ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 74 ตาข่ายปฐพีสำานักโลหิต!
ตรงประตูโลกลับ ผู้ประลองของสามสำานักยังคงรอคอยอยู่ เงียบๆ
น่าเสียด้ายที่หลายวันต่อจากนั้น ไม่มีผู้รอด้ชีวิตเด้ินทางมา ถึงอีก
ยังเหลือเวลาอีกครึ่งเด้ือนก่อนที่การประลองของโลกมายา มรกตจะสิ้นสุด้ลง ตามหลักแล้ว ผู้ที่สามารถตามมาได้้น่าจะมาถึงกัน หมด้แล้ว
แม้ว่าทุกคนจะไม่ได้้พูด้ออกมาอย่างแน่ชัด้ ทว่าในใจล้วน รู้สึกว่าพวกที่ตามมาไม่ทัน เกรงว่าคงตายอนาถด้้วยน้ำามือของสำานัก ภูติผีและสำานักโลหิตไปนานแล้ว
ช่วงเวลานี้ เนี่ยเทียนเองกมไม่ได้้กินเนื้อสัตว์วิเศษในปริมาณ ที่มากพอให้การฝึกตบะของเขาเพิ่มความเรมวได้้
เนื้อสัตว์วิเศษที่เขาได้้กินในทุกวันมีไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วน อย่างที่เคยกินก่อนหน้านี้ ตอนนี้แม้แต่การกินให้อิ่มอย่างปกติเขากมยัง ทำาไม่ได้้
“ต้องโทษเจ้าเนี่ยเทียนผู้นั้นนั่นแหละ หากไม่เป็นเพราะ เขากินจุเกินไป ทุกคนกมไม่ต้องกินอย่างจำากัด้จำาเขี่ยแบบนี้” หันซิน
แห่งอารามเสวียนอู้กินเนื้อสัตว์วิเศษคำาเลมกๆ มองไปทางเนี่ยเทียน ด้้วยความชิงชัง
คนอื่นๆ ของอารามเสวียนอู้ที่กำาลังย่างเนื้อสัตว์วิเศษต่างกม ถลึงตามองเนี่ยเทียนอย่างโกรธๆ เช่นกัน
เนี่ยเทียนที่อยู่กับพวกพันเทา เจียงหลิงจู แสร้งเอาหูทวน ลมกับคำาบ่นว่าเบาๆ ที่มาจากฝั่งนั้น
เนื้อสัตว์วิเศษที่อารามเสวียนอู้พกมา เด้ิมทีมีมากพอให้ พวกเขาอยู่ได้้ถึงวันที่ประตูของโลกลับเปิด้ออก ด้ังนั้นก่อนหน้านี้ตอ นที่เนี่ยเทียนขอเนื้อสัตว์วิเศษ เจิ้งปินจึงไม่ได้้ขี้เหนียวเกมบเอาไว้ ล้วน ทำาตามความต้องการของเขาทุกครั้ง
ทว่าภายหลังเมื่อเจียงหลิงจู เนี่ยเสียนมาถึง อีกทั้งอันอิ่ง ของหอหลิงเป่ากมปรากฏตัวด้้วย จึงทำาให้อาหารการกินขาด้แคลนกะ หันทัน
เนื่องจากพวกเจิ้งปินไม่ได้้เจอกับสำานักภูติผีและสำานัก โลหิต ระหว่างทางที่เด้ินทางกลับมามีแต่ความราบรื่น ด้ังนั้นจึงยังคง พกเอาเนื้อสัตว์วิเศษติด้ตัวมาได้้มากเพียงพอ
เนื้อสัตว์วิเศษเหล่านั้น เด้ิมทีสามารถพอให้พวกเขากินได้้ อย่างเตมอิ่ม อีกทั้งยังเหลือเกมบไว้กินด้้วย
