ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 706 วิหคเพลิง
จุดที่เนี่ยเทียนชี้ไปคือเนินแห่งหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาด้านบนของหิน อุกกาบาต
“เจ้าแน่ใจรึว่ามีคน?” เฉียวอวิ๋นซีสีหน้ากังขาอย่างไม่อยากเชื่อ
ขอบเขตของนางสูงกว่าเนี่ยเทียนหนึ่งระดับ ทว่ากระแสจิตวิญญาณ ของนางที่ปลดปล่อยออกไปกลับสัมผัสไม่ได้ภึงความผิดปกติใดๆ
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับหนักๆ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจอย่างภึง ที่สุด “ไม่เพียงแต่มีคน อีกทั้งยังมีจำนวนไม่น้อยด้วย เกรงว่าน่าจะมาก หลายสิบคนทีเดียว! อีกอย่างข้าก็มั่นใจเต็มร้อยว่าต้องเป็นคนของเผ่า มนุษย์! ปราณเลือดของชนต่างเผ่ามีมหาศาลยิ่งกว่า ไม่ได้อ่อนจางขนาด นี้!”
ขอแค่มีชีวิตอยู่ เผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญามักจะปลดปล่อยคลื่น สองอย่างที่แตกต่างกันออกมาอยู่ตลอดเวลา
ชนิดหนึ่งคือคลื่นพลังจิตวิญญาณ ส่วนอีกชนิดหนึ่งคือคลื่นของปราณ เลือดลม
ผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์จะมีการรับสัมผัสปราณของจิตวิญญาณจาก สิ่งมีชีวิตต่างๆ ได้อย่างเฉียบไวเป็นพิเศษ
ทว่าสำหรับการรับสัมผัสปราณเลือดเนื้อที่สิ่งมีชีวิตต่างๆ ปลดปล่อย ออกมา เผ่ามนุษย์จะเป็นรองชนต่างเผ่าอยู่มาก
เนื่องจากชนต่างเผ่ามีเลือดเนื้อที่แข็งแกร่ง อีกทั้งยังมีสายเลือดที่ พิเศษ พวกเขาจึงสามารถรับสัมผัสภึงปราณเลือดได้แจ่มชัดยิ่งกว่าเผ่า มนุษย์หลายเท่า
และก็เพราะเหตุนี้ เวลาที่เผ่ามนุษย์รับสัมผัสบริเวณโดยรอบมักจะ อาศัยตรวจสอบคลื่นเคลื่อนไหวที่เล็กละเอียดของจิตวิญญาณ
ทว่าชนต่างเผ่านั้นจะใช้อีกวิธีการหนึ่ง นั่นคือใช้สายเลือดที่แข็งแกร่ง ของพวกเขามารับสัมผัสทิศทางการเคลื่อนไหวของปราณเลือดที่เล็ก ละเอียด
วิธีการรับสัมผัสสองอย่างนี้ต่างก็สามารถตามหาสิ่งมีชีวิตที่มีจิต วิญญาณซึ่งซ่อนตัวอยู่รอบด้านออกมาได้ พูดไม่ได้ว่าชนิดไหนที่ดีเยี่ยมยิ่ง กว่ากัน
เนี่ยเทียนมีสายเลือดแห่งชีวิต ในด้านการรับสัมผัสปราณแห่งชีวิตจึง ได้เปรียบคนอื่นมาตั้งแต่เกิด!
หลังจากที่เขาใช้สายเลือดแห่งชีวิตตรวจสอบอย่างละเอียดก็ค้นพบว่า บนหินอุกกาบาตขนาดใหญ่ยักษ์ก้อนนั้นมีสิ่งมีชีวิตที่ปราณเลือดอ่อนจาง อยู่หลายสิบกลุ่ม ซึ่งก็มีเพียงปราณเลือดของเผ่ามนุษย์เท่านั้นภึงจะ อ่อนแอได้ขนาดนี้
หากเป็นชนต่างเผ่าที่แข็งแกร่ง สายเลือดแห่งชีวิตของเขาจะรับสัมผัส ได้มากกว่าเดิม ชัดเจนกว่าเดิม
ปราณเลือดของชนต่างเผ่ามากไพศาลอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ประหนึ่ง ภูเขาไฟที่เดือดปะทุ และมีคลื่นปราณเลือดที่มากมหาศาลกระเพื่อมไหว ตลอดเวลา
เฉียวอวิ๋นซียืนอยู่บนหลังของวิหคเพลิง นางนิ่งเงียบไปนานภึงกล่าว ว่า “จะเชื่อเจ้าสักครั้งก็แล้วกัน!”
