ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 710 ผู้กล้าจากอาณาจักรอื่น
เฉียวอวิ๋นซีอายุน้อยๆ ก็มีตบะเขตสามัญช่วงกลาง นี่ก็นับว่าน่าตะลึง มากพออยู่แล้ว
นึกไม่ถึงว่าผู้หญิงที่อยู่ข้างหน้าไม่เพียงมีขอบเขตสูงล้ำกว่า ยังมีจิงชี่ เลือดเนื้อมากไพศาล นี่จึงยิ่งทำให้เนี่ยเทียนทั้งตกใจทั้งสงสัย
งูเหลือมยักษ์ที่อยู่ด้านหลังหญิงสาวผู้นั้นขดตัวกันราวกับภูเขาลูกย่อม ทั่วร่างของมันเต็มไปด้วยเกล็ดสีขาวและสีดำตัดสลับกัน ดวงตาเผย ประกายเย็นเยียบทำให้เนี่ยเทียนรู้สึกไม่เป็นสุข
งูเหลือมตัวนั้นคล้ายจะเป็นพันธ์ผสมระหว่างงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ ระดับสูงกับงูเหลือมลายเลือดระดับเจ็ด มีพลังน้ำแข็งเย็นเยียบของงู เหลือมน้ำแข็งยักษ์และมีความบ้าคลั่งกระหายเลือดของงูเหลือมลายเลือด
ขณะที่เขามองประเมินงูเหลือมยักษ์ มันก็กำลังมองมายังเขาด้วย สายตาเย็นชาเช่นกัน
การจ้องนิ่งของงูเหลือมยักษ์ทำให้การไหลเวียนของเลือดทั่วร่างเขา เปลี่ยนมาเป็นเชื่องช้า ไอความเย็นน่าสะพรึงกลัวขุมหนึ่งแผ่เข้ามาบนร่าง เขาอย่างเงียบเชียบ ทำให้เขารู้สึกอึดอัดไม่สบายตัว
“ระดับเจ็ด!!”
หน้าเขาเปลี่ยนสีไปอีกครั้ง พอแค่นเสียงในลำคอแล้วจึงถอนสายตา กลับมา
งูเหลือมยักษ์ระดับเจ็ดมีพลังในการต่อสู้เทียบเท่าผู้ฝึกลมปราณเขต วิญญาณ แถมงูเหลือมยักษ์ตัวนี้ยังเป็นพันธ์ผสมระหว่างงูเหลือมน้ำแข็ง ยักษ์ระดับสูงกับงูเหลือมลายเลือด เกรงว่าน่าจะแข็งแกร่งและดุร้ายยิ่ง กว่างูเหลือมลายเลือดระดับเจ็ดเสียอีก
“เป็นเด็กดีหน่อย”
หญิงสาวมองออกถึงความผิดปกติของงูเหลือมยักษ์จึงยื่นมือไปลูบหัว ที่ใหญ่โตของมันเบาๆ งูเหลือมยักษ์ตัวนั้นเผยสีหน้าดื่มด่ำมีความสุข แล้ว จึงพลันสงบลง
เนี่ยเทียนเข้าใจทันทีว่างูเหลือมยักษ์ที่มีสายเลือดถึงระดับเจ็ดตัวนั้นก็ คือสัตว์เลี้ยงของหญิงสาวผู้นี้
“อินย่าหนัน พวกเจ้ามาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่?” เฉียวอวิ๋นซีเอ่ยถามเสียง ดัง
หญิงสาวที่เต็มไปด้วยความปุาเถื่อนผู้นั้นเงยหน้ามองท้องฟูา พอไม่ เห็นคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ตามมาถึงได้ตอบกลับ “มาได้สักพักหนึ่ง แล้ว”
“คุณหนูเฉียว สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้าใครเป็นคนนำทัพ?” และเวลานี้ ในกลุ่มของคนสำนักสามกระบี่ก็มีชายที่เรือนกายสูงโปร่ง คิ้ว กระบี่ดวงตาสุกใสเดินออกมา
