ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 709 เศษซำกอำณำจักร
“คุณหนูน้อย ของที่สำนักหินทองเก็บไว้ มีหรือจะเข้าตาท่าน?”
เหมาหมิงหย่วนยิ้มจืดเจื่อน บอกเป็นนัยให้คนอื่นๆ ของสำนักหินทอง อย่าเพิ่งเข้ามาใกล้ ส่วนตัวเองกลับค่อยๆ ขยับเข้าใกล้เรือรบทาง ช้างเผือกที่ผุพัง ทั้งยังหยิบเอาแหวนเก็บของที่ตัวเองสวมไว้ออกมา ขณะที่กำลังจะเข้ามาภึงเรือรบทางช้างเผือก เขาก็โยนแหวนเก็บของวง นั้นมาให้เฉียวอวิ๋นซี
“สิ่งของที่ข้าเก็บสะสมมาทั้งชีวิตล้วนอยู่ในแหวนวงนั้น หากมีของที่ ท่านต้องการ ท่านก็สามารถหยิบเอาไปได้เลย”
เมื่อเผชิญหน้ากับเฉียวอวิ๋นซี เขาจะฆ่าก็ไม่ได้ ด้วยความจนใจจึงได้ แต่ยอมก้มหัวให้เฉียวอวิ๋นซีรีดไถได้ตามใจชอบ
มือซ้ายที่ขาวเนียนราวกับหยกของเฉียวอวิ๋นซียื่นออกไปคว้าแหวน เก็บของวงนั้นไว้กลางฝ่ามือ
กระแสจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งของนางว่ายวนอยู่ในแหวนเก็บของวงนั้น ไม่กี่วินาที สีหน้าของเฉียวอวิ๋นซีก็ยิ่งเปลี่ยนมาเป็นเย็นชา “อย่าได้เอา ขยะพวกนี้มาตบตาข้า!”
นางโยนแหวนเก็บของกลับไป
เหมาหมิงหย่วนมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างเห็นได้ชัด รีบก้ม หน้าคำนับ “คุณหนูน้อย สำนักหินทองของพวกเราเมื่อเทียบกับสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ของพวกท่านแล้วถือว่าห่างชั้นกันไกลนัก อีกทั้งข้าก็ไม่ใช่เจ้า
สำนัก วัตถุที่อยู่ในมือของข้า หากไม่ถูกตาท่านก็ถือเป็นเรื่องปกติ ข้าไม่รู้ จริงๆ ว่าต้องทำเช่นไรท่านภึงจะพอใจ”
ผู้ฝึกลมปราณของสำนักหินทองกลุ่มใหญ่ก็รู้สึกภึงความหดหู่จนใจ ทุกคนต่างใช้สายตาวิงวอนมองไกลๆ มายังเฉียวอวิ๋นซี
เฉียวอวิ๋นซีนิ่งเงียบไปครู่ นางเองก็ไม่อยากเสียเวลากับคนพวกนี้มาก นัก ใคร่ครวญอยู่พักหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “ฟังจากความหมายของพวกเจ้า สำนักหินทองของพวกเจ้ามาที่นี่ได้พักหนึ่งแล้ว?”
“บอกตามตรง พวกเราอยู่ในพื้นที่นี้มาเกินครึ่งปีแล้ว” เหมาหมิงหย่ วนกล่าว
“พวกเจ้าเดินทางมาเพียงลำพังหรือว่ามากับสำนักสามกระบี่?” เฉียวอวิ๋นซีถามด้วยความใคร่รู้
“ตอนแรกพวกเราค้นหาเพียงลำพัง แต่ผ่านไปไม่นานเท่าไหร่เราก็เจอ กับคนของสำนักสามกระบี่” เหมาหมิงหย่วนเองก็ไม่ได้ปิดบัง พอฉุกคิด บางอย่างขึ้นมาได้เขาก็พลันพูดขึ้นว่า “ไม่เพียงแต่สำนักสามกระบี่เท่านั้น พวกเรายังทยอยกันเจอคนของสำนักคุมสัตว์และคนของตระกูลฉู่ ซึ่งดู เหมือนว่าสำนักสามกระบี่นายของพวกเรา รวมไปภึงสำนักคุมสัตว์และ คนของตระกูลฉู่ต่างก็ค้นพบหินอุกกาบาตก้อนใหญ่ยักษ์ที่มีปราณ วิญญาณฟ้าดิน”
“จากคำบอกเล่าของสำนักสามกระบี่ หินอุกกาบาตก้อนใหญ่ยักษ์นั้น คือเศษชิ้นส่วนของอาณาจักรที่ค่อนข้างใหญ่ชิ้นหนึ่ง”
“สำนักสามกระบี่บอกตำแหน่งที่แน่นอนและเร่งให้พวกเราไปที่นั่น เพียงแต่ว่าจุดประสงค์ที่พวกเรามาที่นี่ก็เพื่อค้นหาเรือรบทางช้างเผือกที่ สำนักทองไพศาลทิ้งเอาไว้ ดังนั้นข้าจึงรายงานไปที่สำนักสามกระบี่ว่าขอ เวลาอีกหน่อย”
“หินอุกกาบาตก้อนใหญ่ยักษ์นั่นยังดึงดูดความสนใจจากสำนักคุม สัตว์และคนตระกูลฉู่ เกรงว่าคงต้องมีการต่อสู้กันเกิดขึ้น”
เฉียวอวิ๋นซีอึ้งงันไปครู่ “เศษชิ้นส่วนของอาณาจักร?”
