ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 712 กลั่นหลอมจิงชี่พืชหญ้า
ในสายตาของเฉียวอวิ๋นซี การที่เนี่ยเทียนพูดจาวางโตกระตุ้นความ เดือดดาลของหงเสียนและย่าอินหนันจากสำนักคุมสัตว์ก็เป็นแค่การพูด เหลวไหลโดยไม่ผ่านการไตร่ตรองเท่านั้น
นับตั้งแต่ที่รู้ว่าเนี่ยเทียนมาจากดินแดนดาวตกซึ่งผู้แข็งแกร่งขอบเขต สูงสุดคือเขตวิญญาณ ส่วนลึกในใจของนางก็รู้สึกเหยียดหยามเนี่ยเทียน อยู่นิดๆ มาโดยตลอด
ขอบเขตและชาติกำเนิดของเนี่ยเทียนล้วนทำให้นางรู้สึกว่าการที่เนี่ย เทียนได้รับความโปรดปราดจากผู้อาวุโสใหญ่เยว่เหยียนสี่ล้วนเป็นเพราะ ความโชคดีของเขาล้วนๆ
นอกจากนี้คนของนางยังต้องบาดเจ็บและล้มตายกันอย่างเป็นจำนวน มากเพราะเจอกับคนของเขาสุขาวดีตอนรอเนี่ยเทียน
ด้วยเหตุผลหลากหลายประการ ทำให้นางรู้สึกว่าการที่เนี่ยเทียนทำ อวดเก่งถือเป็นเรื่องประหลาดอย่างยิ่ง
“เมื่อครู่นี้ต่อให้ไม่มีเจ้า งูเหลือมเลือดน้ำแข็งตัวนั้นก็ฆ่าข้าไม่ได้” เนี่ย เทียนแค่นเสียง ก่อนจะหรี่ตาหันกลับไปมองอินย่าหนันจากสำนักคุมสัตว์ “ก็แค่สัตว์เดรัจฉานสายเลือดระดับเจ็ดเท่านั้น หากทำให้ข้าโกรธขึ้นมา จริงๆ ก็ไม่แน่ว่าใครจะได้กินใคร!”
อยู่ห่างกันหลายสิบเมตร แต่เขาก็ยังสามารถมองเห็นความดูหมิ่นใน สายตาของอินย่าหนันจากสำนักคุมสัตว์ได้อย่างชัดเจน
“โอ้ว! แค่สัตว์เดรัจฉานสายเลือดระดับเจ็ด?” เฉียวอวิ๋นซีอุทานเสียง แปร่งหู ก่อนจะหันกลับมาถลึงตาใส่เขาอย่างอารมณ์ไม่ดี “เจ้ารู้ไหมว่า สัตว์เดรัจฉานสายเลือดระดับเจ็ดหมายความถึงอะไร?”
“สัตว์วิเศษระดับเจ็ดมีพลังเทียบเท่าผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณของเผ่า มนุษย์เรา! งูเหลือมเลือดน้ำแข็งตัวนั้นยังเป็นเลือดผสมระหว่างงูเหลือม น้ำแข็งยักษ์กับงูเหลือมลายเลือดด้วย! ศักยภาพที่มันสามารถแสดง ออกมาได้ อย่างน้อยก็เทียบเท่ากับเขตวิญญาณช่วงกลาง!”
“เจ้าเอาอะไรมาคิดว่าหากโดนมันกัดแล้วเจ้าจะรอดชีวิตไปได้?”
แม้แต่เฉียวอวิ๋นซีเองก็ยังรู้ดีว่านางต้านทานได้แค่ไอน้ำแข็งที่งูเหลือม เลือดน้ำแข็งพ่นออกมาคำเดียวเท่านั้น ทว่าแค่ไอน้ำแข็งคำเดียวนั้นก็ยัง ทำให้นางต้านทานอย่างยากลำบาก
หากงูเหลือมเลือดน้ำแข็งระดับเจ็ดไม่ถูกอินย่าหนันกำราบแล้วระเบิด ความกระหายเลือดออกมา ถ้ามันกัดนางไม่ปล่อย สิ่งเดียวที่นางทำให้คง มีเพียงโดยสาร “วิหคเพลิง” ไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้เท่านั้น
คิดจะต่อสู้กับงูเหลือมเลือดน้ำแข็งระดับเจ็ด? นั่นคือความเพ้อฝันของ คนปัญญาอ่อนเท่านั้น!
