ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 704 ดรุณีน้อยแห่งเปลวเพลิง
เหลยเทียนฉี่ไม่ได้ไปส่งเนี่ยเทียนด้วยตัวเอง
เขาแค่เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง บอกให้เนี่ยเทียนรู้ว่าตระกูลเหล ยของพวกเขากับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์สร้างค่ายกลนำส่งห้วงมิติร่วมกัน ทั้งหมดเจ็ดหลัง
เมื่อใช้ค่ายกลทั้งเจ็ดหลังนี้ ตระกูลเหลยของพวกเขาก็จะเดินทางไป ถึงดินแดนปราการดวงดาว
และตอนนี้เยว่เหยียนสี่จากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็อยู่ที่จุดที่ตั้งค่ายกล นำส่งหลังที่สี่
เนี่ยเทียนเดินทางจากเทือกเขาสายฟ้าสวรรค์อันเป็นที่ตั้งของสำนัก ภูเขาสายฟ้า เมื่อใช้การนำส่งสี่ครั้งก็มาถึงจุดที่เหลยเทียนฉี่พูดถึง
และที่นั่นก็เป็นตำแหน่งพิกัดห้วงมิติที่สี่ซึ่งระบุไว้ในพระราชวังที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้ ตรงกับตำแหน่งที่ระบุเป็นพิเศษใน ไข่มุกวิญญาณมืด
“ฟิ้ว!”
เงาร่างของเนี่ยเทียนพลันมาปรากฏตัวอยู่ในค่ายกลนำส่งหลังหนึ่ง
เขาเพ่งสมาธิมองก็พบว่าตัวเองยืนอยู่ในหลุมที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ดิน ผนัง รอบหลุมนี้คือหินหนาทนทานสีน้ำตาลเข้มซึ่งมีสายฟ้าชั้นหนึ่งโอบล้อม เอาไว้
เหลยเทียนฉี่บอกเขารู้ถึงความลี้ลับของที่แห่งนี้ตั้งแต่แรกแล้ว เขาจึง เงยหน้ามองไปยังเพดานหลุมแล้วกระโดดเข้าไปยังจุดที่มีสายฟ้าโค้งงออยู่ เส้นหนึ่ง
“เปรี๊ยะ!”
สายฟ้าแยกออกจากกัน หินเหนือศีรษะก็ปริแตกออกตามไปด้วย
เขาลอดผ่านมันมาในพริบตา
นาทีถัดมาเขาก็มายืนอยู่บนก้อนหินอุกาบาตที่ลอยนิ่งอยู่ในมุมใดมุม หนึ่งของทางช้างเผือกอันมืดมิด
ที่นี่ไม่มีพลังวิญญาณฟ้าดินใดๆ ให้ใช้ มีเพียงแสงดาวส่องประกาย อ่อนจาง รอบด้านมีหินอุกกาบาตลักษณะเดียวกันกระจายอยู่ทั่ว จำนวน มากมายจนนับไม่หมด
หินอุกกาบาตแต่ละก้อนค่อนข้างอยู่ใกล้กัน ทว่าก็มีบางส่วนที่ห่างกัน ไปไกลมาก เติมเต็มอยู่ทั่วพื้นที่ที่เคยถูกปิดผนึกแห่งนี้
หินอุกกาบาตจำนวนมากมีอยู่ให้เห็นทุกหนแห่ง หากเรือรบทาง ช้างเผือกที่ใหญ่มโหฬารบินผ่านเข้ามาในบริเวณนี้ก็ต้องชนกับหิน อุกกาบาตพวกนั้นแน่นอน
อีกทั้งหินอุกกาบาตหลายก้อนต่างก็แข็งแรงทนทานอย่างถึงที่สุด ต่อ ให้เป็นเรือรบทางช้างเผือก เมื่อชนเข้ากับพวกมันแล้วก็อาจจะต้านรับไม่ ไหว
ในที่สุดเนี่ยเทียนก็เข้าใจว่าเหตุใดนับสิบล้านปีที่ผ่านมา ผู้ฝึก ลมปราณของดินแดนปราการดวงดาวถึงได้ไม่เคยขับเคลื่อนเรือรบทาง ช้างเผือกผ่านมหาสมุทรหินอุกกาบาตเหล่านี้ไปได้สำเร็จ
“หืม?”
