ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 701 การคาดเดาต่างๆ
“พ่อแม่แท้ๆ?”
หลี่เหย่สีหน้างงงัน มองเหม่อไปที่อาจารย์ของตัวเองแล้วพูดว่า “ไหน ท่านบอกว่าข้าเป็นเด็กกำพร้าอย่างไรล่ะ?”
“เจ้าไม่ใช่เด็กกำพร้า ไม่เคยเป็น!” หลี่มู่หยางดวงตาแดงก่ำ พูดเสียง สะอึกอยู่ในลำคอ “เพราะสำนักหยิน สำนักหยางต่อสู้กันมาตลอดเวลา พวกผู้อาวุโสต่างก็มองกันเป็นศัตรู ผูกปมแค้นลึกล้ำ ไม่มีพื้นที่ให้ถอย ดัง นั้น…”
เขาเหลือบมองสิ่งหวนเยว่หนึ่งครั้ง “ดังนั้นข้ากับแม่ของเจ้าจึงปกปิด ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเรามาโดยตลอด กลัวว่าผู้อาวุโสในสำนักจะ ห้ามปราม”
“ปีนั้นข้าและแม่ของเจ้าต่างก็เป็นศิษย์ผู้กล้าของสำนักหยินและ สำนักหยาง ตอนหนุ่มสาวพวกเราเคยทะเลาะและมีข้อพิพาทกันมาก่อน ทว่าภายหลัง พวกเราสองคนรักกัน…”
“ที่น่าเสียดายก็คือตอนนั้นสำนักหยินและสำนักหยางยังทำสงคราม อยู่ในอาณาจักรเชียวแจว๋ไม่หยุด รอจนพวกเราแยกกันเป็นสำนักหยิน และสำนักหยางแล้ว ลูกศิษย์ของทั้งสองฝ่ายต่างก็สั่งสมความแค้นลึกล้ำ พวกเราไม่กล้าทำผิดละเมิดกฎ จึงได้แต่แอบส่งตัวเจ้ามาให้กับท่านเจิน”
ดวงตาคู่งามของสิ่งหวนเยว่มีน้ำตาเอ่อคลอ นางเดินมาหยุดอยู่ข้าง กายหลี่เหย่นานแล้ว ยามนี้กำลังมองเขาด้วยความรัก “หลายปีมานี้ ลำบากเจ้าแล้ว”
หลี่เหย่ตัวสั่นสะท้าน เดี๋ยวก็มองไปทางหลี่มู่หยาง เดี๋ยวก็มองไปทาง สิ่งหวนเยว่ ดวงตาเริ่มแดงก่ำ
“เอาล่ะๆ พวกเจ้าสามคนไปหาที่ดีๆ พูดคุยกันเถอะ” เจินฮุ่ยหลัน เอ่ยเร่ง
“เหย่เอ๋อร์ ตามพวกเรามา เจ้ามีข้อสงสัยอะไร พวกเราจะอธิบายให้ เจ้าฟังเอง” สิ่งหวนเยว่จูงมือของหลี่เหย่ ไม่สนใจพระราชวังโอ่อ่านั่นอีก ต่อไป เพียงจากไปพร้อมกับหลี่มู่หยางและหลี่เหย่สามคน
“หลี่เหย่คือลูกชายของพวกเขาหรือนี่” เนี่ยเทียนเองก็ตะลึงไปกับ เรื่องที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้เหมือนกัน
เผยฉีฉีเหมือนจะรู้เรื่องอยู่ก่อนแล้ว สีหน้าของนางจึงไม่เปลี่ยนแปลง แม้แต่น้อย เพียงมองประเมินไปยังพระราชวังที่มีแสงดาวเปล่งประกาย อย่างต่อเนื่องด้วยความสนใจ
“นึกไม่ถึงเลยว่าสำนักหยินและสำนักหยางจะมีความสัมพันธ์กับ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว”
“ที่ยิ่งน่าแปลกใจก็คือหลี่มู่หยางและสิ่งหวนเยว่สองคนไม่เพียงแต่ ปิดบังความรักของพวกเขา ยังมีลูกชายอย่างหลี่เหย่ด้วย”
“เฮ้อ จะโทษพวกเขาก็ไม่ได้ สำนักหยินและสำนักหยางรุ่นที่แล้วร้าย กาจกันยิ่งนัก แค้นกันรุนแรงจนถึงขั้นไม่ตายก็ไม่ยอมเลิกรา แล้วพวกเขา จะทำอะไรได้?”
