ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 690 วิญญาณวัตถุฟื้นตื่น
เจินฮุ่ยหลันพินิจพิจารณาหัวกะโหลกและผลึกปริซึมนั้นอย่างละเอียด ทั้งยังปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณอันแก่กล้าของนางให้ค่อยๆ รับสัมผัส พวกมัน
เนี่ยเทียนสังเกตเห็นว่าบนพื้นผิวของหัวกะโหลกและผลึกปริซึมนั้น ต่างก็มีแสงไฟสีแดงเล็กละเอียดแผ่ขึ้นมา
แสงไฟนั้นคือพลังจิตวิญญาณของเจินฮุ่ยหลันที่ผสานรวมเข้ากับพลัง ธาตุเปลวเพลิง ซึ่งค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในหัวกะโหลกและผลึกปริซึม
ท่ามกลางขั้นตอนนี้ เกราะมังกรเพลิงยังคงลอยอยู่นิ่งๆ และดูดซับ พลังงานความร้อนในผลึกเปลวเพลิงอย่างต่อเนื่อง
เตาหลอมที่ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับห้องหลอมอาวุธของเผ่าอสูร กายแห่งนี้มีเสียง “ฟูุวๆ” ดังออกมาตลอดเวลา
ไข่มุกวิญญาณมืดจมอยู่ในกองเพลิงกลางเตาหลอมและดึงเอาผีร้ายที่ แข็งแกร่งพวกนั้นออกมา
ภาพผีร้ายที่สลักอยู่บนเตาหลอมหายเกลี้ยงไปอย่างรวดเร็ว และเนี่ย เทียนก็สัมผัสไม่ได้ถึงความมหัศจรรย์ใดๆ จากเตาหลอมนั่นอีก
“อู้!”
ไข่มุกวิญญาณมืดลอยขึ้นมาจากในเตาหลอมช้าๆ แล้วหมุนวนอย่าง เงียบเชียบ
เนี่ยเทียนยื่นมือออกไปคว้า ไข่มุกวิญญาณมืดกลับเข้ามาอยู่ในมือเขา อีกครั้ง ก่อนที่เขาจะรวบรวมพลังจิตมาตรวจสอบไข่มุกวิญญาณมืด
ภาพแผนที่ดวงดาวที่ซ่อนอยู่ในไข่มุกวิญญาณมืดส่องประกายแสงเจิด จ้าผิดปกติ ส่วนบริเวณใกล้เคียงกับภาพแผนที่ดวงดาวนั้นกลับมีวิญญาณ มากมายมารวมตัวกันอยู่ คล้ายช่วยเพิ่มพลังจิตวิญญาณให้กับภาพแผนที่ ดวงดาว
ด้านในไข่มุกวิญญาณมืดมีโลกใบหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา โลกที่พิเศษนี้ เหมือนว่ารองรับได้แค่ผีร้ายและวิญญาณเท่านั้น
ผีร้ายและวิญญาณที่อยู่ในไข่มุกวิญญาณมืดของปีนั้นถูกเกราะมังกร เพลิงอาศัยค่ายกลโบราณของกระดูกมังกรเพลิงมาชุบหลอม และ รวบรวมมันขึ้นเป็นพลังจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ให้สะเก็ดดาวเก้าดวงใน มหาสมุทรจิตวิญญาณของเขาดูดซับ
ครั้งนั้นวิญญาณทั้งหมดในไข่มุกวิญญาณมืดต่างก็กลายเป็นเถ้าถ่าน ไม่หลงเหลือแม้แต่เสี้ยวเดียว
ตอนที่ชนต่างเผ่ามารุกราน เขาก็ได้อาศัยไข่มุกวิญญาณมืดมาดูดซับ พลังจากซากวิญญาณของชนต่างเผ่ามากมายที่ตายไป
และไข่มุกวิญญาณมืดในเวลานี้ยังรวบรวมวิญญาณอีกไม่น้อย การ ไหลบ่าของซากวิญญาณทำให้ภาพดวงดาวนั้นปรากฏอย่างชัดเจน และ ชี้นำเส้นทางดวงดาวให้แก่เขา
เขาตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่พักใหญ่ก็พอจะมองเห็นว่าวิญญาณที่ เดิมทีถูกผนึกไว้ในเตาหลอม ตอนนี้ก็ได้มารวมตัวกันอยู่ตรงจุดที่ภาพ ดวงดาวเจิดจ้าเช่นกัน
วิญญาณร้ายพวกนั้นเขาเคยเห็นมาก่อนบนพื้นผิวของเตาหลอม จึง จดจำได้อย่างแม่นยำ
เวลานี้พวกผีร้ายที่แข็งแกร่งเหล่านั้นกำลังว่ายวนอยู่ตรงมุมหนึ่งของ ภาพดวงดาว
“แถบพื้นที่ตรงกลางระหว่างดินแดนปราการดวงดาวและดินแดนดาว ตก…”
ใจเขาเต็มไปด้วยความใคร่รู้จึงยิ่งจับตามองอย่างละเอียด แล้วก็พบว่า ตรงจุดที่วิญญาณว่ายวนอยู่มีแสงรุบหรู่อยู่เป็นจุดๆ
ภาพแผนที่ดวงดาวที่ลอยอยู่ในไข่มุกวิญญาณมืดมีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ ดินแดนดาวตก ทอดตรงไปยังดินแดนปราการดวงดาว ซึ่งตรงกลางกั้น ขวางไว้ด้วยอาณาจักรดวงดาวไร้ที่สิ้นสุด
ตรงพื้นที่ที่เป็นตัวแทนของดินแดนดาวตกมีแสงดาวสิบดวงส่องสว่าง เก้าดวงในนั้นก็คือเก้าอาณาจักรของดินแดนดาวตก ส่วนดวงที่สิบก็คือ อาณาจักรเลี่ยคง
ส่วนดวงดาวที่ส่องแสงของดินแดนปราการดวงดาวมีทั้งหมดสามสิบ หกดวง คล้ายจะสอดคล้องกับอาณาจักรสามสิบหกแห่งในดินแดน ปราการดวงดาว
นอกจากจุดแสงดาวที่ส่องสว่างแล้ว ตำแหน่งที่ระบุไว้ในภาพแผนที่ ดวงดาวของดินแดนปราการดวงดาวกับดินแดนดาวตกยังมีจุดสีดำอยู่อีก บางส่วน จุดสีดำพวกนี้หม่นแสงไม่สว่าง ซึ่งน่าจะเป็นอาณาจักรที่ถูกทิ้ง ร้าง ไม่มีปราณวิญญาณฟูาดินใดๆ ให้ใช้
จุดแสงสีดำที่อยู่บนดินแดนดาวตกมีแค่ไม่กี่จุด ทว่าทางฝุายของ ดินแดนปราการดวงดาวนั้นกลับมีจุดสีดำมากหลายสิบกว่าจุด ซึ่งพวกมัน กระจายตัวอยู่รอบๆ ดวงดาวที่ส่องสว่าง
“เดิมทีดินแดนปราการดวงดาวมีอาณาจักรเกือบร้อยแห่ง แต่ที่ เหมาะสมให้ฝึกตนมีเพียงแค่สามสิบหกแห่งเท่านั้น และได้ถูกห้าสำนัก สามตระกูลครอบครอง ส่วนจุดสีดำก็คือตัวแทนของดวงดาวที่ถูกทิ้งร้าง ไม่เหมาะสมให้ผู้ฝึกลมปราณไปตั้งสำนัก”
“ทว่าตรงจุดที่มีวิญญาณจำนวนมากรวมตัวกันอยู่กลับไม่ใช่ทั้ง ดินแดนดาวตก แล้วก็ไม่ใช่ทั้งดินแดนปราการดวงดาว แต่เป็นพื้นที่ที่อยู่ ตรงจุดศูนย์กลาง”
“จุดแสงรุบหรู่พวกนั้นไม่ส่องสว่าง ไม่น่าจะเป็นตัวแทนของ อาณาจักรใดๆ อีกทั้งแสงพวกนั้นยังไม่ใช่สีดำ ก็ไม่น่าจะเป็นดวงดาวที่ถูก ทิ้งร้าง พวกมันคืออะไรกันแน่นะ?”
“ทำไมวิญญาณที่ถูกผนึกอยู่ในเตาหลอมถึงไปวนเวียนกันอยู่ตรงนั้น หรือว่ามันมีความหมายอะไร?”
