ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 738 นับว่าเจ้ายังมีน ้าใจ!
ความเจ็บปวดในดวงตาของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งค่อยๆ จางหายไป แทนที่มาด้วยความสงบสุข
อินย่าหนันที่มีความเชื่อมโยงทางจิตวิญญาณกับงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง มองออกถึงความสงบของมันทันที นางร้องเอ๊ะเบาๆ หัวคิ้วที่ขมวดแน่นก็ พลันคลายออกจากกัน
งูเหลือมตัวนี้สำนักคุมสัตว์ตั้งใจเลี้ยงดูมาไว้เพื่อนางเป็นพิเศษ ซึ่งพวก เขามองว่างูเหลือมเลือดน้ำแข็งก็คือผู้พิทักษ์ของนาง
ในอนาคตงูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่เป็นพันธ์ผสมของงูเหลือมน้ำแข็ง ยักษ์กับงูเหลือมลายเลือดจะต้องมีพลังไร้ขีดจำกัด แล้วสายเลือดของมันก็ อาจจะเลื่อนสู่ขั้นแปดหรือขั้นเก้าก็เป็นได้
เนื่องจากอินย่าหนันมีตัวตนที่พิเศษในสำนักคุมสัตว์ถึงได้รับงูเหลือม เลือดน้ำแข็งมาครอบครอง
นางและงูเหลือมเลือดน้ำแข็งอยู่ด้วยกันมานานหลายปี นางจึงมองงู ตัวนี้เป็นคู่หูที่สำคัญที่สุด ไม่เพียงแต่มองมันเป็นสัตว์เลี้ยงง่ายๆ อย่าง เดียวเท่านั้น
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งได้ช่วยนางมาหลายครั้ง ทำให้นางพ้นมาจาก สภาพจนตรอกสิ้นหวังและเอาชีวิตรอดออกมาได้
ความรู้สึกที่นางมีต่องูเหลือมเลือดน้ำแข็งยากที่คนนอกจะทำความ เข้าใจได้ ดังนั้นพอมองเห็นความเจ็บปวดของงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง และ
เห็นว่ามันใกล้จะตาย นางจึงรู้สึกเจ็บปวดยิ่งกว่าบาดแผลที่ตัวเองได้รับมา ซะอีก
การที่จู่ๆ งูเหลือมเลือดน้ำแข็งก็สงบนิ่งลง ความเจ็บปวดในดวงตา จางหาย ทำให้นางอารมณ์ดีอย่างมาก แม้แต่สายตาที่ใช้มองเนี่ยเทียนก็ ยังมีความอ่อนโยนเพิ่มขึ้นมาเสี้ยวหนึ่ง ไม่เย็นชาดังเก่าอีกต่อไป
“ปัญหาเรื่องหนามเลือดกระดูก แก้ไขได้แล้วรึ?”
สิ่งเปุยเฉินจากสำนักสามกระบี่ที่จ้องมองการกระทำของเนี่ยเทียนอยู่ ตลอดเวลา พอเห็นว่างูเหลือมเลือดน้ำแข็งสงบนิ่งลงก็เดินเข้ามาช้าๆ ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความแปลกใจ
แม้แต่เฉียวอวิ๋นซีที่ห่างไปไกลก็ยังหันมามองด้วยสีหน้าสนใจ
เนี่ยเทียนยืนอยู่ข้างกายงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง มือที่วางอยู่บนเรือน กายของมันค่อยๆ ดึงเอาจิงชี่เลือดเนือดกลับคืนมาทีละนิด
ความลี้ลับของพรสวรรค์การสูบดึงพลังชีวิตได้ดึงเอาปราณเลือดของ ปลิงแทะกระดูกที่ทิ้งไว้ในหนามเลือดกระดูกออกมา ทำให้จิงชี่เลือดเนื้อ ของเขาขยายใหญ่และกลับคืนจากฝุามือที่วางบนตัวงูเข้ามายังร่างกาย ของเขา
“ฟิ้วๆๆ!”
