ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 692 สำรวจความลึกลับ
พื้นที่ที่ไม่มีใครรู้จัก กลางแท่นบูชาลึกลับ แสงไฟจุดหนึ่งพลันขยาย ใหญ่ ก่อนที่เงาร่างหนึ่งจะปรากฏพรวดออกมา
“ตูม!”
เนี่ยเทียนกระแทกลงบนพื้นอย่างแรง เขายกมือขึ้นคว้าเกราะมังกร เพลิงมาไว้กลางฝ่ามือ
ท้องฟ้าสีเทาขมุกขมัวคล้ายถูกเมฆทะมึนกลบทับไว้ตลอดทั้งปีทำให้ คนบังเกิดความรู้สึกกดดัน
ทว่าปราณวิญญาณฟ้าดินที่เข้มข้นอย่างถึงที่สุดซึ่งมีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง กลับทำให้จิตวิญญาณของคนปลอดโปร่งโล่งสบาย
ยืนอยู่บนแท่นบูชา เนี่ยเทียนมองโครงกระดูกมังกรเพลิงทั้งแปดตัว ด้วยสายตาลึกล้ำ
เขายังจำได้ว่าปีนั้นที่ได้เข้ามาที่นี่เป็นครั้งแรก เขาถูกแรงโน้มถ่วงกด ทับในนอนพังพาบไปกับพื้น แม้แต่ยืนก็ยังเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างถึง ที่สุด
วันนี้ไม่เหมือนในอดีต ตอนนี้เขาเลื่อนสู่ต้นสวรรค์ช่วงท้ายแล้ว ขาด อีกแค่ก้าวเดียวก็สามารถเลื่อนสู่เขตสามัญได้
เรือนกายที่มีเลือดเนื้อของเขาได้ผ่านการชุบหลอมมาครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งยังใช้เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่มาชุบหลอมกระดูกผลึกใสและอวัยวะซ่อน
แฝงแล้วถึงสองครั้ง เรือนกายของเขาไม่เพียงแต่แข็งแกร่งทนทานประดุจ เหล็กกล้า ระหว่างที่ยกมือขยับเท้ายังชักนำจิงชี่เลือดเนื้อที่เข้มข้นให้แผ่ พละกำลังที่น่าตะลึงออกมาด้วย
การหล่อหลอมเรือนกายทำให้วันนี้เขาค่อยๆ ปรับตัวเข้ากับแรงโน้ม ถ่วงที่น่าหวาดกลัวของที่แห่งนี้ได้ เขาทดลองดูชั่วครู่ก็รู้ว่าตัวเองสามารถ เดินไปได้ทั่ว
“แท่นบูชาที่โครงกระดูกมังกรเพลิงแปดตัวหันหน้าเข้าหามีค่ายกล ห้วงมิติอยู่ มันสามารถลอดผ่านความว่างเปล่าแล้วรวมตัวกันสร้างขึ้นมา เป็นช่องทางห้วงมิติที่เชื่อมโยงไปยังสถานที่แห่งใดก็ได้ตามใจชอบ แท่น บูชา โครงกระดูกมังกรเพลิงแปดตัว รวมไปถึงเกราะมังกรเพลิงอาจเกิด จากฝีมือของคนคนเดียวกัน เกราะมังกรเพลิงก็คือกุญแจในการเข้าออกที่ แห่งนี้!”