“เขตลี้ลับช่วงต้น” เนี่ยเทียนแอบประเมินอยู่ในใจตัวเอง
บนร่างของชายหนุ่มมีสัญลักษณ์ของสำนักสามกระบี่สลักเอาไว้อย่าง เด่นชัด ใบหน้าของเขาคลี่ยิ้มอ่อนโยนราวกับคนไร้พิษสง
ทว่าเมื่อเฉียวอวิ๋นซีเผชิญหน้ากับเขากลับมีท่าทีระวังตัวยิ่งกว่าตอน เผชิญหน้าอินย่าหนันจากสำนักคุมสัตว์มากนัก “สำนักข้ามีผู้อาวุโสใหญ่ เป็นคนนำทัพ”
“ผู้อาวุโสเยว่เหยียนสี่!” ชายผู้นั้นตะลึงพรึงเพริด
ไม่เพียงแต่เขา อินย่าหนันจากสำนักคุมสัตว์และยังมีคนของสำนัก สามกระบี่ สำนักคุมสัตว์ต่างก็พากันหน้าเปลี่ยนสี
ทางฝุายตระกูลฉู่ก็มีคนผู้หนึ่งก้าวเดินยาวๆ ออกมาหยุดอยู่เบื้องหน้า เฉียวอวิ๋นซีแล้วกล่าวอย่างตะลึง “เหตุใดผู้อาวุโสเยว่เหยียนสี่ถึงมาถึงเร็ว ขนาดนี้?”
“หรือว่าสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้ามีการค้นพบอะไรที่น่าตะลึง?” คนผู้นั้นของสำนักสามกระบี่เองก็รู้สึกตะลึงอย่างยิ่ง
สามคนจากสำนักสามกระบี่ สำนักคุมสัตว์และตระกูลฉู่ต่างก็ขยับเข้า มาล้อมรอบเฉียวอวิ๋นซีอย่างเงียบเชียบ สายตาของพวกเขาฉายแวว ครุ่นคิดแล้วเอ่ยถามติดๆ กัน
เนี่ยเทียนที่มากับเฉียวอวิ๋นซียืนรับฟังพวกเขาคุยกันอยู่เงียบๆ โดยไม่ เอ่ยสิ่งใด
สามคนนั้นไม่ได้เอ่ยถามเขา ราวกับมองเขาเป็นผู้ติดตามของ เฉียวอวิ๋นซีจึงเลือกที่จะมองข้ามเขาไปอย่างสิ้นเชิง
เนี่ยเทียนเองก็ยินดีให้เป็นเช่นนี้ เขาเพียงแต่ยืนเงียบๆ ฟังพวกเขา พูดคุยกัน
ฟังอยู่ครู่หนึ่งเขาก็รู้ว่าหญิงสาวสำนักคุมสัตว์ที่ท่าทางก้าวร้าวคนนั้น ชื่อว่าอินย่าหนัน คือลูกศิษย์ที่สำนักคุมสัตว์ให้การปลูกฝังเป็นพิเศษ
ชายใบหน้าอ่อนโยนจากสำนักสามกระบี่มีนามว่าสิ่งเปุยเฉิน เขตลี้ลับ ช่วงต้น แล้วก็เป็นเมล็ดพันธ์ที่สำนักสามกระบี่ให้การปลูกฝังเป็นพิเศษ เช่นกัน
ส่วนคนของตระกูลฉู่นามว่าฉู่โป๋เหวิน เขตสามัญช่วงกลาง เรือนกาย ค่อนข้างผอมบาง นัยน์ตามีชีวิตชีวาคล้ายคนเจ้าเล่ห์มากสติปัญญา
รวมเฉียวอวิ๋นซีด้วยแล้ว คนทั้งสี่ต่างก็เป็นผู้กล้าคนสำคัญของสำนัก ไฟศักดิ์สิทธิ์ สำนักสามกระบี่ สำนักคุมสัตว์และตระกูลฉู่ แต่เนื่องจาก เวลาที่เข้าสำนักไม่ตรงกัน อายุไม่เท่ากัน ขอบเขตจึงไม่เหมือนกันทั้งหมด
ผู้ที่มีขอบเขตสูงสุดคือสิ่งเปุยเฉิน เขตลี้ลับช่วงต้น และอายุของเขาก็ มากสุดในบรรดาคนทั้งสี่