หลังจากเดินออกมา เขาก็เห็นว่าก้อนหินปริแตกจุดที่เขาบินออกมาได้ ประสานตัวเข้าหากันอีกครั้ง
นอกจากนี้เขายังมองเห็นศพที่เย็นชืดอีกหลายศพ
ศพพวกนั้นมีมากสิบกว่าศพ ทุกศพต่างสวมอาภรณ์ของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ และยังมีอาวุธวิเศษประเภทบินเจ็ดแปดลำที่มีสัญลักษณ์ของ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ซึ่งถูกมีดแหลมคมแทงทะลุจนระเบิดออก ส่วนหนึ่ง กระจายอยู่บนหินอุกกาบาตใต้ฝ่าเท้าของเขา และยังมีส่วนหนึ่งที่ลอยอยู่ นิ่งๆ กลางท้องฟ้าเย็นเยียบซึ่งมีหินอุกกาบาตขนาบข้าง
“นี่มัน…”
เขาหน้าเปลี่ยนสี รีบปลดปล่อยกระแสจิตวิญญาณออกมารับสัมผัส ทันที ทว่ากลับสัมผัสไม่ได้ถึงปราณแห่งชีวิตหรือคลื่นเคลื่อนไหวทางพลัง จิตใดๆ
“คนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ถูกฆ่าหมดเลยหรือนี่? เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
เขาพลันขยับตัวไปเดินวนเวียนอยู่รอบจุดที่มีศพนอนกอง แล้ว ประเมินขอบเขตตบะของพวกเขาตอนที่ยังมีชีวิตอยู่
ไม่นานเขาก็ได้ข้อสรุปหนึ่ง
คนเหล่านี้น่าจะเป็นผู้ฝึกลมปราณของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ที่รอการ มาถึงของเขา พวกเขาต่างก็มีตบะไม่เท่ากัน มีทั้งเขตสามัญและเขตลี้ลับ ตอนนี้ทุกคนตายกันหมดแล้ว อาวุธวิเศษประเภทบินก็ระเบิดกระจาย แหวนเก็บของที่อยู่บนนิ้วมือถูกปล้นหายไปเกลี้ยง
เขาเชื่อว่าที่คนเหล่านั้นอยู่ที่นี่ก็เพราะรอเขา
ทว่าระหว่างที่รอเขากลับมีศัตรูตัวฉกาจโผล่มา ขณะที่พวกเขาหนี กระเจิงก็ถูกทยอยไล่สังหาร
“สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์คือหนึ่งในห้าสำนักสามตระกูลของดินแดน ปราการดวงดาว แต่กลับถูกคนซุ่มโจมตี คนที่กล้าโจมตีพวกเขาย่อมต้อง เป็นกลุ่มอิทธิพลที่เท่าเทียมกับดินแดนปราการดวงดาว”
“หรือว่าข้อมูลการค้นพบที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์มาสำรวจที่แห่งนี้หลุดรั่ว ออกไปโดยไม่ระวัง?”
“หากเป็นเช่นนี้ก็ซวยน่ะสิ!”
สีหน้าเขาเปลี่ยนไปจนเกินคาดเดา พลันตระหนักได้ว่าการที่สำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์เชิญตัวเขามาสำรวจที่นี่ในครั้งนี้ เกรงว่าคงเป็นงานที่ยากลำบาก ทีเดียว
เยว่เหยียนสี่จากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์และผู้แข็งแกร่งส่วนใหญ่ของสำนัก อาจจะยังอยู่ในพื้นที่อื่นและกำลังตามหาความลี้ลับของที่แห่งนี้ต่อ
หลังจากเยว่เหยียนสี่จากไป เขาก็สั่งให้ลูกศิษย์ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ส่วนหนึ่งมารอเนี่ยเทียนอยู่ตรงนี้ เพื่อให้คนพวกนั้นนำทางเขาไปพบกับ เยว่เหยียนสี่
ทว่าแม้แต่เยว่เหยียนสี่เองก็ยังคาดไม่ถึงว่าคนที่เขาทิ้งเอาไว้จะถูก สำนักอื่นๆ ลอบโจมตีจนตอนนี้ตายกันไปหมดแล้ว
ไม่มีคนนำทางจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ เขาจึงไม่รู้ตำแหน่งที่แน่ชัดของ เยว่เหยียนสี่ ไม่รู้ว่าจะไปหาอีกฝ่ายได้ที่ไหน
ในเมื่อคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ถูกฆ่าที่นี่ นั่นก็มีความเป็นไปได้มา กว่ากลุ่มอิทธิพลที่เป็นศัตรูกับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์อาจจะยังอยู่ในบริเวณ ใกล้เคียงนี้ หากเขาทะเล่อทะล่าโผล่ออกไปแล้วถูกจับได้ขึ้นมา…
