ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 737 วัตถุต่างเผ่าดึกดำบรรพ์
เรือรบทางช้างเผือกของเผ่าอสูรกายพลันหยุดนิ่ง
โหยวน่ามองทะเลสาบกลืนวิญญาณ ดวงตาที่เป็นสีเขียวเต็มไปด้วย ความกลัดกลุ้ม “ปราณของมหาราชาหายไปแล้ว”
ผู้แข็งแกร่งเผ่าอสูรกายต่างก็มองเหม่อไปยังทะเลสาบกลืนวิญญาณ เพียงแต่ว่าด้วยระดับสายเลือดและความรู้ของพวกเขาที่มีต่อพลังจิต วิญญาณจึงไม่สามารถค้นพบอะไรได้
“ใต้เท้า นี่หมายความว่ายังไง?” อาหมู่ซือขอความรู้ด้วยความสัตย์ จริง
“เกรงว่าคงเกิดเรื่องอะไรกับมหาราชาผู้นั้นแล้ว” โหยวน่าขมวดคิ้ว “ในเมื่อเขาทิ้งปราณของตัวเองไว้ตลอดทางก็ไม่น่าจะปล่อยให้มันขาด หายไปกลางคัน เขาน่าจะเข้าใจว่าหลังจากพื้นที่ปิดผนึกแห่งนี้ถูกเปิดเผย คนเผ่าเดียวกันต้องมาตามหาทะเลสาบกลืนวิญญาณ เขาทิ้งปราณไว้ตาม ทางก็เพื่อบอกข้อมูลให้พวกเรารับรู้ ให้พวกเราตามไปเจอร่องรอยของ เขา”
“ตอนนี้ปราณของเขาหายไป ต้องเป็นเพราะเกิดปัญหากับเขา แน่นอน บางที…เขาอาจจะตายไปแล้วก็เป็นได้”
นักรบเผ่าอสูรกายสายเลือดระดับเจ็ดคนหนึ่งทำหน้าตื่นตะลึง “จิต วิญญาณของมหาราชาคงไม่ได้ตายง่ายขนาดนั้นกระมัง?”
“หากเขาอยู่ในสภาวะสูงสุด และหากยังมีเลือดเนื้ออยู่ ด้วยพลัง สายเลือดระดับเก้าของเขาย่อมไม่มีทางตายได้” โหยวน่าถอนหายใจ เบาๆ หนึ่งที “น่าเสียดายที่ข้าสัมผัสได้ว่าปราณที่เขาทิ้งไว้มีเพียงพลัง เลือดเนื้อที่อ่อนจางเท่านั้น ร่างของเขาไม่ดำรงอยู่อีกต่อไปแล้ว หลงเหลือ เพียงดวงวิญญาณที่บริสุทธิ์เท่านั้น”
“ดวงวิญญาณไม่สามารถปลดปล่อยพรสวรรค์บางอย่างที่สำคัญที่สุด ของเผ่าเราออกมาได้ เขาจึงหาใช่ไร้เทียมทาน หากจะตายก็ไม่น่าแปลก ใจ”
อาหมู่ซือถอนหายใจ “นั่นคือมหาราชาเชียวนะ!”