ขณะที่จิงชี่เลือดเนื้อซึ่งขยายใหญ่ผสานรวมเข้ามาในร่าง ปราณเลือด สีเขียวเส้นที่อยู่ในหัวใจของเขาก็ได้กลิ่นทันที
ปราณเลือดสีเขียวพลันมีท่าทางตื่นเต้นผิดปกติ ก่อนที่มันจะดูดซับจิง ชี่เลือดเนื้อพวกนั้นมายังหัวใจอย่างบ้าคลั่ง
ปราณเลือดสีเขียวกลืนกินปราณเลือดของหนามเลือดกระดูกอย่าง ตะกละตะกลาม โซ่ผลึกสายเลือดโปร่งใสแวววาวที่อยู่กลางปราณเลือดสี เขียวก็พลันมีแสงสีเขียวมากมายส่องแสงเจิดจ้า
แสงสีเขียวในจุดลึกของโซ่ผลึกสายเลือดได้นาบประทับความลี้ลับของ สายเลือดเอาไว้
ปกติแล้วขอแค่ปราณเลือดสีเขียวได้กลืนกินจิงชี่เลือดเนื้อที่มาก ไพศาลเท่านั้นถึงจะกระตุ้นให้มีแสงมีเขียวเกิดขึ้นมาใหม่ รอจนแสงสีเขียว เพิ่มมากถึงระดับหนึ่ง ปราณเลือดสีเขียวถึงจะจำศีลแล้วกระตุ้นให้เกิด การแปรสภาพครั้งใหม่
เห็นได้ชัดว่าปราณเลือดที่ปลิงแทะกระดูกทิ้งไว้ในหนามเลือดกระดูก อ่อนแอกว่าปราณเลือดของชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเจ็ดมากนัก
ทว่าต่อให้ปราณที่ไม่นับว่าเข้มข้นพวกนั้นถูกปราณเลือดสีเขียวดูดเข้า ไป มันก็ยังสามารถไปกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติของโซ่ผลึก สายเลือดได้อยู่ดี ทำให้แสงสีเขียวจำนวนไม่น้อยที่นาบประทับความลี้ลับ ของสายเลือดเอาไว้เปล่งประกายวูบวาบ
“หรือว่าเป็นเพราะปลิงแทะกระดูกคือสัตว์ดึกดำบรรพ์ เลือดลมของ มันถึงได้มีความพิเศษ?”
เขารู้สึกตกตะลึงเล็กน้อย เดาได้ว่าความร่าเริงผิดปกติของสายเลือด แห่งชีวิตน่าจะเกี่ยวข้องกับปลิงแทะกระดูกที่มาจากยุคดึกดำบรรพ์
“หากเป็นเช่นนี้จริงๆ ถ้าเช่นนี้วิธีการที่ทำให้สายเลือดแห่งชีวิตเกิด การแปรสภาพ นอกจากมีจิงชี่เลือดเนื้อที่มากไพศาลแล้ว ก็น่าจะยังมี วิธีการอย่างอื่น ยิ่งเป็นปราณเลือดพิเศษของสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์ ก็ยิ่ง ช่วยให้การชุบหลอมสายเลือดแห่งชีวิตสามารถกระตุ้นการแปรสภาพ พรสวรรค์ทางสายเลือดอย่างใหม่ได้เร็วยิ่งกว่าเดิม!”
สีหน้าเขาพลันตื่นเต้น มีความรู้สึกปิติยินดีที่หาวิธีการรูปแบบใหม่ที่ ทำให้สายเลือดแห่งชีวิตแปรสภาพได้เร็วยิ่งกว่าเดิม
เขาเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าความคิดอยากช่วยงูเหลือมเลือด น้ำแข็งคลี่คลายปัญหาหนามเลือดกระดูกจะทำให้เขาได้รับผลประโยชน์ โดยการบรรลุถึงวิธีการที่ทำให้สายเลือดแห่งชีวิตแปรสภาพได้เร็วยิ่ง กว่าเดิม
“เอาล่ะ มันน่าจะไม่เป็นอะไรแล้ว”
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิด อินย่าหนันก็พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ “หนามประหลาดพวกนั้นกำลังถูกมันชุบหลอม อีกไม่นานก็คงหายไป”
เนี่ยเทียนลองรับสัมผัสดูอีกครั้งก็สังเกตเห็นทันทีว่าพลังสายเลือดของ งูเหลือมเลือดน้ำแข็งกำลังหลอมวนหนามเลือดกระดูกเอาไว้
สายเลือดที่ลึกลับบางอย่างซึ่งมาจากงูเหลือมลายเลือดค่อยๆ เผา ผลาญเลือดลมที่ปลิงแทะกระดูกทิ้งไว้ในหนามเลือดกระดูก หนาม ประหลาดหลายชิ้นจึงคล้ายกับผลึกน้ำแข็งที่ถูกไฟเผาไหม้ให้หลอม ละลายอย่างรวดเร็ว
เมื่อรู้ว่างูเหลือมเลือดน้ำแข็งไม่เป็นอะไรแล้ว เนี่ยเทียนจึงดึงมือกลับ มาแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว
ดวงตาคู่งามของอินย่าหนันมีคลื่นวูบไหว นางกัดริมฝีปากตัวเองเบาๆ ลังเลไปชั่วครู่ถึงกล่าวว่า “ครั้งนี้นับว่าเจ้ายังมีน้ำใจอยู่บ้าง!”
