ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 705 มองเป็นศัตรู
บนหลังของวิหคเพลิง เนี่ยเทียนแสยะปากเหยเก ออกแรงสะบัด แขนขวาของตัวเองไม่หยุด
แขนขวาของเขาถูกพลังเปลวเพลิงร้อนแรงของสาวน้อยรุกรานเข้ามา เผาไหม้จนกระดำกระด่าง ตอนที่เขาสะบัดแขนตัวเองยังมีสะเก็ดไฟปลิว ว่อนไปสี่ทิศ
เขารวบรวมพลังสะเก็ดดาวผสานเข้ากับกระแสจิตวิญญาณมารับ สัมผัสอย่างละเอียดจนแน่ใจว่าดรุณีน้อยที่อยู่เบื้องหน้านี้น่าจะอยู่ในเขต สามัญช่วงกลาง
ก่อนที่เขาจะใช้สายเลือดแห่งชีวิตมาตรวจสอบดูอายุของสาวน้อย แล้วก็สัมผัสได้ว่าสาวน้อยน่าจะอายุประมาณยี่สิบปี
ยี่สิบปี เขตสามัญช่วงกลาง ความเร็วในการเลื่อนขอบเขตเช่นนี้นับว่า น่าตะลึงเป็นอย่างยิ่ง
ก่อนหน้าสาวน้อยคนนี้ มีคนหนึ่งที่ทำให้เขารู้สึกตะลึงมากเช่นกัน นั่น ก็คือมู่ปี้ฉงเทพธิดาแห่งเขาสุขาวดี
ตอนที่เดินออกมาจากพื้นที่ลับห้วงมิติของซวีหลิงจื่อ เขาก็ได้เจอกับมู่ ปี้ฉง นางมีตบะเขตสามัญช่วงต้น อายุประมาณยี่สิบต้นๆ
ตอนนั้นเขาและจ้าวซานหลิงต่างก็ตะลึงพรึงเพริดกันอย่างถึงที่สุด สะท้านสะเทือนไปกับความเร็วในการฝึกตนของมู่ปี้ฉง
เพราะตลอดทั้งดินแดนดาวตกก็ยังไม่เคยมีใครที่ฝึกได้ถึงเขตสามัญ ช่วงต้นตั้งแต่อายุยี่สิบกว่าๆ เฉกเช่นมู่ปี้ฉงมาก่อน
สาวน้อยเบื้องหน้าคนนี้น่าจะอ่อนกว่ามู่ปี้ฉงหนึ่งถึงสองปี ทว่านาง กลับมีเขตสามัญช่วงกลาง จะไม่ให้เขาตกใจได้หรือ?
การโจมตีของสาวน้อย บวกกับพลังงานเปลวเพลิงที่น่าหวาดกลัวซึ่ง เผาไหม้แขนขวาของเขา ทำร้ายให้เขาเจ็บปวดมาจนถึงตอนนี้
เพราะมองออกว่าสาวน้อยคนนี้เป็นคนจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น เขาจึงไม่ได้ลงมือเต็มที่
ทว่าการโจมตีครั้งนั้นของสาวน้อย การที่นางใช้แส้เปลวเพลิงสร้าง เป็นตาข่ายไฟ ก็น่าจะแค่ต้องการพันธนาการตัวเขาไว้เท่านั้น ไม่ถึงขั้นคิด จะช่วงชิงชีวิตของเขา
กระนั้นภายใต้สถานการณ์เช่นนี้เขาก็ยังได้รับบาดเจ็บ แค่นี้ก็มาก พอจะแสดงให้เห็นได้ถึงความน่ากลัวของสาวน้อย
เขาหรี่ตาลงมองดรุณีน้อยที่มาจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์
เด็กสาวคนนี้มองดูเหมือนตัวเล็ก ทว่าทรวดทรงองค์เอวกลับประณีต อรชร หน้าอกอวบอิ่มเหมือนจะปริออกมาจากสาบเสื้อ ใบหน้าที่แดงปลั่ง ของนางเหมือนลูกท้อสุกงอมที่ทำให้คนเกือบอดใจขม้ำกัดกินไม่ไหว
หน้าตาของสาวน้อยคนนี้เมื่อเทียบกับต่งลี่แล้วก็นับว่าสูสี ไม่มีเป็น รองกัน
ขณะที่เขากำลังมองประเมินนาง นางก็มองมายังเขาด้วยสายตาเย็น ชา สีหน้ารังเกียจ
สาวน้อยมีนามว่าเฉียวอวิ๋นซี คือเมล็ดพันธ์ผู้กล้าแห่งสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ อายุยังน้อยก็มีตบะเขตสามัญช่วงกลาง ตำแหน่งสูงล้ำในสำนัก ไฟศักดิ์สิทธิ์
อันที่จริงนางไม่รู้ตัวตนและที่มาของเนี่ยเทียน เพียงแค่รับคำสั่งจาก เยว่เหยียนสี่ให้มารอเขาอยู่บนหินอุกกาบาตพร้อมกับลูกศิษย์ส่วนหนึ่ง ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
