโชคดีที่ลอดผ่านมาได้ ซึ่งสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราก็กำลังลงมือสำรวจพื้นที่แห่งนั้น”
“ตอนนี้พวกเราพอจะมีเบาะแสจนเดาออกว่าพื้นที่แห่งนั้นถูกคนจงใจ ปิดผนึกเอาไว้ เหมือนกับว่าปูองกันไม่ให้ดินแดนดาวตกเปิดเผยต่อสายตา คนนอก ที่นั่นซุกซ่อนความลับอะไรบางอย่างเอาไว้ หากเจ้าสนใจ ข้าจะ ส่งคนมารับเจ้าไปดู”
“ตอนนี้ก็พยายามอย่าให้ผู้ฝึกลมปราณของดินแดนดาวตกเดินทางไป ยังดินแดนปราการดวงดาวแล้วกัน หากเจ้าต้องการไปที่นั่นก็ให้คนของ ตระกูลเหลยจัดการ”
ข้อเสนอแนะมากมายด้วยเจตนาดีที่เยว่เหยียนสี่มีต่อเนี่ยเทียน หลังจากที่เนี่ยเทียนครุ่นคิดอย่างละเอียดดีแล้วก็รับฟังทุกเรื่อง
“หลังจากที่ข้ากลับไปจะปิดเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ไว้เป็นความลับ ข้าจะ บอกพี่น้องตระกูลเหลยว่าทุกเรื่องในดินแดนดาวตกต้องฟังคำสั่งจากเจ้า เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องพี่น้องตระกูลเหลย พวกเขาไม่มีทางกล้าทำตัว เหลวไหลแน่นอน”
“ที่ให้ตระกูลเหลยอยู่ในดินแดนดาวตกชั่วคราวก็เพื่อให้ปกปูองเจ้า”
“เจ้ารอฟังข่าวจากข้า ข้าจะกลับไปจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย หาก เจ้าต้องการ ข้าจะส่งตัวให้เจ้าไปดูพื้นที่ที่ถูกปิดผนึกมาหมื่นปีนั่น”
——