เนี่ยเทียนขมวดคิ้วเป็นปม รีบปลดปล่อยทิพย์จักษุเก้าข้างออกมารับ สัมผัสในขอบเขตที่กว้างกว่าเก่า กลัวว่าจะมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น
เขาตัดสินใจแล้วว่าหากเจอคนที่ไม่ใช่ผู้ฝึกลมปราณจากสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ก็จะล้มเลิกการทำตามคำเชิญของเยว่เหยียนสี่ไปก่อนชั่วคราว แล้วย้อนกลับเข้าไปในหลุมหินอุกกาบาตที่มีค่ายกลนำส่งเพื่อหวนกลับไป ยังดินแดนดาวตก
ยืนอยู่บนหินอุกกาบาตอันเป็นที่ตั้งของค่ายกลนำส่ง เขาใช้ทิพย์จักษุ เก้าข้างค้นหาอย่างต่อเนื่อง ไม่นานก็ค้นพบว่าบนหินอุกกาบาตอีกก้อน หนึ่ง ตรงร่องแยกของหินอุกกาบาตก็มีศพของคนจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ รวมไปถึงอาวุธวิเศษประเภทบินตกอยู่
เขาตระหนักได้ทันทีว่าตอนที่คนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่ที่นี่ถูก ลอบโจมตี พวกเขาคงกระจายตัวกันหนีไป แต่ก็ยังคงถูกทยอยไล่ไปตาม ฆ่าทิ้งทีละคน
มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้เขาแปลกใจก็คือค่ายกลนำส่งที่อยู่ในหิน อุกกาบาตใต้ฝ่าเท้าของเขากลับยังไม่ถูกค้นพบ
หากค่ายนำส่งนี้ถูกค้นคนพบ คนที่สังหารผู้ฝึกลมปราณของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ก็สามารถอาศัยค่ายกลนำส่งนี้เปลี่ยนสถานีสี่ครั้งแล้วตาม ร่องรอยจนไปถึงภูเขาสายฟ้า
“ตอนที่เหลยเทียนฉี่จัดตั้งค่ายกลได้ใช้พลังวิญญาณของตัวเองมาจัด วางตราผนึก เหลยเทียนฉี่มีตบะแดนว่างเปล่าช่วงต้น ตราผนึกที่เขาทิ้ง เอาไว้มีเพียงคนระดับเดียวกันเท่านั้นที่สัมผัสได้ สถานที่แห่งนี้ยังไม่ถูก ค้นพบจึงมีความเป็นไปได้เพียงข้อเดียว นั่นคือในบรรดาคนที่ลอบสังหาร คนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ไม่มีผู้แข็งแกร่งที่ขอบเขตเท่าเหลยเทียนฉี่”
“และก็มีเพียงแบบนี้เท่านี้ ตราผนึกของเหลยเทียนฉี่ถึงไม่ถูกค้นพบ”
เนี่ยเทียนไม่กล้ากระทำการบุ่มบ่าม เขายืนใคร่ครวญแล้วใคร่ครวญ อีกอยู่บนหินอุกกาบาต เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการจากไปตลอดเวลา
สองชั่วยามต่อมา
วิหคเพลิงสยายปีกตัวหนึ่งก็พลันปรากฏตัวในขอบเขตการมองเห็น ของเขา ปีกของวิหคเพลิงที่เป็นสีแดงสดใสกำลังถูกเผาไหม้คล้ายดาวตก เส้นหนึ่งที่ห้อทะยานมาใกล้อย่างรวดเร็ว
ตรงแผ่นหลังของวิหคเพลิงมีเงาร่างอรชรของคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ ซึ่งดู คล้ายว่าจะปลดปล่อยพลังเปลวเพลิงผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิหค เพลิง
“เปลวเพลิงร้อนแรง ปราณเช่นนี้…น่าจะเป็นคนของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์!” เนี่ยเทียนพลันวางใจลงได้
ไม่นานวิหคเพลิงตัวนั้นก็ขยับเข้ามาใกล้หินอุกกาบาตที่เขาอยู่ เขา เพ่งมองอย่างละเอียดถึงพบว่าวิหคเพลิงตัวนั้นคืออาวุธวิเศษประเภทบิน ที่พิเศษลำหนึ่ง
อาวุธวิเศษประเภทบินลำนี้เหมือนจะหล่อหลอมมาจากกระดูกของ วิหคเพลิง กระดูกสัตว์สีแดงฉานหลายท่อนต่างก็ปลดปล่อยเปลวเพลิงสี แดงเจิดจ้า
ร่างเล็กอรชรที่อยู่บนวิหคเพลิงน่าจะมาจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ บางครั้งก็ถูกเปลวเพลิงสีแดงกลบทับ มองไม่ออกถึงหน้าตาที่แท้จริง
“ฟิ้ว!”