ฉู่โป๋เหวินและอินย่าหนันอายุเท่ากัน เฉียวอวิ๋นซีคือคนที่อายุน้อยสุด ทว่าพรสวรรค์ในการฝึกตนไม่ธรรมดา ตอนนี้จึงเป็นเขตสามัญช่วงกลาง เทียบเท่าฉู่โป๋เหวิน
จากบทสนทนาที่พวกเขาพูดคุยกัน เนี่ยเทียนจึงรู้ว่าสำนักสามกระบี่ สำนักคุมสัตว์และตระกูลฉู่ต่างก็โดยสารเรือรบทางช้างเผือกมาถึงพื้นที่ ปิดผนึกแห่งนี้
เรือรบทางช้างเผือกของทั้งสามฝุายจอดอยู่นอกพื้นที่ต้องห้าม ส่วน พวกเขาก็โดยสารอาวุธวิเศษประเภทบินเข้ามาข้างใน
นี่เป็นเพราะว่าต่อให้พื้นที่ปิดผนึกนี้จะผ่านการเปลี่ยนแปลงมาหลาย สิบล้านปีจนอาวุธวิเศษประเภทบินสามารถขับเคลื่อนเข้ามาได้ ทว่าทั้ง สามฝุายก็ยังไม่อยากเสี่ยง
อาวุธวิเศษประเภทบินความเร็วสู้เรือรบทางช้างเผือกไม่ได้ ไม่ สามารถแบกรับการโจมตีที่รุนแรงเกินไป แต่ก็ได้เปรียบในด้านขนาดที่ เล็กและปราดเปรียว สามารถลอดทะลวงผ่านพื้นที่ที่มีหินอุกกาบาต ได้เปรียบเรือรบทางช้างเผือก
สามฝุายเพิ่งเคยมาสำรวจที่นี่เป็นครั้งแรกจึงไม่ได้ให้ผู้แข็งแกร่งแดน ว่างเปล่าของสำนักมาด้วย ผู้นำทัพของพวกเขาล้วนเป็นผู้อาวุโสเขต วิญญาณช่วงท้าย
ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าทุกคนล้วนมีตำแหน่งสูงส่งในแต่ละสำนัก คนเหล่านั้นปิดด่านฝึกตนนานปี ไม่มีทางลงมือทำอะไรง่ายๆ
สามฝุายเพิ่งมาเป็นครั้งแรกจึงให้ผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณมาทำการ สำรวจเส้นทางก่อน หากมีการค้นพบที่น่าตะลึงอะไรจริงๆ ผู้แข็งแกร่ง แดนว่างเปล่าค่อยอาศัยค่ายกลนำส่งในเรือรบทางช้างเผือกที่จอดอยู่ข้าง นอกเยื้องกรายมาถึงที่นี่
และก็เพราะเหตุนี้ เมื่ออินย่าหนัน สิ่งเปุยเฉินและฉู๋โป๋เหวินได้ยินว่า เยว่เหยียนสี่จากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์มาเยือนที่นี่ด้วยตัวเอง พวกเขาถึงได้ ตกตะลึงกันขนาดนี้
ตำแหน่งของเยว่เหยียนสี่ในสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เป็นรองแค่เจ้าสำนัก เท่านั้น เขามักจะคอยบัญชาการอยู่ที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ตลอดทั้งปี น้อย ครั้งที่จะออกมาข้างนอก
การที่เขารีบเดินทางมาตั้งแต่แรกจึงทำให้ทั้งสามคนรู้สึกว่าสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ต้องมีการค้นพบที่ยิ่งใหญ่แน่นอน
“นังหนูเฉียว แล้วผู้อาวุโสเยว่อยู่ที่ไหนล่ะ?”
