ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 749 พลังสนามโจมตีกลับ
กระบี่แสงยิ่งหมุนเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ คล้ายพายุที่เกิดจากการรวมตัว กันของกระบี่ ร่างของสิ่งเปุยเฉินก็กลายมาเป็นพร่าเลือนไม่ชัดเจน
“ตึงๆ!”
เสียงประหลาดดังมาจากด้านหลังของสิ่งเปุยเฉิน อินย่าหนันร้อง โหยหวนด้วยความเจ็บปวด ถูกโจมตีบาดเจ็บสาหัสไปในพริบตา
เมฆเปลวเพลิงที่แปรเปลี่ยนมาจากลูกไฟเก้าสุริยาของเฉียวอวิ๋นซีที่ พอเข้ามาใกล้พายุกระบี่ก็เหมือนผ้าหลากสีที่ถูกฉีกกระชากให้กระจาย เป็นเศษส่วน
ขณะเดียวกันแรงดึงดูดน่าหวาดกลัวขุมหนึ่งก็พลันแผ่ออกมาจากใน พายุที่สิ่งเปุยเฉินอยู่
ก้อนหินเล็กๆ ที่อยู่รอบด้านจึงถูกชักจูงให้บินเข้าหาสิ่งเปุยเฉิน
พอเศษหินบินเข้าไปในพายุก็ถูกกระบี่แสงนับพันนับหมื่นฟาดฟันจน แตกกระจายปลิวว่อนไปทั่วท้องฟูา
เนี่ยเทียน อินย่าหนันและเฉียวอวิ๋นซีก็พลันสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดนั้น ก่อนที่ร่างของพวกเราจะถูกดึงให้ขยับเข้าไปใกล้สิ่งเปุยเฉินโดยที่ไม่อาจ ควบคุมได้
เนี่ยเทียนไม่ได้มองอินย่าหนันที่อยู่ด้านหลังสิ่งเปุยเฉิน แต่กลับเห็นว่า ใบหน้าของเฉียวอวิ๋นซีแดงก่ำคล้ายพยายามต้านทานการดึงดูดอย่างเต็ม กำลัง
“ฟั่บ!”
อาภรณ์บนร่างของเฉียวอวิ๋นซีพลันขาดกระจาย เหลือให้เห็นเพียงแค่ เสื้อเกราะบางๆ ข้างในที่แนบติดกับร่าง
เสื้อเกราะตัวนั้นบางราวปีกจักจั่น ดูเหมือนว่าจะถูกทำมาจากหนัง สัตว์ธาตุเพลิงบางประเภทจึงมีความสอดคล้องกับเนื้อหนังของนางอย่าง ถึงที่สุด และนี่จึงเป็นเหตุให้มันไม่ฉีกขาดเพราะแรงดึงดูดนั้น
ทว่าเรือนกายอวบอิ่มที่เต็มไปด้วยส่วนเว้าส่วนโค้งของเฉียวอวิ๋นซีก ลับโผล่ให้เห็นอยู่ใต้เสื้อเกราะตัวบางนั้นได้รำไร
เฉียวอวิ๋นซีสีหน้าร้อนใจ ทว่ากลับทำอะไรไม่ได้ นางหันมามองเนี่ย เทียนบ่อยๆ เหมือนหวังให้เนี่ยเทียนช่วยต้านทานสิ่งเปุยเฉิน
นางอยู่ไกลจากสิ่งเปุยเฉินมากที่สุด ซึ่งอยู่ไปทางฝั่งขวามือของเขา ทว่าเมื่อเจอกับแรงดึงดูดของพายุกระบี่นั้น นางกลับเป็นคนที่ไร้เรี่ยวแรง มากที่สุด ฝีเท้าของนางโซซัดโซเซเหมือนจะบินเข้าใส่พายุคลั่งนี้ทุกเมื่อ และหลังจากนั้นร่างของนางก็ต้องแหลกลาญ
“กระแสปั่นปุวนหุนตุ้น!”