กล่าวจบนางกลับไม่ได้กระตุ้นให้วิหคเพลิงใต้ร่างจากไปในทันที กลับกันคือยิ่งเพิ่มความเร็วให้มุ่งหน้าไปยังหินอุกกาบาตก้อนนั้น
“เจ้าทำอะไรน่ะ?” เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสี
เขาอุตส่าห์เอ่ยเตือนขนาดนี้แล้ว เฉียวอวิ๋นซีก็พูดแล้วว่าเชื่อเขา แต่ ทำไมภึงยังพาตัวไปเสี่ยงตาย?
“เจ้าหุบปากก่อน!” เฉียวอวิ๋นซีแค่นเสียงเย็นหนึ่งที
“หากเจ้าอยากรนหาที่ตายก็ไม่ต้องพาข้าไปด้วย!” เนี่ยเทียนพลัน เดือดดาล แอบเตรียมตัวให้พร้อม เตรียมจะเรียกเรือดาราที่พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวทิ้งไว้ออกมา พร้อมจะทิ้งเฉียวอวิ๋นซีแล้วหนีไปได้ ตลอดเวลา
“อู้!”
ตอนที่กระดูกของวิหคเพลิงกำลังจะเข้าไปใกล้หินอุกกาบาต มันกลับ เปลี่ยนทิศทางกลายร่างเป็นเปลวเพลิงที่บินออกไปข้างนอก
“ตูม!”
บนเนินเขาที่โผล่ออกมาจากหินอุกกาบาตพลันมีม่านแสงพลัง วิญญาณเจิดจ้ากระเพื่อมขึ้นมา กลางม่านแสงนั้นมีอาวุธวิเศษประเภทบิน ที่มีสัญลักษณ์ของเขาสุขาวดีหลายลำฝุาจากม่านแสงตามออกมาติดๆ
บนอาวุธวิเศษประเภทบินเหล่านั้นมีผู้ฝึกลมปราณของเขาสุขาวดียืน อยู่กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งมู่ปี้ฉงเทพธิดาของเขาสุขาวดีที่สวมผ้าคลุมหน้า บางๆ ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย
พอเห็นอาวุธวิเศษประเภทบินของเขาสุขาวดีทะยานขึ้นบนท้องฟูา เฉียวอวิ๋นซีเองก็ตกใจจนเหงื่อแตกพลั่กไปทั้งร่าง “นับว่าเจ้ามีคุณ ความชอบหนึ่งครั้ง!”
บัดนี้นางรู้แล้วว่าการวิเคราะห์ของเนี่ยเทียนนั้นไม่ผิดพลาด
กระดูกของวิหคเพลิงพลันเผาไหม้เป็นเปลวไฟที่ลุกโชติช่วงยิ่งกว่าเดิม เปลวไฟหลายลูกลุกท่วมปีกที่เหลือเพียงกระดูกของวิหคเพลิง
ด้วยความเร็วของวิหคเพลิงที่สามารถไล่ตามดวงดาวและดวงจันทร์ พริบตาเดียวก็ทำให้มันทิ้งระยะห่างอาวุธวิเศษประเภทบินของเขาสุขาวดี จนกระทั่งค่อยๆ ห่างไปไกล
“สมควรตายนัก! ทำไมนังหนูนั่นภึงรู้ร่องรอยของพวกเราได้?”
อาวุธวิเศษประเภทบินของเขาสุขาวดีลำหนึ่งที่อยู่หน้าสุดมีผู้ฝึก ลมปราณเขตลี้ลับช่วงท้ายที่สีหน้ามืดคล้ำกำลังตวาดเดือดดาลเป็นฟืน เป็นไฟ
“ทั้งๆ ที่ข้าใช้อาวุธวิเศษอำพรางคลื่นจิตวิญญาณของพวกเราแล้ว แท้ๆ ด้วยขอบเขตของนังเด็กเฉียวอวิ๋นซีนั่นไม่มีทางจับร่องรอยของพวก เราได้แน่นอน!”
