ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 716 ทดลองทุกวิถีทาง
ขณะที่เนี่ยเทียนกับฉู่เสวียนจีกำลังพูดคุยกัน หงเสียนและเว่ยอวี้สอง คนก็ทยอยกันมาถึง
“ผลึกจิตวิญญาณใต้ทะเลสาบ!”
ดวงตาที่เปล่งประกายแห่งความโลภของเว่ยอวี้จ้องนิ่งไปยังก้น ทะเลสาบซึ่งมีผลึกใสสีดำอยู่หลายก้อน
ฉู่เสวียนจีไม่ได้เอาความสนใจไปไว้ที่ผลึกจิตวิญญาณใต้ทะเลสาบมาก นัก แต่กลับเหลือบมองเนี่ยเทียนด้วยความสนใจและแอบแปลกใจอยู่กับ ตัวเอง
“เจ้ายืนอยู่ตรงนี้ได้ ทำให้ข้าแปลกใจอย่างมาก” ฉู่เสวียนจีเอ่ยขึ้น เบาๆ
พอจบคำพูดของเขาหงเสียนและเว่ยอวี้สองคนก็ขมวดคิ้วน้อยๆ สายตาฉายแววครุ่นคิด
คลื่นจิตวิญญาณที่ส่งมาจากทะเลสาบสีเขียวไม่เคยจางหาย แม้แต่ พวกเขาที่มีเขตวิญญาณช่วงท้ายก็ยังต้องระงับการเปลี่ยนแปลง คอยกัก วิญญาณที่แท้จริงเอาไว้หลีกเลี่ยงไม่ให้ได้รับผลกระทบจากคลื่น เคลื่อนไหวใต้ก้นทะเลสาบอยู่ตลอดเวลา
เมล็ดพันธ์อันเป็นที่น่าภาคภูมิใจของพวกเขาทั้งสามฝ่ายอย่างอิน ย่าหนัน ฉู่โป๋เหวิน สิ่งเป่ยเฉิน มีใครบ้างที่ขอบเขตไม่สูงเท่าเนี่ยเทียน?
ทว่าสามคนนั้นล้วนไม่มีความสามารถที่จะกล้าเข้ามาใกล้ทะเลสาบ!
อีกทั้งเนี่ยเทียนยังเป็นแค่เขตสามัญช่วงต้น ทว่ากลับควบคุมความ ผิดปกติของวิญญาณที่แท้จริงไว้ได้ แล้วมีหรือจะไม่ทำให้พวกเขาตะลึง?
เมื่อเห็นว่าตัวเองกลายมาเป็นจุดสนใจ เนี่ยเทียนก็เริ่มกระวนกระวาย บ้างแล้ว เขาสังเกตเห็นว่าเมื่อสามคนมองมายังเขาก็ราวกับต้องการมอง ให้ทะลุไปถึงมหาสมุทรจิตวิญญาณของเขา
ทว่ากระแสจิตวิญญาณของคนทั้งสามเพิ่งจะออกมาจากมหาสมุทรจิต วิญญาณก็พลันได้รับผลกระทบจากทะเลสาบนั้นจนยากจะสำรวจลึกไป กว่านั้นได้อีก
ส่วนตัวเนี่ยเทียนที่ปลดปล่อยกระแสจิตวิญญาณออกไปก็สัมผัสได้ถึง ความผิดปกติเช่นกัน
แค่กระแสจิตวิญญาณของเขาออกมาจากมหาสมุทรจิตวิญญาณก็จะ ถูกคลื่นจิตวิญญาณในทะเลสาบดึงดูดทันที และพลังจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ เป็นกลุ่มๆ ก็พลันจมลึกลงไปยังใต้ทะเลสาบ
ความสัมพันธ์ระหว่างเขาและพลังจิตวิญญาณเหล่านั้นถูกตัดขาดไป ในเสี้ยววินาที มิอาจรับสัมผัสได้ถึงอะไรอีก
เขาจึงเข้าใจทันทีว่าทำไมฉู่เสวียนจีจึงบอกว่ายังหาวิธีเก็บผลึกจิต วิญญาณพวกนั้นไม่ได้ชั่วคราว
ทะเลสาบสีเขียวราวมรกตเหมือนหินแม่เหล็กขนาดใหญ่ยักษ์ที่กำลัง ดูดซับเอาพลังจิตวิญญาณตลอดเวลา กระแสจิตวิญญาณของทุกคนจึง ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง
หากกระแสจิตวิญญาณกล้าออกมาจากมหาสมุทรจิตวิญญาณก็จะถูก กระชากรั้งให้ผสานรวมเข้าไปในทะเลสาบทันที