ในช่วงเวลาคับขัน เนี่ยเทียนจึงร่ายใช้เวทลับที่บรรลุมาจากเทพยักษ์ ค้ำฟูาอีกครั้ง พลังงานต่างชนิดหลายธาตุปะปนด้วยพลังเลือดลมเข้มข้น พลันแผ่ขึ้นมาเป็นสนามแม่เหล็กพลังงานที่ต่างกับของสิ่งเปุยเฉินอย่าง สิ้นเชิง
“กระแสปั่นปุวนหุนตุ้น” ที่ถูกสร้างในครั้งนี้ขาดพลังจิตวิญญาณไป อานุภาพจึงลดน้อยกว่าเดิม
“กระแสปั่นปุวนหุนตุ้น” ที่อานุภาพหดหายไปเล็กน้อยซึ่งมีเนี่ยเทียน เป็นจุดศูนย์กลางพลันแผ่ขยายออกมาและได้รับการชักนำจากพายุกระบี่ นั้น ทำให้มีสะเก็ดแสงจำนวนนับไม่ถ้วนบินเข้าไปหาสิ่งเปุยเฉินอย่างบ้า คลั่ง
“กระแสปั่นปุวนหุนตุ้น” ที่เขาปลดปล่อยออกมามีความลี้ลับในการ บิดเบือนฟูาดินและสร้างความปั่นปุวนให้กับสนามพลังงานทุกอย่าง พอ สัมผัสเข้ากับพายุกระบี่แสงนั้น สิ่งเปุยเฉินก็พลันร้องอุทานด้วยความ ตกใจเบาๆ
แสงสว่างลั่นเปรี๊ยะปร๊ะระเบิดออกมาจากในพายุกระบี่แสง เสียงร้อง อุทานของสิ่งเปุยเฉินกลายมาเป็นเสียงร้องอึกอักอยู่ในลำคอ
นาทีถัดมา เนี่ยเทียนก็สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าพลังประหลาด ลำแสง ดวงดาวทั้งหมดที่ก่อตัวขึ้นมาเป็น “กระแสปั่นปุวนหุนตุ้น” ล้วน แทรกเข้าไปในพายุกระบี่แสงอย่างเสียการควบคุม
ฝนแสงที่ได้รับการเพิ่มพลังจากค่ายกระบี่วิญญาณแตกเจ็ดชั้นของสิ่ง เปุยเฉินก็พลันเกิดความวุ่นวาย
แสงกระบี่นับพันนับหมื่นที่หมุนคว้างอย่างบ้าคลั่งเดิมทีหมุนอย่างมี ระเบียบ ไม่มีทางเกิดการปะทะกันเอง
ทว่าพอ “กระแสปั่นปุวนหุนตุ้น” ที่เนี่ยเทียนสร้างขึ้นหายเข้าไปใน พายุลูกนั้น แสงกระบี่ก็พลันปะทะเข้าด้วยกันดัง “เคร้งๆ”
แสงกระบี่นับพันนับหมื่นปะทะกันเอง โจมตีกันเอง ไม่เพียงแต่ ทำลายพายุกระบี่แสงในเสี้ยววินาที ทั้งยังทำให้สิ่งเปุยเฉินได้รับบาดเจ็บ สาหัสทันที
แสงกระบี่ก็มิอาจสาดกระเซ็นมารอบด้านได้อีกต่อไป
อินย่าหนันและเนี่ยเทียนที่อยู่ใกล้กับสิ่งเปุยเฉินมากที่สุดต่างก็ถูกแสง กระบี่แทงเข้ามา ไหล่ หน้าอก แขนของเนี่ยเทียนมีรอยเลือดเล็กๆ เกิดขึ้นมากมาย
ร่างของเขาโชกไปด้วยเลือด บาดแผลเหวอะหวะไปหมด
อินย่าหนันเองก็กรีดร้องเสียงแหลม เห็นได้ชัดว่านางก็ได้รับบาดเจ็บ เพราะแสงกระบี่นั่นเช่นกัน
กลับเป็นเฉียวอวิ๋นซีเสียอีกที่เนื่องจากอยู่ค่อนข้างไกลจากสิ่งเปุยเฉิน ชั่วขณะที่พายุแสงกระบี่ระเบิดออก นางก็หลุดพ้นจากแรงดึงดูด ถอยกรูด ไปอย่างกระเซอะกระเซิง ไม่ได้มีบาดแผลมากเท่าไหร่นัก
“สวบๆ!”