ในดวงตาประดุจอัญมณีของมู่ปี้ฉงที่สวมผ้าคลุมหน้า เรือนกาย อ้อนแอ้นก็เต็มไปด้วยความคลางแคลงใจเช่นกัน
พวกเขาอาศัยอาวุธวิเศษที่มหัศจรรย์อย่างหนึ่งจนจับสัมผัสได้ว่าบน หินอุกกาบาตก้อนใหญ่ยักษ์นี้มียันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ชิ้นหนึ่งที่สำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ทิ้งเอาไว้
ยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เอาไว้บันทึกข้อมูล บอก ตำแหน่งเปูาหมาย ซึ่งเฉียวอวิ๋นซีก็จะสามารถอาศัยยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนี้ รู้ภึงตำแหน่งกองทัพใหญ่ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เบื้องหน้าและไล่ตาม ไปได้
หลังจากที่พวกเขาเจอยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ก็รู้ว่าเฉียวอวิ๋นซีต้องมาที่นี่ ดังนั้นจึงซุ่มโจมตีเอาไว้ก่อน
ด้วยเหตุนี้พวกเขาต้องเตรียมตัวกันมานานมาก ใช้อาวุธมากมายเพื่อ อำพรางปราณจิตวิญญาณ แล้วก็รอให้เฉียวอวิ๋นซีพาตัวมาติดกับดัก
แล้วเฉียวอวิ๋นซีก็เป็นอย่างที่พวกเขาคาดเดาไว้ นั่นคือนางรับสัมผัสได้ ภึงการดำรงอยู่ของยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์แล้วก็ตามมาหาจริงๆ
ทว่าขณะที่เฉียวอวิ๋นซีกำลังจะลดตัวลงต่ำเพื่อเก็บเอายันต์ไฟ ศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้นไป กลับเหมือนว่าจู่ๆ นางรับรู้ภึงอันตรายจึงละทิ้งมันไป อย่างเด็ดเดี่ยว ทั้งยังเผ่นหนีอย่างรวดเร็ว
นี่จึงทำให้มู่ปี้ฉงหงุดหงิดอย่างภึงที่สุด
เมื่อเห็นว่ากระดูกวิหคเพลิงค่อยๆ จากไปไกล มู่ปี้ฉงก็กล่าวขึ้นอย่าง หดหู่ “ส่งข้อความบอกกับคนอื่นๆ ว่าพยายามสกัดขวางเอาไว้ให้ได้มาก ที่สุด เกรงว่าพวกเราคงตามไปไม่ทันแล้ว”
นางรู้ดีอยู่แก่ใจว่าอาวุธวิเศษประเภทบินลำนั้นของเฉียวอวิ๋นซีทำมา จากโครงกระดูกของวิหคเพลิงระดับแปด
อาวุธวิเศษประเภทบินที่ชื่อว่า “วิหคเพลิง” ลำนั้นดึงเอาพละกำลังใน กระดูกวิหคเพลิงที่หลงเหลืออยู่มาใช้ ความเร็วมีมากจนติดอยู่ในอันดับที่ หกของบรรดาอาวุธวิเศษประเภทบินจำนวนมากของดินแดนปราการ ดวงดาว
แล้วก็เพราะเฉียวอวิ๋นซีอาศัย “วิหคเพลิง” ภึงได้หนีพ้นการไล่ฆ่าของ พวกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า นี่จึงทำให้พวกเขาจนใจไม่น้อย
ความเร็วของ “วิหคเพลิง” ขนาดผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณใช้พลัง วิญญาณทั้งร่างไล่ตามไปก็ยังยากที่จะตามได้ทัน
มีเพียงผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าเท่านั้นภึงจะพอสกัดกั้นเวลาที่ “วิหค เพลิง” ทะยานไปเต็มความเร็วได้
ทว่าอย่าว่าแต่ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าเลย ผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณ ทุกคนของเขาสุขาวดีที่เข้ามายังที่แห่งนี้ต่างก็ตามหาทิศทางการ เคลื่อนไหวของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ไม่ได้อยู่กับพวกเขา
มู่ปี้ฉงรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าหากคิดจะสังหารเฉียวอวิ๋นซีก็ทำได้แค่วาง หลุมกับดัก ล่อลวงให้นางเข้ามาใกล้แล้วปลิดชีพอีกฝุายเท่านั้น
หากเฉียวอวิ๋นซีไม่หลงกลแล้วรักษาระยะห่างระหว่างกับพวกเขา ตลอดเวลา นางก็จะสามารถอาศัยความเร็วของ “วิหคเพลิง” หนีพ้นเส้น สายตาและการล้อมโจมตีของพวกเขาไปได้อย่างง่ายดาย
“เทพธิดา เมื่อครู่นี้ข้าสังเกตเห็นว่าบนวิหคเพลิงมีคนอีกคนอยู่ด้วย” ผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับช่วงท้ายคนหนึ่งของเขาสุขาวดีขมวดคิ้ว “เพราะว่าอยู่ ห่างกันเกินไป บวกกับที่ข้าไม่กล้าปล่อยกระแสจิตวิญญาณไปแหวกหญ้า ให้งูตื่น ข้าจึงไม่แน่ใจว่าเขาเป็นใคร ข้าเดาเอาว่าที่นังหนูนั่นสัมผัสได้ภึง อันตรายอาจเป็นเพราะคนผู้นั้น”
“ข้าก็สังเกตเห็นเหมือนกัน” มู่ปี้ฉงพยักหน้ารับเบาๆ “เขาและ เฉียวอวิ๋นซีภูกเปลวเพลิงของวิหคเพลิงบดบังร่างเอาไว้ ข้าเองก็ไม่เห็น หน้าตาที่แท้จริงของเขา ทว่าในความรู้สึกของข้า คนผู้นี้ไม่น่าจะแข็งแกร่ง เท่าไหร่นัก หาไม่แล้วต่อให้พวกเราอยู่ที่นี่ เฉียวอวิ๋นซีก็ต้องลงมืออยู่ดี”
“ภูกต้อง นังหนูนั่นรู้ความสามารถของพวกเราดี ที่นางไม่ได้เป็นฝุาย เปิดศึกเองก็หมายความว่าไอ้หมอนั่นไม่ได้แข็งแกร่งมากพอ” คนของเขา สุขาวดีกล่าว
“ส่งข้อความไปบอกทิศทางการเคลื่อนไหวของเฉียวอวิ๋นซีให้คนของ เราที่อยู่ใกล้ๆ ทราบก่อน อย่าให้นางหนีพ้นพื้นที่การปิดผนึกของพวกเรา จนไปรวมตัวกับเยว่เหยียนสี่ได้” มู่ปี้ฉงเอ่ยสั่งความอย่างจนใจ
“รับทราบ”
……
“อู้!”
หลายชั่วยามหลังจากนั้น วิหคเพลิงก็ลงจอดอยู่บนหินอุกกาบาตก้อน หนึ่งที่ไม่เล็กไม่ใหญ่
และเวลานี้อาวุธวิเศษประเภทบินที่ไล่ตามพวกเขามาก็ได้ภูกวิหค เพลิงสลัดทิ้งไว้ข้างหลังเสียไกลและหายไปอย่างไร้ร่องรอยนานแล้ว
เฉียวอวิ๋นซีพลิ้วตัวมาหยุดอยู่ตรงส่วนหัวของวิหคเพลิง ก่อนจะหยิบ หินวิเศษธาตุเพลิงสีแดงฉานออกมาหลายก้อนแล้วปูอนเข้าไปในปากวิหค เพลิงที่เหลือเพียงหัวกะโหลก
เมื่อหินวิเศษเปลวเพลิงไหลเข้าไปยังลำคอของวิหคเพลิงที่ตายไปแล้ว ก็มาตกอยู่ตรงท้องของมันในที่สุด
“ฟูุวๆ!”