และเวลานี้เอง ผู้นำของสำนักสามกระบี่ก็เดินเตร่มาถึงช้าๆ
เขาหลังค่อมน้อยๆ มองดูแล้วจึงเตี้ยกว่าทุกคนหนึ่งระดับ
คนผู้นี้มีนามว่าเว่ยอวี้ คือผู้อาวุโสของสำนักสามกระบี่ ตบะวิญญาณ ช่วงท้าย
เนี่ยเทียนไม่รู้ว่าปีนั้นตอนที่เขากับจ้าวซานหลิงปะทะกับคนของเขา สุขาวดีตรงพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน ที่จ้าวซานหลิงไม่ยินดีอยู่ต่อก็เพราะการ มาถึงของคนผู้นี้
ตอนนั้นเว่ยอวี้เร่งร้อนเดินทางไป สร้างทำความตื่นตกใจให้กับจ้าว ซานหลิง ทำให้จ้าวซานหลิงอาศัยเจดีย์ซวีหลิงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่เคยพบหน้ากับจ้าวซานหลิงอย่างแท้จริง แล้วก็ไม่ เคยเห็นเนี่ยเทียนมาก่อน
“ผู้อาวุโสใหญ่อาจต้องใช้เวลาอีกช่วงหนึ่งกว่าจะมาถึง” เฉียวอวิ๋นซี ตอบคำถาม
“เวลาช่วงหนึ่ง…” เว่ยอวี้ร้องอ้อรับหนึ่งที พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ใน เมื่อต้องใช้เวลาอีกช่วงหนึ่ง ถ้าเช่นนั้นผลเก็บเกี่ยวทางด้านนี้ก็ไม่มีความ เกี่ยวข้องอะไรกับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้าชั่วคราว”
“ผู้อาวุโสเว่ย ข้าก็มาแล้วไม่ใช่หรือ?” เฉียวอวิ๋นซีกล่าวพร้อมยิ้มหยี
“เจ้า?” เว่ยอวี้แค่นเสียงเย็น “ตอนนี้เจ้ายังเป็นตัวแทนของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้”
เฉียวอวิ๋นซีสีหน้าไม่สบอารมณ์ แต่กลับไม่ได้เอ่ยตอบโต้ เหมือนรู้ดีว่า ตัวเองพูดโน้มน้าวให้คนข้างหน้ายอมแบ่งส่วนพืชพรรณดอกไม้ที่อยู่ริม ทะเลสาบให้กับตนไม่ได้
“ฉวยโอกาสตอนที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ยังมาไม่ถึง ทุกคนรีบเก็บเอา สมุนไพรและพืชวิเศษระดับสูงพวกนั้นไปก่อน” เว่ยอวี้ตะโกนเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยกำชับอีกครั้ง “ทะเลสาบมรกตนั่นอย่าบุ่มบ่ามเข้าไป กระแส จิตวิญญาณยังมิอาจสำรวจได้ เมื่อครู่นี้ข้าทดลองมาแล้ว ทะเลสาบนั่น ค่อนข้างจะผิดปกติ เพราะพอกระแสจิตวิญญาณแผ่เข้าไปกลับเหมือนน้ำ ปะทะน้ำทะเล มีแต่ไปมิอาจกลับมา”
“แม้แต่กระแสจิตวิญญาณของพวกเราก็ยังมิอาจมองเห็นสภาพของ ทะเลสาบ พวกเจ้าก็อย่าได้เสียเวลาเลย”
ผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณช่วงท้ายของสำนักคุมสัตว์และตระกูลฉู่ก็ ทยอยกันเอ่ยขึ้นด้วยความหมายในทำนองเดียวกนั