พอคิดอย่างนี้ เส้นสายตาของเขาก็มองผ่านร่างกระดูกขนาดใหญ่ยักษ์ ของมังกรเพลิงตัวหนึ่งที่ยาวหนึ่งพันเมตรไปยังทิศห่างไกล
เบื้องใต้ท้องฟ้าสีเทาขมุกขมัว แขนของเทพยักษ์ค้ำฟ้าแต่ละข้างลอด ทะลุขึ้นมาประดุจยอดเขามหึมาที่ทิ่มแทงเข้าหาท้องฟ้าสีเทา
แขนของเทพยักษ์ค้ำฟ้าเป็นสีเหลืองเข้ม มองไกลๆ ก็เหมือนเทือกเขา สีเหลืองอ่อนที่สูงหนึ่งพันเมตร
“ก่อนหน้านี้พอมาถึงที่นี่ ข้าจะได้รับผลกระทบจากแรงโน้มถ่วง ยาก ที่จะเคลื่อนไหวได้ จึงไม่สามารถสำรวจฟ้าดินแห่งนี้ ตอนนี้ในเมื่อสามารถ เคลื่อนที่ได้ตามใจชอบ ทั้งยังมีเวลามากพอให้ใช้ก็ลองสำรวจที่แห่งนี้ดู
ขยับเข้าไปใกล้แขนเทพยักษ์ค้ำฟ้าแล้วศึกษาความมหัศจรรย์จากพวก มัน”
เขาเดินออกมาจากแท่นบูชา ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้โครงกระดูกมังกร เพลิงตัวหนึ่ง
แขนของเทพยักษ์ค้ำฟ้าข้างที่อยู่ใกล้เขามากที่สุดก็ยังห่างไปถึงสิบกว่า ลี้ เขาเดินอยู่พักใหญ่แล้วพลันฉุกคิดขึ้นมาได้จึงเรียกเอาไล่ตามสุริยา ออกมาจากในแหวนเก็บของ
ไล่ตามสุริยาได้มาจากหันชื่อกุ่ยแห่งเขาสุขาวดี เขาเคยเอาออกมาใช้ ตอนอยู่อาณาจักรปิงเฟิง ความเร็วของมันมากจนเทียบเคียงได้กับ ความเร็วของสายฟ้า
ทว่าหลังจากที่เขาเรียกไล่ตามสุริยาออกมาใช้ มันกลับไม่สามารถลอย อยู่บนฟ้าดินแห่งนี้ เพราะแรงโน้มถ่วงมหาศาลที่น่ากลัวทำให้มันร่วง กระแทกลงบนพื้นอย่างแรง
หากไล่ตามสุริยาไม่ได้แข็งแกร่งมากพออย่างอาวุธวิเศษประเภทบิน ของดินแดนดาวตก เกรงว่าคงระเบิดไปแล้ว
“ใช้ไม่ได้หรือนี่”
ถอนหายใจเบาๆ ด้วยความจนใจหนึ่งครั้ง เขาก็โยนไล่ตามสุริยาเก็บ เข้าไปไว้ในแหวนเก็บของอีกครั้งแล้วเดินหน้าต่อ
แม้ว่าเรือนกายนี้ของเขาจะผ่านการหล่อหลอมมาหลายครั้งจนเริ่ม ปรับตัวกับพื้นดินใต้ฝ่าเท้าได้ ทว่าหากคิดจะให้เคลื่อนที่ได้ว่องไวดุจ สายฟ้า กลับยังทำไม่ได้
ระยะห่างสิบกว่าลี้นี้ หากอยู่ในโลกภายนอก เขาใช้เวลาแค่เค่อเดียวก็ ไปถึงแล้ว
ทว่าอยู่ที่นี่ เขาใช้เวลานานถึงสองชั่วยามเต็มถึงจะเดินมาถึงแขนยักษ์ ข้างนั้น
แขนสีเหลืองเข้มกำหมัดต่อยเข้าหาท้องฟ้า ฝากฝังความเดือดดาลไร้ ที่สิ้นสุด ซึ่งหมัดพิโรธที่เขาบรรลุมาก็ได้มาจากหมัดข้างนี้
ยืนอยู่เบื้องใต้หมัดยักษ์ เงยหน้าขึ้นมอง เขาพบว่าแขนยักษ์ที่โผล่ ออกมาจากพื้นดินข้างนี้ไม่ได้สมบูรณ์แบบ
แขนข้างนี้ที่โผล่ออกมาจากดินมีแค่สองในสามส่วนของแขนทั้งท่อน เท่านั้น
ทว่าเพียงแค่สองในสามส่วนของแขนข้างหนึ่งกลับยาวเป็นพันเมตร ถ้าเช่นนั้นร่างของเทพยักษ์ค้ำฟ้าที่ฝังกายอยู่ในจุดลึกใต้ดินจะต้องใหญ่ มโหฬารมากแค่ไหน?