พวกเจียงหลิงจูและอันอิ่ง เนื่องจากถูกสำานักภูติผีและ สำานักโลหิตไล่ฆ่า จึงทำาได้้เพียงพกสิ่งของให้น้อยที่สุด้ ด้ังนั้นระหว่าง ทางจึงทิ้งเนื้อสัตว์วิเศษไปเป็นจำานวนมาก
เจียงหลิงจูที่มีกำาไลข้อมือเกมบของ เนื่องจากไม่มี ประสบการณ์ที่มากพอ จึงไม่ได้้เกมบสะสมอาหารเอาไว้มากมายนัก
อาหารที่พวกเขาพกมา ก่อนหน้าที่พวกเขาจะมาถึงที่นี่กมได้้ กินกันไปจนเกลี้ยงแล้ว
และสถานที่ใกล้เคียงกับประตูโลกลับกมไม่มีสัตว์วิเศษมา เพ่นพ่าน เพื่อปองกันไม่ให้สำานักภูติผีและสำานักโลหิตลอบโจมตี กะทันหัน พวกเขาจึงไม่กล้าไปหาสัตว์วิเศษในพื้นที่ห่างไกลเท่าไหร่ นัก เลยทำาได้้เพียงขออาหารมาจากอารามเสวียนอู้เท่านั้น
ทว่าอารามเสวียนอู้ที่มีอาหารอุด้มสมบูรณ์มากที่สุด้ ช่วง ก่อนหน้านี้กลับถูกเนี่ยเทียนคนเด้ียวกินเนื้อสัตว์วิเศษไปเป็นจำานวน มาก
เมื่อพวกเขาพบว่าบนร่างของพวกเจียงหลิงจูและอันอิ่ง ที่มาถึงต่างกมว่างเปล่า จึงทำาได้้เพียงเอาเนื้อสัตว์วิเศษที่ตัวเองเกมบไว้ ออกมาแบ่งให้พวกเจียงหลิงจูและอันอิ่งกิน
ยังเหลือเวลาอีกครึ่งเด้ือนก่อนที่ประตูโลกลับจะเปิด้ออก แต่เหมนได้้ชัด้ว่าเนื้อสัตว์วิเศษที่พวกเขามีอยู่นั้นเหลือไม่พออีกแล้ว
ด้้วยความจนใจ ทุกคนจึงทำาได้้เพียงประหยัด้อาหารการ กินในทุกๆ วัน หวังว่าจะผ่านไปได้้ถึงวันที่ประตูของโลกมายามรกต ถูกเปิด้
ทุกครั้งที่คนเหล่านั้นของอารามเสวียนอู้หิวโหยขึ้นมา จึง คิด้ถึง “ถังข้าว” อย่างเนี่ยเทียนเสมอ
และกมด้้วยเหตุนี้ พอถึงเวลาแบ่งอาหารกันเมื่อใด้ พวกเขา กมจะต้องถลึงตาใส่เนี่ยเทียนด้้วยความขุ่นเคือง ด้่าทอเสียงเบา
เนี่ยเทียนรู้ว่าตัวเองมีความผิด้จึงไม่ตอบโต้ ปล่อยให้พวก เขาบ่นว่าตามใจ แสร้งทำาเป็นไม่ได้้ยิน
“โครกคราก”
เนี่ยเทียนที่เพิ่งกลืนเนื้อสัตว์ชิ้นเลมกลงท้อง ทว่าท้องของ เขากมยังร้องประท้วงขึ้นมาอย่างไม่เอาไหน เขาจึงยิ้มเจื่อนแล้ว ลูบคลำาหน้าท้องของตัวเอง กล่าว: “ต้องลำาบากเจ้าอีกสักพักหนึ่ง นะ”
แม้แต่คนที่กินน้อยยังรู้สึกหิวโหย แล้วนับประสาอะไรกับ เขา?
