ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 707 บอกทิศทาง
ตอนที่กระแสจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งของเนี่ยเทียนบินเข้าไปในแผนที่ ดวงดาวของไข่มุกวิญญาณมืดก็พลันเกิดการค้นพบทันใด
วิญญาณบนเตาหลอมในจุดลึกใต้ดินของตำหนักเทพเพลิงได้มา รวมตัวกันอยู่ในพื้นที่พิเศษแห่งหนึ่งของแผนที่ดวงดาว
พื้นที่พิเศษนั้นก็คือจุดเชื่อมโยงไปยังห้วงพิกัดที่สี่ซึ่งระบุไว้ในค่ายกล นำส่งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
และที่นั่นก็เป็นพื้นที่ดวงดาวนอกอาณาจักรที่เนี่ยเทียนอยู่ตอนนี้พอดี
พื้นที่นั้นเคยถูกปิดผนึกมานับหมื่นปี เป็นพื้นที่พิเศษที่เรือรบทาง ช้างเผือกมิอาจลอดผ่านมาได้
หลังจากที่กระแสจิตวิญญาณของเขาไล่ลึกเข้าไปในพื้นที่แห่งนั้น พื้นที่แห่งนั้นก็เหมือนจะขยายขนาดใหญ่กว่าเดิมอีกหลายเท่า
จุดแสงรุบหรู่ที่เขาเห็นในไข่มุกวิญญาณมืดตอนอยู่ใต้ดินของตำหนัก เทพเพลิง มาตอนนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นกลุ่มแสงรุบหรู่ขนาดมหึมา
เขาแอบรู้มาว่าจุดแสงสว่างในแผนที่ดวงดาวลึกลับซึ่งได้มาจากเผ่า อสูรกายคือตัวแทนของอาณาจักรดวงดาวแห่งหนึ่ง ส่วนจุดแสงสีดำก็คือ ตัวแทนของอาณาจักรดวงดาวที่มอดดับไปแล้ว
ทว่าจุดแสงรุบหรู่นี้กลับมีที่มาไม่แน่ชัด ซึ่งมารวมตัวกันอยู่ในพื้นที่ พิเศษกลางแผนที่ดวงดาวเป็นจำนวนมาก
ตอนนี้เมื่อกระแสจิตวิญญาณของเขาไหลเข้าไป แสงรุบหรู่พวกนั้นก็ ขยายใหญ่อย่างภึงที่สุด
จุดที่พวกซากวิญญาณแข็งแกร่งล่องลอยไปรวมตัวกันก็คือจุดแสง รุบหรู่จุดหนึ่งในนั้น
เขาคาดเดาเอาไว้ว่าจุดที่มีซากวิญญาณพิเศษพวกนั้นอยู่ก็คือพื้นที่ เฉพาะบางอย่าง
หลังจากนั้นกระแสจิตวิญญาณกลุ่มนั้นของเขาก็สังเกตเห็นจุดแสง สว่างจุดหนึ่ง
จุดแสงสว่างนั้นเป็นตัวแทนของตัวเขาเอง…
เพื่อยืนยันในข้อนี้ เขาจึงได้บอกให้เฉียวอวิ๋นซีขับเคลื่อน “วิหคเพลิง” อีกครั้ง ส่วนตัวเขายืนอยู่บน “วิหคเพลิง” เมื่อ “วิหคเพลิง” ห้อทะยาน ไป จุดแสงสว่างที่เขาสัมผัสได้นั้นก็เกิดการเปลี่ยนตำแหน่งอย่างเงียบ เชียบเช่นกัน
เขาจึงเข้าใจทันทีว่าตัวเขาเองก็มีตำแหน่งที่แน่ชัดในแผนที่ดวงดาว เช่นกัน
ตำแหน่งของเขาอยู่ห่างจากจุดแสงรุบหรู่ซึ่งมีซากวิญญาณแข็งแกร่ง จำนวนมากรวมตัวกันไกลมาก
แต่ขอแค่มีแผนที่ดวงดาวนี้อยู่ มีตำแหน่งของตัวเองบอกให้รู้แน่ชัด เขาก็ยังสามารถเดินทางไปภึงตำแหน่งที่ระบุไว้ได้อยู่ดี
จุดที่มีซากวิญญาณล่องลอยนั้นอาจไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แล้วก็อาจจะไม่ใช่เปูาหมายที่พวกเยว่เห ยียนสี่แห่งสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์กำลังตามหา แต่ที่นั่นต้องมีความลี้ลับ บางอย่างแน่นอน
เมื่อตระหนักได้ภึงจุดนี้ สีหน้าของเขาที่อยู่บน “วิหคเพลิง” ก็ เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง แอบลังเลอยู่กับตัวเอง
เฉียวอวิ๋นซีขับเคลื่อนให้ “วิหคเพลิง” เคลื่อนไหวไปรอบด้านตาม คำสั่งเขาอยู่รอบหนึ่ง พอเห็นว่าเขายืนเหม่อจึงหยุดวิหคเพลิงลง แล้วหัน ไปมองเขาด้วยความสงสัย
พักใหญ่ เฉียวอวิ๋นซีอดไม่ไหวอีกต่อไปจึงกล่าวว่า “เจ้าหาตำแหน่ง อะไรเจอหรือยัง?”