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ คิดจะเกือบเอาผลึกจิตวิญญาณใต้ทะเลสาบ มาเรียกได้ว่าเป็นความเพ้อฝันของคนปัญญาอ่อนอย่างแท้จริง
“สถานที่แห่งนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับอสูรกาย” เนี่ยเทียนกล่าวขึ้น กะทันหัน
“เผ่าอสูรกาย?” ฉู่เสวียนจีแสดงสีหน้าตกใจ ใคร่ครวญอยู่ครู่ก็พยัก หน้ารับเบาๆ “ถูกต้อง มีความเป็นไปได้มากว่าจะเป็นฝีมือของอสูรกาย!”
“ผลึกจิตวิญญาณไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ จำเป็นต้องอาศัยจิต วิญญาณจำนวนมากถึงจะเกิดขึ้นมาได้!”
“มีเพียงรวบรวมจิตวิญญาณของสรรพชีวิตให้มากพอ ชำระล้าง สิ่งเจือปนออก ผ่านการกลั่นหลอมครั้งแล้วครั้งเล่าแล้วรวบรวมขึ้นมาเป็น พลังจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์มากที่สุดถึงจะสร้างผลึกจิตวิญญาณได้สำเร็จ! และเผ่าอสูรกายก็เป็นชนเผ่าที่มีความสามารถในการค้นหาจิตวิญญาณ เหนือกว่าทุกชนเผ่า พวกเขามีความสามารถที่จะสร้างค่ายกลที่ชั่วร้าย เพื่อดูดดึงเอาจิตวิญญาณมาชุบหลอม ก่อนสร้างเป็นผลึกจิตวิญญาณ”
เว่ยอวี้เอ่ยขึ้นด้วยเสียงหนักๆ “ผลึกจิตวิญญาณล้ำค่าอย่างยิ่ง ยิ่ง สำหรับเผ่าอสูรกายก็ยิ่งเป็นเช่นนี้ เวทลับทางจิตวิญญาณส่วนใหญ่ของ
พวกเขาล้วนเกี่ยวข้องกับความลี้ลับทางสายเลือดและจิตวิญญาณ หากได้ ครอบครองผลึกจิตวิญญาณจำนวนมากจะช่วยให้สายเลือดของเผ่าอสูร กายฝ่าทะลุขั้นได้เร็วขึ้น ช่วยเพิ่มพลานุภาพของเวทลับทางจิตวิญญาณให้ แข็งแกร่งมากขึ้น หากพวกเขาจะสร้างผลึกจิตวิญญาณขึ้นมา ข้าก็ไม่ แปลกใจแม้แต่น้อย”
“ทว่าเหตุใดที่นี่ถึงมีค่ายกลชั่วร้ายที่เผ่าอสูรกายทิ้งเอาไว้ ทำไมถึงมี ทะเลสาบนี้อยู่?” หงเสียนกล่าวอย่างแปลกใจ
ดูเหมือนว่าทั้งสามสำนักจะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุเกี่ยวกับพื้นที่ที่ถูก ปิดผนึกมานับหมื่นปีนี้เท่าใดนัก ไม่เข้าใจว่าที่นี่เคยเกิดอะไรขึ้นมาก่อน แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมผ่านกาลเวลามานานหลายปี ค่ายกลของอสูรกายถึงได้ ยังคงอยู่ที่นี่
พวกเขายิ่งไม่รู้ว่า ค่ายกลอสูรนี้…ดูดดึงจิตวิญญาณของสิ่งมีชีวิตมา จากที่ไหนถึงได้สร้างผลึกจิตวิญญาณขึ้นมาได้
“จะเอาแต่ยืนดูอย่างเดียวโดยที่ไม่ทดลองทำอะไรคงไม่ได้กระมัง” ผ่านไปพักหนึ่ง เว่ยอวี้ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาจึงใช้กระบี่สีทองเล่มนั้น ฟาดฟันลงไปบนหินอุกกาบาตที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าจนได้ก้อนหินขนาดใหญ่ยักษ์ มาก้อนหนึ่ง แล้วจึงโยนก้อนลงไปยังทะเลสาบ
“ตูม!”