“หากไม่เพราะเนี่ยเทียนเอาของสองสิ่งนี้มาให้พวกเขา ให้พวกเขา แน่ใจว่าก่อนหน้านี้นานมากแล้วสำนักหยินและสำนักหยางก็มาจากต้น กำเนิดเดียวกัน หลี่มู่หยางและสิ่งหวนเยว่สองคนคงไม่มีทางเปิดเผยเรื่อง นี้ พวกเขาได้ของสองอย่างนี้ไปถึงจะโน้มน้าวทุกคน ให้ลูกศิษย์ทุกคนใน สำนักเข้าใจว่าการต่อสู้ของสำนักหยินและสำนักหยางก่อนหน้านี้ แท้จริง แล้วไร้ความหมายเพียงใด”
“…”
ทุกคนที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความปลง อนิจจัง
“เนี่ยเทียน พระราชวังหลังนี้…เจ้าเป็นคนทำให้มันโผล่ออกมาจากใต้ ดินรึ? ด้านในมีอะไรอยู่?” ต่งลี่ถามด้วยความสนใจ
พอนางถามเช่นนี้ สายตาของทุกคนก็พลันมารวมกันบนร่างของเนี่ย เทียนทันที
เนี่ยเทียนลังเลไปครู่ ก่อนจะตอบ “ก่อนหน้านี้ข้าก็รู้แล้วว่าสถานที่ แห่งนี้มีความลับซ่อนอยู่ เพียงแต่ปีนั้นขอบเขตต่ำเกินไป ไม่สามารถ สำรวจมันได้” เขาเล่าที่มาของพระราชวังหลังนี้ให้ทุกคนฟังง่ายๆ ทว่า กลับไม่ได้พูดอะไรมากเกี่ยวกับเรื่องของที่อยู่ภายในพระราชวัง
“กะโหลกเลือด เปลวอัคคีและเดือนดับกลับไปก่อนเถอะ” เจินฮุ่ยห ลันเอ่ยขึ้นเบาๆ
พวกไฉ่หลันมองตากัน แล้วก็พากันทยอยจากไปโดยไม่ดึงดันอยู่ต่อ
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้ที่อยู่ที่นี่จึงมีแค่พวกหัวมู่จากพรรคคิชฌกูฏ หอหันปิง และพวกคนของตระกูลต่งเท่านั้น
คนเหล่านี้ต่างก็มีความสัมพันธ์อันดีกับเนี่ยเทียน ทั้งยังสนิทสนมกับ เขามากเป็นพิเศษ เนี่ยเทียนจึงไม่จำเป็นต้องปิดบังพวกเขา “ด้านในของ พระราชวังมีค่ายกลนำส่งขนาดใหญ่อยู่หลังหนึ่ง”
“เชื่อมโยงไปที่ไหน?” หัวมู่รีบซักถาม
“มีพิกัดห้วงมิติอยู่สี่แห่ง สามพิกัดในนั้นเชื่อมโยงไปยังอาณาจักร เชียนแจว๋ อาณาจักรหลีเทียนและอาณาจักรเสวียนเทียน พิกัดห้วงมิติที่สี่ ค่อนข้างจะพิเศษ นั่นคือเชื่อมโยงไปยังนอกอาณาจักร เพียงแต่…ข้า ทดลองดูแล้วกลับไม่สามารถใช้ค่ายกลนำส่งออกไปนอกอาณาจักรได้” เนี่ยเทียนเล่าให้ทุกคนฟังอย่างละเอียดโดยไม่ปิดบังอีกต่อไป
เขาเองก็ต้องการให้พวกหัวมู่ เจินฮุ่ยหลันช่วยวิเคราะห์
“นำส่งไม่สำเร็จ ไม่ใช่ปัญหาจากที่นี่” เจินฮุ่ยหลันแสดงความคิดเห็น เป็นคนแรก “ต้องเป็นเพราะจุดเชื่อมต่ออีกจุดหนึ่งเกิดปัญหาอะไร แน่นอน หากค่ายกลที่เชื่อมโยงมายังที่นี่ไม่เสียหายก็คงเป็นเพราะหยก ห้วงมิติที่ใช้สำหรับการนำส่งถูกเผาผลาญจนสิ้น หาไม่แล้วคงไม่เป็น เช่นนี้”
หัวมู่เองก็กล่าวว่า “น่าจะเป็นอย่างนี้”
เนี่ยเทียนพยักหน้า “ข้าก็คิดว่าเป็นอย่างนี้เหมือนกัน ค่ายกลนำส่งที่ เชื่อมโยงกับที่แห่งนี้คือพื้นที่ที่อยู่ระหว่างดินแดนดาวตกและดินแดน ปราการดวงดาว…” เขาพูดถึงความลี้ลับที่ซุกซ่อนอยู่
“ว่าไงนะ? มีสถานที่แบบนี้อยู่ด้วยหรือ?” ต่งหวังหลิงพลันเกิดความ สนใจ “เคยถูกปิดผนึกมาหมื่นปี เมื่อไม่กี่ปีมานี้เพิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้เรือรบทางช้างเผือกที่ตระกูลเหลยโดยสารโชคดีลอดผ่านมาถึง ดินแดนดาวตกได้อย่างปลอดภัย? เยว่เหยียนสี่จากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ เชิญตัวเจ้าไปด้วย?”