เยว่เหยียนสี่บอกกับนางแค่ว่าจะมีคนผู้หนึ่งเดินทางผ่านค่ายกลนำส่ง ของตระกูลเหลยมาถึงในอีกไม่นาน
การค้นพบเกี่ยวกับดินแดนดาวตก และความเกี่ยวข้องระหว่างเนี่ย เทียนกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เยว่เหยียนสี่ล้วนไม่เคยพูดถึง
นางรู้แค่ชื่อของเนี่ยเทียน
นางและลูกศิษย์ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์รอเขาอยู่บนหินอุกกาบาตก้อน นั้นนานมากแล้ว
การที่เนี่ยเทียนไม่มาถึงเสียทีทำให้นางหงุดหงิด และคาดไม่ถึงว่า ระหว่างนั้นจะถูกคนของเขาสุขาวดีตามมาพบ นอกจากนางแล้ว ลูกศิษย์ ทั้งหมดของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ต่างก็ถูกสังหารเกลี้ยง
นางโชคดีรอดชีวิตมาได้เพราะว่าลูกศิษย์เหล่านั้นทุ่มเทสุด ความสามารถเพื่อช่วงชิงโอกาสรอดชีวิตเสี้ยวสุดท้ายให้กับนาง
นอกจากนี้อาวุธวิเศษประเภทบินของนางก็ช่วยนางไว้ได้มาก
อาวุธวิเศษประเภทบินลำนี้ทำมาจากกระดูกของวิหคเพลิงระดับแปด ตัวหนึ่ง วิหคเพลิงระดับแปดคือสัตว์วิเศษธาตุเปลวเพลิง พลังในการต่อสู้ ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เทียบเคียงได้กับผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่า
ต่อให้วิหคเพลิงตัวนั้นจะตายไปแล้ว แต่การเอากระดูกของมันมาทำ เป็นอาวุธวิเศษประเภทบิน ก็ยังมีความเร็วที่น่าตะลึงอยู่ดี
และก็เพราะอาศัยความเร็วของอาวุธวิเศษประเภทบินนี้ นางถึงได้ รอดพ้นการไล่สังหารของคนจากเขาสุขาวดีมาได้อย่างหวุดหวิด
เดิมทีนางหนีพ้นการไล่จับตัวจากคนของเขาสุขาวดีมาแล้ว แต่กังวล ว่าหากเนี่ยเทียนมาถึงจะไม่มีคนนำทางให้ ไม่รู้ว่าควรไปที่ไหน ถึงได้เสี่ยง ภัยย้อนกลับมา
การที่นางไปแล้วย้อนกลับมาทำให้คนจากเขาสุขาวดีจับได้ มู่ปี้ฉงจาก เขาสุขาวดีจึงนำคนไล่ตามมาโจมตีนางอีกครั้ง
และในสายตาของนาง เนี่ยเทียนผู้มีที่มาไม่ชัดเจน แต่กลับได้รับ ความสำคัญจากผู้อาวุโสใหญ่เยว่เหยียนสี่ผู้นี้ก็คือตัวการที่ทำให้สหายของ นางต้องตาย
หากเนี่ยเทียนมาถึงเร็วกว่านั้น นางและสหายจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ คงไปจากหินอุกกาบาตนั่นนานแล้ว
เนี่ยเทียนถ่วงเวลาล่าช้าไม่ปรากฏตัวเสียที จึงเป็นเหตุให้สหายของ นางต้องมาตาย
อีกทั้งนางต้องย้อนกลับมาเพราะเนี่ยเทียน จึงถูกเขาสุขาวดีหมายหัว อีกครั้ง ความรับผิดชอบเหล่านี้ล้วนต้องอยู่ที่ตัวเนี่ยเทียนทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้สายตาของนางที่มองเนี่ยเทียนจึงไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง ทั้งยัง ไม่ทำสีหน้าดีๆ ให้เขาเห็น
“สายตาชั่วๆ ของเจ้ามองอะไรอยู่?” เฉียวอวิ๋นซีเอ่ยเสียงเย็น
“ไม่มีอะไร” เนี่ยเทียนยิ้มแห้งๆ ก่อนเอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมคนของพวกเจ้าถึงตายกันไปมากมายขนาดนั้น?”