ความคิดมากมายผุดขึ้นมาในสมองของเนี่ยเทียนอย่างต่อเนื่อง เขา ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนที่ดวงตาจะเป็นประกายวาบ
“หรือว่า…”
เขาพลันนึกขึ้นได้ถึงคำพูดของเยว่เหยียนสี่จากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ เยว่ เหยียนสี่บอกกับเขาว่าระหว่างดินแดนปราการดวงดาวกับดินแดนดาวตก มีพื้นที่หนึ่งที่เคยถูกปิดผนึกมานานนับหมื่นปี เมื่อก่อนเรือรบทาง ช้างเผือกมิอาจเดินทางผ่านพื้นที่แห่งนั้นไปได้
แล้วก็เพราะพื้นที่นั้นถูกปิดผนึกมานานปี ความอันตรายมีอยู่ทุกหน แห่ง เรือรบทางช้างเผือกของดินแดนปราการดวงดาวจึงไม่เคยลอดผ่าน มาเจอกับดินแดนดาวตก
ที่ตระกูลเหลยมาที่นี่ได้ก็เนื่องจากพื้นที่แห่งนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างเงียบเชียบ เปลี่ยนมาเป็นไม่น่ากลัวอย่างในอดีต
และสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ที่สำรวจที่นั่นก็บอกว่าที่นั่นซุกซ่อนความลับ ยิ่งใหญ่บางอย่างเอาไว้ ทั้งยังเชื้อเชิญให้เนี่ยเทียนไปที่นั่น
เมื่อนึกถึงคำพูดของเยว่เหยียนสี่ มองเห็นภาพแผนที่ดวงดาวในไข่มุก วิญญาณมืด เขาก็พลันมีความรู้สึกอย่างหนึ่ง เขารู้สึกว่ามีความเป็นไป ได้มากว่าจุดที่วิญญาณร้ายจำนวนมากว่ายวนอยู่จะเป็นพื้นที่เยว่เหยียนสี่ เคยพูดถึง!
ความคิดนี้เพิ่งจะบังเกิดเขาก็อยากจะไปหาเยว่เหยียนสี่เพื่อยืนยันการ คาดเดาในใจ เพียงแต่ไม่รู้ว่าเยว่เหยียนสี่ยังอยู่ในดินแดนดาวตกหรือไม่
“เนี่ยเทียน”
เจินฮุ่ยหลันเอ่ยเรียกกะทันหัน ก่อนจะส่ายหัว พูดด้วยความเสียดาย ว่า “หัวกะโหลกและผลึกปริซึมชิ้นนั้นเดิมทีก็ไม่ใช่อาวุธอสูรของเผ่าอสูร กายอยู่แล้ว ข้าเองก็มองความลี้ลับของมันไม่ออก”
“ข้าบอกเจ้าได้เพียงว่า วิญญาณที่อยู่ในหัวกะโหลกไม่เหลือความทรง จำแม้แต่นิดเดียว เหลือเพียงสัญชาตญาณล้วนๆ เท่านั้น”
“มันไม่มีความทรงจำ ไม่มีสติปัญญา ข้าเองก็ไม่สามารถสื่อสารกับมัน ได้ ข้าทดลองใช้พลังจิตวิญญาณเชื่อมโยงกับมันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ ไม่ได้รับการตอบรับจากมัน สิ่งเดียวที่ข้าพอจะสัมผัสได้ก็คือมันอยาก ผสานรวมเข้ากับผลึกปริซึมชิ้นนั้น”
“ผลึกปริซึมชิ้นนั้นกับวิญญาณที่อยู่ในหัวกะโหลกไม่น่าจะมาจากคน คนเดียวกัน”
