ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 715 ผลึกจิตวิญญาณใต้ทะเลสาบ
พอโครงกระดูกปีศาจเลือดเรือนกายใหญ่โตถูกเนี่ยเทียนเรียกออกมา ก็สร้างความสะเทือนขวัญให้กับพวกหงเสียนจากสำนักคุมสัตว์ได้ทันที
ความพิเศษของค่ายกลกำเนิดไม้โบราณนั้น เนี่ยเทียนศึกษาจนทะลุ ปรุโปร่งมานานแล้ว เมื่อเขาใช้เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่มาชุบหลอมเรือนกาย อยู่ในค่ายกลกำเนิดไม้โบราณครั้งแล้วครั้งเล่า บวกกับที่ตัวเองมีธาตุพืช หญ้าอยู่ในร่าง ความพิเศษของเรือนกายนี้จึงทำให้ค่ายกลไม่มีขีดจำกัดต่อ ตัวเขา
—เขาสามารถเดินเข้าออกค่ายกลได้ตามใจชอบ
ทว่านอกจากตัวเขาเองแล้ว สิ่งมีชีวิตอื่นๆ ได้แค่เดินออกไปจากใน ค่ายกลกำเนิดไม้โบราณเท่านั้น ไม่สามารถเข้ามาข้างในได้
โครงกระดูกปีศาจเลือดถูกเขาปล่อยมาไว้ในค่ายกล แต่พอได้รับคำสั่ง จากเขา มันแค่ก้าวสามก้าวก็ออกไปจากค่ายกลได้ทันที
เมื่อโครงกระดูกปีศาจเลือดที่มีร่างสูงสามสิบกว่าเมตรเดินออกมาจาก ค่ายกลมายืนอยู่ต่อหน้าหงเสียน แม้แต่หงเสียนเองก็ยังหน้าเปลี่ยนสีด้วย ความหวาดกลัว
คลื่นเลือดเนื้อที่แผ่ออกมาจากร่างของโครงกระดูกปีศาจเลือดแฝงเร้น ไว้ด้วยปราณแห่งความตายที่ทำให้สรรพสิ่งมอดม้วย เผ่าโครงกระดูก ระดับสูงนี้ เกิดมาก็มีความลี้ลับอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว
เมื่ออยู่ต่อหน้าโครงกระดูกปีศาจเลือด ไม่ว่าจะเป็นหงเสียนหรือว่างู เหลือมเลือดน้ำแข็งตัวนั้นก็ล้วนตัวเล็กกระจ้อยร่อย
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่ถูกสายเลือดของเนี่ยเทียนดึงดูดจนมองเนี่ย เทียนเป็นยาบำรุงเม็ดใหญ่ชูคอขึ้นสูง พอได้กลิ่นที่แผ่ออกมาจากร่างของ โครงกระดูกปีศาจเลือด ดวงตาเย็นชาน่าสะพรึงกลัวของมันก็เผยความ หวาดกลัวออกมา
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งมีความสามารถในการรับสัมผัสถึงปราณสิ่งมีชีวิต ที่เฉียบไวเป็นพิเศษ มันจึงวิเคราะห์ได้ทันทีว่าโครงกระดูกปีศาจเลือดที่อยู่ เบื้องหน้านี้แข็งแกร่งกว่ามันหลายเท่า!
