ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 700 ดินเสียเปลี่ยนเป็นดินศักดิ์สิทธิ์!
ม่านรัตติกาลประดุจสายน้ำ ดวงจันทร์กลมดิกดั่งถาดกลม หมู่ดาว ดารดาษไปทั่วท้องฟ้า
เบื้องหน้าพระราชวังที่โอ่อ่าบนพื้นที่ต้องห้ามแห่งชีวิตมีไฉ่หลันแห่ง กะโหลกเลือด ฟ่านจงเซินแห่งเปลวอัคคี และหลงฉีแห่งเดือนดับยืนอยู่
เจินฮุ่ยหลัน เผยฉีฉีและหลี่เหย่ก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย
“พระราชวังที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้!”
ไฉ่หลันเงยหน้ามองพระราชวังด้วยอารมณ์คึกคัก บนใบหน้าเต็มไป ด้วยความตื่นเต้น แทบอยากจะร้องคำรามเพื่อระบายความตื่นเต้นที่อยู่ ในใจ
ฟ่านจงเซินและหลงฉีก็ปิติยินดีถึงขีดสุดจนไหล่ไหวสะท้านน้อยๆ
คนทั้งสามก็คือผู้นำของกะโหลกเลือด เปลวอัคคีและเดือนดับ พวก เขาอาศัยอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคงมานานหลายปี ตอนที่ฟ้าดินแห่งนี้เกิด เหตุการณ์ผิดปกติ พวกเขาล้วนสัมผัสได้อย่างเฉียบไว จึงพากันรุดหน้ามา ดู
เมื่อเห็นพระราชวังที่ลึกลับหลังนี้โผล่ขึ้นมาตั้งตระหง่านระหว่างฟ้า ดิน สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของปราณวิญญาณฟ้าดิน มีหรือที่พวก เขาจะไม่ตื่นเต้น?
เพราะการปรากฏตัวของพระราชวัง ปราณวิญญาณฟ้าดินตลอดทั้ง อาณาจักรเลี่ยคงจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างเงียบเชียบ
ปราณวิญญาณฟ้าดินถูกชำระล้างให้สะอาด อาณาจักรเลี่ยคงจึงกลาย มาเป็นแผ่นดินที่เหมาะสมให้ผู้ฝึกลมปราณฝึกตบะ
ในเทือกเขาฮว้านคง พลังงานต่างอาณาจักรที่รั่วไหลออกมาอย่าง ต่อเนื่องก็กำลังถูกชำระล้างให้สะอาด ทำให้ปราณวิญญาณฟ้าดินของ อาณาจักรเลี่ยคงยิ่งเข้มข้นและมีมากไพศาลยิ่งกว่าเดิม
พวกเขาต่างก็คาดการณ์ได้ว่าในอนาคตอีกไม่นาน ทั่วทุกมุมใน อาณาจักรเลี่ยคงต้องเต็มไปด้วยปราณวิญญาณฟ้าดินที่น่าตะลึง
เมื่อถึงเวลานั้น อาณาจักรเลี่ยคงก็จะกลับมารุ่งโรจน์ดั่งในอดีตอีกครั้ง ทั้งยังจะเจริญรุ่งเรืองกว่าเก่าด้วย!
กะโหลกเลือด เปลวอัคคี และเดือนดับอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคงมานาน หลายปี และพวกเขาก็จะต้องได้รับผลประโยชน์เพราะเหตุนี้
หลังจากนี้ ค่ายกลใหญ่ที่พิทักษ์เมืองโพ่เมี่ย พื้นที่ที่ถูกทิ้งร้างและซาก ปรักหักพังก็ไม่จำเป็นต้องใช้หินวิเศษในการโคจร ไม่จำเป็นต้องขัดขวาง การแทรกซึมของปราณวิญญาณสกปรกอีกต่อไป
พวกเขาและลูกน้องของพวกเขาจะได้อาบไล้อยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ปราณวิญญาณที่เข้มข้น ความเร็วในการฝึกตนก็จะเพิ่มพูนขึ้นมาก
พวกเขาจึงเหมือนมองเห็นโอกาสที่กะโหลกเลือด เปลวอัคคี และ เดือนดับจะลุกผงาดขึ้นมา
“ก็ไม่รู้ว่าพวกเจ้าดีใจด้วยเรื่องอะไรกันแน่?” เจินฮุ่ยหลันขมวดคิ้ว มองคนทั้งสามด้วยสายตาเย็นชา อดไม่ไหวจนต้องสาดน้ำเย็นใส่หน้าให้ พวกเขาคืนสติ “พวกเจ้ามองเห็นอนาคตที่รุ่งโรจน์ของอาณาจักรเลี่ยคง แต่คนอื่นเขาตาบอดกันหรือไรถึงได้จะมองไม่เห็น? ด้วยกำลังของพวกเจ้า สามฝ่าย หากไม่ได้รับคำอนุญาตจากเนี่ยเทียน นึกหรือว่าจะตั้งตัวอยู่ใน อาณาจักรเลี่ยคงต่อไปได้จริงๆ?”