สำหรับความกังขาและคำเสียดสีของนาง เนี่ยเทียนได้แค่เบ้ปาก ไม่ คิดเอ่ยโต้ตอบ
เนี่ยเทียนกล้าปะทะฝีปากกับหงเสียน กล้าพูดประโยคนั้นออกมา แน่นอนว่าเขาย่อมมีความมั่นใจ
ลำพังเพียงแค่งูเหลือมเลือดน้ำแข็งระดับเจ็ดตัวเดียว มีหรือจะสู้กับ โครงกระดูกปีศาจเลือดในแหวนเก็บของของเขาได้?
หากเขาปล่อยโครงกระดูกปีศาจเลือดออกมา เขาเชื่อว่างูเหลือมเลือด น้ำแข็งตัวนั้นก็เป็นแค่ลูกแกะที่รอถูกเชือดเท่านั้น!
ตอนอยู่ในดินแดนดาวตก โครงกระดูกปีศาจเลือดได้ชุบหลอมเลือด สดของชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเจ็ด พลังอำนาจจึงเพิ่มขึ้นพรวดพราด ในความรู้สึกของเนี่ยเทียน พลังการต่อสู้ของโครงกระดูกปีศาจเลือดย่อม เหนือชั้นกว่างูเหลือมเลือดน้ำแข็งอยู่หลายขั้น
ต่อให้เป็นหงเสียนจากสำนักคุมสัตว์ และยังมีเว่ยอวี้แห่งสำนักสาม กระบี่ ฉู่เสวียนจีจากตระกูลฉู่ที่ถึงแม้จะเป็นเขตวิญญาณช่วงท้าย แต่หาก ให้สู้กันตัวต่อตัวก็ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของโครงกระดูกปีศาจเลือดแน่นอน
นอกเสียจากว่าเขตวิญญาณช่วงท้ายทั้งสามคนร่วมมือกันถึงจะพอมี ความเป็นไปได้ที่จะกำราบโครงกระดูกปีศาจเลือดได้
ที่เนี่ยเทียนไม่คิดเรียกโครงกระดูกปีศาจเลือดออกมาอย่างไม่สนใจสิ่ง ใดก็เพราะพิจารณาถึงความปลอดภัยของตัวเอง
โครงกระดูกปีศาจเลือดไม่ใช่จ้าวซานหลิง โครงกระดูกปีศาจเลือดได้ แค่เอามาใช้ต่อสู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นเหมือนจ้าวซานหลิงที่สามารถอาศัยเวท ลับห้วงมิติที่ลี้ลับมาสร้างโลกลับไม่ให้จิตวิญญาณของเขาถูกโจมตี
พวกหงเสียนต่างก็มีตบะเขตวิญญาณช่วงท้าย หากคิดจะปลดปล่อย เวทลับทางจิตวิญญาณที่น่ากลัวออกมาสังหารเขาที่เป็นเจ้านายของโครง กระดูกปีศาจเลือด เขาย่อมต้องปวดหัวแน่นอน
แล้วก็เพราะกังวลในข้อนี้ เขาถึงได้ไม่เรียกโครงกระดูกปีศาจ เลือดออกมาต่อสู้กับสำนักคุมสัตว์ให้แตกหักกันไปข้าง
“ข้าเดาเอาว่าเจ้าคงแค่ปากเก่งไปอย่างนั้นเอง”