“มีทิศทางหนึ่ง เพียงแต่ว่า…” เนี่ยเทียนเองก็ตอบตามตรงอย่างไม่ ปิดบัง “บางทีที่นั่นอาจมีความลี้ลับ แต่ว่าอาจไม่เกี่ยวข้องอะไรกับจุดที่ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้ากำลังสำรวจ อีกทั้งที่นั่นยังอยู่ห่างจากพวก เราไกลมาก หากพวกเราจะไป บางทีก็อาจออกห่างจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ไปอีก”
“เจ้าเคยไปมาก่อนรึ?” เฉียวอวิ๋นซีตะลึง
“เปล่า”
“ไม่เคยไปมาก่อนแล้วเจ้ารู้ทิศทางได้ยังไง? แล้วเจ้ารู้ได้ยังไงว่ามี สถานที่แห่งหนึ่งที่มีความลี้ลับซ่อนอยู่?”
“ตอนที่ข้าอยู่ที่ดินแดนดาวตกเคยได้รับไข่มุกเม็ดนี้มาจากเรือรบทาง ช้างเผือกของเผ่าอสูรกาย ในไข่มุกนี้ซ่อนแผนที่ดวงดาวที่กว้างใหญ่ไว้ แผ่นหนึ่ง พื้นที่ใต้ฝุาเท้าของพวกเราก็คือหนึ่งในพื้นที่ของแผนที่นั้น”
“ในแผนที่ดวงดาว เผ่าอสูรกายได้ทำเครื่องหมายระบุสถานที่แห่ง หนึ่งไว้โดยเฉพาะ ข้าสามารถดูตามทิศทางการเคลื่อนไหวของตัวเองใน แผนที่แล้วเดินทางไปยังตำแหน่งที่อสูรกายระบุไว้ได้”
คำตอบของเขาทำให้เฉียวอวิ๋นซีตกตะลึงอย่างมาก “หรือว่าที่ผู้อาวุโส ใหญ่เชิญเจ้ามาก็เพราะแผนที่ในมือของเจ้า?” เฉียวอวิ๋นซีเอ่ยถาม
“ไม่ใช่” เนี่ยเทียนส่ายหัว
เยว่เหยียนสี่เชิญเขามาก็เพราะตัวตนผู้สืบทอดพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวของเขา แล้วก็เพราะว่าเยว่เหยียนสี่ค้นพบสิ่งของบางอย่างที่ เกี่ยวข้องกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ภึงได้ติดต่อผ่านเหลยเทียนฉี่ให้ เร่งเร้าเขามาที่นี่
เฉียวอวิ๋นซีขมวดคิ้ว นิ่งเงียบไปนานก็พลันกล่าวขึ้นว่า “เจ้าบอก ทิศทางเถอะ!”
เนี่ยเทียนตะลึง “เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไป?”