“มหาราชาระดับเก้าต้องมาตายอย่างน่าสงสัย นี่คือความเสียหาย อย่างใหญ่หลวงของตระกูลพวกเรา!” เผ่าอสูรกายคนอื่นๆ ก็พากันทอด ถอนใจด้วยความเสียดาย
ในสายตาของพวกเขา มหาราชาเผ่าอสูรกายสายเลือดระดับเก้าคือ บุคคลที่สร้างความสะท้านฟูาสะเทือนดิน
ตระกูลของพวกเขาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีมหาราชาระดับเก้าปรากฏ ตัว พวกเขาติดตามมาตลอดทางก็เพื่อหวังจะได้รับความโปรดปรานจาก มหาราชาท่านนั้น เพื่อให้ตระกูลของตัวเองขึ้นเป็นหนึ่งในตระกูลที่ได้รับ ความสำคัญท่ามกลางตระกูลของเผ่าอสูรกายจำนวนมาก
“ก็ไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะตายแล้ว อาจจะบาดเจ็บสาหัส จิตวิญญาณ อ่อนแอจนไม่สามารถปลดปล่อยปราณใดๆ ออกมาได้” โหยวน่านิ่งเงียบ
ไปครู่ก็กล่าวว่า “ส่งข่าวไปบอกกับฝุายอื่นๆ ให้พวกเขาสังเกตดูสักหน่อย ว่าหากเห็นสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับพวกเราก็ให้แจ้งพวกเราทันที”
“รับทราบ” นักรบเผ่าอสูรกายสายเลือดระดับเจ็ดตอบรับ
“ในเมื่อไม่รู้ทิศทางก็ไม่ควรจะตามหาอยู่แค่ทิศเดียว” โหยวน่าออก คำสั่งอีกครั้ง “นับแต่นี้เป็นต้นไป พวกเราแยกย้ายกันกระจายไปค้นหา แปดทิศโดยใช้เรือรบทางช้างเผือกนี้เป็นจุดศูนย์กลาง หากเจอเบาะแส ของมหาราชาให้รีบมารายงานข้าทันที ต่อให้เขาตายไปแล้วจริงๆ พวก เราก็ต้องยืนยันตัวตนของเขาให้แน่ชัด”
“ตกลง!”
หลังจากนั้นพวกผู้แข็งแกร่งของเผ่าอสูรกายจึงแยกย้ายกันแล้วเริ่ม ค้นหาไปรอบด้านอย่างไม่มีจุดหมาย
……
บนหินอุกกาบาตก้อนหนึ่งที่ไม่สะดุดตา
คนหนุ่มสาวผู้มีขอบเขตต่ำของสามสำนักต่างก็ใช้ยาหรือไม่ก็หินวิเศษ มาฟื้นคืนพลังการต่อสู้ให้ได้โดยเร็วที่สุด
และยังมีคนบางส่วนที่ใช้วิธีการเฉพาะบางอย่างมารวบรวมพลัง วิญญาณและพลังจิตวิญญาณเพื่อซ่อมแซมพื้นผิวของอาวุธวิเศษประเภท บินที่ผุพัง หมายจะให้ค่ายกลในอาวุธวิเศษประเภทบินกลับมาทำงานได้ อีกครั้ง
วิหคเพลิงของเฉียวอวิ๋นซีถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีการที่มหัศจรรย์ มีความ แข็งแกร่งประดุจเหล็กเทพ จึงไม่มีร่องรอยความเสียหายใดๆ
เพื่อคอยปูอนหินผลึกเปลวเพลิงให้กับวิหคเพลิง นางจึงนั่งอยู่ด้านข้าง มันและหยิบเอาหินเพลิงฟูาออกมาดูดซับพลังงานความร้อนจากภายใน
เนี่ยเทียนสังเกตเห็นนานแล้วว่านางแค่เสียพลังวิญญาณไปมาก เท่านั้น แท้จริงแล้วไม่ได้บาดเจ็บอะไร
ทว่าอินย่าหนันจากสำนักคุมสัตว์นั้นกลับไม่เหมือนกัน
อินย่าหนันนั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนของสำนักคุมสัตว์ ใบหน้าของนาง เต็มไปด้วยความเจ็บปวดคล้ายกำลังชุบหลอมยาเม็ดหนึ่ง
บางครั้งมีเสียงร้องโอดครวญ เสียงร้องไห้เบาๆ ดังมาจากปากของคน สามสำนัก ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่และกดดัน
มีหญิงสาวต้นสวรรค์หลายคนที่ไหล่สั่นสะท้านน้อยๆ น้ำตาคลอเต็ม ดวงตาเหมือนว่าเสียญาติมิตรไป
เนี่ยเทียนสีหน้าเฉยชา ยืนมองอยู่ไกลๆ โดยไม่เอ่ยคำใด เพียงรอให้ คนของเผ่าหินเทามาถึงเงียบๆ