พอเห็นว่าเนี่ยเทียนไม่ได้เอ่ยคำใด เฉียวอวิ๋นซีก็แค่นเสียงเบาๆ หนึ่งที แล้วก็ไม่ได้ซักถามต่อไป เพียงขับเคลื่อนวิหคเพลิงให้ออกห่างจากคนของ สำนักคุมสัตว์ชั่วคราว
เห็นได้ชัดว่านางจดจำคำเตือนของหงเสียนได้ แล้วก็กลัวว่างูเหลือม เลือดน้ำแข็งที่เหมือนจะยังไม่ถูกกำราบอย่างเต็มที่นั้นจะบ้าคลั่งขึ้นมาอีก ครั้งแล้วกัดเนี่ยเทียนไม่ปล่อย
มีคำรับรองจากหงเสียน นางจึงขับเคลื่อนวิหคเพลิงให้ไปลงจอดบน พื้นที่แห่งหนึ่งที่มีสมุนไพรแล้วเริ่มลงมือเก็บพวกมันมา
……
หลังจากที่วิหคเพลิงจากไปไกล พวกคนของสำนักสามกระบี่และ ตระกูลฉู่ที่มารวมตัวกันเพราะความใคร่รู้ก็เริ่มกระจายตัวกันออกไปแล้ว เริ่มทำเวลาเก็บรวบรวมสมุนไพรระดับสูง
มีเพียงแค่หงเสียนกับอินย่าหนันเท่านั้นที่ยังอยู่ที่เดิม ไม่ได้รีบร้อน จากไปไหน
หงเสียนขมวดคิ้ว พูดขึ้นเบาๆ “ย่าหนัน งูเหลือมเลือดน้ำแข็งน่าจะ ถูกเจ้ากำราบอย่างแท้จริงแล้วไม่ใช่หรือ?”
“อืม” อินย่าหนันเอ่ยขึ้นเบาๆ “คนที่อยู่ข้างกายเฉียวอวิ๋นซีผู้นั้น ค่อนข้างจะผิดปกติ หงเหล่า ท่านเองก็รู้ว่าถึงแม้งูเหลือมเลือดน้ำแข็งจะ กระหายในเลือดเนื้อ ทว่าแต่ไรไหนมามันก็เลือกกินมากเป็นพิเศษ สัตว์ วิเศษประเภทเดียวกันที่ระดับต่ำกว่ามันล้วนถูกมันดูหมิ่นมาโดยตลอด ส่วนเลือดเนื้อของเผ่ามนุษย์ที่เนื่องจากไม่เปี่ยมล้นมากพอจึงยิ่งยากจะดึง ความสนใจจากมันได้”
“สายเลือดของงูเหลือมลายเลือดในตัวมันทำให้มันเกิดมาก็มี ความสามารถในการรับสัมผัสกับเลือดเนื้อที่เข้มข้นได้อย่างเฉียบไวเป็น พิเศษ”
“ทว่าท่านเคยเห็นมันกระหายในกายของเผ่ามนุษย์แบบนี้มาก่อน หรือ?”
“ข้าเชื่อว่าต่อให้เอาสัตว์วิเศษระหับห้า หรือระดับหกมาวางไว้ ตรงหน้ามัน และต่อให้ข้าออกคำสั่ง มันก็ยังไม่คิดจะแยแส”
หงเสียนแห่งสำนักคุมสัตว์คิดตามอยู่พักใหญ่ก็พยักหน้ารับ “เจ้าจงใจ กระตุ้นให้ไอ้หมอนั่นโกรธแล้วขอซื้อตัวเขามาจากเฉียวอวิ๋นซีก็เพราะ ต้องการหยั่งเชิงเขาสินะ?”