ตอนที่เขาเข้ามาที่นี่แล้วเห็นโครงกระดูกมังกรเพลิงแปดตัวที่ยาวเพียง พันเมตร แค่นั้นเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นวัตถุที่ใหญ่โตมากพอแล้ว
ตอนนี้ได้มาเห็นเพียงส่วนหนึ่งของแขนเทพยักษ์ค้ำฟ้าที่มีขนาดถึง หนึ่งพันเมตร ทั้งยังกว้างใหญ่ดุจขุนเขา
หากเทพยักษ์ค้ำฟ้าเดินออกมาจากใต้ดิน แล้วยืนขึ้นอย่างแท้จริง นั่น จะไม่เท่ากับว่ามันต้องสูงหลายพันเมตรหรืออาจถึงหมื่นเมตรเลยหรือ?
หากเทียบกับเทพยักษ์ค้ำฟ้าที่สูงนับหมื่นเมตร ร่างของเผ่ามนุษย์ ภูตผีปีศาจ อสูรกายก็เรียกได้ว่าเล็กกระจ้อยร้อยราวกับมดตัวหนึ่ง
“นี่น่ะหรือคือเผ่าวิญญาณโบราณที่เป็นผู้พิชิตแห่งยุคบรรพกาล? เรือนกายสูงเป็นหมื่นเมตร ร่างกายแข็งแกร่ง เกิดมาก็มีความสามารถใน การข้ามผ่านทางช้างเผือก สิ่งมีชีวิตที่ใหญ่โตเช่นนี้ หากต่อสู้กันขึ้นมาคง พลิกภูเขาตลบมหาสมุทร สยบฟ้าดับดินได้อย่างแท้จริง”
“ชนต่างเผ่าใหญ่ๆ สามารถผงาดขึ้นมาใต้จมูกของเผ่าวิญญาณ โบราณได้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจไม่น้อย”
ยืนอยู่ใต้แขนยักษ์ข้างนั้น เนี่ยเทียนก็พลันรู้สึกว่าตัวเองเล็กจ้อยไร้ กำลัง
ในสมองเขามีเพียงภาพการต่อสู้เข่นฆ่าระหว่างเทพยักษ์ค้ำฟ้า สัตว์ ดึกดำบรรพ์และมังกรยักษ์ที่โบยบินอยู่ในทางช้างเผือกผุดขึ้นมา แค่คิดถึง ภาพนั้นจิตวิญญาณเขายังแกว่งไกวไม่หยุด รู้สึกว่านั่นต่างหากถึงจะ เรียกว่าสงครามแห่งสุดยอดของสิ่งมีชีวิตอย่างแท้จริง
และเวลานี้เอง เขาก็พลันฉุกคิดขึ้นมาได้ถึงประสบการณ์ในผืน แผ่นดินบนและล่างสองแห่งที่เพิ่งประสบมาเมื่อไม่นานนี้
บนแผ่นดินด้านบนมีเผ่าพันธุ์มากมายอาศัยอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภูตผี ปีศาจ อสูรกาย เผ่าทมิฬ เผ่าไม้ หรือเผ่าปักษา
ส่วนแผ่นดินเบื้องล่างกลับเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตเรือนกาย ใหญ่โตประเภทต่างๆ มีทั้งหงส์ดำ แล้วก็มีสัตว์วิเศษที่แข็งแกร่งชนิดอื่น ซึ่งเกิดมาพวกมันก็มีรูปร่างใหญ่โตอยู่แล้ว
จากคำบอกเล่าของวิญญาณวัตถุ เขาเดาได้ว่าผู้ที่พิชิตแผ่นดินเบื้อง ล่างก็คือเผ่าวิญญาณโบราณแห่งยุคบรรพกาล!