หลายปีมานี้ เขาพบเจอเรื่องราวมามากมายจึงชาชินกับความตาย นานแล้ว
เขาไม่มีความรู้สึกดีๆ อันใดต่อสำนักคุมสัตว์ สำนักสามกระบี่และ ตระกูลฉู่ สามฝุายนี้ได้รับบาดเจ็บ และต่อให้มีคนตายอีกมากแค่ไหนก็ ยากที่จะส่งผลกระทบต่อเขาได้
“ในเมื่อมีชนต่างเผ่ามากมายทยอยกันเข้ามาที่นี่ ฟูาดินแห่งนี้ก็ยากที่ จะเดินทางได้อีกต่อไป”
“หากนานวันเข้ายังไม่สามารถติดต่อกับเยว่เหยียนสี่จากสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ได้ก็คงต้องย้อนกลับไปทางเดิม ไปยังค่ายกลนำส่งที่ตระกูลเหลย จัดตั้งไว้แล้วกลับไปดินแดนดาวตกก่อน”
“ส่วนค่ายกลของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่เชื่อมโยงสถานที่แห่ง นี้กับเทือกเขาฮว้านคงก็คงต้องล้มเลิกความคิดไปก่อนชั่วคราว”
มองไปยังความมืดมิดที่ห่างไกล เห็นหินอุกกาบาตเล็กๆ ใหญ่ๆ ไม่ เท่ากัน ใจเขาก็เกิดความเลื่อนลอย มีความรู้สึกเหมือนหลงทาง ไม่รู้ว่า ควรจะไปทางไหนต่อ
“ฟุอๆ!”
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่อยู่ข้างกายอินย่าหนันพลันส่งเสียงร้องด้วย ความเจ็บปวด เรือนกายของมันส่ายสะบัดจนหินที่แข็งแกร่งแตกกระจาย
อินย่าหนันพลันผุดลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวด้วยความสงสาร “เจ้ายังเจ็บ อยู่หรือ?”
เมื่อเผชิญหน้ากับงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง หญิงสาวที่ปุาเถื่อนคนนี้กลับ อ่อนโยนผิดปกติ
เนี่ยเทียนหันไปมองด้วยความงุนงง
“หากไม่มีงูเหลือมเลือดน้ำแข็งสายเลือดระดับเจ็ดตัวนั้น พวกเราสาม สำนักก็คงหนีไม่พ้นการไล่ฆ่าของชนเผ่าหินเทา” เฉียวอวิ๋นซีพูดขึ้นเบาๆ
“งูเหลือมเลือดน้ำแข็งระดับเจ็ดเป็นกำลังหลักในการต่อต้านชนเผ่าหิน เทา ทว่าตอนที่ต่อสู้ งูเหลือมเลือดน้ำแข็งตัวนี้ก็ถูกชนเผ่าหินเทา สายเลือดระดับหกตนหนึ่งใช้วัตถุของชนต่างเผ่าทำร้ายให้บาดเจ็บสาหัส เหมือนกัน”
“หนามประหลาดมากมายแทงเข้าไปในร่างของมัน จนมันเกือบตาย ไปแล้ว”
“ตลอดทางมานี้อินย่าหนันก็กำลังคิดหาวิธีเอาหนามประหลาดที่อยู่ ในร่างของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งออกมา แต่น่าเสียดายที่ทำไม่สำเร็จ”
เนี่ยเทียนแอบตะลึง ด้วยอยู่ว่างไม่มีอะไรทำ เขาจึงเดินเข้าไปหางู เหลือมเลือดน้ำแข็งตัวนั้น
“เจ้ามาทำไม?” พวกคนของสำนักคุมสัตว์ที่พอเห็นเขาเดินมาก็หยุด การบำเพ็ญตนแล้วถลึงตาใส่เขา ท่าทีไม่เป็นมิตรอย่างยิ่ง
อินหย่าหนันกำลังร้อนใจเป็นห่วงงูเหลือมเลือดน้ำแข็งจึงไม่คิดจะทำสี หน้าดีๆ ให้เขาเห็น “ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”
“งูเหลือมเลือดน้ำแข็งตัวนี้ก็ถือว่าเคยช่วยข้า ข้าจะมาดูว่ามันเป็น อย่างไรบ้าง” เนี่ยเทียนกล่าว
“เจ้ารู้ด้วยหรือว่ามันเคยช่วยเจ้ามาก่อน? หากไม่มีมัน ตอนที่เจ้าถูก วิญญาณอสูรช่วงชิงร่าง เกรงว่าเจ้าก็คงไม่รอดมาถึงตอนนี้!” อินย่าหนัน แค่นเสียงพูดแขวะ “คนที่ไร้คุณธรรมอย่างเจ้าจะรู้จักหวังดีต่อคนอื่นด้วย หรือ?”