“หากเนี่ยเทียนอนุญาตก็จะมีกลุ่มอิทธิพลมากมายย้ายสำนักมาอยู่ ที่นี่”
“เมื่อถึงเวลานั้น พวกเจ้าสามฝ่ายก็อาจจะถูกขับไล่”
ไฉ่หลันหัวเราะแห้งๆ รีบพูดว่า “เนี่ยเทียนยอมรับแต่แรกแล้วว่าเป็น ขุนนางต่างถิ่นของกะโหลกเลือดเรา มีตัวตนนี้อยู่ เนี่ยเทียนย่อมต้อง ปกป้องพวกเรา ไม่มีทางปล่อยให้พวกเราถูกขับไล่ออกจากอาณาจักรเลี่ย คงแน่”
ฟ่านจงเซินแห่งเปลวอัคคีและหลงฉีแห่งเดือนดับยิ้มขื่นแล้วก็พลัน เงียบเสียงลง
“ท่านเจิน…” ฟ่านจงเซินกุมมือประสาน พูดด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ท่านว่าเปลวอัคคีของพวกเราควรจะทำเช่นไรถึงจะได้รับอนุญาตให้ตั้ง ตนอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคง?”
หลงฉีเองก็รีบขอคำแนะนำด้วยความจริงใจ
เจินฮุ่ยหลันมองพระราชวังยิ่งใหญ่โอ่อ่าที่อยู่ตรงหน้า ไม่ได้เอ่ยตอบ คำถาม ในใจนางก็มีคลื่นลูกใหญ่ถาโถมเช่นกัน
นางเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าตลอดหลายร้อยหลายพันปีที่ผ่านมา ใต้ดินที่ทุกคนเห็นๆ กันอยู่กลับมีพระราชวังลึกลับหลังนี้ซ่อนอยู่
เมื่อพระราชวังนี้ปรากฏตัวก็ชักนำให้ฟ้าดินเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้ง ใหญ่ ทำให้ปราณวิญญาณสกปรกของอาณาจักรเลี่ยคงได้รับการชำระล้าง ทำให้อาณาจักรเลี่ยคงที่ก่อนหน้านี้ไม่เหมาะสมแก่การตั้งสำนัก กลับ กลายมาเป็นพื้นที่เนื้อหอมของดินแดนดาวตก
ไม่เพียงเท่านี้ เนื่องจากพลังงานนอกอาณาจักรยังคงรั่วไหลเข้ามา อย่างต่อเนื่อง ปราณวิญญาณฟ้าดินของอาณาจักรเลี่ยคงจึงยิ่งเปลี่ยนมา เป็นเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
สามารถคาดการณ์ได้เลยว่าในอนาคตอีกไม่นาน อาณาจักรเลี่ยคง จะต้องกลายมาเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่แม้แต่ฝันทุกสำนักก็ยังปรารถนาจะได้ ครอบครอง
พื้นที่วิเศษแห่งนี้ย่อมต้องดึงดูดความสนใจจากสำนักใหญ่ต่างๆ แน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นเกรงว่ากลุ่มอิทธิพลที่เป็นมิตรกับเนี่ยเทียนอย่าง พรรคคิชฌกูฏ ตระกูลต่ง หอหันปิง และยังมีสำนักใหญ่ๆ ในอาณาจักร หลีเทียนคงคิดหาวิธีเบียดเสียดกันเข้ามามีเอี่ยวกับที่แห่งนี้
แม้ว่าพื้นที่ของอาณาจักรเลี่ยคงจะกว้างใหญ่ไพศาล ทว่าตำแหน่งที่ เหมาะสมให้ตั้งสำนักจริงๆ กลับไม่ได้มีมากมายขนาดนั้น
เพราะว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของอาณาจักรเลี่ยคงยังมีสัตว์วิเศษแปรสภาพ ที่แข็งแกร่งอาศัยอยู่ สัตว์วิเศษพวกนั้นต่างก็กระจายตัวกันเป็นผู้พิชิต ดินแดนของอาณาจักรเลี่ยคง