“ในแผนที่ดวงดาวของไข่มุกวิญญาณมืดก็ระบุถึงพื้นที่นั้นไว้ เหมือนกัน นี่มันคือความลี้ลับอะไรกันแน่?” หัวมู่เองก็ใคร่รู้อย่างถึงที่สุด
“เนี่ยเทียน พวกเรา…จะมีโอกาสไปดูที่นั่นหรือไม่?” เจินฮุ่ยหลันเอ่ย ถาม
“เยว่เหยียนสี่บอกไว้แล้วว่าตอนนี้สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เชิญตัวข้าแค่คน เดียว เขากลัวว่าจะเป็นการเปิดเผยร่องรอยของดินแดนดาวตก จนถูกขั้ว อิทธิพลของดินแดนปราการดวงดาวหมายหัว แล้วนำภัยมาสู่ตัวพวกเรา” เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน “ข้าจะไปดูความมหัศจรรย์ของที่แห่งนั้นสักครั้งหนึ่ง และข้าเองก็จะคิดหาวิธีซ่อมแซมค่ายกลนำส่งที่เชื่อมโยงมายังที่แห่งนี้ ด้วย”
“เมื่อถึงเวลานั้น พวกเราไม่จำเป็นผ่านสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็สามารถ เดินทางไปที่นั่นโดยใช้ค่ายกลนำส่งในพระราชวัง”
ต่งหวังหลิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยอย่างเสียดายว่า “ดูท่าคงมีเพียงวิธีนี้ เท่านั้นแล้วล่ะ เฮ้อ ข้าเองก็อยากออกจากดินแดนดาวตกไปดูโลก ภายนอกเหมือนกัน รอให้พวกเราทยอยกันเลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้าย แล้วก็จำเป็นต้องรวบรวมวัตถุดิบสำหรับสร้างดินแดน พวกเราจำเป็นต้อง เตรียมตัวไว้ล่วงหน้าก่อน”
พวกหัวมู่ จงเจิงต่างก็พากันพยักหน้ารับ
หลังจากนั้นผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณต่างก็เดินวนสำรวจพระราชวัง ใหญ่โตนี้รอบแล้วรอบเล่า ใช้กระแสจิตวิญญาณมาตรวจสอบอย่างช้าๆ
“เนี่ยเทียน! พระราชวังที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งไว้หลังนี้มี ค่ายกลดวงดาวสลักไว้นับไม่ถ้วน ค่ายกลดวงดาวพวกนี้ชักนำพลังดวงดาว มาตลอดเวลา” ใบหน้าเจินฮุ่ยหลันเต็มไปด้วยความตะลึงระคนแปลกใจ “ตามความเห็นข้า เนื่องจากพระราชวังแห่งนี้จมอยู่ใต้ดินมานานเกินไป จึงไม่สามารถสั่งสมพลังงานที่มากพอ รอจนมันดูดซับพลังดวงดาวได้มาก ขึ้นเรื่อยๆ มันจะต้องเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาแน่นอน”
“ข้ายังถึงขั้นรู้สึกด้วยว่าพระราชวังแห่งนี้…น่าจะเป็นเรือรบทาง ช้างเผือกที่พิเศษอย่างหนึ่ง สามารถหลุดพ้นจากอาณาจักรเลี่ยคงบินไป ยังทางช้างเผือกอันกว้างไกล!”
เนี่ยเทียนตัวสั่นสะท้าน “เรือรบทางช้างเผือก?”
“ถูกต้อง! มีความเป็นไปได้มากว่ามันจะเป็นเรือรบทางช้างเผือกที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้!” เจินฮุ่ยหลันกล่าวอย่างมั่นใจ “ตอนนี้ภาพค่ายกลดวงดาวที่อยู่บนพื้นผิวของพระราชวังยังกำลังสะสม
พลังดวงดาวอยู่ ความลี้ลับหลายอย่างพวกเราจึงยังมองไม่ออก บางทีอีก ไม่กี่ปี หรือหลายสิบปีให้หลัง รอจนมันดูดซับพลังดวงดาวได้มากพอแล้ว มันก็จะบินไปในทางช้างเผือกได้!”