กล่าวจบนางก็หยิบเอาเนื้อสัตว์วิเศษก้อนใหญ่จำนวนมากออกมาโยน ให้งูเหลือมเลือดน้ำแข็ง
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งอ้าปากกลืนเลือดเนื้อของสัตว์วิเศษระดับห้า ระดับหกเขาไป ใช้พลังชีวิตที่เข้มข้มของเนื้อสัตว์วิเศษมาชดเชยการเผา ผลาญของตัวเอง
“ชนเผ่าหินเทาที่มาโจมตี เจ้าไม่ต้องสนใจ ให้ข้าจัดการเองก็พอ”
เห็นว่างูเหลือมเลือดน้ำแข็งจัดการปัญหาเรื่องหนามเลือดกระดูกไป ได้แล้ว อินย่าหนันจึงเปลี่ยนมามีท่าทางเผด็จการเช่นเดิม นางจ้องมองไป ยังทิศทางที่พวกนางหนีมาด้วยสายตาเย็นชาแล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่เชื่อหรอ กว่าชนเผ่าหินเทาจะยังมีหนามเลือดกระดูกให้ใช้อีก! ขอแค่ไม่มีหนาม เลือดกระดูก ลำพังแค่พลังการต่อสู้ของพวกชนเผ่าหินเทาก็ยังหวังว่าจะ เอาชนะงูเหลือมเลือดน้ำแข็งของข้าได้!”
“ในเมื่อเจ้ามั่นใจขนาดนี้ งั้นก็คงต้องพึ่งเจ้าแล้ว” เนี่ยเทียนยิ้มกว้าง
“ขอละลาบละล้วงถามหน่อย เจ้าใช้วิธีการใดถึงจัดการปัญหาหนาม เลือดกระดูกของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งได้” สิ่งเปุยเฉินจากสำนักสามกระบี่ มีสีหน้าประหลาด “เท่าที่ข้ารู้มา ต่อให้เป็นชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเจ็ด
ถึงแปดโดนหนามเลือดกระดูกแทรกซึมเข้าไปในร่างก็ยังต้องปวดหัวกัน อย่างหนัก”
“หนามเลือดกระดูกแทงเข้าไปในเส้นเอ็นและกระดูก หากฝืนดึง ออกมามีแต่จะทำให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บตายเร็วยิ่งขึ้น”
“เจ้า เจ้ามีวิธีการที่พิเศษอะไรงั้นหรือ?”
สิ่งเปุยเฉินมองเขาด้วยสายตาลึกล้ำ หัวคิ้วขมวดแน่น สีหน้าเหมือน คนกระหายความรู้
จบคำพูดของเขา อินย่าหนันก็เริ่มสงสัยขึ้นมาบ้างเหมือนกัน “นั่นสิ เจ้าจัดการหนามเลือดกระดูกได้ยังไง?”
“ข้าไม่มีอะไรจะพูด!” เนี่ยเทียนหมุนตัวได้ก็เดินจากไปทันที
“คนผู้นี้อาจมีความสัมพันธ์กับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว” อิน ย่าหนันเอ่ยขึ้นเบาๆ
“พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!” สิ่งเปุยเฉินพลันหน้าเปลี่ยนสี “มิน่าเล่า ก็มีเพียงสำนักเก่าแก่ที่กล้าต้านทานชนต่างเผ่า ตั้งตัวเป็นใหญ่ อยู่ในจุดลึกของทางช้างเผือกแบบนี้เท่านั้นถึงจะมีวิธีมาจัดการกับหนาม เลือดกระดูก”
สีหน้าเขาพลันมัวหมอง “หากเขามาจากพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว ถ้าอย่างนั้น…เกรงว่าความแค้นของสำนักสามกระบี่คงมิอาจชำระได้ แล้ว”
เว่ยอวี้ถูกเขาทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส จึงทำให้พละกำลังไม่มากพอ จนถูกภูตผีปีศาจสังหารได้อย่างง่ายดาย
จิ้วจิ่วโจวจากสำนักสามกระบี่ก็เหมือนว่าจะตายด้วยน้ำมือของเนี่ย เทียน สิ่งเปุยเฉินตัดสินใจไว้แต่แรกแล้วว่ารอให้หนีการไล่ล่าจากชนต่าง เผ่า และออกจากพื้นที่ต้องห้ามแห่งนี้ไปถึงเรือรบทางช้างเผือกของสำนัก สามกระบี่ได้ เขาจะรีบรายงานเรื่องนี้ให้เบื้องบนทราบทันที