หินอุกกาบาตกระแทกกับผิวน้ำทะเลสาบจนลูกน้ำสีเขียวแตก กระจาย
ทว่าตอนที่หินอุกกาบาตก้อนนั้นจมดิ่งลงใต้ก้นทะเลสาบ พลังในการ ลอยตัวของมันกลับยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
หินอุกกาบาตก้อนนั้นจมไปได้แค่ไม่กี่เมตรก็ลอยขึ้นมาบนผิวน้ำราว กับขนนกชิ้นหนึ่ง ไม่จมลึกลงไปอีก
“พลังการลอยตัวของทะเลสาบมีมากกว่าที่จินตนาการไว้ แม้แต่หิน อุกกาบาตก็ยังไม่จมลงไปด้านใต้!” เว่ยอวี้หน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ แต่ก็ยังไม่ ยอมแพ้ง่ายๆ
“อู้!”
ม่านแสงสีทองอร่ามชั้นหนึ่งพลันปกคลุมทั่วร่างของเขาเอาไว้ ผิว ภายนอกของม่านแสงมีอักขระสีทองหลายสิบตัวว่ายวนราวฝูงปลา
ในอักขระสีทองหลายสิบตัวนั้นเหมือนนาบประทับความลี้ลับของพลัง ที่แหลมคมเอาไว้
เขาที่ถูกม่านแสงสีทองนั้นปกคลุมถือกระบี่วิเศษสีทองไว้ในมือ แล้ว พลันบินลงไปยังทะเลสาบภายใต้สายตาตกตะลึงของพวกเนี่ยเทียน
ตอนที่ร่างของเขาผสานรวมเข้าไปกับน้ำทะเลสาบ ม่านแสงสีทอง สัมผัสเข้ากับผิวน้ำสีมรกต ทว่ากลับไม่ได้แตกออก
ดวงตาของเว่ยอวี้เผยความยินดีออกมาเสี้ยวหนึ่ง แล้วก็พลันสัมผัสได้ ถึงพลังการลอยตัวที่น่าตะลึงในชั่วพริบตา เขาทดลองลดตัวลงต่ำไปยังก้น ทะเลสาบทีละนิดโดยอาศัยน้ำหนักของกระบี่สีทองเล่มนั้น
ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ เรือนกายที่ถูกปกคลุมไว้ด้วยแสงสีทองของเขาก็ ยังจมลงไปได้มากกว่าหินอุกกาบาตแค่ไม่กี่เมตรเท่านั้น
หลังจากนั้นร่างของเขาก็ราวกับไร้น้ำหนัก ยากจะลดตัวลงต่ำได้อีก ไม่ว่าทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ
เขารวบรวมพลังวิญญาณแต่ก็ยังไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักให้กับตัวเอง ไม่สามารถจมลึกลงไปใต้ก้นทะเลสาบ เพื่อเก็บเอาผลึกจิตวิญญาณที่มีค่า มหาศาลซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจนกลับมาได้
ทดลองอย่างนี้อยู่หลายครั้ง เขาก็ยังไม่สามารถลดตัวลงไปด้านล่างได้ ได้แต่มองผลึกจิตวิญญาณเหล่านั้นโดยที่มิอาจเอื้อมมือไขว่คว้า
ด้วยความจนใจ เขาจึงล้มเลิกความตั้งใจ อาศัยพลังการลอยตัวของ ทะเลสาบบินกลับออกมาอย่างรวดเร็ว