“ในเมื่อเจ้าเจอผลึกทรงปริซึมจากสถานที่แห่งนั้น ก็แสดงว่ามันต้อง เป็นของอสูรกายที่แข็งแกร่งตนหนึ่ง ข้ารู้เพียงว่าผลึกทรงปริซึมตรงหว่าง คิ้วของอสูรกายตนนั้นคล้ายคลึงกับมหาสมุทรจิตวิญญาณของเผ่ามนุษย์ เรา นั่นคือสถานที่ที่รวบรวมพลังจิตวิญญาณ ความทรงจำและจิตสำนึก”
“ยามที่อสูรกายร่ายใช้เวทลับก็ต้องผ่านผลึกทรงปริซึม นั่นคือต้น กำเนิดพลังจิตวิญญาณของพวกเขา”
“น่าเสียดายที่ความรู้ที่ข้ามีต่ออสูรกายนั้นมีไม่มาก ไม่รู้ว่าที่วิญญาณ นั้นอยากจะผสานรวมเข้าไปในผลึกปริซึมให้ได้เป็นเพราะคิดอยากจะทำ อะไรกันแน่ แต่พวกเราก็ไม่ควรเสี่ยง จะปล่อยให้มันทำสำเร็จไม่ได้”
“เฮ้อ หากหลิวหมินฮวางยังไม่ตาย บางทีเขาอาจจะให้คำตอบกับ พวกเราได้”
เจินฮุ่ยหลันอธิบายอยู่พักใหญ่ก่อนจะส่งหัวกะโหลกและผลึกทรง ปริซึมคืนให้กับเนี่ยเทียนอีกครั้ง ทั้งยังกำชับให้เขาระวัง อย่าให้วิญญาณ ผสานรวมกับผลึกทรงปริซึม
หลังจากนั้นนางก็เหลือบมองไปที่เตาหลอมแวบหนึ่งแล้วพูดว่า “เตา หลอมที่อสูรกายใช้หลอมอาวุธนี้ ข้าเตรียมจะนำออกไป เอาไปให้ศิษย์พี่ ของข้าและคนของพรรคคิชฌกูฏช่วยกันศึกษา ไม่แน่ว่าอาจจะอาศัยเตา หลอมนี้มาซ่อมปืนใหญ่ผลึกแหวกนภาที่แตกออกให้สำเร็จก็เป็นได้”
“ก็ดี” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
เจินฮุ่ยหลันยกมือขึ้นโบกหนึ่งครั้ง เส้นแสงเปลวเพลิงหลายร้อย เส้นประหนึ่งเหล็กกล้าก็พลันปิดผนึกเตาหลอม ทั้งยังกระชากมันให้หลุด ออกมาจากผลึกเปลวเพลิงที่อยู่เบื้องใต้
เตาหลอมพลันหายเข้าไปในแหวนเก็บของของนาง
“เจ้าให้เกราะมังกรเพลิงของเจ้าค่อยๆ ดูดซับพลังเปลวเพลิงที่ซ่อน แฝงอยู่ในสายแร่แห่งนี้ไปเถอะ ข้ากับฉีฉีและหลี่เหย่จะขึ้นไปรอเจ้าข้าง นอก” เจินฮุ่ยหลันกล่าวอีกครั้ง
“ตกลง”
จากนั้นเจินฮุ่ยหลันก็พาเผยฉีฉี หลี่เหย่สองคนไปจากห้องลับที่เซี่ยอี้ เทพเพลิงใช้ฝึกตนมานานหลายปี
เนี่ยเทียนไม่เอ่ยคำใด เพียงเหม่อมองไปที่เกราะมังกรเพลิง มองดูมัน ดูดซับเอาพลังงานความร้อนมาจากในผลึกเปลวเพลิงอย่างบ้าคลั่ง
สามวันต่อมา
จุดลึกใต้ดินของตำหนักเทพเพลิง พลังงานความร้อนที่หลงเหลืออยู่ใน สายแร่ซึ่งเซี่ยอี้ใช้ฝึกตนทั้งยังมอบพลังเปลวเพลิงให้กับค่ายกลปีกแห่ง เทพเพลิงก็ถูกเกราะมังกรเพลิงดูดซับเอาไปจนหมด
ห้องลับผลึกสีแดงแวววาว นอกจากเกราะมังกรเพลิงแล้วก็ไม่เหลือ พลังเปลวเพลิงอีกแม้แต่เสี้ยวเดียว
เวลานี้ เนี่ยเทียนก็สัมผัสได้ถึงพลังเปลวเพลิงมหาศาลที่อยู่ในแกน เลือดของเกราะมังกรเพลิง