หากกลุ่มอิทธิพลอื่นๆ ย้ายมาจริงๆ เมืองโพ่เมี่ย พื้นที่ที่ถูกทิ้งร้างและ ซากปรักหักพังก็จะเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดในการตั้งสำนัก
ถึงเวลานั้นหากกะโหลกเลือด เปลวอัคคี และเดือนดับจะถูกขับไล่ก็ ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจแม้แต่น้อย
เจินฮุ่ยหลันใช้ชีวิตอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคงมานานหลายปี แต่ไรมาก็ สนิทกับไฉ่หลันมาโดยตลอด นางเองก็ไม่อยากให้อาณาจักรเลี่ยคงเกิด การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จนกลายมาเป็นแดนสุขาวดีของสำนักอื่นๆ อย่างนี้เช่นกัน
นางนิ่งคิดไปนานถึงพูดขึ้นเนิบช้า “ข้ามีคำแนะนำอย่างหนึ่งให้พวก เจ้า พวกเจ้าทั้งสามฝ่ายจงเลือกข้างเนี่ยเทียน เนี่ยเทียนที่อยู่ในดินแดน ดาวตกเป็นตัวแทนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว พวกเจ้าอยู่ข้าง เดียวกับเนี่ยเทียนก็เท่ากับอยู่ข้างเดียวกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว”
“เนี่ยเทียนในตอนนี้เนื่องจากขอบเขตยังไม่สูงมากจึงยังไม่ได้เชื่อมโยง ความสัมพันธ์เข้ากับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว คนมากมายต่างก็ มองข้ามพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่อยู่เบื้องหลังเขา”
“เวลานี้เกรงว่าสำนักใหญ่ๆ อย่างหอหันปิง ตระกูลต่งคงไม่ยอมละทิ้ง โอกาสที่จะได้เข้าพวกกับเนี่ยเทียน”
“สำหรับพวกเจ้าแล้วก็ถือเป็นโอกาสดีอย่างหนึ่ง ขอแค่พวกเจ้ายอม เป็นขั้วอิทธิพลที่พึ่งพาเนี่ยเทียน ยอมยกให้เนี่ยเทียนเป็นนาย พวกเจ้า สามฝ่ายก็น่าจะยังคงสถานะเดิมอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคงได้ต่อไป”
“เมื่อพลาดโอกาสที่พันปีจะพานพบสักครั้งนี้ไป รอจนเนี่ยเทียน แข็งแกร่งมากพอ รอจนเขาเชื่อมสัมพันธ์กับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ได้อย่างแท้จริง ถึงเวลานั้นหากพวกเจ้าจะคิดพึ่งพาเขาก็ย่อมหมดสิทธิ์ แล้ว”
ไฉ่หลันอึ้งงัน พึมพำด้วยสีหน้าเลื่อนลอย “พึ่งพาเนี่ยเทียน ให้ กะโหลกเลือดกลายมาเป็นกลุ่มอิทธิพลภายใต้บังคับบัญชาของเนี่ยเทียน …”
ฟ่านจงเซินและหลงฉีหรี่ตาคิดทบทวนคำแนะนำของเจินฮุ่ยหลันอ ย่างจริงจัง
“อู้ๆๆ!”
และเวลานี้เอง อาวุธวิเศษประเภทบินหลากหลายชนิดก็บินจาก ทิศทางที่ตั้งของเทือกเขาฮว้านคงมาถึงที่แห่งนี้อย่างรวดเร็ว
ไม่นานอาวุธวิเศษประเภทบินพวกนั้นก็ลดตัวลงต่ำต่อหน้าพระราชวัง
“พระราชวังหนึ่งหลัง!”
“สวรรค์! เหตุใดถึงมีพระราชวังขนาดมหึมาโผล่ออกมาจากใต้ดินได้!”
“ปราณวิญญาณฟ้าดินของอาณาจักรเลี่ยคงกำลังเกิดการ เปลี่ยนแปลง ปราณวิญญาณที่สกปรกกำลังถูกชำระล้างให้สะอาด”
“เนี่ยเทียนอยู่ที่ไหน?”
