ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 747 แตกหักอย่างไร้เยื่อใย
อินย่าหนันนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “แต่เขามาจาก พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวนะ”
“แล้วยังไง?” สิ่งเป่ยเฉินถามกลับ
“หากเขาตายไป พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวย่อมไม่มีทางยอม เลิกราง่ายๆ สำนักสามกระบี่ของเจ้าก็คงปกป้องเจ้าไม่ได้” อินย่าหนันพูด ขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าก็บอกอยู่นี่ไงว่าหลังจบเรื่อง พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวถึงจะ เอาโทษ ขอแค่เขากับเฉียวอวิ๋นซีตายไปแล้ว เจ้ากับข้าปิดปากให้สนิท ใครจะรู้ได้อีก?” สิ่งเป่ยเฉินยิ้มอย่างผ่อนคลายแล้วจึงพูดต่อ “แล้ว นับประสาอะไรกับที่ผู้สืบทอดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวส่วนใหญ่ ล้วนออกไปหาประสบการณ์ข้างนอก ใครเล่าจะรับรองความปลอดภัย ของคนเหล่านั้นได้”
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าคนตายไปแค่คนหนึ่งแล้วพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวจะยกทัพเข้ามารุกรานดินแดนปราการดวงดาว”
“ข้าว่าช่างมันเถอะ ความเสี่ยงมีมากเกินไป หุ่นเชิดเลือดตัวนั้นกับ อาวุธวิเศษประเภทบินของเขาต่างก็เป็นปัญหาใหญ่” อินย่าหนันกล่าว
สิ่งเป่ยเฉินหรี่ตาลงน้อยๆ มุมปากที่ยกยิ้มอ่อนโยนค่อยๆ หุบเข้าหา กัน
เมื่อเขาไม่ยิ้ม ใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนมาเป็นแข็งกระด้างราวก้อนหิน ปราณตลอดทั้งร่างของเขาก็เหมือนเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้า พลิกดิน
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ขอโทษด้วยแล้วกัน” เขาถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที
“เจ้าหมายความว่ายังไง?” อินย่าหนันพลันรู้สึกได้ถึงลางร้าย
“ตูม!”
ปราณกระบี่ดุร้ายพลันระเบิดออกมาจากในร่างของสิ่งเป่ยเฉิน เขายื่น มือออกมาช้าๆ ก่อนจะตบลงไปยังอินย่าหนันและเฉียวอวิ๋นซีที่อยู่ใกล้ๆ
มือทั้งคู่ของเขามีแสงแวววาวราวแสงของอัญมณีแผ่ออกมา เส้นเอ็นที่ อยู่ใต้ผิวหนังก็เปลี่ยนมาเป็นชัดเจนอย่างเห็นได้ชัด
แสงพลังวิญญาณแวววาวเหล่านั้นไหลบ่ามาตามเส้นเอ็นของเขา มือ สองข้างของเขาที่ค่อยๆ ยกขึ้นตบลงไปยังอินย่าหนันและเฉียวอวิ๋นซีค ล้ายปิดฟ้าดินไว้จนมิด ทำให้หญิงสาวทั้งสองเกิดความรู้สึกหวาดกลัว อย่างรุนแรง
หน้าอกของเฉียวอวิ๋นซีพลันมีกองเพลิงลุกไหม้ กองเพลิงกลุ่มหนึ่งที่ ปะปนไปด้วยแสงประหลาดรวมตัวกันกลายมาเป็นวิชาลึกลับ
อินย่าหนันหน้าเปลี่ยนสีไปในบัดดล นางตวาดกร้าวหนึ่งครั้งก็มีพลัง เลือดลมนับพันนับหมื่นที่ปะปนกับพลังวิญญาณในร่างกายของนางที่ จำแลงมาเป็นเงามายาเลือนรางของสัตว์วิเศษดึกดำบรรพ์หลายตัว
“ปังๆ!”
มือสองข้างของสิ่งเป่ยเฉินตบลงไปบนกองเพลิงและเงาสัตว์วิเศษ เรือนกายอรชรเร่าร้อนของหญิงสาวทั้งสองถูกโจมตีจนลอยละลิ่วไปราว กับนกปีกหัก ก่อนจะส่ายโอนเอนแล้วกระแทกลงบนพื้นอย่างแรง
“เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือไง?”