เนี่ยเทียนไม่ได้สนใจคำเสียดสีจากนาง เพียงเดินมาหยุดอยู่ข้างกายงู เหลือมเลือดน้ำแข็งแล้วยื่นมือไปแตะบนร่างของมัน
จิงชี่เลือดเนื้อที่มาจากเขากระจายตัวเป็นเส้นใยที่ไหลเวียนอยู่ในร่าง ของงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง
“เอ๊ะ!”
เขาร้องอุทานเบาๆ
ในร่างของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งมีหนามประหลาดมากมายอย่างที่ เฉียวอวิ๋นซีบอกไว้จริงๆ
หนามประหลาดพวกนั้นทิ่มแทงอยู่ตามเอ็นและร่องกระดูกของงู เหลือมเลือดน้ำแข็ง ทำให้การไหลเวียนเลือดของมันไม่ราบรื่น
หากงูเหลือมเลือดน้ำแข็งขยับตัว หนามพวกนั้นก็ยิ่งแทงลึกจนมัน เจ็บปวดแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่
ปราณเลือดเนื้อถูกงูเหลือมเลือดน้ำแข็งปลดปล่อยออกมาหมายจะ กำจัดหนามประหลาดพวกนั้น ทว่ากลับไม่ได้ผลนัก
สิ่งเปุยเฉินจากสำนักสามกระบี่เห็นว่าเนี่ยเทียนเดินมาก็กล่าวอย่างไม่ อินังขังขอบ “ของสิ่งนั้นเรียกว่าหนามเลือดกระดูก มันคือกระดูกเล็กๆ ในร่างปลิงแทะกระดูกของต่างเผ่า”
“ปลิงแทะกระดูกคือสัตว์ประหลาดที่มีมาแต่ยุคบรรพกาล สิ่งนี้แปลก ประหลาดยากคาดเดา ในอาณาจักรของเผ่ามนุษย์ส่วนใหญ่พวกมันล้วน
ถูกสังหารไปหมดสิ้นแล้ว มีเพียงอาณาจักรของชนต่างเผ่าเท่านั้นที่ถึงจะ หาเจอ”
“สัตว์ประเภทนี้หากได้เกาะไปบนร่างของสิ่งมีชีวิตเมื่อไหร่ก็จะแทรก ซอนลึกไปในเนื้อหนัง ใช้เลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตมาเป็นสารบำรุงตัวเอง ยากที่จะจัดการได้”
“แม้แต่ชนต่างเผ่าที่เลือดเนื้อแข็งแกร่ง เกิดมามีพรสวรรค์ทาง สายเลือดมากมาย หากถูกปลิงแทะกระดูกเจาะเข้าไปในร่างเมื่อไหร่ก็ ยากจะกำจัดออกได้”
“ปลิงแทะกระดูกไม่เหมือนกับปลิงทั่วไป พวกมันมีกระดูกที่เล็กมากๆ หลังจากดึงเอากระดูกของพวกมันออกมาชุบหลอมจะเรียกว่าหนามเลือด กระดูก ขอแค่มันแทงเข้าไปในเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิต ก็จะได้ผลเดียวกับ การที่ปลิงแทะกระดูกชอนไชเข้าไปในร่าง”
“ยังดีที่หนามประหลาดพวกนี้เป็นแค่หนามเลือดกระดูกเท่านั้น หนามเลือดกระดูกจะค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในเลือดเนื้อและร่องกระดูก ของสิ่งมีชีวิต ก่อนจะเผาผลาญพลังชีวิตของสิ่งนั้นไปอย่างช้าๆ”
“หากเป็นปลิงแทะกระดูกตัวจริง งูเหลือมเลือดน้ำแข็งก็คงมีชีวิตอยู่ ได้ไม่ถึงตอนนี้”
อินย่าหนันถลึงตาใส่สิ่งเปุยเฉินหนึ่งที “เจ้าอธิบายให้เขาฟังทำไม? ต่อให้เขารู้ว่าเป็นหนามเลือดกระดูกแล้วจะอย่างไร? หรือเขาจะช่วยเอา หนามเลือดกระดูกออกมาให้งูเหลือมเลือดน้ำแข็งได้?”