สุดท้ายแผ่นดินทั้งสองชั้นก็ระเบิดสงครามนองเลือดที่ไม่อาจหวนคืน สงครามครั้งนั้นเผ่าวิญญาณโบราณที่อยู่แผ่นดินเบื้องล่างเป็นผู้คว้าชัย ชนะ แผ่นดินเบื้องบนที่สิ่งมีชีวิตอย่างภูตผีปีศาจ อสูรกายอยู่อาศัยได้แตก กระจายออกเป็นเสี่ยงๆ กลายมาเป็นแผ่นดินลอยตัวจำนวนนับไม่ถ้วนที่ ลอยอยู่บนท้องฟ้า
และตอนที่อยู่แผ่นดินเบื้องล่างซึ่งกว้างขวางไร้ที่สิ้นสุด บนเกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทรสีดำนั้น เขายังเคยได้สื่อสารกับจิตสำนึกเก่าแก่ขุมหนึ่ง
จิตสำนึกเก่าแก่ขุมนั้นเหมือนจะผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับมหาสมุทร สีดำ และมีการตกลงบางอย่างกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
ตอนนั้นเขาเองก็ไม่รู้ว่าจิตสำนึกเก่าแก่ขุมนั้นคืออะไรกันแน่ ตอนนี้ เมื่อมายืนอยู่ใต้มือข้างนี้ของเทพยักษ์ค้ำฟ้า และรวบรวมสมาธิครุ่นคิด อย่างละเอียด เขาก็พลันรู้สึกว่าจิตสำนึกเก่าแก่ขุมนั้นน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิต เรือนกายใหญ่โตบางอย่างของเผ่าวิญญาณโบราณ
บางทีอาจเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่แข็งแกร่ง หรือไม่ก็มังกรยักษ์…
“แผ่นดินเบื้องล่างเป็นผู้คว้าชัยชนะในท้ายที่สุด โจมตีให้แผ่นดินที่ ภูตผีปีศาจ อสูรกายอยู่อาศัยแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ บีบให้พวกเขา
ต้องออกไปจากมาตุภูมิ ก่อนหน้านี้ข้าก็รู้สึกว่ามันผิดปกติ แต่ตอนนี้มาคิด ดูกลับพอจะเข้าใจได้”
ร่างของเทพยักษ์ค้ำฟ้าที่โผล่พ้นออกมาจากพื้นดินเพียงแค่เสี้ยวเดียว กลับสร้างความสะท้านสะเทือนอย่างใหญ่หลวงให้แก่เขา ทำให้เขาเข้าใจ ว่าในยุคบรรพกาลที่อยู่ห่างไกล สิ่งมีชีวิตที่เรือนกายใหญ่โตจนข้ามผ่าน ทางช้างเผือกได้นี้น่าหวาดกลัวมากเพียงใด
นิ่งคิดอยู่นาน ก่อนที่เขาจะใช้พลังจิตวิญญาณของสะเก็ดดาวและ สายเลือดแห่งชีวิตมาตรวจสอบปราณของเทพยักษ์ค้ำฟ้าที่ฝังร่างอยู่ใต้ดิน
พลังจิตวิญญาณของสะเก็ดดาวสามารถรับสัมผัสกับคลื่นจิตวิญญาณ ได้อย่างเฉียบไว ส่วนสายเลือดแห่งชีวิตของเขาก็สามารถจับกลิ่นอายของ ชีวิตที่เล็กละเอียดได้อย่างแม่นยำ
เขาอยากรู้ว่าเทพยักษ์ค้ำฟ้าที่ร่างกายส่วนใหญ่ถูกกลบฝังอยู่ใต้ดินผู้นี้ ได้ตายไปแล้วจริงๆ หรือไม่
พลังจิตวิญญาณของสะเก็ดดาวรวมตัวกันขึ้นมาแล้วบินไปยังใต้ดิน อย่างรวดเร็ว ส่วนสายเลือดแห่งชีวิตก็รับสัมผัสอย่างเงียบเชียบเช่นกัน