ชั่วขณะที่ร่างของอินย่าหนันร่วงลงพื้น เลือดลมในร่างของนางก็ซัด ตลบปั่นป่วนจนใบหน้าแดงก่ำ นางจึงตวาดอย่างเดือดดาล
มุมปากของเฉียวอวิ๋นซีมีเส้นเลือดไหลซึมออกมาเส้นหนึ่ง ประกาย สดใสในดวงตาสลัวรางลงเล็กน้อย ลมหายใจหอบหนัก แม้แต่เรี่ยวแรงจะ เปิดปากพูดก็ยังไม่มี
ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นรวดเร็วราวสายฟ้าแลบ เนี่ยเทียนยังไม่ทันตั้งตัว สิ่ง เป่ยเฉินก็ลงมืออย่างเหี้ยมโหดเสียก่อนแล้ว
“เจ้าคนไม่รู้จักที่ตาย!”
เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็นหนึ่งที จากนั้นจึงเตรียมเรียกเกราะมังกรเพลิง และโครงกระดูกปีศาจเลือดออกมา
ทว่าเมื่อเขารวบรวมกระแสจิตวิญญาณหมายจะส่งเข้าไปในแหวนเก็บ ของ จู่ๆ เขาก็รู้สึกปวดหัวราวศีรษะจะแตก
เขาค้นพบด้วยตะลึงพรึงเพริดว่า ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด กระแสจิต วิญญาณที่เขารวบรวมขึ้นมากลับมิอาจหลุดพ้นจากมหาสมุทรจิตวิญญาณ ของเขาได้!
“ฟิ้วๆๆๆๆๆๆ!”
หมอกสีแดง ส้ม เหลือง เขียว ดำ น้ำเงิน ม่วงเจ็ดสีพลันบินออกมา จากในหลุมมากมายที่อยู่ใกล้เคียง แสงพวกนั้นลอยสูงขึ้นกลางอากาศ แล้วปกคลุมปากหลุมที่เขาอยู่ รวมไปถึงปกคลุมร่างของอินย่าหนันและ เฉียวอวิ๋นซีที่อยู่ด้านบนไว้อย่างแน่นหนา
หลังจากมองอย่างละเอียดเนี่ยเทียนถึงสังเกตเห็นว่าในหมอกแสงทุก กลุ่มล้วนมีกระบี่วิเศษที่บางราวปีกจั๊กจั่นอยู่เล่มหนึ่ง
กระบี่เล็กเจ็ดเล่มปล่อยแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ตัดสลับกันอยู่กลางอากาศ ก่อนจะกลายมาเป็นตาข่ายแสงหลากสีที่ปกคลุมท้องฟ้าเอาไว้
กระบี่ทุกเล่มต่างก็นาบประทับความคิดของสิ่งเป่ยเฉินเอาไว้ เนี่ย เทียนจึงรู้สึกเหมือนมีสิ่งเป่ยเฉินเพิ่มขึ้นมาอีกเจ็ดคน
กระบี่วิเศษทั้งเจ็ดลอยสูงอยู่กลางอากาศ แผ่ม่านแสงพร่างพราว ทั้งๆ ที่อยู่ห่างกันค่อนข้างไกล ทว่ามันเหมือนกับแทงลงมาบนศีรษะของเนี่ย เทียน และกักกันมหาสมุทรจิตวิญญาณของเขา ทำให้ทุกครั้งที่เขา พยายามรวบรวมกระแสจิตวิญญาณ สมองจะต้องปวดร้าวราวกับจะแตก ทุกครั้ง
กระแสจิตวิญญาณไม่สามารถแผ่เข้าไปในแหวนเก็บของ เขาจึงไม่ สามารถเรียกใช้เกราะมังกรเพลิง ทั้งยังไม่สามารถเรียกหาโครงกระดูก ปีศาจเลือด
“ค่ายกระบี่วิญญาณแตกเจ็ดชั้น!” เฉียวอวิ๋นซีหน้าเปลี่ยนสีไปในบัด ดาล
แส้ยาวและอาวุธในการต่อสู้ที่นางเก็บไว้ในแหวนเก็บของล้วนมิอาจ เอาออกมาใช้ได้เช่นเดียวกับเนี่ยเทียน
กระบี่วิเศษเจ็ดเล่มเหมือนม่านแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ตัดสลับกันอยู่กลาง อากาศ พวกมันรวมตัวกันเป็นค่ายกลที่กดทับมหาสมุทรจิตวิญญาณของ ทุกคนเอาไว้ ไม่ว่าใครก็ตามที่คิดจะใช้กระแสจิตวิญญาณก็จะรู้สึกเหมือน ถูกกระบี่ไร้รูปลักษณ์โจมตี
“อู้!”