“พลังการลอยตัวของทะเลสาบน่าตะลึงยิ่งนัก ต่อให้ข้าใช้น้ำหนักของ กระบี่วิเศษเล่มนี้ก็ยังไม่สามารถต่อต้านทะเลสาบนั่นได้” เว่ยอวี้ถอน หายใจอย่างค่อนข้างจะหดหู่เล็กน้อย “ความรู้สึกที่ว่าเห็นผลึกจิต วิญญาณพวกนี้อยู่คาตาแต่กลับมิอาจเอื้อมมือคว้ามาได้ ทำให้ข้าอยาก กระอักเลือดยิ่งนัก”
ตอนที่ฉู่เสวียนจีและหงเสียนสองคนมองไปยังก้นของทะเลสาบต่างก็ แสดงความต้องการออกมาอย่างที่คาดเอาไว้
คนทั้งสองต่างก็รวบรวมพลังวิญญาณมาสร้างม่านคุ้มกันหลายชั้น ก่อนจะเรียกอาวุธวิเศษเหมาะมือเพราะหมายจะทดลองใช้น้ำหนักของ
อาวุธในการจมลงไปยังก้นทะเลสาบแล้วเก็บเอาผลึกจิตวิญญาณมา เช่นกัน
ทว่าอาวุธวิเศษในมือของพวกเขาสองคนเหมือนจะไม่หนักเท่ากระบี่ วิเศษของเว่ยอวี้ พวกเขาเองก็ไม่สามารถพุ่งไปถึงก้นทะเลสาบภายใต้พลัง การลอยตัวที่น่าหวาดกลัวนี้ได้
ผ่านไปครึ่งเค่อ พวกเขาจึงได้แต่ถอดใจอย่างจำใจ รู้สึกไม่ยอมแพ้ อย่างยิ่ง
ดวงตาของหงเสียนกลิ้งกลอกอยู่พักหนึ่ง ในใจพลันบังเกิดความคิดจึง บินออกไป
เดิมทีเนี่ยเทียนเองก็คิดจะทดลองดูเหมือนกัน แต่พอเห็นหงเสียนจาก ไป เขากลับไม่รีบร้อนลงมือ คิดจะดูก่อนว่าหงเสียนจะทำอะไร
ครึ่งเค่อต่อมา หงเสียนก็พาอินย่าหนันจากสำนักคุมสัตว์มาถึงด้วย ท่าทางตื่นเต้น
อินย่าหนันถูกพลังจิตวิญญาณที่เขาปล่อยออกมาห่อหุ้มเอาไว้ นางขี่ อยู่บนหลังงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น อย่างเห็นได้ชัด
พออินย่าหนันที่สวมกระโปรงหนังรัดรึงเรือนกายเร่าร้อนขยับเข้ามา ใกล้ทะเลสาบก็สั่งการให้งูเหลือมเลือดน้ำแข็งบุกเข้าไปในทะเลสาบทันที
ชั่วขณะที่นางและงูเหลือมเลือดน้ำแข็งปะทะเข้ากับผิวน้ำ เนี่ยเทียนก็ มองเห็นว่าดวงตาสองข้างของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งส่องประกายสีต่างกัน ข้างหนึ่งเป็นสีเงินยวง อีกข้างหนึ่งเป็นสีแดง
แสงทั้งสองสีนั้นเหมือนกลายมาเป็นตราประทับทางสายเลือดของงู หลามยักษ์สองชนิด
ปราณจิตวิญญาณที่มาจากงูเหลือมเลือดน้ำแข็งคล้ายเชื่อมโยงเข้ากับ กับอินย่าหนัน ช่วยให้นางต้านทานการชักนำจิตวิญญาณจากทะเลสาบ จนไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