“ข้าคิดว่าคงยากที่พวกเราจะไปรวมตัวกับผู้อาวุโสใหญ่ได้อีก” เฉียวอวิ๋นซีถอนหายใจหนึ่งครั้ง “เขาสุขาวดีปรากฏตัวแล้ว แถมนัง แพศยานั่นยังเจอยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ นี่ก็มากพอจะทำให้คนของเขาสุขาวดี อาศัยยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ยืนยันทิศทางที่แน่นอนของพวกผู้อาวุโสใหญ่ พวก
เขาจะต้องได้ยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ชิ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งติดตามผู้ อาวุโสใหญ่ไปภึงพื้นที่ที่พวกเขาทำการสำรวจ”
“หากไม่มียันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่มีทางเป็นไปได้ที่พวกเราจะไปรวมตัว กับพวกผู้อาวุโสใหญ่”
“แทนที่จะหาไปทั่วอย่างไม่มีเปูาหมาย ก็สู้เสี่ยงดวงไปดูสถานที่ที่เจ้า ว่าจะดีกว่า”
“บางทีอาจค้นพบอะไรที่ไม่คาดคิดก็เป็นได้”
เนี่ยเทียนคิดอยู่ครู่ก็ล้มเลิกความคิดที่จะไปรวมตัวกับคนของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ “งั้นก็ดี พวกเราสองคนเดินทางกันเพียงลำพัง หวังว่าระหว่าง ทางจะไม่เจอกับคนของเขาสุขาวดี”
“นอกเสียจากผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าแล้ว เมื่อมีวิหคเพลิงอยู่ พวก เราก็สามารถหลบหนีไปได้อย่างง่ายดาย” เฉียวอวิ๋นซีกล่าวอย่าง ภาคภูมิใจ
หลังจากนั้นเนี่ยเทียนก็คอยหยิบเอาไข่มุกวิญญาณมืดออกมาและ บอกทิศทางให้ “วิหคเพลิง” ของเฉียวอวิ๋นซีทะยานไปเบื้องหน้า
พวกเขาจึงค่อยๆ ออกห่างจากพื้นที่ที่เขาสุขาวดีเคลื่อนไหว
……
“เทพธิดา ไม่มีร่องรอยของนังหนูนั่น นางไม่ได้ไปยังตำแหน่งที่สอง ของยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์” บนหินอุกกาบาตทรงกรวยก้อนหนึ่ง ผู้แข็งแกร่ง เขตลี้ลับช่วงท้ายนามว่าเฝิงลู่มีสีหน้ามืดคล้ำ ดวงตาเต็มไปด้วยความ
คลางแคลงใจ “คนของพวกเราค้นหาทั่วพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่ของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์เคลื่อนไหว แต่ก็ไม่ได้รับผลพวงอะไรกลับมา”
“หาไม่เจอก็เป็นเรื่องปกติ” มู่ปี้ฉงทอดสายตามองไปยังหินอุกกาบาต หลากหลายชนิดจำนวนมากมายนับไม่หมด “ในเมื่อนางไม่ได้ยันต์ไฟ ศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้นไป นางก็ไม่รู้ทิศทางที่คนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์มุ่งหน้าไป แล้วก็ย่อมหายันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ชิ้นใหม่ไม่เจอ”
“หลังจากที่ไม่ได้ยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้น นางก็แทบจะขาดการติดต่อ กับเยว่เหยียนสี่แห่งสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์แล้ว”
“ที่แห่งนี้มีหินอุกกาบาตนับพันนับหมื่นกระจายอยู่ อีกทั้งวิหคเพลิงก็ เคลื่อนที่ได้รวดเร็ว กำลังคนของพวกเรามีกำจัด ในขณะที่ยังไม่รู้ วัตถุประสงค์และทิศทางการเคลื่อนไหวที่แน่ชัดของนาง คิดจะตามหา นางให้เจอ ย่อมเหมือนการงมเข็มในมหาสมุทรอย่างไม่ต้องสงสัย”
เฝิงลู่กล่าวอย่างเสียดาย “นังหนูคนนั้นพรสวรรค์เลิศล้ำ อายุน้อยๆ ก็ เป็นเขตสามัญช่วงกลาง อีกร้อยปีให้หลัง บางทีนางอาจฝุาทะลุสู่เขตลี้ลับ ช่วงท้าย หรือภึงขั้นอาจมีหวังได้เลื่อนเป็นเขตวิญญาณ หากครั้งนี้ฆ่านาง ไม่ได้ รอจนนางรอดชีวิตกลับไปยังดินแดนปราการดวงดาวแล้ว วันหน้า นางต้องกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของท่านแน่นอน”
“เขาสุขาวดีของพวกเรากับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ไม่เคยลงรอยกัน ระหว่างท่านและนาง เกรงว่าคงต้องประมือกันอีกเป็นพันๆ ปี”
มู่ปี้ฉงเอ่ยด้วยเสียงเฉยชา “ข้าต้องกลัวนางด้วยงั้นรึ?”
เฝิงลู่ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน ก่อนจะภามอีกว่า “เทพธิดา งั้นตอนนี้ พวกเราควรจะทำอย่างไรดี?”