“อืม” เหยาหมิงหย่วนพยักหน้ารับเบาๆ “จากข่าวที่สำนักสามกระบี่ ให้มา หินอุกกาบาตมากมายที่พวกเรามองเห็นต่างก็เป็นเศษชิ้นส่วนหลัง การระเบิดของอาณาจักรต่างๆ เศษชิ้นส่วนของอาณาจักรส่วนใหญ่ล้วน เหมือนกับหินอุกกาบาตที่อยู่ใกล้เคียงกับพวกเรา ซึ่งไม่มีความมหัศจรรย์ อะไรอีกแล้ว”
“แต่ก็อาจมีเศษชิ้นส่วนอาณาจักรบางส่วนที่ยังคงมีปราณวิญญาณฟ้า ดินล้อมวน ซึ่งน่าจะยังพอมีของดีบางอย่างที่ยังไม่ถูกค้นพบ”
“หินอุกกาบาตก้อนใหญ่ยักษ์ที่สำนักสามกระบี่ให้พวกเราไปก็คือเศษ ชิ้นส่วนอาณาจักรที่มีปราณวิญญาณเหลืออยู่ สำนักคุมสัตว์และคน ตระกูลฉู่ก็ทยอยกันค้นพบสถานที่แห่งนี้เหมือนกัน และพวกเขาต่างก็ รวบรวมกำลังคนไปที่นั่น”
เฉียวอวิ๋นซีพลันเกิดความสนใจ “ตำแหน่งที่แน่ชัดของมันคือที่ไหน?”
เหมาหมิงหย่วนขยับเข้ามาใกล้แล้วส่งแผนที่ดวงดาวหยาบๆ ซึ่งสลัก ไว้บนหนังสัตว์ให้กับนาง “แผนที่ดวงดาวแผ่นนี้คือพื้นที่ที่พวกเรา
เคลื่อนไหวเกินครึ่งปีที่ผ่านมา ตำแหน่งที่สำนักสามกระบี่ระบุไว้น่าจะอยู่ ประมาณตรงจุดนี้ พื้นที่นั้นพวกเรายังไม่เคยสำรวจมาก่อน…”
ขณะที่เฉียวอวิ๋นซีเพ่งสมาธิมองไป เนี่ยเทียนเองก็ก้มหน้าเหลือบมอง แวบหนึ่ง ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนมาเป็นแปลกประหลาด
ตำแหน่งที่ระบุไว้บนแผนที่หนังสัตว์ซึ่งเหมาหมิงหย่วนมอบให้ตรงกับ เป้าหมายที่เขามาที่นี่โดยบังเอิญ
“แผนที่ดวงดาวนี่เป็นของข้าแล้ว”
เฉียวอวิ๋นซีมองอยู่พักใหญ่ก็ช่วงชิงมันมา แล้วพึมพำเบาๆ “เจ้านี่มัน คิดไม่ซื่อจริงๆ แผนที่ดวงดาวที่มีค่ากลับพกติดตัว ทำไมไม่เก็บไว้ในแหวน เก็บของด้วย?”