รอจนผู้แข็งแกร่งของสำนักสามกระบี่มาถึง ต่อให้เนี่ยเทียนมีโครง กระดูกปีศาจเลือดก็ยากที่จะหนีพ้นความตายไปได้
แต่หากเนี่ยเทียนมาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว…
“เฮ้อ” อินย่าหนันเองก็ถอนหายใจเบาๆ “ที่ข้าไม่ได้บอกตัวตนของ เขาตั้งแต่แรกก็เพราะกลัวว่าเจ้าจะกดดัน คนจากพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว คนของดินแดนปราการดวงดาวเราไม่สามารถไปมีเรื่องด้วยได้ จริงๆ”
สิ่งเปุยเฉินพยักหน้ารับอย่างเลื่อนลอย “ที่สำคัญก็คือ ความขัดแย้ง ระหว่างพวกเราและเขา เราไม่ใช่ฝุายที่มีเหตุผล”
“หรือว่าจะต้องเลิกแล้วกันไปทั้งอย่างนี้?” อินย่าหนันเต็มไปด้วย ความคับแค้นใจ
หงเสียนและเขตวิญญาณของสำนักคุมสัตว์หลายคนต่างก็ตายเพราะ เนี่ยเทียน ช่วงเวลาที่นางอยู่กับเนี่ยเทียนก็ไม่ใช่ฝุายที่ได้เปรียบอะไร แถม ยังถูกเขาลวนลามอีกด้วย ในใจนางจึงเต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้
“แล้วจะยังทำยังไงได้อีกเล่า?” สิ่งเปุยเฉินยิ้มเจื่อน
อีกฝุายหนึ่ง
เฉียวอวิ๋นซีพลันกล่าวว่า “จัดการกับปัญหาของชนเผ่าหินเทาได้ เมื่อไหร่ เขาเตรียมจะอาศัยค่ายกลนำส่งของตระกูลเหลยกับไปยังสำนัก ไฟศักดิ์สิทธิ์ก่อน เจ้าล่ะ?”
“ข้าเองก็จะไปที่นั่นเหมือนกัน แต่ข้าไม่ได้ไปสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ข้าจะ กลับดินแดนดาวตก” เนี่ยเทียนตอบรับ
“ก็คงมีแค่วิธีนี้แล้วล่ะ” เฉียวอวิ๋นซีเหลือบมองไปทางอินย่าหนัน “พวกเขาเองก็ตัดสินใจว่าจะไปจากพื้นที่ต้องห้ามแห่งนี้ กลับไปยังเรือรบ ทางช้างเผือกของพวกเขาที่จอดอยู่รอบนอก แล้วจึงอาศัยค่ายกลนำส่งที่ อยู่ในนั้นไปเชิญตัวผู้แข็งแกร่งของสำนักมามากกว่าเดิม คนของสามสำนัก ที่จะมาเพิ่มเกรงว่าคงเป็นแดนว่างเปล่า เจ้ารีบฉวยโอกาสนี้กลับไปก็ถือ ว่าตัดสินใจถูกแล้ว”
“ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่า!” เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ
และเวลานี้เอง ชนเผ่าหินเทาที่ไล่ตามมาตลอดทางก็ปรากฏตัวใน ที่สุด
เศษหินน้อยใหญ่นับพันก้อนถูกคนของเผ่าหินเทาใช้พลังสายเลือด ควบคุมให้บินมาอย่างเกรียงไกรกลบทับฟูาดิน
เผ่าหินเทาหลายสิบคนต่างก็อยู่ท่ามกลางวงล้อมของเศษหินพวกนั้น กำลังสื่อสารกันด้วยภาษาชนต่างเผ่า รอจนพวกเขามองเห็นเด็กเผ่ามนุษย์
ที่ไล่ตามมานานหยุดนิ่งอยู่บนหินอุกกาบาตด้านล่าง ชนเผ่าหินเทาก็ แสยะยิ้มดุร้าย ดวงตาเต็มไปด้วยความอำมหิต
“กะอีแค่ชนเผ่าหินเทากลับกล้าทำตัวกำเริบเสิบสาน ไม่ให้พวกเขารู้ ฤทธิ์ซะบ้าง พวกเขาคงนึกว่าตัวเองร้ายกาจยิ่งกว่าใคร!”
อินย่าหนันคำรามกร้าว พลันกระโดดผลุงขึ้นไปบนลำคอของงูเหลือม เลือดน้ำแข็ง งูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่ลำตัวยาวหลายสิบเมตรก็เกลียดแค้น คนเผ่าหินเทามากเหมือนกัน มันจึงขยับตัวพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟูาทันที
“อู้!”