หงเสียนเห็นว่าในดวงตาของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งฉายตราประทับทาง สายเลือดของงูหลามน้ำแข็งยักษ์กับงูหลามลายเลือด พอรู้ว่านาง เชื่อมโยงกับงูเหลือมเลือดน้ำแข็งแล้วจึงไม่คุ้มกันอินย่าหนันอีกต่อไป
ดังนั้นอินย่าหนันจึงเหมือนผสานรวมเป็นร่างเดียวกับงูเหลือมเลือด น้ำแข็งและจมลึกลงไปใต้ทะเลสาบอย่างรวดเร็ว
“อินย่าหนัน!” ฉู่เสวียนจีพลันมีปฏิกิริยาตอบสนองกลับคืนมา
เว่ยอวี้แห่งสำนักสามกระบี่ที่พอเห็นว่างูเหลือมเลือดน้ำแข็งและอิน ย่าหนันค่อยๆ จมลึกลงไปใต้ทะเลสาบด้วยความเร็วที่มากกว่าเขาก็พลัน กระจ่างแจ้งถึงความลี้ลับ “นังหนูนั่นมีเรือนกายที่พิเศษมาตั้งแต่เด็ก ขณะที่ฝึกวิชาของสำนักคุมสัตว์นางได้รับวิชาทางเรือนกายมาชนิดหนึ่ง ทำให้ร่างกายของนางผ่านการชุบหลอมจากเลือดของสัตว์วิเศษมาหลาย ครั้ง น้ำหนักจึงมากกว่าพวกเราหลายเท่าตัว”
“ตัวนางเองหนักกว่าอาวุธวิเศษหลายชิ้น บวกกับงูเหลือมเลือด น้ำแข็งอีกตัวก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำสำเร็จจริงๆ!”
หงเสียนหัวเราะร่า “พี่เว่ย ข้าได้ยินว่าสำนักสามกระบี่ของพวกเจ้าก็รู้ ที่ซ่อนโบราณสถานของซวีหลิงจื่อมาเหมือนกันนี่นา ทั้งยังเคยแย่งชิงกับ เขาสุขาวดีมาด้วย เพื่อช่วงชิงโบราณสถานของซวีหลิงจื่อ ผู้อาวุโสที่ชื่อว่า จิ้วจิ่วโยวของพวกเจ้ายังถึงกับสร้างตัวประหลาดอย่างเหลียงฮ่าวไม่ใช่ หรือ”
“น่าเสียดายที่เหลียงฮ่าวผู้นั้นเป็นแค่ร่างที่เชื่อมโยงกับกระดูกสัตว์ วิเศษเท่านั้น จะสู้ย่าหนันได้อย่างไร?”
“หากปีนั้นสำนักสามกระบี่ของพวกเจ้ามาหาข้า แล้วให้ย่าหนันไป พื้นที่พิเศษของซวีหลิงจื่อแทนเหลียงฮ่าว ก็ต้องช่วงชิงโบราณสถานของซ วีหลิงจื่อมาได้สำเร็จแน่นอน!”
เว่ยอวี้แค่นเสียงในลำคอ แต่ไม่ได้เอ่ยตอบโต้
“หากทุกท่านไม่ถือสา ข้าเองก็อยากทดลองดูเหมือนกัน” เนี่ยเทียน พูดขึ้นกะทันหัน
“เจ้า?” ฉู่เสวียนจีตะลึงงัน
“หุ่นเชิดเลือด!” เว่ยอวี้ร้องอุทานตกใจ มองไปทางโครงกระดูกปีศาจ เลือดด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “ถูกต้อง มีหุ่นเชิดเลือดตัว นี้อยู่ด้วย เจ้าก็อาจไปถึงก้นทะเลสาบได้เหมือนกัน”
เสียงหัวเราะของหงเสียนขาดหายไปกลางคัน สีหน้าเปลี่ยนมาเป็น เย็นชาในบัดดล “จะลองดูก็ได้ แต่ว่าห้ามรบกวนย่าหนันของสำนักข้า เด็ดขาด”
——