“อ่ะ ให้เจ้า!” และเวลานี้เอง เจียงเหมียวที่อยู่ข้างกายเนี่ย เทียนยื่นเนื้อสัตว์วิเศษชิ้นหนึ่งของนางมาให้ตรงหน้าเขา “ข้ากิน
น้อย ไม่หิวเลยสักนิด้เด้ียว ชิ้นนี้ข้าให้เจ้ากินกมแล้วกัน” เจียงเหมียว พูด้เบาๆ
“คิก!” เจียงหลิงจูหัวเราะเบาๆ ด้้วยน้ำาเสียงประหลาด้
อันอิ่งหันมามองหนึ่งครั้ง ไม่ได้้พูด้อะไร ยังคงก้มหน้าก้มตา กินอาหารของตัวเองต่อไป
ส่วนพันเทากมหัวเราะหึหึ
เจียงเหมียวหน้าแด้งก่ำา ก้มหน้าลงอย่างเขินอาย ไม่กล้า มองเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนตะลึงไปครู่ มองเจียงเหมียวด้้วยสายตาสงสัยเลมก น้อย จากนั้นจึงสังเกตเหมนว่าใบหน้าตุากตาของเจียงเหมียวซูบตอบลง ไปกว่าครั้งก่อนที่เจอกันอย่างเหมนได้้ชัด้
“ขอบใจ อันที่จริงข้ากมไม่ได้้หิวเท่าไหร่หรอก” เนี่ยเทียนไม่ ได้้รับเนื้อชิ้นนั้นมา แต่ลุกพรวด้ขึ้นยืน กล่าว: “ข้าจะไปเด้ินดู้ใกล้ๆ นี้สักหน่อย ดู้สิว่าจะหาของกินได้้ไหม”
“อย่าไปนะ! มันอันตรายเกินไป!” เจียงเหมียวรีบพูด้
“เนี่ยเทียน อย่าออกจากกลุ่ม” เนี่ยเสียนที่อยู่ไกลไปอีกนิด้ สีหน้าจริงจัง “คนของสำานักภูติผีและสำานักโลหิตอาจจะมาได้้ทุกเมื่อ
หากเจ้าไปเจอพวกเขาโด้ยไม่ทันระวัง เกรงว่าคงยากที่จะได้้กลับมา อีก”
“ไม่เป็นไร ข้าจะไปเด้ินใกล้ๆ แค่นี้เอง มีสถานการณ์อะไร ข้าจะรีบกลับมาทันที” เนี่ยเทียนแสด้งจุด้ยืน
“ข้ากมรู้สึกเบื่อๆ เหมือนกัน งั้นไปกับเจ้ากมแล้วกัน” พันเทา ลุกขึ้น
“ข้ากมอยู่ว่างๆ อยากจะไปออกยืด้เส้นยืด้สายรอบๆ นี้สัก หน่อย” เจียงหลิงจูเองกมลุกขึ้นยืนพร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก
เจิ้งปินแห่งอารามเสวียนอู้สังเกตเหมนความเคลื่อนไหวของ พวกเขาทางฝั่งนี้ จึงเด้ินเข้ามาหา เอ่ยถามสถานการณ์
หลังจากรู้สาเหตุที่แน่ชัด้แล้ว เจิ้งปินกมีสีหน้าเคร่งขรึม เอ่ยกับเจียงหลิงจูว่า: “ใครกมไม่รู้ว่าคนของสำานักภูติผีและสำานักโลหิต จะปรากฏตัวขึ้นตอนไหน แล้วจะมีกี่คน หากพวกเจ้าไปกันหมด้ พลัง ในการต่อสู้ของพวกเราจะไม่เพียงพออย่างมาก หากสำานักภูติผีและ สำานักโลหิตตามมาถึงพอด้ี เกรงว่า…พวกเราคงเอาไม่อยู่”
“กมได้้ๆ” เจียงหลิงจูนั่งลงด้้วยความจนใจ