เห็นได้ชัดว่าสายแร่เปลวเพลิงใต้ดินแห่งนี้ทำให้แกนเลือดได้กินอย่าง อิ่มหนำสำราญใจไปอีกหนึ่งมื้อ
ก่อนหน้านี้เวลาวิญญาณวัตถุที่อยู่ในแกนเลือดสื่อสารทางจิตกับเขา ข้อความที่ตอบกลับมาจะพร่าเลือนอย่างมาก เดิมทีเขาได้แค่พอจับ ใจความอย่างคร่าวๆ ยากที่จะสื่อสารกันอย่างทั่วไปได้
ทว่าหลังจากที่แกนเลือดสะสมพลังงานความร้อนมากพอแล้ว ก็ดู เหมือนว่าวิญญาณวัตถุจะฟื้นตื่นเต็มที่ ปราณของมันจึงเด่นชัดอย่างถึง ที่สุด
“นายท่าน ข้า…ในที่สุดข้าก็ตื่นขึ้นมาได้จริงๆ แล้ว” ความคิดหนึ่งถูก ปล่อยออกมาจากในแกนเลือด ซึ่งเนี่ยเทียนรับสัมผัสได้ทันที
เนี่ยเทียนพลันตัวสั่น ร้องอุทานเสียงดังอย่างห้ามไม่ได้ “เจ้า…ตอนนี้ เจ้าเพิ่งจะฟื้นตื่นงั้นหรือ? หลังจากนี้ เจ้าก็สื่อสารกับข้าได้อย่างไร้ อุปสรรคแล้วรึ?”
“ใช่แล้ว นายท่าน” วิญญาณวัตถุตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว “ท่านจะ ไปยังสุสานของเผ่าวิญญาณโบราณหรือไม่?”
“สุสานของเผ่าวิญญาณโบราณ?” เนี่ยเทียนตะลึงพรึงเพริด
“ก็คือสถานที่ที่ฝังร่างของเทพยักษ์ค้ำฟูาและบรรพบุรุษเผ่ามังกร เพลิงของพวกเราอย่างไรล่ะ?” วิญญาณวัตถุตอบกลับ
“เผ่าวิญญาณโบราณคือเผ่าอะไรกัน?” เนี่ยเทียนไม่เข้าใจ
“สัตว์ดึกดำบรรพ์ มังกรยักษ์ และยังมีเทพยักษ์ค้ำฟูา ต่างก็เรียกว่า เป็นเผ่าวิญญาณโบราณทั้งหมด ในยุคบรรพกาล เผ่าวิญญาณโบราณของ พวกเราถึงจะเป็นลูกรักของท้องฟูามากหมู่ดาวแห่งนี้ ตอนนั้นเผ่า วิญญาณโบราณของพวกเรากระจายตัวกันอยู่ตามดินแดนดวงดาวใหญ่ๆ ทั่วมหาสมุทรดวงดาว ภายหลังเมื่อเผ่าพันธุ์ต่างๆ เริ่มเจริญรุ่งเรือง ครอบครองพลังงานที่เทียบเคียงได้กับเผ่าวิญญาณโบราณของพวกเรา เผ่าวิญญาณโบราณก็ไม่ใช่ผู้พิชิตท้องฟูามากหมู่ดาวเพียงผู้เดียวอีกต่อไป”
“และหลังจากนั้นอีกต่อมา เผ่ามนุษย์ที่อ่อนแอที่สุดก็ค้นหาเส้นทางที่ จะทำให้ตัวเองแข็งแกร่งเจอ และเริ่มผงาดขึ้นมาในท้องฟูามากหมู่ดาว”
“ยุคสมัยนี้มีชนเผ่ามากมายถือกำเนิดขึ้นมา เผ่าวิญญาณโบราณ ชน ต่างเผ่าใหญ่ๆ แต่ละเผ่า เผ่ามนุษย์ ทุกฝุายต่างก็อาศัยอยู่ในจุดลึกของ ทางช้างเผือก ครอบครองฟูาดินที่เป็นดินแดนของตัวเอง นี่อาจจะเป็นยุค
สมัยที่ดีที่สุด แล้วก็เป็นยุคสมัยที่วุ่นวายที่สุด แต่ละเผ่าพันธุ์ทำสงคราม กันอย่างไม่มีวันหยุดพักตลอดกาล”
——