“นี่ นี่คือเผ่าโครงกระดูก!” อินย่าหนันร้องอุทานด้วยความตะลึง
“นี่คือเผ่าโครงกระดูกที่ถูกนำมาชุบหลอมเป็นหุ่นเชิดเลือด!” หงเสียน แค่มองปราดเดียวก็รู้ถึงความลี้ลับ จำต้องก้าวถอยไปหนึ่งก้าวอย่างห้าม ไม่ได้ ทั้งยังทำมือบอกเป็นนัยให้กับคนของสำนักคุมสัตว์ไม่ให้บุ่มบ่าม
อันที่จริงไม่จำเป็นต้องให้เขาเตือน คนของสำนักคุมสัตว์ซึ่งรวมอิน ย่าหนันด้วยต่างก็เงียบเสียงนิ่งสงบกันไปในบัดดล
“เนี่ยเทียน! หุ่นเชิดเลือดเผ่าโครงกระดูกตนนี้เป็นของเจ้างั้นรึ?” เฉียวอวิ๋นซีก็พลันตัวสั่นสะท้าน
มาจนถึงบัดนี้นางเพิ่งเข้าใจว่าแท้จริงแล้วที่เนี่ยเทียนกล้าปะทะฝีปาก กับหงเสียนอย่างบ้าระห่ำก่อนหน้านี้ไม่ใช่เพราะเขาแค่ปากเก่งอย่างเดียว เท่านั้น
พลังในการต่อสู้ของโครงกระดูกปีศาจเลือดที่อยู่ตรงหน้านี้ย่อม เหนือกว่างูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่อินย่าหนันเลี้ยงไว้ ก็ไม่แปลกที่เนี่ยเทียน กล้าพูดว่าหากงูเหลือมเลือดน้ำแข็งมีท่าทีผิดปกติอีกครั้ง เขาจะไม่เกรงใจ
เนี่ยเทียนมีคุณสมบัติในการสั่งสอนและโจมตีให้งูเหลือมเลือดน้ำแข็ง บาดเจ็บหนักได้อย่างแท้จริง!
“หากสำนักคุมสัตว์ของพวกเจ้ากล้าลงมือ ก็อย่าโทษว่าข้าไม่เกรงใจ” เนี่ยเทียนสีหน้าปั้นปึ่ง ตัวเขายืนอยู่ในค่ายกลกำเนิดไม้โบราณ แต่ดวงตา ยังถลึงมองหงเสียนไม่วางตา
ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกหงเสียนมาถึงแล้วกระแสจิตวิญญาณของพวก เขามิอาจแทรกซึมเข้ามาในค่ายกลกำเนิดไม้โบราณได้ ก็ทำให้เขาเกิด ความมั่นใจมากพอแล้ว
เขาเชื่อว่าขอแค่ตนอยู่ในค่ายกล ไม่ฝ่าออกไป การโจมตีทางจิต วิญญาณของหงเสียนย่อมถูกสกัดขวางให้อยู่ข้างนอกม่านแสงสีเขียว
และเขาก็สามารถบงการโครงกระดูกปีศาจเลือดให้โจมตีคนของสำนัก คุมสัตว์ได้ตามใจชอบ
คลื่นทางจิตวิญญาณที่แปลกประหลาดซึ่งกระเพื่อมอยู่ในทะเลสาบ ยังคงดำเนินต่อไป หงเสียนยังจำเป็นต้องแบ่งพลังจิตวิญญาณส่วนหนึ่งมา ปกป้องลูกศิษย์ของสำนักคุมสัตว์ที่ถูกเขาพามา
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ หงเสียนย่อมไม่มีทางลงมือได้เต็มกำลัง
หากหงเสียนกล้าลงมือ ก็ยากจะรับรองความปลอดภัยของลูกศิษย์ เหล่านั้นของสำนักคุมสัตว์ได้
“เอ่อ…” หงเสียนมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอย่างเห็นได้ชัด
เขาเดาได้ว่าเนี่ยเทียนต้องมีที่พึ่งบางอย่าง แต่กลับคาดไม่ถึงว่าที่พึ่ง ของเนี่ยเทียนจะน่าตะลึงขนาดนี้!