“ก็ไม่ใช่เพราะเจ้าหรือไง!” เฉียวอวิ๋นซีกัดฟัน “หากเจ้ามาถึงเร็วกว่า นี้ พวกเราก็คงไม่ถูกนังแพศยาของเขาสุขาวดีหมายหัว! แล้วก็เพราะเจ้า ล่าช้าไม่ยอมมาเสียที พวกเราต้องรอเจ้า ถึงได้บาดเจ็บและล้มตายกันไป มากมาย” ดวงตาที่หม่นหมองของนางมีความเจ็บปวดวาบผ่าน
เนี่ยเทียนลังเลอยู่ครู่จึงเอ่ยขึ้นเบาๆ “ขอโทษ”
นับตั้งแต่ที่เขาตอบรับคำเชิญของเยว่เหยียนสี่จนกระทั่งเดินทางมา ตามค่ายกลนำส่งของตระกูลเหลย ระหว่างนั้นเวลานั้นเว้นว่างไปนานถึง แปดเดือนกว่า
ซึ่งเวลานี้เท่านี้นับว่านานเกินไปจริงๆ
“เจ้ามาจากที่ไหน?” เฉียวอวิ๋นซีเอ่ยถาม
“ดินแดนดาวตก” เนี่ยเทียนตอบ
“ดินแดนดาวตก?” เฉียวอวิ๋นซีขมวดคิ้ว “ข้าไม่เคยได้ยินชื่อสถานที่นี้ มาก่อน ผู้แข็งแกร่งขอบเขตสูงสุดของดินแดนดาวตกพวกเจ้าคืออะไร?”
นางถูกกระตุ้นความใคร่รู้ขึ้นมาบ้างเล็กน้อย เข้าใจไปว่าในเมื่อผู้ อาวุโสใหญ่ให้ความสำคัญกับคนผู้นี้มากขนาดนี้ อาณาจักรดวงดาวที่คนผู้ นี้จากมา เกรงว่าต้องเป็นระดับสูงยิ่งกว่าดินแดนปราการดวงดาวแน่นอน
“ตอนนี้ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของดินแดนดาวตกคือเขตวิญญาณช่วงท้าย กำลังตามหาช่องทางการฝ่าทะลุสู่แดนว่างเปล่า จะสำเร็จหรือไม่ก็ยังไม่ รู้” เนี่ยเทียนตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ขนาดแดนว่างเปล่าสักคนก็ยังไม่มีหรือนี่” เฉียวอวิ๋นซีแค่นเสียงเย็น หนึ่งที บนใบหน้าเต็มไปด้วยความดูหมิ่น และในใจก็เต็มไปด้วยความฉงน สนเท่ห์
อาวุโสใหญ่ให้ความสำคัญกับคนผู้นี้มากขนาดนี้ นางก็นึกไปว่าอีกฝ่าย ร้ายกาจถึงเพียงไหน คาดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะมาจากอาณาจักรดวงดาวที่ เทียบกับดินแดนปราการดวงดาวของพวกนางยังไม่ได้เลย
เพื่อบุคคลเช่นนี้ สหายสิบกว่าคนของนางต้องมาสละชีวิต ซึ่งใน บรรดานั้นยังมีหลายคนที่เป็นเขตลี้ลับ นี่มันคุ้มกันแล้วหรือ?