“ของสิ่งนี้ไม่มีค่าใดๆ” เหมาหมิงหย่วนสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“มีค่ามากกว่าของในแหวนเก็บของเจ้านักล่ะ” เฉียวอวิ๋นซีแค่นเสียง เย็นหนึ่งครั้ง แล้วก็ไม่สนใจสำนักหินทองอีก เพียงขับเคลื่อน “วิหค เพลิง” จากไป
รอจน “วิหคเพลิง” ทะยานมาไกลจากคนสำนักหินทองมากแล้ว เนี่ย เทียนภึงเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า “ตำแหน่งที่คนผู้นั้นบอกก็คือสถานที่ที่ข้าเตรียม จะพาเจ้าไป”
เฉียวอวิ๋นซีตะลึง “เจ้าแน่ใจรึ?”
“อืม” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
“เจ้านี่มีวิธีประหลาดๆ อยู่เยอะจริง” เฉียวอวิ๋นซีรู้สึกแปลกใจ เล็กน้อย “ในเมื่อเจ้ารู้ว่าที่นั่นพิเศษ แล้วรู้ภึงรายละเอียดของมันไหม?”
เนี่ยเทียนส่ายหัว
“สำนักสามกระบี่ สำนักคุมสัตว์และคนตระกูลฉู่ต่างก็ถูกดึงดูดให้ไปที่ นั่น อีกทั้งที่นั่นยังมีปราณวิญญาณฟ้าดินล้อมวน เกรงว่าคงซ่อนความลับ อะไรบางอย่างเอาไว้” เฉียวอวิ๋นซีพลันรู้สึกไม่สบายใจ “สำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ของเรากับสามฝ่ายนั้นต่อสู้กันมาตลอดหลายปี ไม่ลงรอยกัน แม้แต่น้อย ทว่า…”
เนี่ยเทียนเองก็แอบเป็นกังวล
เขาและเยว่เหยียนสี่จากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เคยพูดคุยแบบเปิดใจกันมา ก่อน แน่นอนว่าย่อมรู้ว่าสำนักคุมสัตว์และคนตระกูลฉู่ก็เป็นหนึ่งในห้า สำนักสามตระกูลของดินแดนปราการดวงดาวเช่นกัน
กลุ่มอิทธิพลแปดกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุดของดินแดนปราการดวงดาวก็ คือห้าสำนักสามตระกูล ห้าสำนักนั้นหมายภึงสำนักฟ้ากลม สำนักคุมสัตว์ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ สำนักสามกระบี่และสำนักเขาสุขาวดี
เนื่องจากที่ตั้งของสำนักเขาสุขาวดีอยู่บนภูเขาเซียนที่มีชื่อว่าเขา สุขาวดี ดังนั้นจึงใช้ชื่อสำนักว่าเขาสุขาวดี
ส่วนสามตระกูลใหญ่นั้นได้แก่ตระกูลฉู่ ตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวาน
ทุกห้าสำนักสามตระกูลต่างก็มีผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าช่วงท้ายท่าน หนึ่งนั่งบัญชาการณ์ แต่ละสำนักต่างก็มีส่วนครอบครองอาณาจักรสามสิบ หกแห่งในดินแดนปราการดวงดาว
ต่อให้สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์จะไม่มีความขัดแย้งที่รุนแรงกับสำนักคุมสัตว์ และตระกูลฉู่ในดินแดนปราการดวงดาว ทว่าหากในพื้นที่ที่ถูกปิดผนึก แห่งนี้มีการเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าพลิกดินอะไรเกิดขึ้น ในสถานการณ์ที่ เฉียวอวิ๋นซีแยกกันอยู่กับคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ สามฝ่ายนั้นก็ย่อมไม่มี ทางกริ่งเกรงในตัวตนของนางอีกต่อไป
สำนักสามกระบี่ สำนักคุมสัตว์และตระกูลฉู่ไม่ใช่สำนักหินทองที่ อ่อนแอ พวกเขาไม่กลัวหากต้องแตกหักกับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์
“ไปทางนั้นมีความเป็นไปได้ว่าจะเจอกับสำนักสามกระบี่ สำนักคุม สัตว์และตระกูลฉู่ เจ้าลองพิจารณาดูแล้วกันว่าจะไปหรือไม่ไป” เนี่ย เทียนกล่าวเสียงหนัก