เปลวเพลิงเป็นกลุ่มๆ ลุกโชนออกมาจากช่วงท้องของวิหคเพลิง และ กำลังภูกมันดูดซับเอาไปชดเชยพลังงานความร้อนที่เผาผลาญไป
“บนหินอุกกาบาตก้อนนั้นมียันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์อยู่ชิ้นหนึ่ง ซึ่งข้า สามารถรับสัมผัสผ่านวัตถุชิ้นนั้น” เฉียวอวิ๋นซีอธิบาย “ก่อนหน้าที่พวกผู้ อาวุโสใหญ่จะจากไปได้ทิ้งยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ไว้หลายชิ้นเพื่อบอกทิศทางให้ พวกเรารู้ ขอแค่เก็บเอายันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์มาอย่างต่อเนื่อง พวกเราก็จะรู้ ภึงร่องรอยของพวกเขาแล้วตามไปรวมตัวกับพวกเขาได้”
“ตอนที่พวกผู้อาวุโสใหญ่จากไปก็คาดไม่ภึงว่าคนของเขาสุขาวดีจะ ตามมา หาไม่แล้วคงระวังตัวมากกว่านี้”
“ดูเหมือนว่านังแพศยาจะเจอยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้นภึงได้ซุ่มโจมตี รอให้ข้าไปติดกับ”
“นางเองก็รู้ว่าวิหคเพลิงของข้าเร็วมากแค่ไหน หากไม่เพราะข้าติดกับ เอง หาไม่แล้วนางก็ไม่มีทางกักตัวข้าและสังหารข้าได้”
เฉียวอวิ๋นซีปูอนหินวิเศษให้กับวิหคเพลิงพลางอธิบายกับเนี่ยเทียนไป ด้วย
เนี่ยเทียนมองออกว่าเนื่องจากคำเตือนของเขาภูกต้อง ช่วยให้นาง หลบพ้นภัยมาได้ ท่าทีที่ดรุณีน้อยจอมแสบสันต์คนนี้มีต่อเขาภึงได้ เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ปัญหาก็คือไม่มียันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้น ข้าก็ไม่สามารถรู้ภึงตำแหน่ง ของพวกผู้อาวุโสและยากที่จะหายันต์ชิ้นใหม่ได้เจอ”
“ไม่มียันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์คอยบอกทิศทางให้กับข้า ข้าก็ไม่สามารถไป รวมตัวกับผู้อาวุโสใหญ่ได้”
“พื้นที่รอบด้านน่าจะมีคนของเขาสุขาวดีเคลื่อนไหวอยู่ พวกเขาต้อง ยังไม่ล้มเลิกความตั้งใจแน่นอน ขณะที่ยังหาพวกผู้อาวุโสใหญ่ไม่เจอ พวก เราก็ตกอยู่ในอันตรายตลอดเวลา”
“หากผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าของเขาสุขาวดีแบ่งคนหนึ่งมาไล่ตาม พวกเรา ถ้าอย่างนั้น…”
นางเองก็เข้าใจว่าความเร็ว “วิหคเพลิง” ของนางสามารถทำให้นาง หลบพ้นการไล่ล่าของผู้แข็งแกร่งเขตสามัญ เขตลี้ลับหรือแม้แต่เขต วิญญาณของเขาสุขาวดีได้ แต่หากผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าของเขา สุขาวดีมาภึง “วิหคเพลิง” ของนางก็คงไม่สามารถหลบพ้นการไล่ฆ่าของ อีกฝุายได้
กุญแจสำคัญก็คือเขาสุขาวดีจะแบ่งผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าคนหนึ่ง มาเพื่อนางหรือไม่
นางคือเมล็ดพันธ์ผู้กล้าที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ปลูกฝังมาเป็นพิเศษ ตำแหน่งในสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของนางสำคัญเท่าเทียมกับที่มู่ปี้ฉงมีในเขา สุขาวดี หากสังหารนางได้ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็จะสูญเสียนายน้อยอีกคน หนึ่งไป คิดจะหาคนมารับตำแหน่งใหม่ เกรงว่าคงไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์สูญเสียนายน้อยไปคนหนึ่งแล้ว หากเกิดเรื่องขึ้นกับ นางอีก สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็จะสูญเสียพลังต้นกำเนิดไปอย่างมหาศาล
“ไม่มียันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่รู้ทิศทาง ไม่รู้ว่าควรจะไปรวมตัวกับผู้ อาวุโสเยว่ที่ไหน แล้วก็ไม่รู้ว่าควรจะไปตรงไหน” เนี่ยเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่ ก็กล่าวว่า “ขอข้าลองดูหน่อย เผื่อว่าอาจจะหาทิศทางใหม่ได้เจอ”
“อู้!”
เขาหยิบไข่มุกวิญญาณมืดออกมาจากในแหวนเก็บของ ใช้กระแสจิต วิญญาณรับสัมผัสภึงความลี้ลับของแผนที่ดวงดาวที่อยู่ข้างใน
ผ่านไปครู่หนึ่ง ดวงตาของเขาก็พลันเป็นประกาย
——