คนทั้งสามได้ข้อตกลงร่วมกันแล้วจึงสั่งความให้ลูกศิษย์ในสำนักนับ พันคนกระจายตัวไปเก็บสมุนไพรและพืชวิเศษ
พืชพรรณประหลาดเหล่านั้นล้วนเป็นของวิเศษระดับกลางและ ระดับสูง มีหลายอย่างที่เนี่ยเทียนไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็น วัตถุที่ไม่มีอยู่ในดินแดนดาวตก
แม้ว่าระดับของสมุนไพรและพืชวิเศษจะไม่สูงมาก แต่กลับมีจำนวน มหาศาล เรียกได้ว่าแน่นขนัด
ผู้ฝึกลมปราณของสำนักสามกระบี่ สำนักคุมสัตว์และตระกูลฉู่รีบพา กันลงมือให้วุ่นวาย ต่างคนต่างหยิบเอาภาชนะหลากหลายชนิดมาเก็บ สมุนไพรและพืชวิเศษเหล่านั้นโดยไม่สนใจเนี่ยเทียนและเฉียวอวิ๋นซีอีก
เฉียวอวิ๋นซีที่ไม่ได้รับอนุญาตรู้ดีว่าหากฝืนไปเก็บเอาสมุนไพรพวกนั้น มาเกรงว่าคงกระตุ้นให้สามฝุายเดือดดาล จึงได้แต่ข่มอารมณ์เอาไว้
ยังดีที่สมุนไพรและพืชวิเศษระดับกลางและระดับสูงพวกนั้นไม่ใช่ของ ล้ำค่าสะท้านฟูาดินอะไรนัก นางจึงไม่ได้สนใจเท่าไหร่ ปล่อยให้สามฝุาย เก็บไปได้ตามใจชอบ
ไม่นานข้างกายนางและเนี่ยเทียนก็ไร้ผู้คน ทั้งสามฝุายต่างก็ทำงานกัน มือเป็นระวิง
จุดลึกในดวงตานางพลันมีประกายแสงเพลิง ทว่าเพียงครู่เดียวแสงไฟ นั้นก็มอดดับไป
นางร้องอู้อี้อยู่ในลำคอ มองไปยังทะเลสาบมรกตด้วยความหงุดหงิด อย่างเห็นได้ชัด คล้ายคนที่เพิ่งจะถูกเล่นงาน
เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้เชื่อฟังคำแนะนำของเว่ยอวี้ ยังคงทดลองให้ กระแสจิตวิญญาณสำรวจเข้าไป ผลที่ได้ย่อมไม่ใช่สิ่งดี
เนี่ยเทียนเห็นว่านางเจ็บตัวแล้วจึงล้มเลิกความคิดที่จะทดลอง แต่ รวบรวมกระแสจิตวิญญาณให้แผ่เข้าไปในแหวนเก็บของอย่างเงียบเชียบ เพื่อรับสัมผัสกับสภาพภายในของไข่มุกวิญญาณมืด
แล้วเขาก็ค้นพบทันทีว่าแผนที่ดวงดาวในไข่มุกวิญญาณมืดมีซาก วิญญาณที่แข็งแกร่งอยู่หลายตนซึ่งตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นพลุ่งพล่านอย่าง ถึงที่สุด
ซากวิญญาณพวกนั้นมาจากเตาหลอมใต้ดินของตำหนักเทพเพลิง ก่อนหน้านี้พวกมันรวมตัวกันอยู่ตรงกลุ่มแสงรุบรู่ของหินอุกกาบาตใต้ฝุา เท้าที่เขายืนอยู่
เวลานี้ซากวิญญาณพวกนั้นดูงุ่นง่านอย่างยิ่ง พวกมันล่องลอยไปรอบ ด้านทำท่าเหมือนจะฝุาออกมาจากไข่มุกวิญญาณมืดแล้วมาปรากฏตัวอยู่ ในโลกภายนอก
“คิดจะออกมารึ ไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก!”