สิ่งเปุยเฉินลูบคลำจมูกด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย “ขอโทษที ข้าแค่พลั้งปากเพราะความเคยชินเท่านั้น”
“หนามเลือดกระดูก…” เนี่ยเทียนหรี่ตา พลันกล่าวว่า “ขอข้าลองดู หน่อย”
จิงชี่เลือดเนื้อเป็นกลุ่มๆ ที่มาจากเขาไล่ตามหาหนามเลือดกระดูก เล็กๆ จนเจออยู่หลายชิ้น จิงชี่เลือดเนื้อของเขาพยายามที่จะสัมผัสไปยัง หนามเลือดกระดูกที่ทิ่มคาอยู่ในเส้นเอ็นและกระดูกของงูเหลือมเลือด น้ำแข็ง และจากในหนามเลือดกระดูกเหล่านั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงปราณ เลือดอย่างชัดเจน
หนามเลือดกระดูกที่เหมือนเข็มเล็กละเอียดหลายชิ้นซึ่งยาวแค่ครึ่ง เมตรกลับมีปราณเลือดที่ไม่ธรรมดาซ่อนแฝงอยู่
ปราณเลือดของหนามเลือดกระดูกมาจากปลิงแทะกระดูกซึ่งมีมา ตั้งแต่สมัยบรรพกาล มันเปี่ยมล้นไปด้วยปราณที่ทั้งโบราณและทั้ง แข็งแกร่ง ไม่เป็นรองปราณเลือดของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งเลยแม้แต่น้อย
ซึ่งเห็นได้ชัดว่าในหนามเลือดกระดูกยังมีปราณเลือดของงูเหลือม เลือดน้ำแข็งปะปนอยู่ด้วย ซึ่งงูเหลือมเลือดน้ำแข็งคงกำลังพยายามจะชุบ หลอมหนามเลือดกระดูกพวกนั้น
แต่ต่อให้งูเหลือมเลือดน้ำแข็งจะใช้พลังเลือดลมมากแค่ไหนก็ยังมิอาจ ทำอะไรหนามเลือดกระดูกได้
“เอาปราณที่เป็นของปลิงแทะกระดูกออกมาจากด้านในก็น่าจะ แก้ปัญหาได้”
เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก็แอบใช้การสูบดึงพลังชีวิต จิงชี่เลือดเนื้อ เป็นกลุ่มๆ ของเขาที่อยู่ในร่างของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งพลันเกิดความลี้ ลับของสายเลือดแห่งชีวิตขึ้นมา
หลังจากที่การสูบดึงพลังชีวิตถูกร่ายใช้ ปราณเลือดของปลิงแทะ กระดูกและงูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่ปะปนอยู่ในหนามเลือดกระดูกก็ถูกจิงชี่ เลือดเนื้อของเขาพาออกมา!
จิงชี่เลือดเนื้อเป็นกลุ่มๆ ของเขาพลันขยายใหญ่อย่างรวดเร็ว และ หนามเลือดกระดูกที่แทงแน่นอยู่ในเส้นเอ็นและกระดูกของงูเหลือมเลือด น้ำแข็งก็คล้ายถูกมีดไร้รูปลักษณ์ตัดฟันจนขาดสะบั้น
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่ส่ายสะบัดหางด้วยความเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา จู่ๆ ก็พลันสงบนิ่งได้อย่างน่าแปลกใจ
——