หัวมู่เองก็กล่าววว่า “ตอนนี้ค่ายกลดวงดาวพวกนั้นยังสลัวรางไร้แสง ความมหัศจรรย์ยังไม่เผยตัว รอจนมันได้รับพลังดวงดาวถึงระดับหนึ่งแล้ว มันต้องนำประโยชน์ที่มากกว่าเดิมมาให้เจ้าแน่นอน”
เนี่ยเทียนคิดตามการคาดเดาของพวกเขา แล้วก็แอบรู้สึกว่าสิ่งที่หัวมู่ และเจินฮุ่ยหลันพูดนั้นถูกต้องแล้ว
และเวลานี้เอง ต่งลี่ก็เดินไปถึงหน้าประตูหินที่ปิดสนิทแล้วยื่นมือ ออกไปดัน
“ฟิ้วๆๆ!”
ลำแสงดวงดาวหลายเส้นประหนึ่งใยแมงมุมพลันลอยขึ้นบนประตูหิน ก่อนที่พลังมหาศาลขุมหนึ่งจะก่อตัวแล้วผลักให้ต่งลี่ถอยร่นล้มก้นจำเบ้า กระแทกพื้น
ต่งลี่ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวอย่างเดือดดาล “ประตูบ้านี่ทำไมถึงเปิดไม่ ออก?”
หัวมู่ยิ้มสง่างาม “พระราชวังที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ ย่อมอนุญาตให้ผู้สืบทอดของพวกเขาเข้าไปได้เท่านั้น คนนอกมีหรือจะ เข้าไปได้ง่ายๆ? กระแสจิตวิญญาณของพวกเราตรวจสอบอยู่ตั้งนานก็ยัง ไม่สามารถลอดทะลุไป ข้ารู้อยู่แล้วว่าไม่สามารถเข้าไปได้ง่ายๆ หาไม่แล้ว จะยังต้องรอจนถึงตอนนี้ทำไม?”
“เนี่ยเทียน เจ้าพาข้าเข้าไป ข้าอยากจะรู้ว่าข้างในมีอะไร!” ต่งลี่ โวยวาย
พวกเจินฮุ่ยหลันดวงตาเป็นประกายกันขึ้นมาทันใด
พวกเขาเองก็อยากรู้ว่าข้างในนั้นมีอะไร เพียงแต่ยังมีความกังวลอยู่จึง ไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ
ได้ยินคำพูดของต่งลี่ พวกเขาก็ยินดีหากมันเป็นจริง
เนี่ยเทียนหัวเราะร่า พลันเคลื่อนตัวไปหยุดอยู่หน้าประตู ออกแรง เล็กน้อย ประตูหินก็เปิดออกทันใด
เขาเบี่ยงตัวเปิดทาง แล้วหันไปกวักมือให้ต่งลี่ “เข้ามาสิ”
ต่งลี่ยิ้มอย่างปลื้มปริ่ม พุ่งเข้าไปเป็นคนแรก คนอื่นๆ ก็รีบเบียดเสียด กันเข้าไปเมื่อเห็นว่าเนี่ยเทียนยังยืนรออยู่นิ่งๆ ที่หน้าประตู
“ในพระราชวังไม่เพียงแต่มีพลังดวงดาวล้อมวน ยังมีปราณวิญญาณ ฟ้าดินมารวมกันอยู่ด้วย!” หัวมู่เอ่ยเสียงดัง
ต่งลี่กวาดตามองสภาพภายในพระราชวัง พอเห็นห้องหินที่เรียงราย อยู่ตรงผนัง ดวงตาคู่งามก็กลอกกลิ้งหนึ่งที ก่อนจะกระชากตัวเนี่ยเทียน พาเข้าไปในห้องหินแห่งหนึ่ง “ข้ามีเรื่องอยากพูดคุยกับเจ้าเป็นการ ส่วนตัว”
หลังจากเรือนกายยั่วยวนใจคนของนางเข้ามาในห้องได้ก็เอื้อมมือไป ปิดประตูไว้แน่น
นาทีถัดมานางก็พุ่งตัวเข้าไปในอ้อมอกของเนี่ยเทียนแล้วเป็นฝ่ายยื่น ริมฝีปากแดงปลั่งไปจูบเขา
——