นางไม่คิดจะปกปิดแววเหยียดหยามบนใบหน้าตัวเองแม้แต่น้อย และ เนี่ยเทียนเองก็เห็นอย่างชัดเจน เขาคร้านจะอธิบายว่าที่เยว่เหยียนสี่ ต้องการตัวเขาก็เพราะเขาเกี่ยวข้องกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
ผ่านไปพักใหญ่ เมื่อเห็นว่าเนี่ยเทียนนิ่งเงียบไปนาน เฉียวอวิ๋นซีจึงพูด ด้วยสีหน้าปั้นปึ่ง “ข้าจะพยายามพาเจ้ารอดชีวิตไปพบผู้อาวุโสใหญ่ให้ ได้”
“ตกลง” เนี่ยเทียนตอบรับ
อาวุธวิเศษประเภทบินที่ทำมาจากกระดูกวิหคเพลิงทะยานผ่านหิน อุกกาบาตแต่ละก้อนไปอย่างรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ
ระหว่างหินอุกกาบาตจำนวนมากมีเพียงพื้นที่แคบๆ เรือรบทาง ช้างเผือกขนาดใหญ่มิอาจทะยานผ่านไปได้ มีเพียงอาวุธวิเศษประเภทบิน แบบนี้เท่านั้นที่พอจะเคลื่อนไหวได้ตามใจชอบ
ปีกของวิหคเพลิงลุกไหม้ไปด้วยเปลวไฟ ทำให้เนี่ยเทียนรู้สึกไม่สบาย ตัวเท่าไหร่นัก
เขาเองก็ฝึกวิชาเปลวเพลิงเหมือนกัน อีกทั้งมหาสมุทรวิญญาณจุด ตันเถียนของเขายังมีน้ำวนเปลวเพลิงอยู่หนึ่งลูก ทว่าเมื่อยืนอยู่บนหลัง ของวิหคเพลิง เขากลับยังคงเหงื่อท่วมตัว ถูกไอความร้อนอบจนเวียนหัว ไปหมด
เฉียวอวิ๋นซีที่ขอบเขตสูงกว่าเขาเล็กน้อย ทั้งยังอายุน้อยกว่าเขากลับ ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
ในความรู้สึกของเนี่ยเทียน ตอนที่อาวุธวิเศษประเภทบินนี้บินทะยาน ไป เฉียวอวิ๋นซีคล้ายกำลังดูดซับพลังงานเปลวเพลิงมาจากมันอย่างเงียบ เชียบ ไม่หยุดการฝึกตนแม้แต่เสี้ยววินาที
อาวุธวิเศษประเภทบินลำนี้มีการตอบสนองที่มหัศจรรย์กับเฉียวอวิ๋นซี ไม่เพียงแค่ถูกนางเอามาใช้โดยสารง่ายๆ เพียงแค่นั้น
หลายชั่วยามผ่านไป
หินอุกกาบาตขนาดใหญ่ยักษ์ที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อก็พลันปรากฏสู่เส้น สายตา เฉียวอวิ๋นซีผู้มีร่างกายเล็กกะทัดรัดควบคุมให้อาวุธวิเศษประเภท บินขยับเข้าไปใกล้หินอุกกาบาตก้อนนั้นอย่างระมัดระวัง
“ถึงแล้วหรือ?” เนี่ยเทียนถามอย่างแปลกใจ
“ยังห่างอีกไกลเชียวล่ะ” เฉียวอวิ๋นซีแค่นเสียงกล่าว “หินอุกกาบาตที่ อยู่ข้างหน้านั้นเป็นเพียงเศษชิ้นส่วนขนาดค่อนข้างใหญ่ของอาณาจักรที่ ตายไปแล้วแห่งหนึ่งเท่านั้น หลุมบ่อที่เห็น ในอดีตอาจเคยมีสายแร่หิน วิเศษ ทว่าตอนนี้กลับไม่เหลืออะไรสักอย่าง”
“ทำไมพวกเราต้องไปที่นั่นด้วย?” เนี่ยเทียนเอ่ยถาม
“อย่าพูดมาก!” เฉียวอวิ๋นซีกล่าวอย่างหงุดหงิด
ขณะที่อาวุธวิเศษประเภทบินรูปร่างเหมือนวิหคเพลิงลำนี้ค่อยๆ ขยับ เข้าไปใกล้หินอุกกาบาต เนี่ยเทียนก็ปล่อยทิพย์จักษุออกมา ทั้งยังใช้ สายเลือดแห่งชีวิตมารับสัมผัสอย่างเงียบเชียบ
“มีคน…” เนี่ยเทียนเอ่ยเตือน
เฉียวอวิ๋นซีพลันหยุดวิหคเพลิง กระแสจิตวิญญาณขุมหนึ่งที่กว้าง ไพศาลยิ่งกว่าของเนี่ยเทียนแผ่ออกมาเป็นรูปพัดที่แผ่ไปยังหินอุกกาบาต ก้อนนั้น
เวลาสั้นๆ เพียงแค่ไม่กี่วินาที นางก็หันมาถลึงตาใส่เนี่ยเทียนอย่างขุ่น เคือง “ทำไมข้าไม่เห็นว่ามีใคร?”
“มีคนจริงๆ!” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างมั่นใจ
“อยู่ที่ไหน!” น้ำเสียงเฉียวอวิ๋นซีหงุดหงิดไม่คลาย
“ทางนั้น!” เนี่ยเทียนชี้นิ้วไป หรี่ตากล่าว “ปราณจิตวิญญาณถูกปก คลุม ทว่ามีปราณแห่งชีวิตที่อ่อนจางแผ่ออกมา”
——