โครงกระดูกปีศาจเลือดทำให้เขาสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามที่รุนแรง ขนาดเขาเองก็ยังไม่มีความมั่นใจว่าจะต่อสู้กับโครงกระดูกปีศาจเลือดตัว ต่อตัวได้ ต่อให้บวกกับงูเหลือมเลือดน้ำแข็งระดับเจ็ดเข้าไปด้วยก็ยังยาก จะคาดการณ์ได้ว่าใครจะแพ้ใครจะชนะ
และเวลานี้ อันที่จริงเขาก็ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเปิดฉากสังหาร กับเนี่ยเทียน
“ช่างเถอะ ในเมื่อเจ้าไม่ยอมช่วย พวกเราไปที่อื่นก็ได้” ในช่วงเวลา สำคัญ กลับเป็นอินย่าหนันที่ยอมอ่อนข้อให้ก่อน “หงเหล่า จะมัวล่าช้า ไม่ได้ เจ้าปกป้องพวกเขาไปยังตำแหน่งที่ปลอดภัยก่อน พวกเราไม่ควร เปิดฉากการต่อสู้กับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ที่นี่ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเอาชนะ คัดคานกับพวกเขา”
“ถูกต้อง” หงเสียนหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะใช้กระแสจิตวิญญาณของ ตัวเองห่อหุ้มเรือนกายของลูกศิษย์สำนักคุมสัตว์ที่อ่อนแอถอยหนีไปโดยที่ ยังไม่ได้ต่อสู้
ส่วนอินย่าหนันกลับไม่ได้รีบร้อนจากไปไหน นางเงยหน้ามองโครง กระดูกปีศาจเลือดด้วยสายตาลึกล้ำอยู่หลายทีถึงพูดว่า “ตอนนี้ทุกคน
ต่างเผชิญกับปัญหา หวังว่าจะร่วมแรงร่วมใจกัน ไม่ใช่ขัดแข้งขัดขา กันเอง”
“หากเจ้าเป็นอย่างนี้ตั้งแต่แรก ปัญหาระหว่างพวกเราก็คงไม่ลุกลาม จนถึงขั้นนี้” เนี่ยเทียนกล่าวเสียงเย็น
“อันที่จริงข้า…ข้าก็แค่อยากลองหยั่งเชิงเจ้าดูเท่านั้น” อินย่าหนันส่าย หน้า ไม่ได้อธิบายอย่างละเอียดก็ขี่งูเหลือมเลือดน้ำแข็งจากไป
“เนี่ยเทียน! พลังการต่อสู้ของหุ่นเชิดเลือดของเจ้าอยู่ในระดับไหนรึ?” เฉียวอวิ๋นซีเองก็เอ่ยถามด้วยความสนใจ
“เขตวิญญาณช่วงท้าย” เนี่ยเทียนตอบ
“เจ้าคนชั่วช้า!” เฉียวอวิ๋นซีพลันเดือดดาล “ตอนนั้นที่พวกเราอยู่บน หินอุกกาบาตที่มียันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์แล้วเจอกับนังแพศยาของเขาสุขาวดี เหตุใดเจ้าไม่เรียกมันออกมา หากตอนนั้นเจ้าเอามันออกมา พวกเราก็ไม่ ต้องหนีหัวซุกหัวซุน แถมยังได้ฆ่าคนของเขาสุขาวดีด้วย!”
เนี่ยเทียนเหล่ตามองนาง ก่อนจะพูดอย่างไม่อนาทรร้อนใจ “เจ้าไม่ได้ บอกข้าสักหน่อยว่าคนที่ไล่ตามเจ้ามีขอบเขตอยู่ขั้นไหน ข้าจะไปรู้ได้ อย่างไรว่าพวกคนของเขาสุขาวดีที่ซุ่มโจมตีวิหคเพลิงของเจ้ามีผู้แข็งแกร่ง ระดับใดซ่อนตัวอยู่บ้าง?”
เฉียวอวิ๋นซีเถียงไม่ออก
อันที่จริงแล้ว ก่อนหน้าที่เนี่ยเทียนยังไม่ได้เอ่ยเตือนนาง นางมีอคติ กับอีกฝ่ายอย่างมาก
และนางเองก็ไม่ได้บอกกับเนี่ยเทียนจริงๆ ว่ากลุ่มของมู่ปี้ฉงจากเขา สุขาวดีมีผู้แข็งแกร่งมาด้วยมากน้อยเท่าไหร่
หลังจากที่เนี่ยเทียนช่วยให้นางพ้นภัยมาได้หนึ่งครั้ง นางถึงได้เริ่มเปิด ใจให้กับเนี่ยเทียน แต่ก็ยังไม่เต็มที่มากนัก
นางคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจว่าในเมื่อเนี่ยเทียนไม่รู้ศักยภาพที่แน่ชัดของ เขาสุขาวดี ไม่กล้ากระทำการบุ่มบ่าม นางจะโทษเนี่ยเทียนก็ไม่ถูก
“ทางนั้น!”