ผู้ที่มาก็คือหัวมู่ ลู่ย่วนซีจากพรรคคิชฌกูฏ จงเจิง เสวียนเข่อ เสวียน เยว่จากหอหันปิง สิ่งหวนเยว่จากสำนักหยิน หลี่มู่หยางจากสำนักหยาง และยังมีต่งหวังหลิง พี่น้องต่งป่ายเจี๋ย ต่งลี่จากตระกูลต่ง
คนมากมายที่สนิทกับเนี่ยเทียน เมื่อได้รับข่าวว่าอาณาจักรเลี่ยคงเกิด เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงสะท้านสะเทือนฟ้าดินก็อาศัยค่ายกลนำส่งห้วงมิติ เดินทางมาถึงเมืองโพ่เมี่ยทันที
เมื่อมาถึงเมืองโพ่เมี่ย พวกเขาก็ใช้ค่ายกลนำส่งเดินทางไปถึง เทือกเขาฮว้านคง
จากนั้นก็เรียกอาวุธวิเศษประเภทบินออกมาแล้วใช้ความเร็วที่มาก ที่สุดมารวมตัวกันที่นี่
เมื่อมาถึงแล้วเห็นพระราชวังตั้งตระหง่านหลังนั้น สัมผัสได้ถึงการ เปลี่ยนแปลงของปราณวิญญาณฟ้าดิน พวกเขาต่างก็ตกตะลึงกันถึงที่สุด ตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าเนื่องจากการปรากฏของพระราชวังหลังนี้ ต่อไปอาณาจักรเลี่ยคงก็ต้องกลายมาเป็นอาณาจักรที่มีปราณวิญญาณ เข้มข้นที่สุดของดินแดนดาวตก
ใครก็คาดไม่ถึงว่าอาณาจักรเลี่ยคงที่ปีนั้นถูกสำนักใหญ่ๆ ทอดทิ้ง ถูก ตัดชื่อออกจากดินแดนดาวตกจะกลับมาผงาดได้อีกครั้ง
“แอด!”
ประตูหินหนักอึ้งพลันเปิดออก เนี่ยเทียนเดินออกมาจากข้างใน พอ โผล่หน้าออกมาเขาก็ผงะตกใจไม่น้อย
เบื้องหน้าของเขามีอาวุธวิเศษประเภทบินหลายลำจอดนิ่งอยู่ และ ใบหน้าของคนคุ้นเคยก็กำลังมองมาที่เขาตาปริบๆ
สิ่งหวนเยว่และหลี่มู่หยางต่างอยู่ในกลุ่มคนนี้ด้วย
“เนี่ยเทียน!”
เมื่อเห็นเขาเดินออกมา ทุกคนต่างก็ตื่นเต้น พากันเอ่ยถามว่าเกิดอะไร ขึ้นกันแน่
ไฉ่หลันแห่งกะโหลกเลือดเห็นว่าผู้แข็งแกร่งของแต่ละสำนักพากันมา รวมตัวอยู่ที่นี่ เขาก็พลันฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้แล้วจึงตัดสินใจทันที
เขาเดินรุดหน้าเข้ามาใกล้ ขณะที่ทุกคนยังไม่ทันตั้งตัวก็พลันคุกเข่า ข้างหนึ่งต่อหน้าเนี่ยเทียน ก้มหน้าพูดขึ้นว่า “นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้า ไฉ่หลันยินดีนำกะโหลกเลือดติดตามนายน้อยเนี่ย! ข้าไฉ่หลันและกะโหลก เลือดยินยอมอุทิศตนรับใช้นายน้อยเนี่ย!”
“ข้าฟ่านจงเซินหวังว่าจะได้นำพาเปลวอัคคีกลายมาเป็นผู้ติดตามของ นายน้อยเนี่ย!” ฟ่านจงเซินเองก็รีบเดินออกมาแล้วคุกเข่าเช่นเดียวกับไฉ่ หลันอย่างไม่ลังเล
“นับแต่วันนี้เป็นต้นไป หลงฉีแห่งเดือนดับพร้อมรับฟังคำสั่งจากนาย น้อยเนี่ย!” หลงฉีเองก็คุกเข่ากล่าวด้วยเสียงดังฟังชัดมีพลัง
กะโหลกเลือด เปลวอัคคีและเดือนดับ สามกลุ่มอิทธิพลใหญ่ของ อาณาจักรเลี่ยคงวิงวอนจะติดตามเนี่ยเทียน ยอมเป็นข้ารับใช้เนี่ยเทียนใน เวลาเดียวกัน!