“ไม่เหลือปราณของจิตวิญญาณเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว แล้วก็ไม่มีปราณ เลือดเนื้อแผ่ออกมาด้วย เห็นได้ชัดว่าเทพยักษ์ค้ำฟ้าที่อยู่ใต้ดินนี้ตายไป แล้ว ทว่าเพียงแค่เห็นมือข้างนี้ อารมณ์เดือดดาลในใจของข้ากลับถูก กระตุ้นอย่างเงียบเชียบ ปีนั้นข้าเองก็จ้องมองแขนข้างนี้ ทำท่าทาง เลียนแบบมัน ถึงได้บรรลุการดึงความโกรธมารวมเข้ากับพลังวิญญาณ แล้วร่ายออกมาเป็นเวทลับอย่างหมัดพิโรธ”
ผ่านไปพักใหญ่ เนี่ยเทียนก็ส่ายหัวเบาๆ เขาไม่ค้นพบอะไรที่ผิดปกติ
เขาละทิ้งแขนยักษ์ที่ปีนั้นบรรลุวิชาได้เป็นวิชาแรกสุดแล้วเดินหน้า ต่อไป
แขนยักษ์ที่สอง เขาบรรลุวิธีการสร้างลูกปราณวิญญาณ มือทั้งสอง ข้างนี้อยู่ค่อนข้างใกล้กัน ซึ่งดูเหมือนว่าจะมาจากเทพยักษ์ค้ำฟ้าตน เดียวกัน
ไม่นานเขาก็มาถึงจุดของแขนยักษ์ที่สอง ซึ่งเขาก็ไม่สัมผัสได้ถึงความ พิเศษใดๆ เช่นกัน
ผ่านไปอีกหลายชั่วยาม เขามายืนอยู่ตรงกลางระหว่างแขนที่สามและ แขนที่สี่
แขนยักษ์ที่สามและที่สี่มาจากเทพยักษ์ค้ำฟ้าอีกตนหนึ่ง แขนสองข้าง นี้ทำให้เขาบรรลุวิธีการสร้างสนามแม่เหล็กยุ่งเหยิง
เขายืนอยู่ตรงจุดที่ฝ่ามือยักษ์ทั้งสองข้างหันเข้าหากัน หรี่ตาลง ใช้ พลังจิตวิญญาณของสะเก็ดดาวและสายเลือดแห่งชีวิตมาสำรวจเทพยักษ์ ค้ำฟ้าที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าก่อนเป็นอันดับแรก
ทว่ากลับยังคงไม่มีปราณจิตวิญญาณใดๆ ไม่มีจิงชี่เลือดเนื้อหลงเหลือ เทพยักษ์ค้ำฟ้าตนที่สองที่อยู่ใต้ดินน่าจะตายไปแล้วหลายปี
เขายืนอยู่ตรงกลางแขนทั้งสองข้าง พยายามใช้พลังวิญญาณต่างธาตุ ในร่างกายปะปนไปกับพลังจิตและจิงชี่เลือดเนื้อสร้างสนามแม่เหล็กยุ่ง เหยิงขึ้นมา
เขาอยากดูว่าสนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงที่เขาบรรลุมาจากที่นี่จะทำให้เกิด ความเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้หรือไม่
สนามแม่เหล็กยุ่งเหยิงที่มีเขาเป็นจุดศูนย์กลางค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมา อย่างเงียบเชียบแล้วแผ่ขยายไปในบริเวณใกล้เคียงทีละนิด
ท่ามกลางขั้นตอนนี้ เขาหรี่ตาลงเบาๆ คอยสังเกตแขนสองข้างที่ใหญ่ เหมือนภูเขานั่นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็รับสัมผัสไปด้วยว่าจุดที่เขา ยืนอยู่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อะไรหรือไม่
ผ่านไปเนิ่นนาน ทุกอย่างยังคงเป็นปกติ เขาไม่ได้รับผลพวงใดๆ สัก อย่าง
ถอนหายใจหนึ่งครั้ง เขาก็ละทิ้งที่แห่งนี้ เดินตรงไปหาแขนยักษ์อีก ข้างหนึ่ง
——