“ไม่ต้องสนใจนาง พวกเราพยายามไปรวมตัวกับคนกลุ่มใหญ่ของเรา ก็แล้วกัน ในเมื่อเขาสุขาวดีของเราได้รับข่าว รู้ว่าพื้นที่แห่งนี้เกิดการ เปลี่ยนแปลงจนเข้ามาสำรวจได้แล้ว กลุ่มอิทธิพลอื่นๆ ก็อาจจะตามมา เช่นกัน” มู่ปี้ฉงเอ่ยเนิบช้า “หากพวกเราไปเจอกับกองกำลังของฝั่งอื่น โดยไม่ทันระวัง พวกเราก็อาจต้องฝังร่างไว้ที่นี่”
“ทราบแล้ว”
……
พริบตาเดียวเวลาก็ล่วงผ่านไปแล้วสามเดือน
ช่วงเวลานี้ เนี่ยเทียนคอยบอกทิศทางให้ “วิหคเพลิง” ห้อทะยานไป ไม่หยุด
ระหว่างนั้นเขาก็คอยใช้กระแสจิตวิญญาณรับสัมผัสอย่างต่อเนื่อง แต่ กลับไม่เจอสิ่งมีชีวิตใดๆ
พื้นที่ลึกลับที่เคยถูกปิดผนึกมานับหมื่นปีแห่งนี้คล้ายถูกหลงลืมไป นานแล้ว ไม่มีเผ่าสิ่งมีชีวิตใดๆ เข้ามาที่นี่ แล้วก็ไม่มีวัตถุดิบหรือสมุนไพร วิเศษที่มีค่าใดๆ ตลอดทางที่ผ่านมามีแต่หินอุกกาบาตเล็กๆ ใหญ่ๆ นับไม่ ถ้วน ประหนึ่งเหมืองแร่ที่ถูกขุดจนเกลี้ยง ไม่เหลือผลประโยชน์ใดๆ ให้ฉก ฉวย
สามเดือนมานี้นอกจากคอยบอกทางแก่เฉียวอวิ๋นซีแล้ว เนี่ยเทียนก็ ฝึกตนอย่างมุมานะทั้งวันทั้งคืน
หลังจากที่เขาเลื่อนสู่เขตสามัญ โอสถวิญญาณเม็ดนั้นที่ถูกสร้างขึ้นมา ก็คอยดูดซับพลังวิญญาณอยู่ตลอดเวลา
บางครั้งเขาก็สังเกตดูน้ำวนดวงดาว น้ำวนพืชหญ้าและน้ำวนเปลว เพลิง น้ำวนพลังวิญญาณสามลูกนี้สามารถรองรับพลังวิญญาณสามธาตุได้ จำนวนมากกว่าเดิม
บุปผาเก้าดาราที่ฝังรากอยู่ตรงก้นของน้ำวนดวงดาวก็คอยดูดซับเอา พลังดวงดาวมาอย่างเงียบเชียบและเติบโตอย่างต่อเนื่อง
“อีกไกลแค่ไหน?” เฉียวอวิ๋นซีเอ่ยถาม
“เริ่มขยับเข้าไปใกล้แล้ว มากสุดอีกหนึ่งเดือนกว่าก็น่าจะภึงจุดหมาย แล้ว” เนี่ยเทียนเอ่ยตอบ
“หวังว่าตำแหน่งที่เจ้าบอกจะมีการค้นพบอะไรจริงๆ หาไม่แล้วพวก เราคงได้แต่ย้อนกลับไปทางเดิม” เฉียวอวิ๋นซีขมวดคิ้ว
ตลอดทางที่ผ่านมา นางได้ใช้อาวุธพิเศษวาดแผนที่ดวงดาวเอาไว้
หากพวกเขาไม่ได้รับผลพวงใดๆ จากทิศทางที่เนี่ยเทียนบอกไว้ นางก็ จะเดินทางย้อนกลับไปยังค่ายกลนำส่งที่ตระกูลเหลยจัดวางเอาไว้แล้ว เดินทางกลับดินแดนปราการดวงดาว
ครั้งนี้ที่พวกนางเดินทางมาไม่ได้โดยสารเรือรบทางช้างเผือก แต่อาศัย ค่ายกลนำส่งของตระกูลเหลย
หากนางต้องการกลับดินแดนปราการดวงดาว ก็แค่อาศัยค่ายกล นำส่งของตระกูลเหลย ต้องผ่านการเปลี่ยนสถานีหลายครั้งภึงจะไปภึงที่ นั่นได้
คนทั้งสองเงียบลงอีกครั้ง หลายวันหลังจากนั้น ตรงจุดที่มีหิน อุกกาบาตรวมตัวอยู่กลายก้อน พวกเขาก็พลันได้เห็นเรือรบทางช้างเผือก สีทองอร่ามลำหนึ่ง
เห็นได้ชัดว่าเรือรบทางช้างเผือกลำนั้นถูกโจมตีอย่างหนัก ตัวเรือ เสียหายอย่างรุนแรง อีกทั้งบางจุดของเรือยังถูกหินอุกกาบาตอุดขวาง ทำ ให้ไม่สามารถขยับได้
อยู่ห่างกันไกลมาก เฉียวอวิ๋นซีก็รีบร้อนหยุดวิหคเพลิงแล้วหันมาพูด กับเนี่ยเทียน “เจ้าลองรับสัมผัสดูสิว่ามีคนแฝงตัวอยู่รอบๆ หรือไม่?”
——