หัวมู่ตะลึงงันไปแค่ครู่เดียวก็เดาได้ถึงความนัย ดวงตาเขาเป็นประกาย น้อยๆ ก่อนจะพูดกลั้วหัวเราะ “เจ้าสามคนนี้ฉลาดไม่เบา”
“ท่านลุงไฉ่ พวกท่านทำอะไรกัน?” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างไม่เข้าใจ
“นับแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกเรายินดีเชื่อฟังเจ้า!” ไฉ่หลันเงยหน้าขึ้น แล้วพูดวิงวอนอีกครั้ง
ฟ่านจงเซินและหลงฉีต่างก็รีบเอ่ยคล้อยตาม
“ไม่ต้องรีบร้อน พวกท่านคิดให้ดีก่อนค่อยพูด” เนี่ยเทียนปรี่ขึ้นหน้า ไปประคองไฉ่หลันให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะโบกมือให้กับฟ่านจงเซินและหลงฉี บอกกับพวกเขาว่าไม่ต้องทำเช่นนี้
“นายน้อยเนี่ย!” ไฉ่หลันพลันเกิดความซาบซึ้งใจ
เนี่ยเทียนประคองเขาแค่คนเดียว ไม่ได้ประคองฟ่านจงเซินและหลงฉี นี่หมายความว่าในสายตาของเนี่ยเทียน เขาสำคัญกว่าฟ่านจงเซินและ หลงฉีอยู่เยอะมาก
ที่เนี่ยเทียนทำเช่นนี้ก็เพราะหลายปีที่ผ่านมาเนี่ยเทียนกับกะโหลก เลือดนั้นมีความสัมพันธ์อันดีมาโดยตลอด
“ขอนายน้อยเนี่ยโปรดอนุญาต!” ฟ่านจงเซินและหลงฉีไม่ยอมลุกขึ้น เพียงแค่มองเนี่ยเทียนแล้วเอ่ยวิงวอนอีกครั้ง
“ข้าบอกแล้วว่าเรื่องนี้ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างไม่ สบอารมณ์
เมื่อเห็นว่าเนี่ยเทียนเริ่มไม่พอใจ ฟ่านจงเซินและหลงฉีสองคนถึงได้ ลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจ
“ท่านลุงหลี่ ท่านป้าสิ่ง” เนี่ยเทียนยิ้มน้อยๆ ก่อนจะหยิบเอาผลึกใส รูปพระจันทร์เสี้ยวกับรูปทรงกลมออกมาส่งให้คนทั้งสอง “นี่คือของที่ รับปากพวกท่านไว้ในปีนั้น”
พอเห็นผลึกใสสองก้อนบินออกมา ดวงตาของหลี่มู่หยางและสิ่งหวน เยว่ต่างก็ระเบิดประกายเจิดจ้า
พวกเขารับผลึกใสทั้งสองก้อนมาอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ ก่อนจะ ปลดปล่อยกระแสจิตวิญญาณที่แฝงเร้นไว้ด้วยพลังดวงจันทร์และดวง อาทิตย์ออกมาสำรวจอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็พลันปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง
“นี่…นึกไม่ถึงเลยว่านี่จะบันทึกเวทลับที่สมบูรณ์แบบในการสร้าง ดินแดนเอาไว้!” หลี่มู่หยางสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ตื่นเต้นจนแทบ จะกระโดดโลดเต้น พูดเสียงดังติดๆ กัน “เนี่ยเทียน! ขอบใจมาก!”
มุมปากของสิ่งหวนเยว่ก็เผยรอยยิ้มยินดีอย่างปิดไม่มิด
“ท่านลุงหลี่ ท่านป้าสิ่ง สำนักหยินและสำนักหยางของพวกท่านควร จะหยุดการต่อสู้กันได้แล้ว” เนี่ยเทียนกล่าวด้วยสีหน้าจริงใจ “สำนักหยิน และสำนักหยางมีความสัมพันธ์ลึกล้ำกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว หากข้าเดาไม่ผิดละก็ ก่อนหน้านี้นานมากแล้ว ผู้ต่อกั้งสำนักหยินและ สำนักหยางต่างก็มาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว”
หลี่มู่หยางและสิ่งหวนเยว่มองตากันหนึ่งครั้งก่อนจะยิ้มบางๆ แล้วห ลี่มู่หยางก็เป็นคนพูดขึ้นว่า “นับตั้งแต่ตอนที่เจ้าบอกว่าในภูเขาสองลูกนั้น มีผลึกใสสองก้อนนี้อยู่ พวกเราสองคนก็พอจะเดาได้ถึงเรื่องนี้แล้ว”
สิ่งหวนเยว่ลังเลอยู่ชั่วครู่ก็พลันหันไปมองหลี่เหย่ที่อยู่ข้างกายเจิน ฮุ่ยหลันด้วยสายตาที่อ่อนโยนอย่างถึงที่สุดแล้วกล่าวว่า “คือว่า…”
“ท่านมองข้าทำไม?” หลี่เหย่งุนงงไม่เข้าใจ
สายตาของสิ่งหวนเยว่ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นอย่างถึงที่สุด แต่ก็ทำให้เขา รู้สึกประหลาดใจมากด้วย
“เจ้าโง่ ยังไม่รีบคารวะท่านพ่อท่านแม่แท้ๆ ของเจ้าอีก!” เจินฮุ่ย หลันตะคอก
——