หลังจากที่คนของสำนักคุมสัตว์จากไป คนของสำนักสามกระบี่และ ตระกูลฉู่ก็ผ่านมาทางนี้
พอคนของสำนักสามกระบี่และตระกูลฉู่ผ่านมาแล้วเห็นโครงกระดูก ปีศาจเลือด พวกเขาก็มีท่าทีหวาดผวายิ่งกว่าคนของสำนักคุมสัตว์เสียอีก
หลังจากนั้นพวกเขาจึงสังเกตเห็นเนี่ยเทียนและเฉียวอวิ๋นซีสองคนที่ ซ่อนตัวอยู่ในค่ายกลโดยไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
“นังหนูเฉียว ช่วยเปิดค่ายกลนี้ให้พวกเราเข้าไปหลบภัยสักพักได้ หรือไม่?” ฉู่เสวียนจีจากตระกูลฉีเอ่ยขอร้องอย่างประดักประเดิด
เฉียวอวิ๋นซีใช้สายตาสอบถามเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็พยักหน้ากล่าวว่า “ตกลง”
คนที่ทำกิริยาไม่ดีต่อเขามีเพียงแค่หงเสียนและอินย่าหนันจากสำนัก คุมสัตว์เท่านั้น สำนักสามกระบี่และตระกูลฉู่ไม่เคยล่วงเกินเขามาก่อน
และในเมื่อเขาผิดใจกับสำนักคุมสัตว์ไปแล้ว หากยังล่วงเกินสำนักสาม กระบี่และตระกูลฉู่อีก ต่อให้เขาจะมีโครงกระดูกปีศาจเลือดให้พึ่งพาก็ยัง ต้องเจอกับปัญหาอีกมากอยู่ดี
ดังนั้นเขาจึงเอ่ยอนุญาต
คนของสำนักสามกระบี่และตระกูลฉู่เห็นว่าเขาพยักหน้ายินยอมก็ปิติ ยินดีอย่างยิ่งยวด
“เร็วๆ! มาทางนี้! มารวมตัวกันทางนี้! ค่ายกลนั่นอย่างน้อยก็บรรจุคน ได้ร้อยคน!”
“รีบเอาเขตต้นสวรรค์ เขตสามัญมาอยู่ในค่ายกลนี้! เขตลี้ลับและเขต วิญญาณยังพอประคับประคองตัวให้ออกห่างจากทะเลสาบนั่นได้ด้วย ตัวเอง”
คนของสำนักสามกระบี่และตระกูลฉู่รีบจัดการพาคนที่มีขอบเขตต่ำ เข้ามาข้างใน
ส่วนเนี่ยเทียนที่พอเห็นว่าคนพวกนั้นทยอยกันมาถึงก็ดึงไม้ท่อนหนึ่ง ออก พอพวกขอบเขตต่ำต้อยของสำนักสามกระบี่และตระกูลฉู่เข้ามา หมดแล้ว เขาจึงเอาท่อนไม้นั้นปักลงไปที่เดิมอีกครั้ง
ส่วนตัวเขาที่พอจัดการให้ผู้ฝึกลมปราณของสำนักสามกระบี่และ ตระกูลฉู่เข้าไปข้างในเรียบร้อยแล้วก็ไม่ได้เข้าไปในค่ายกลนี้
“เจ้าอยู่ที่นี่ ไม่ต้องออกมา ค่ายกลนี้คนข้างในออกมาได้ แต่หากออก มาแล้วจะเข้าไปไม่ได้อีก” เนี่ยเทียนเอ่ยกำชับเฉียวอวิ๋นซีหนึ่งประโยค
แล้วก็พลันทะยานตัวขึ้นไปบนร่างของโครงกระดูกปีศาจเลือด ก่อนจะนั่ง แปะลงไปบนไหล่ที่กว้างใหญ่ของมันแล้วออกคำสั่ง
“เจ้าจะไปไหน?” เฉียวอวิ๋นซีตะโกนถามน้ำเสียงตกใจ