เนี่ยเทียนที่เดิมทีอยู่ในหลุมพลันโคจรพลังวิญญาณ เลือดลมพลุ่ง พล่าน แล้วบินพรวดออกมา
พอบินออกมาเขาก็เห็นทันทีว่าอินย่าหนันพยายามที่จะไปจากหิน อุกกาบาตก้อนนี้เพื่อไปหางูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่อยู่ในหินอุกกาบาตอีก ก้อน
“ศิษย์น้องอิน เจ้าไปไม่ได้หรอก”
สิ่งเป่ยเฉินพลันมาปรากฏตัวอยู่ตรงจุดที่อินย่าหนันคิดจะหนีราว วิญญาณร้าย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “เมื่ออยู่ใต้ค่ายกระบี่วิญญาณ แตกเจ็ดชั้นนี้ของข้า ต่อให้เจ้ารวบรวมกระแสจิตวิญญาณขึ้นมาได้ มันก็มิ อาจออกไปจากร่างของเจ้าได้อยู่ดี”
“งูเหลือมเลือดน้ำแข็งของเจ้ากำลังชุบหลอมพลังที่เหลืออยู่ของงู เหลือมน้ำแข็งยักษ์ เกรงว่าคงสัมผัสไม่ได้ว่าเจ้ากำลังตกอยู่ในอันตราย”
“กระแสจิตวิญญาณของเจ้าปล่อยออกมาไม่ได้ ย่อมติดต่อกับมัน ไม่ได้ มันจึงมิอาจมาช่วยเจ้า”
ขณะที่เขาพูดอย่างไม่อนาทรร้อนใจ ฟ้าดินแห่งนี้ก็พลันมีฝนแสงเจ็ดสี เทกระหน่ำลงมา
เม็ดฝนมาจากกระบี่เจ็ดเล่มที่สีสันต่างกัน
ตอนที่ฝนแสงตกลงมากระทบกลางกระหม่อมของเนี่ยเทียน พวกมัน ก็พลันหายไป
นาทีถัดมา ในมหาสมุทรจิตวิญญาณของเนี่ยเทียนก็มีแสงฝนหลาย เม็ดปรากฏขึ้น
ชั่วขณะที่แสงฝนแทรกซึมเข้ามา จิตวิญญาณแห่งดวงดาวเก้าดวงใน มหาสมุทรจิตวิญญาณของเนี่ยเทียนซึ่งสัมผัสได้ถึงอันตรายก็พลันส่องแสง เจิดจ้า แล้วบินออกมาจากในจิตวิญญาณแห่งดวงดาว ไปปะทะเข้ากับฝน แสงพวกนั้น
มหาสมุทรจิตวิญญาณของเนี่ยเทียนมีประกายไฟลุกโชน ความ เจ็บปวดรวดร้าวที่ส่งมาจากสมองของเขาทำให้เขาแผดเสียงแหลมดัง อย่างห้ามไม่ได้
เสียงแห่งความเจ็บปวดนี้ยังดังออกมาจากปากของเฉียวอวิ๋นซีและอิน ย่าหนันเช่นเดียวกัน อินย่าหนันที่บินหนีออกไปจากค่ายกระบี่วิญญาณ แตกเจ็ดชั้นพลันหยุดนิ่งอยู่กับที่คล้ายถูกสายฟ้าฟาดใส่
เฉียวอวิ๋นซียังอยู่ห่างจากจุดที่วิหคเพลิงจอดอยู่อีกหลายสิบเมตร เดิม ทีนางเองก็กำลังพุ่งทะยานไปกลางอากาศ ทว่าตอนนี้กลับร่วงกระแทกลง พื้นอีกครั้ง
แสงสดใสในดวงตาของนางเดี๋ยวสว่างเดี๋ยวมืดหาย เหมือนว่าจิต วิญญาณจะได้รับการโจมตีอย่างรุนแรง หนังตาของนางจึงเต้นกระตุกไม่ หยุด
“สิ่งเป่ยเฉิน! ข้ายินดีเข้าพวกกับเจ้า!” อินย่าหนันตะโกนดังลั่น “เจ้า กับข้าร่วมมือกันสังหารเนี่ยเทียนผู้นั้น เจ้าเอาของส่วนใหญ่ที่เขาเก็บไว้ไป ข้าขอแค่ผลึกจิตวิญญาณไม่กี่ก้อนก็พอ!”
เมื่อเห็นว่าตกอยู่ท่ามกลางอันตราย นางที่ก่อนหน้านี้ยังลังเลก็พลัน เปลี่ยนความคิด
“สายไปแล้ว” สิ่งเป่ยเฉินส่ายหน้าเบาๆ กระบี่วิเศษสีดำที่หนักอึ้งเล่ม หนึ่งพลันลอยออกมาจากหน้าอกของเขา
เขาเอื้อมมือคว้าจับกระบี่สีดำเล่มนั้นไว้ประหนึ่งคว้าจับทั้งฟ้าดิน เมื่อ โบกกระบี่ที่อยู่ในมือก็มีแสงพลังวิญญาณที่ผ่านการชุบหลอมถึงขีดสุด ระเบิดไปแปดทิศ
อินย่าหนันร้องคำรามคลั่งแค้น มือทั้งคู่ทำมุทรารวดเร็ว พยายามดึง พลังวิญญาณและพลังเลือดลมมาสร้างโล่แสงหลายชั้นเพื่อป้องกันตัวเอง
“สวบๆๆ!”