“อืม ในเมื่อคนผู้นี้ไม่ใช่คนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ทว่ากลับถูก เฉียวอวิ๋นซีพาโดยสารวิหคเพลิงมาด้วยกันย่อมต้องมีความพิเศษแน่นอน” อินย่าหนันคลี่ยิ้ม “แต่ไรไหนมานังหนูเฉียวก็เป็นคนหัวสูงอยู่แล้ว ขนาด พวกลูกศิษย์ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์นางก็ยังไม่อนุญาตให้โดยสารวิหคเพลิง เว้นเสียแต่ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายเท่านั้น แต่นี่นางกลับ
พาคนนอกมาด้วย แถมไม่มีคนสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ติดตามมา แค่นี้ก็ทำให้ ข้ารู้สึกว่าผิดปกติแล้ว”
“แต่คนเมื่อครู่นี้กลับถามราคาของเจ้าจากข้า…” หงเสียนขมวดคิ้ว
“เวลาที่คนผู้นั้นพูด ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจและความ เผด็จการ ข้าไม่คิดว่านั่นคือการแข็งนอกอ่อนใน” อินย่าหนันพูดขึ้นสีหน้า เคร่งเครียด “เขาต้องมีความมั่นใจบางอย่างแน่นอน! ข้ามีความรู้สึกว่าใน มือเขาต้องมีพละกำลังมากพอจะทำให้งูเหลือมเลือดน้ำแข็งบาดเจ็บสาหัส ได้! และก็เพราะเหตุนี้ ข้าถึงได้พยายามปลอบใจงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง หลีกเลี่ยงไม่ให้มันต้องเสียเปรียบครั้งใหญ่”
“ว่าไงนะ? เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าเขามีความสามารถในการทำร้ายให้งู เหลือมเลือดน้ำแข็งบาดเจ็บ?” หงเสียนตกใจอย่างหนัก
อินย่าหนันพยักหน้ารับแรงๆ “ข้ามีความรู้สึกเช่นนี้จริงๆ!”
หงเสียนมองนางด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนจะพยักหน้า “เข้าใจแล้ว ข้า จะระวังเจ้าเด็กนั่นให้มาก”
เขารู้ดีว่าที่อินย่าหนันถูกสำนักคุมสัตว์มองเป็นผู้มากพรสวรรค์ซึ่งพัน ปียากจะพบพานย่อมต้องมีความพิเศษในตัวเอง แล้วเขาก็เชื่อในลาง สังหรณ์และการวิเคราะห์ของนาง!
……
เฉียวอวิ๋นซีจงใจอยู่ให้ห่างพื้นที่การเคลื่อนไหวของสำนักคุมสัตว์ จุดที่ วิหคเพลิงจอดอยู่ก็เป็นริมสุดของทะเลสาบที่แปลกประหลาด
ขณะที่นางกำลังเก็บสมุนไพร เนี่ยเทียนเองก็ลงจากวิหคเพลิงแล้วเดิน เตร่ไปรอบๆ อย่างเบื่อหน่าย เขารับสัมผัสไปกับความเข้มข้นของจิงชี่พืช หญ้าที่อยู่รอบด้าน แล้วทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็พลันเกิดขึ้น
“เจ้าทำธุระไปก่อน ข้าจะไปหาที่ฝึกตน เจ้าไม่จำเป็นต้องสนใจข้า”
พอทิ้งประโยคนี้ไว้ เขาก็เป็นฝ่ายทิ้งระยะห่างกับเฉียวอวิ๋นซีโดยเดิน มาหยุดอยู่ตรงพื้นที่รกร้างซึ่งไม่มีดอกไม้ประหลาด มีเพียงพืชหญ้าสีเขียว เท่านั้น
กิ่งไม้เจ็ดสิบสองกิ่งถูกเขาหยิบออกมาแล้วจัดวางตามวิธีการของค่าย กลกำเนิดไม้โบราณ
เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ที่เขาฝึกฝนมีทั้งหมดห้าระดับ แบ่งออกเป็น กระดูกผลึกใส อวัยวะซ่อนแฝง เอ็นทนทาน เนื้อหล่อหลอม เลือดแข็ง ตอนนี้เขาฝึกได้แค่ถึงขั้นอวัยวะซ่อนแฝงเท่านั้น
การฝึกเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ไม่เพียงแต่ต้องอาศัยปราณเลือดเนื้อที่ เปี่ยมล้น ยังจำเป็นต้องใช้จิงชี่พืชหญ้าจำนวนมากด้วย
และค่ายกลกำเนิดไม้โบราณก็สามารถดึงดูดจิงชี่พืชหญ้าที่อยู่รอบ ด้านเพื่อมาร่วมประสานงานกับการฝึกเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่ และ ประสิทธิผลก็จะเพิ่มสูงกว่าเดิมอย่างน่าอัศจรรย์
หากค่ายกลกำเนิดไม้โบราณก่อตัวสำเร็จเมื่อไหร่ก็จะมีม่านแสงสีเขียว ชั้นหนึ่งขึ้นปกคลุม ตัดขาดการสำรวจทางจิตวิญญาณรวมไปถึงการโจมตี จากโลกภายนอก
เขาคิดว่าอยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรทำ อีกทั้งที่แห่งนี้ยังมีจิงชี่พืชหญ้าที่เปี่ยม ล้น จึงคิดจะชุบหลอมร่างกายตัวเองอีกครั้ง
เขานึกว่าขอแค่อยู่ไกลจากสำนักคุมสัตว์มากพอ บวกกับที่ค่ายกล กำเนิดไม้โบราณมีความสามารถในการสกัดกั้นคาถาอาคม ผู้แข็งแกร่ง ของสามสำนักใหญ่นั่นก็ไม่น่าจะมองเส้นสนกลในอะไรออก
จิงชี่พืชหญ้าเป็นเส้นๆ พลันตรงเข้ามารวมตัวกันอย่างเงียบเชียบ หลังจากที่ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณก่อตัวได้สำเร็จ
นั่งอยู่เบื้องใต้ค่ายกล เขามองม่านแสงสีเขียวที่ปกคลุมเหนือศีรษะ มองลายเส้นต้นไม้มากมายแน่นขนัดแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง รับ สัมผัสได้ถึงจิงชี่พืชหญ้าที่บริสุทธิ์อย่างถึงที่สุดได้ทันที
เขาจึงรีบสงบจิตใจ ไม่สนใจการเปลี่ยนแปลงของโลกภายนอกอีก เพียงอาศัยวิธีการที่เป็นเอกลักษณ์มาเริ่มฝึกขั้นที่สามอย่างเอ็นทนทาน
ไม่นานเขาก็หลงลืมตนเองไปอย่างสิ้นเชิง
พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วหนึ่งเค่อ
เฉียวอวิ๋นซีที่อยู่ใกล้เขามากที่สุดรับสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลง บางอย่างของปราณวิญญาณฟ้าดินได้ก่อนผู้ใด นางจึงปลดปล่อยกระแส จิตวิญญาณออกมารับสัมผัส แล้วก็มองเห็นได้รำไรว่ามีไอหมอกสีเขียว อ่อนจางเป็นกลุ่มๆ บินออกมาจากต้นไม้สีเขียวและดอกไม้ประหลาดสี่ ด้านแปดทิศ ก่อนจะไปรวมตัวกันตรงจุดที่เนี่ยเทียนอยู่อย่างเงียบเชียบ
และขณะที่นางเก็บเอาสมุนไพรวิเศษระดับสูงที่ตัวเองถูกใจก็ค้นพบว่า ฤทธิ์ยาที่อยู่ในสมุนไพรนั้นลดน้อยลงไปหลายส่วน
“ปราณพืชหญ้าที่ปะปนอยู่ในปราณวิญญาณฟ้าดินเกิดการ เปลี่ยนแปลง” ทางฝ่ายของตระกูลฉู่ ฉู่เสวียนจีหรี่ตาลง รับสัมผัสอยู่ชั่ว ครู่ก็กล่าวว่า “จิงชี่พืชหญ้าที่อยู่ในดอกไม้ประหลาดใกล้กับทะเลสาบก็ถูก ดึงดูดให้ไหลหายไปอย่างเงียบเชียบ หากเป็นอย่างนี้ต่อไป ระดับของ สมุนไพรที่เราเก็บไปอาจลดต่ำลงกว่าเดิม”
พวกเขามองไปตามทิศทางที่ปราณพืชหญ้าไหลหายไป แล้วก็มองเห็น ว่านั่นคือตำแหน่งที่เฉียวอวิ๋นซีและเนี่ยเทียนจากไปก่อนหน้านี้ “พวกเรา ไปดูกัน”
ผู้ที่มองออกถึงการเปลี่ยนแปลงยังมีพวกหงเสียนและเว่ยอวี้ด้วย
ผู้แข็งแกร่งของสามสำนักใหญ่เกิดความสงสัยในหัวใจจึงไล่ตาม กระแสการไหลของจิงชี่พืชหญ้า มุ่งหน้าไปยังจุดที่เฉียวอวิ๋นซีและเนี่ย เทียนอยู่
——