เฉียวอวิ๋นซีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งภึงกล่าวว่า “แค่ไปดูอย่างเดียว ไม่ลงมือ ทำอะไรเหลวไหล ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตกลง ข้าจะไปกับเจ้าด้วย” เนี่ยเทียนกล่าว
หนึ่งเดือนต่อมา หินอุกกาบาตขนาดมโหฬารสีเขียวขจีก้อนหนึ่งก็ ปรากฏอยู่ในม่านสายตาของเนี่ยเทียน
หินอุกกาบาตก้อนนั้นก็คือตำแหน่งที่มีซากวิญญาณแข็งแกร่งว่ายวน อยู่ในไข่มุกวิญญาณมืด ซึ่งก็เป็นตำแหน่งที่เหมาหมิงหย่วนระบุไว้
เมื่อขยับเข้าไปใกล้หินอุกกาบาตสีเขียวขจีภึงได้พบว่าหินอุกกาบาตที่ มองดูเหมือนเป็นสีเขียว แท้จริงแล้วเป็นเพราะพื้นผิวภายนอกของหิน อุกกาบาตมีพืชพรรณสีเขียวเข้มขึ้นเต็มเท่านั้น
พืชพรรณสีเขียวคล้ายพรมสีเขียวขนาดใหญ่ยักษ์ที่ปูเต็มหินอุกกาบาต ก้อนนั้น
ปราณวิญญาณฟ้าดินขมุกขมัวคล้ายผ้าคลุมบางๆ ที่ปกคลุมหิน อุกกาบาตไว้นับหมื่นปี ไม่เคยจางหาย
พื้นที่ตรงกลางของหินอุกกาบาตมีทะเลสาบสีเขียวขจีอยู่แห่งหนึ่ง มองไกลๆ ก็คล้ายกับมีมรกตฝังเลื่อมอยู่กลางหินอุกกาบาต ส่องสว่าง พร่างพราว
ปราณวิญญาณเป็นกลุ่มๆ ลอยขึ้นมาจากในทะเลสาบผืนนั้นแล้วแผ่ ไปทั่วทุกพื้นที่ในหินอุกกาบาต
ริมขอบของทะเลสาบมีดอกไม้และหญ้าประหลาดมากมายขึ้นเต็มไป หมด ซึ่งพวกมันกำลังส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจคน
อาวุธวิเศษประเภทบินหลากหลายชนิดที่ทำจากวัตถุดิบต่างกัน มีทั้ง ที่เหมือนกระดูกมังกร มีทั้งที่เหมือนกระบี่เล่มใหญ่ และมีทั้งที่เหมือน สถูปเจดีย์ต่างก็หยุดนิ่งอยู่ริมทะเลสาบ
ผู้ฝึกลมปราณเกือบพันคนที่เป็นของสำนักสามกระบี่ สำนักคุมสัตว์ และตระกูลฉู่ล้วนใบหน้าแดงก่ำ กำลังพูดคุยอะไรกันอย่างเผ็ดร้อน
สายตาของคนเหล่านั้นคอยมองไปยังทะเลสาบสีเขียวมรกตและพืช พรรณประหลาดอย่างต่อเนื่อง
ผู้แข็งแกร่งหลายคนของสำนักสามกระบี่ สำนักคุมสัตว์และตระกูลฉู่ ต่างก็มารวมตัวอยู่ด้วยกัน เอนหัวกระซิบกระซาบคล้ายกำลังพูดคุยกันว่า ควรจะแบ่งผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไร
“หินอุกกาบาตก้อนนี้ถือเป็นพื้นที่วิเศษยิ่งนัก ควันที่ลอยออกมาจาก น้ำในทะเลสาบนั่นก็คือปราณวิญญาณฟ้าดินที่เข้มข้นอย่างยิ่ง! ท่ามกลาง ปราณวิญญาณนั้นยังเปี่ยมล้นไปด้วยจิงชี่พืชหญ้าอีกเป็นจำนวนมาก สามารถหล่อเลี้ยงหมื่นสรรพสิ่ง ทำให้เกิดต้นไม้ใบหญ้าที่มหัศจรรย์ได้ มากมาย!”
ตอนที่เฉียวอวิ๋นซีขยับ “วิหคเพลิง” เข้าไปใกล้ก็ยังอดใจร้องอุทาน ออกมาเบาๆ ไม่ได้
การมาภึงของ “วิหคเพลิง” สร้างความตกตะลึงให้กับผู้คนที่อยู่เบื้อง ล่าง พวกเขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยสีหน้าค่อนข้างจะไม่น่ามองเท่าไหร่นัก
“วิหคเพลิงของเฉียวอวิ๋นซีแห่งสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์! ไม่นึกเลยว่าสำนัก ไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ตามมาด้วย สมควรตายนัก มีอีกฝ่ายมาแบ่งสมบัติด้วยอีก แล้ว!”