นางรู้ว่าความกังวลของเจิ้งปินไม่ไร้เหตุผล เวลานี้หากออก ไปจากคนกลุ่มใหญ่ ถือว่าอันตรายเกินไปสำาหรับทั้งนางและเจิ้งปิน เพื่อคนส่วนใหญ่แล้ว ทางที่ด้ีที่สุด้นางจึงไม่ควรบุ่มบ่าม
“แล้วพวกเราล่ะ?” พันเทามีสีหน้าไม่สบอารมณ์เลมกน้อย รู้สึกว่าเจิ้งปินยุ่งวุ่นวายมากเกินไป
เจิ้งปินมองเขาด้้วยสายตาลึกล้ำาหนึ่งครั้ง แล้วกมหันไปมอง เนี่ยเทียน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงได้้กล่าวว่า: “ถ้าแค่พวกเจ้าสองคน…ข้า ไม่มีความเหมน”
“เจ้ารู้สึกว่าพวกเราสองคนไม่สำาคัญงั้นสิ?” พันเทาแค่น เสียงเยมน
“ข้าไม่อยากจะเถียงกับเจ้า แต่ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะฟังคำา ของข้าสักคำา ทางที่ด้ีที่สุด้คือไม่ต้องจากไป นี่ถือเป็นการด้ีกับทุกคน” เจิ้งปินกล่าว
“คนอย่างข้าไม่ชอบฟังคำาคนอื่นมากที่สุด้!” พันเทาสะบัด้ หน้าได้้กมเด้ินจากไป
เนี่ยเทียนหัวเราะฮ่าๆ แล้วจึงตามไปติด้ๆ
……
อีกฝั่งหนึ่ง
คนของสำานักภูติผีและสำานักโลหิตเจมด้คนที่มีอวี๋ถงและโม่ซี เป็นหัวหน้าถือเขมทิศโลหิตเอาไว้ ยืนอยู่ท่ามกลางกองกระดู้กแห่ง หนึ่ง
“สิบหกคน พวกเราอยู่ห่างแค่หนึ่งลี้เท่านั้น” อวี๋ถงเกมบ เขมทิศโลหิตลงไป คิ้วงามขมวด้เข้าหากัน กล่าวว่า: “คนเหล่านั้นที่ หนีพ้นไปจากน้ำามือของเจ้าและข้า น่าจะไปรวมตัวกับอารามเสวียน อู้แล้ว ยังเหลือเวลาอีกครึ่งเด้ือน ประตูโลกลับที่พวกเขาอยู่ตอนนี้ถึง จะเปิด้ออกอีกครั้ง เวลาของพวกเราเหลือไม่มากแล้ว”
“สิบหกคน?” โม่ซีแสยะยิ้ม “คราวก่อนตอนที่พวกเราฆ่า พวกเขาในทะเลทรายร้าง จำานวนคนของพวกเขายังเยอะกว่านี้ กม ไม่ใช่ว่าถูกไล่ฆ่าจนต้องหนีหัวซุกหัวซุนหรอกหรือ? อวี๋ถง เจ้าลังเล อะไรอยู่? เจ้าฝ่าทะลุขอบเขตท้ายสวรรค์แล้ว พวกเขาคนใด้จะต่อกร กับเจ้าได้้อีก?”
“มีอยู่คนหนึ่ง…”
ประโยคนี้อวี๋ถงไม่ได้้พูด้ออกมาให้โม่ซีฟัง แต่ตะโกนด้ังอยู่ แค่ในใจของตัวเอง
“พวกเรามีกันเจมด้คน พวกเขามีสิบหกคน จำานวนคนเสีย เปรียบกันมากเกินไป ยังไงกมกันไว้ก่อนด้ีกว่า…” อวี๋ถงสูด้ลมหายใจ
เข้าลึกหนึ่งครั้ง แสงสีเลือด้ในด้วงตากะพริบวาบ “ข้าจะร่ายตาข่าย ปฐพี!”
“ตาข่ายปฐพี!”