เนี่ยเทียนไม่ได้ตอบนาง เพียงสั่งให้โครงกระดูกปีศาจเลือดก้าวยาวๆ ไปยังทะเลสาบ
ขณะที่ทุกคนเร่งร้อนออกห่างจากทะเลสาบ เนี่ยเทียนกลับเดินสวน ทางกับพวกเขา สั่งความให้โครงกระดูกปีศาจเลือดไปยังสถานที่ที่ อันตรายที่สุด
ระหว่างทางเขามองเห็นผู้ฝึกลมปราณที่อ่อนแอของสำนักสามกระบี่ สำนักคุมสัตว์และตระกูลฉู่ที่ตายเกลื่อนกลาดเพราะเสียจิตวิญญาณไป
ซากวิญญาณที่บินออกมาจากในไข่มุกวิญญาณมืดก็หายไปอย่างไร้ ร่องรอย ไม่รู้ว่าถูกพวกหงเสียนฆ่าไปแล้วหรือบุกเข้าไปในทะเลสาบ
ยิ่งเข้าใกล้ทะเลสาบ วิญญาณที่แท้จริงของเขาก็ยิ่งได้รับแรงกดดัน มากขึ้นเท่านั้น หากไม่เพราะมีสะเก็ดดาวเก้าดวงจากพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวที่เปี่ยมล้นไปด้วยความมหัศจรรย์ เขาเองก็คงต้านทานไม่ไหว
ไม่นานเขาก็มาถึงทะเลสาบผืนนั้น
เมื่อมองอย่างละเอียด เขาก็เห็นว่าก้นของทะเลสาบสีเขียวมรกต เหมือนจะมีผลึกใสสีดำราวน้ำหมึกอยู่หลายก้อน
ผลึกใสเหล่านั้นมีขนาดเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน พวกมันจมลึกอยู่ตรงก้น ทะเลสาบ ส่องประกายสีดำ
เขามองด้วยความแปลกใจ
“ขอบคุณเจ้ามากที่ให้ความช่วยเหลือ” ฉู่เสวียนจีจากตระกูลฉู่บิน มาถึงแล้วลอยตัวอยู่กลางอากาศ “ผลึกใสสีดำตรงก้นทะเลสาบคือผลึก จิตวิญญาณที่หาได้ยากยิ่ง ผลึกจิตวิญญาณไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เกิดจากฝีมือของคนสร้าง การก่อตัวของผลึกจิตวิญญาณต้องอาศัยการ รวบรวมพลังจิตวิญญาณจำนวนมาก สถานที่แห่งนี้…มีผลึกจิตวิญญาณอยู่ ไม่น้อย ก็ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือของใคร”
ตอนที่พูดถึงผลึกจิตวิญญาณ ดวงตาทั้งคู่ของเขาก็เป็นประกายคล้าย ว่าผลึกพิเศษซึ่งหาได้ยากยิ่งนี้สร้างความดึงดูดที่รุนแรงให้แก่เขา
“ผลึกจิตวิญญาณ?” เนี่ยเทียนตะลึงงัน
“อืม ผลึกจิตวิญญาณเอามาใช้ฝึกจิตวิญญาณ ก็เหมือนกับหินวิเศษ หยกวิเศษที่สามารถดูดซับพลังวิญญาณได้ ซึ่งสามารถเอาผลึกจิต วิญญาณนี้มาชุบหลอมวิญญาณที่แท้จริง ความมหัศจรรย์ไร้ที่สิ้นสุด” ฉู่ เสวียนจีอธิบาย
“แล้วทำไมท่านถึงไม่เก็บมันไปล่ะ?” เนี่ยเทียนถามด้วยความแปลก ใจ
ฉู่เสวียนจียิ้มเจื่อน “ข้าเองก็อยากเก็บ เพียงแต่ ข้าไม่รู้วิธีเก็บมัน”
——