วิหคเพลิงสยายปีกมาถึง พริบตาเดียวก็ขยับเข้าใกล้เขา ก่อนที่ดรุณี น้อยเรือนกายเล็กบางแต่เร่าร้อนถึงขีดสุดจะกระโดดออกมาจากในวิหค เพลิง มือของนางถือแส้เส้นหนึ่งที่มีเปลวไฟล้อมวน ทั้งยังตวัดแส้เส้นนั้น เข้าแสกหน้าเขาอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง
แส้เปลวเพลิงเหมือนทำมาจากหางของสัตว์เพลิงพิภพ มันส่งเสียงลั่น เปรี๊ยะๆ อยู่กลางอากาศ ในความรู้สึกของเนี่ยเทียน นั่นเหมือนมีสัตว์
เพลิงพิภพตัวหนึ่งที่กระโจนเข้ามาหา ทั้งยังส่งเสียงคำรามที่สั่นสะเทือน จิตวิญญาณของเขา
กระแสจิตวิญญาณที่เขาปลดปล่อยออกไปถูกเปลวเพลิงบนแส้นั้นเผา ไหม้จนจิตวิญญาณที่แท้จริงปวดร้าว
“ฟั่บ!”
แส้เปลวเพลิงเปลี่ยนตำแหน่งโจมตีอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะรวมตัวกัน กลายมาเป็นตาข่ายเปลวเพลิงขนาดใหญ่ยักษ์ ตาข่ายยักษ์นั้นเกิดขึ้นจาก การถักทอของเปลวไฟหลายเส้น ซึ่งพกพาเอาพลังร้อนลวกที่น่ากลัวดั่งว่า มันสามารถเผาผลาญจิตวิญญาณ เผาทำลายหมื่นสรรพสิ่ง
“ช้าก่อน!”
เนี่ยเทียนตะโกนเสียงดัง แล้วจึงเรียกดาราเพลิงกาฬออกมาโดยพลัน ก่อนที่เขาจะรวบรวมพลังวิญญาณตัดฟันเข้าไปยังตาข่ายไฟนั้น
แสงของดาราเพลิงกาฬสาดกระจาย มีดยาวเล่มนี้เหมือนถูกแสงมีด ยืดขยายให้ยาวออกไปแล้วฟันเข้าใส่ตาข่ายไฟอย่างแรง
“ฟู่วๆ!”
ชั่วขณะที่พลังวิญญาณซึ่งมาจากเขาปะทะเข้ากับตาข่ายไฟ เปลว เพลิงพลุ่งพล่าน ก้าวร้าว แผดเผาระลอกหนึ่งก็คล้ายเจอที่ระบายออกจึง โจมตีเข้าหาดาราเพลิงกาฬอย่างแรง
ร่างของเขาพลันสั่นสะท้าน เห็นเพียงว่าเปลวเพลิงเป็นกลุ่มๆ ไล่ ขึ้นมาเต็มดาราเพลิงกาฬ ทั้งยังบินพรวดมาถึงแขนข้างที่จับมีดของเขา ราวกับมีชีวิตชีวา
อาภรณ์บนแขนข้างนั้นพลันกลายเป็นเถ้าถ่าน พลังงานความร้อนที่ น่าหวาดกลัวพกพาเอาเจตจำนงที่ต้องการเผาไหม้เขาให้กลายเป็นเถ้า ถ่านไล่มาตามรูขุมขน แล้วบุกฝ่าเข้ามาในเลือดเนื้อของเขาอย่างบ้าคลั่ง
เขาหน้าเปลี่ยนสี รีบดึงเอาพลังงานกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าออกมาจากใน น้ำวนพลังวิญญาณสามลูกกลางจุดตันเถียน ต้องต่อสู้กับเปลวเพลิง เหล่านั้นอยู่ตรงแขนของตัวเองอย่างดุเดือดถึงจะพาต้านทานการรุกราน จากเปลวเพลิงได้
ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ แขนข้างนั้นของเขาก็ยังถูกเผาไหม้จนแดงฉานน่า สะพรึงกลัวไม่ต่างจากเหล็กที่อยู่ในเตาหลอม
เนี่ยเทียนสะบัดมือข้างนั้นแล้วถอยกรูดอย่างรวดเร็วเพื่อรักษา ระยะห่างกับสาวน้อยคนนั้น
“เพี๊ยะๆ!”