แสงพลังวิญญาณนับร้อยนับพันเส้นพุ่งเข้าโจมตีโล่แสงพลังวิญญาณ วิญญาณเหล่านั้นจนสะเก็ดไฟกระเซ็นไปสี่ทิศ
อินย่าหนันร้องอึกอักอยู่ในลำคอ ถอยกรูดอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่เท้า ของนางกระทบลงพื้น หินอุกกาบาตที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของนางก็จะแตก กระจายไปด้วย
“เนี่ยเทียน! พวกเรามาร่วมแรงกันฆ่าเขา!” เฉียอวิ๋นซีตะโกนดังลั่น
เมื่อได้ยินเสียงนางตะโกน เนี่ยเทียนที่บินออกมาจากในหลุมและ สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในมหาสมุทรจิตวิญญาณก็พลันพุ่งเข้าใส่สิ่ง เป่ยเฉิน
แม้ว่าฝนแสงเจ็ดสีที่สาดกระจายเต็มท้องฟ้ายังคงรุกรานมหาสมุทร จิตวิญญาณของเขา ทำให้เขาปวดหัวราวหัวแทบแตก แต่เนื่องจากการ ดำรงอยู่ของจิตวิญญาณแห่งดวงดาวเก้าดวง เนี่ยเทียนจึงยังพอจะต้านรับ ได้ไหว
“ฟิ้ว!”
เขาถือดาราเพลิงกาฬไว้ในมือ รวบรวมพลังดวงดาว เปลวเพลิง พืช หญ้าและพลังโอสถวิญญาณทำให้แสงกระบี่ที่ยาวหลายสิบเมตรตวัดฟาด ฟันเข้าใส่สิ่งเป่ยเฉิน
“ต่อให้เจ้ามาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แล้วจะอย่างไร?” ดวงตาของสิ่งเป่ยเฉินเต็มไปด้วยความดูหมิ่น “เมื่อไม่มีหุ่นเชิดเลือดตัวนั้น ไม่มีอาวุธวิเศษประเภทบินอัศจรรย์ลำนั้นให้ใช้ เจ้ามันก็คือผู้ฝึกลมปราณ เขตสามัญคนหนึ่งเท่านั้น จะเอาอะไรมาสู้กับข้าได้?”
เขาตวัดข้อมือที่ถือกระบี่สีดำหนึ่งครั้ง พลังวิญญาณเล็กละเอียดราว เส้นใยจำนวนนับไม่ถ้วนก็มารวมกันเป็นเส้นเดียว
“ตูม!”
แสงสว่างพร่างพราวสองเส้นเหมือนลำแสงพลังงานสองลำที่ชนโครม เข้าด้วยกันอย่างแรงจนเกิดเสียงตูมดังสะเทือนแก้วหู
ปราณกระบี่แหลมคมที่ผสานรวมกับพลังวิญญาณของสิ่งเป่ยเฉินทำ ให้การโจมตีของดาราเพลิงกาฬแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ พลังวิญญาณ หลายธาตุที่เนี่ยเทียนรวบรวมไว้ในดาราเพลิงกาฬก็เหมือนดวงดาวที่มอด ดับไปทีละดวง
กลับเป็นพลังวิญญาณที่สาดออกมาจากกระบี่สีดำต่างหากที่คล้ายกับ เส้นใยโลหะซึ่งอานุภาพไม่ลดน้อยลง และยังคงทิ่มแทงเข้ามายังมือข้างที่ ถือกระบี่เอาไว้ของเนี่ยเทียน
“สวบๆๆ!”
เพียงแค่ครู่เดียว เนื้อหนังของแขนขวาเนี่ยเทียนก็ปริแตก เลือดสด ไหลทะลักไม่หยุด
ทว่ากระดูกผลึกใสและเส้นเอ็นที่อยู่ใต้ผิวหนังของเนี่ยเทียนกลับ เหมือนเหล็กเทพที่ต่อให้อานุภาพของกระบี่จะแทรกซึมเข้ามาก็ยังมิอาจ สร้างรอยแตกร้าวใดๆ ได้แม้แต่เส้นเดียว
สิ่งเป่ยเฉินมีสีหน้างุนงงอย่างเห็นได้ชัด เขามองมาด้วยสายตาตะลึง ระคนแปลกใจ ก่อนจะกล่าวขึ้นเบาๆ “งมเอาผลึกจิตวิญญาณขึ้นมาจาก ใต้ทะเลสาบได้ ก็นับว่ามีฝีมืออยู่บ้างจริงๆ”
——