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งสายเลือดระดับเจ็ดหันหน้าเข้าหาคนเผ่าหินเทา แล้วอ้าปากพ่นหมอกเย็นออกมาหนึ่งกลุ่ม
หมอกเย็นมีเสียง “เปรี๊ยะๆ” ดังลั่น ในนั้นปะปนไปด้วยซากน้ำแข็ง จำนวนนับไม่ถ้วนที่แฝงไว้ด้วยความเย็นเสียดแทงขั้วกระดูก ประหนึ่ง ต้องการแช่แข็งฟูาดิน ทำให้คนเผ่าหินเทาทั้งหมดกลายมาเป็นรูปปั้น น้ำแข็ง
ก้อนหินมากมายที่ปะทะโดนหมอกเย็นนั้นก็พลันจับตัวเป็นน้ำแข็ง แล้วลอยนิ่งอยู่กลางอากาศทันที
ท่ามกลางหมอกเย็นยังมีพลังเลือดลมพลุ่งพล่านปะทะอยู่ด้วย พลัง เลือดลมนั่นมาจากสายเลือดงูเหลือมลายเลือดในร่างของงูเหลือมเลือด น้ำแข็ง
เลือดลมของงูเหลือมลายเลือดที่พ่นไปโดนหินน้ำแข็ง ก็ทำให้หินก้อน นั้นระเบิดกระจายทันที
ชนเผ่าหินเทาสองคนซึ่งสายเลือดค่อนข้างอ่อนแอและพุ่งนำมาหน้า สุดถูกหมอกเย็นกลบทับ เรือนกายที่แข็งแกร่งราวหินเหล็กของพวกเขา เกาะตัวเป็นน้ำแข็งทันใด พอถูกเลือดลมของงูเหลือมลายเลือดพ่นไปโดน ร่างก็พลันแตกกระจายกลายอากาศ กลายมาเป็นก้อนเลือดน้ำแข็ง ตาย อนาถคาที่
“เหตุใดงูตัวนั้นถึงยังแสดงความดุร้ายออกมาได้อีก?”
ชนเผ่าหินเทาสายเลือดระดับหกสามคนที่เห็นว่าคนในเผ่าตายไปก็ พลันอึ้งงันราวกับไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
พวกเขารู้ชัดเจนดีถึงอานุภาพของหนามเลือดกระดูก พวกเขาเคยใช้ หนามเลือดกระดูกสังหารสัตว์วิเศษสายเลือดระดับเจ็ดมานักต่อนักแล้ว พวกเขาจึงไม่เชื่อว่างูเหลือมเลือดน้ำแข็งจะใช้พลังของตัวเองมาสลัดการ รุกรานจากหนามเลือดกระดูกได้พ้น
“เอ๊ะ คนผู้นั้น เขา…”
ในกลุ่มของคนเผ่าหินเทามีคนคนหนึ่งก้มหน้าลงมองเบื้องล่าง ก่อนที่ สีหน้าของเขาจะพลันกระตุก ร้องอุทานเสียงหลง
คนผู้นั้นก็คือเหยียนซาน
ตอนอยู่แผ่นดินเบื้องล่างที่ลึกลับบนเกาะโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทรสี ดำ เขาเคยเจอกับเนี่ยเทียนมาก่อน
ภายหลังเขาเองก็ติดตามคนเผ่าหินเทารุกรานเข้าไปในดินแดนดาวตก แต่เพราะตำแหน่งของเขาในเผ่าค่อนข้างจะสูงส่ง เพื่อปกปูองเขา เขากับ พวกอาหมู่ซือจึงถูกจัดให้รออยู่ที่อาณาจักรเลี่ยคง
หลังจากปาซือทัวแห่งเผ่าอสูรกายตายไปที่อาณาจักรเสวียนเทียน เขาและอาหมู่ซือที่ได้รู้ข่าวจึงหนีไปตามรอยแยกห้วงมิติหกเส้นใน อาณาจักรเลี่ยคงได้สำเร็จ
เขาคาดไม่ถึงว่าจะมาเจอกับเนี่ยเทียนอีกครั้งในพื้นที่ที่ถูกปิดผนึกมา นานนับหมื่นปีแห่งนี้
“เหยียนซาน!” เนี่ยเทียนแสยะปากยิ้ม ก่อนจะตะโกนเสียงดัง “นึก ไม่ถึงว่าเจ้าจะไม่ตายอยู่ในดินแดนดาวตก”
——