ตาข่ายไฟสาดสะเก็ดพลุ่งพล่าน แส้เปลวเพลิงนั้นฟาดโบยลงบนหิน อุกกาบาตที่เขายืนอยู่ก่อนหน้านี้ ก้อนหินที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้า พริบตาเดียวกับเหลือเป็นเพียงฝุ่นผง
ดรุณีน้อยพลิ้วตัวลงต่ำ ขยับข้อมือหนึ่งครั้ง แส้ยาวเปลวเพลิงที่ เหมือนสัตว์เพลิงพิภพร้องคำรามตัวนั้นก็กระโจนเข้าใส่เขาอีกครั้ง
“ในเมื่อเจ้าเป็นคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็น่าจะรู้ว่าข้าก็คือคนที่พวก เจ้ารออยู่!” เนี่ยเทียนตวาดกร้าว
ดรุณีน้อยอึ้งงัน แส้ที่หมายสังหารเนี่ยเทียนชะงักค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนที่นางจะตะคอกเสียงแหลม “งั้นจงบอกข้ามาว่าเจ้าชื่ออะไร?”
“ข้าชื่อเนี่ยเทียน!”
“เนี่ยเทียน!”
สาวน้อยร้องอุทานด้วยความตกใจ แส้เปลวเพลิงที่อยู่ในมือพลันมอด ดับ
ลังเลอยู่ชั่วครู่นางก็กระโดดขึ้นไปบนหลังของวิหคเพลิง ครั้นจึงเอ่ยสั่ง การหน้าเคร่ง “ขึ้นมาสิ ข้าจะพาเจ้าจากไปเดี๋ยวนี้!”
“จากไป?” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว
“นังแพศยาคนนั้นของเขาสุขาวดียังควานหาตัวข้าในบริเวณใกล้ๆ นี้ ข้ามิอาจอยู่ได้นาน” ดรุณีน้อยสบถด่าอย่างเคียดแค้น ก่อนจะเร่งให้เนี่ย เทียนขึ้นมาเร็วๆ
“ในเมื่อไม่ปลอดภัย เหตุใดไม่ใช่ค่ายกลนำส่งไปขอความช่วยเหลือ จากตระกูลเหลย?” เนี่ยเทียนเสนอความคิดเห็น
ตามความคิดของเขา สาวน้อยน่ายังไม่ได้ติดต่อกับพวกเยว่เหยียนสี่ จากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์
หากคนของเขาสุขาวดีไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจง่าย ใช้ค่ายกลนำส่งที่ ยังไม่ถูกค้นพบเดินทางไปหาตระกูลเหลยน่าจะเป็นทางเลือกที่มั่นคงยิ่ง กว่า
“อย่ามัวพูดมาก! ข้าไม่มีทางขอความช่วยเหลือจากพวกใต้สังกัดอย่าง ตระกูลเหลยแน่นอน!” ดรุณีน้อยกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
ระหว่างที่พูดวิหคเพลิงตัวนั้นก็บินมาหยุดอยู่ด้านหน้าเนี่ยเทียน ก่อนที่นางจะโบกมือเร่งเขาอีกครั้งอย่างหงุดหงิด
เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อนๆ แล้วจึงกระโดดขึ้นไปอยู่บนหลังของวิหคเพลิง
สาวน้อยกระตุ้นวิหคเพลิงให้ออกบินทันที อาวุธวิเศษประเภทบินที่ทำ มาจากกระดูกของสัตว์ปีกธาตุเปลวเพลิงบางอย่างจึงสยายปีกพาเนี่ย เทียนไปไกลจากหินอุกกาบาตที่เขายืนอยู่ก่อนหน้านี้ด้วยความรวดเร็ว
——