เนี่ยเทียนหัวเราะเสียงหยัน ดึงกระแสจิตวิญญาณกลุ่มนั้นออกมาแล้ว ลองไปรับสัมผัสในวิญญาณอสูรกายที่อยู่กลางหัวกะโหลก
วิญญาณอสูรกายที่อยู่กลางหัวกะโหลกก็กำลังจะฝุาหัวกะโหลกนั้น ออกมาเช่นกัน แต่กลับถูกแสงดาวสกัดกั้นเอาไว้
“แปลกจริง…”
ซากวิญญาณที่แข็งแกร่งเหล่านั้นไม่แน่ว่าต้องเป็นวิญญาณอสูรกาย เสมอไป มันอาจเป็นจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งอื่นๆ ทว่าเขา สามารถยืนยันได้ว่าวิญญาณที่อยู่ในหัวกะโหลกต้องเป็นวิญญาณของอสูร กายอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่พอเขามาถึงที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นซากวิญญาณที่แข็งแกร่งหรือวิญญาณ อสูรกายต่างก็หงุดหงิดพลุ่งพล่านไม่ต่างกัน
นี่หมายความว่าหินอุกกาบาตใต้ฝุาเท้าของเขาต้องมีความมหัศจรรย์ บางอย่างแน่นอน
สายตาของเขามองไปยังทะเลสาบมรกตอีกครั้ง พลันบังเกิดความ สนใจที่เข้มข้นต่อทะเลสาบที่แม้แต่จิตวิญญาณก็ยังมิอาจสำรวจได้
“หรือว่ามันเกี่ยวข้องกับอสูรกาย? หาไม่แล้วเหตุใดสถานที่แห่งนี้ถึง ถูกระบุไว้เป็นพิเศษ?”
เขาแอบรู้สึกว่าซากวิญญาณในไข่มุกวิญญาณมืดและวิญญาณอสูร กายในหัวกะโหลกต่างก็ได้รับผลกระทบจากทะเลสาบนั้น
“ฟุอๆ! ฟุอๆๆ!”
ขณะที่เขายังสงสัยไม่คลาย งูเหลือมยักษ์ที่อินย่าหนันเลี้ยงเอาไว้ก็ พลันเลื้อยลำตัวที่ยาวเหยียดของมันมาตามพื้นดินแข็งกระด้าง ค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้เขาทีละนิด
จุดลึกในดวงตาของในงูเหลือมยักษ์พลันเป็นสีแดงฉานฉายความ กระหายโลภมาก
“อินย่าหนัน! ดูแลสัตว์เลี้ยงของเจ้าให้ดี!” เฉียวอวิ๋นซีพลันตวาดขึ้น เสียงดัง
อินย่าหนันที่ห่างออกไปไกล ทิ้งงูเหลือมยักษ์เอาไว้ให้มันหาอาหารกิน ตามใจชอบ พอได้ยินเสียงตะโกนของนางก็อึ้งไปครู่เหมือนไม่รู้ว่าเกิด อะไรขึ้น
“อู้!”
หมอกควันสีขาวโพลนที่ปะปนไปด้วยเศษซากน้ำแข็งพลันถูกพ่น ออกมาจากปากของงูเหลือมยักษ์
เฉียวอวิ๋นสีมองทิศทางที่ไอหมอกนั้นพุ่งมาหาด้วยสีหน้าตะลึงงัน “มัน พุ่งเปูามาที่เจ้า”
เปูาหมายที่งูเหลือมยักษ์โจมตีไม่ใช่นาง แต่เป็นเนี่ยเทียนที่อยู่ห่างจาก นางหลายเมตร!
——
* ตอนนี้ลงช้า ขอน้อมรับความผิดแต่โดยดีค่ะ T^T