โม่ซีและคนของสำานักโลหิตร้องอุทานพร้อมกัน มองนาง ด้้วยใบหน้าเหลือเชื่อ
“ตาข่ายปฐพีเวทต้องห้ามของสำานักโลหิตเจ้า อย่างน้อย ต้องอยู่ในขั้นกลางสวรรค์ถึงจะสามารถร่ายออกมาได้้! ต่อให้มีตบะ ของกลางสวรรค์ หลังจากร่ายเวทตาข่ายปฐพีออกมาแล้วกมยังต้อง สูญเสียพลังชีวิตไปเยอะมาก!” โม่ซีสีหน้าเคร่งเครียด้ กล่าว: “เจ้า เพิ่งจะเหยียบย่างสู่ท้ายสวรรค์เท่านั้น เจ้าทำาไม่ได้้หรอก อย่าฝืนตัว เองเลย!”
“อาศัยไข่มุกโลหิต ข้าสามารถร่ายมันออกมาได้้” น้ำาเสียง ของอวี๋ถงเด้มด้เด้ี่ยว นางหยิบเอาไข่มุกโลหิตที่เนี่ยเทียนเคยเหมนมา ก่อนเมมด้นั้นออกมาจากในกำาไลเกมบของ
“เนี่ยเทียน!” นางตวาด้เสียงเยมนอยู่ในใจ
“ศิษย์พี่หญิง ต่อให้มีไข่มุกโลหิต หลังจากร่ายตาข่ายปฐพี ออกมาแล้ว เจ้ากมยังต้องถูกพลังตีกลับอยู่ด้ี” เด้มกหนุ่มคนหนึ่งของ สำานักโลหิตเอ่ยร้อนรน
“อวี๋ถง เมื่อเทียบกับการประลองในโลกมายามรกตครั้งนี้ เจ้าสำาคัญกับสำานักโลหิตมากยิ่งกว่า ข้าว่าเจ้าเองกมน่าจะเข้าใจในข้อ นี้” ใบหน้าโม่ซีมืด้คล้ำา “ข้าเคยร่วมมือกับเจ้ามาก่อน รู้ว่าแต่ไหนแต่ ไรมาเจ้าตัด้สินใจอย่างชาญฉลาด้เสมอ ไม่เคยฝืนทำาเรื่องที่ตัวเองทำา ไม่ได้้ เจ้าน่าจะรู้ด้ี หากสำานักโลหิตรู้ว่าเพื่อฆ่าคนเหล่านั้น เจ้าถึงกับ ฝืนร่ายตาข่ายปฐพีจนตัวเองบาด้เจมบ คงจะกลับมาเป็นฝ่ายลงโทษ เจ้าเองกระมัง?”
“เกิด้เรื่องอะไรขึ้นกับเจ้า? ในบรรด้าคนเหล่านั้น ใครกัน แน่ที่ทำาให้เจ้าโกรธ? จนเจ้ากลายมาเป็นคนไร้เหตุผลและสติปัญญา เช่นนี้?”
“ข้าคิด้จะทำาอะไร เจ้าไม่มีสิทธิ์มาเจ้ากี้เจ้าการ!” อวี๋ถง ตวาด้
พูด้จบนางกมไม่เปิด้โอกาสให้โม่ซีและลูกศิษย์คนอื่นของ สำานักโลหิตเกลี้ยกล่อมได้้อีก พอแตะลงไปบนข้อมือ ถังเลือด้ มากมายกมบินออกมา
หลังจากถังเลือด้เหล่านั้นพุ่งออกมาจากกำาไลเกมบของของ นาง กมราด้รด้ลงบนพื้นด้ินที่นางยืนอยู่ทันที
กลิ่นคาวเลือด้เข้มข้นพลันแผ่ออกมาจากข้างกายนาง ส่วน บนร่างของนางกมีปราณเลือด้สีแด้งเด้ือด้พล่าน
เลือด้จากแต่ละถังเมื่ออยู่ภายใต้การควบคุมของไข่มุก โลหิตจึงแทรกซึมเข้าไปยังใต้ด้ิน ยืด้แผ่ขยายออกไปยังพื้นที่ที่เจิ้งปิ นอยู่ดุ้จด้ั่งเส้นเอมนและเส้นชีพจรในร่างกายมนุษย์