“จุดที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์สำรวจไม่ควรจะอยู่อีกทิศทางหนึ่งหรอก หรือ? ทำไมจู่ๆ ภึงมาโผล่ที่นี่ได้?”
“เฮ้อ ในเมื่อวิหคเพลิงปรากฏตัว เจ้าพวกคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ น่าจะอยู่ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนัก”
ผู้ฝึกลมปราณเกือบพันคนที่อยู่เบื้องล่างพากันเอ่ยวิพากษ์วิจารณ์ เห็นได้ชัดว่าไม่ต้อนรับการมาเยือนของเฉียวอวิ๋นซี
เฉียวอวิ๋นซีไม่สนใจเสียงโหวกเหวกของพวกเขา เพียงทำหน้าด้านพา เนี่ยเทียนขับเคลื่อน “วิหคเพลิง” ลงไปด้านล่าง
“เฉียวอวิ๋นซี คนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เจ้าล่ะ?” สตรีร่างกายงดงาม แข็งแรงซึ่งยืนอยู่หน้างูเหลือมขนาดใหญ่ยักษ์ตัวหนึ่งมองมายังนางและ เนี่ยเทียนด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
นางตัวสูงใหญ่ยิ่งกว่าชายหนุ่มทั่วไป สวมกระโปรงหนังที่รัดรึงเรือน กาย ไม่มีเนื้อหน้าท้องส่วนเกินปรากฏให้เห็น ทั่วร่างแผ่ความงามที่เปี่ยม ล้นไปด้วยความเผด็จการ
นางมีผิวสีทองแดงที่แข็งแรงคล้ายคนตากแดดมานานปี ไหล่ หน้า ท้อง และขาเรียวงามที่โผล่พ้นจากร่มผ้าก็คล้ายจะแฝงเร้นไว้ด้วย พละกำลังที่เหมือนจะระเบิดออกมาได้ตลอดเวลา
“จิงชี่เลือดเนื้อเข้มข้นยิ่งนัก!”
เนี่ยเทียนมองนางปราดหนึ่งก็แอบตกตะลึงอยู่ในใจ หญิงสาวที่เต็มไป ด้วยความป่าเถื่อนผู้นี้แตกต่างไปจากหญิงสาวส่วนใหญ่ที่เขาเคยเห็นมา อย่างสิ้นเชิง
หญิงสาวคนนี้หากไม่มีเลือดผสมของชนต่างเผ่า ถ้าเช่นนั้นก็ต้องมี เรือนกายที่พิเศษ ฝึกฝนเวทลับหลอมเรือนกายอะไรบางอย่าง ทำให้มี เรือนร่างที่งดงามแต่กลับแข็งแกร่งเต็มไปด้วยความอันตรายได้ภึงเพียงนี้
จากการรับสัมผัสผ่านสายเลือดแห่งชีวิตของเขา ระดับความมาก ไพศาลของจิงชี่เลือดเนื้อในร่างผู้หญิงคนนี้เทียบเคียงได้กับภูตผีปีศาจ สายเลือดระดับห้าเลยทีเดียว
ภูตผีปีศาจสายเลือดระดับห้ามีความสามารถเทียบเคียงได้กับเขต สามัญของเผ่ามนุษย์ นี่หมายความว่าลำพังเพียงแค่พลังกายของหญิงสาว คนนี้ก็มากพอจะต่อสู้กับภูตผีปีศาจระดับเดียวกันได้แล้ว
นอกจากนี้ขอบเขตและตบะของนางคือเขตสามัญช่วงท้าย แข็งแกร่ง กว่าเฉียวอวิ๋นซี
ภายใต้การสำรวจผ่านสายเลือดแห่งชีวิตของเนี่ยเทียน อายุที่แท้จริง ของหญิงสาวคนนี้ก็น่าจะประมาณสามสิบกว่าปี
ยิ่งได้เห็นขอบเขตและเรือนกายที่แข็งแกร่งของนาง เนี่ยเทียนก็ยิ่งตก ตะลึง “ตัวประหลาดอีกคนหนึ่งแล้ว!”
——