แสงกระบี่สาดกระเซ็นลงบนพื้น เงาร่างที่พร่าเลือนของสิ่งเปุยเฉินจึง กลับมาเห็นได้ชัดเจนอีกครั้ง
เขายังคงถือกระบี่สีดำเล่มนั้นเอาไว้ ทว่าหัวตาของเขาก็มีเลือดไหลซึม ออกมาสองเส้นเช่นกัน นี่ทำให้เขาดูน่ากลัวยิ่งกว่าปกติ
“พลังสนามที่คล้ายคลึงกันเช่นนี้…”
ลมหายใจของสิ่งเปุยเฉินถี่รัว เขามองเนี่ยเทียนอย่างคลางแคลงใจ “เจ้ามีตบะแค่เขตสามัญเท่านั้น แต่กลับฝึกพลังสนามที่แปลกประหลาด เช่นนี้ได้!”
“ตราผนึกของค่ายกระบี่วิญญาณแตกเจ็ดชั้นหายไปแล้ว!”
บนร่างของอินย่าหนันเต็มไปด้วยเลือดสด ทว่าดวงตาของนางกลับ เปี่ยมล้นไปด้วยความดีใจอย่างบ้าคลั่ง “สิ่งเปุยเฉิน! จิตวิญญาณของเจ้า ถูกทำร้ายก็ยากที่เจ้าจะสร้างค่ายกระบี่วิญญาณแตกเจ็ดชั้นได้อีก!”
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของนาง เนี่ยเทียนและเฉียวอวิ๋นซีต่างก็สัมผัส ได้อย่างเฉียบไวว่าพวกเขาไม่ถูกพลังงานประหลาดกักกันจิตวิญญาณอีก แล้ว
“ออกมา!”
เกราะมังกรเพลิงบินพรวดออกมาแล้วสวมครอบบนร่างของเขา ทำให้ พลังอำนาจของเขาเพิ่มสูงทันใด
“นายท่าน การชุบหลอมซากวิญญาณและพาท่านไปยังที่แห่งนั้น เผา ผลาญพลังของข้ามากเกินไป ความสามารถที่ข้าช่วยท่านได้มีจำกัด” วิญญาณวัตถุเอ่ยเสียงแผ่ว
“ไม่เป็นไร!” เนี่ยเทียนแค่นเสียงเย็น ก่อนที่เรือดาราและโครงกระดูก ปีศาจเลือดจะบินออกมาจากแหวนเก็บของของเขา
“สิ่งเปุยเฉิน! ดูสิว่าคราวนี้เจ้าจะหนียังไง?” อินย่าหนันตวาดกร้าว
เฉียวอวิ๋นซีผ่อนลมหายใจได้ในที่สุด นางรีบร้อนสวมอาภรณ์ชุดใหม่ แล้วห้อดิ่งไปยังวิหคเพลิง
“ครั้งนี้กลับแพ้เสียได้” สิ่งเปุยเฉินมีสีหน้าเสียดาย กล่าวอย่างจนใจ ว่า “ช่างเถอะ วันหน้าค่อยมาคิดบัญชีใหม่ก็แล้วกัน”
“ไม่มีวันหน้าแล้ว!” ทุกคำพูดที่อินย่าหนันเปล่งออกมาล้วนแฝงเร้นไว้ ด้วยความเย็นชาเสียดลึกถึงกระดูก “เจ้าบ้าไปแล้วจริงๆ แม้แต่ข้ากับแม่ นางเฉียวก็ยังกล้าคิดเล่นงาน! ต่อให้เจ้าเป็นเมล็ดพันธ์ของสำนักสาม กระบี่ ตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์แล้ว!”
“สามท่าน ไว้เจอกันใหม่เถอะ” สิ่งเปุยเฉินน้ำเสียงเรียบเฉย
“ฟิ้วๆๆ!”
กระบี่วิเศษเจ็ดสีลดตัวลงจากอากาศสูง ก่อนที่กตัวกระบี่จะตัด สลับกันสร้างขึ้นเป็นค่ายกลลึกลับแห่งหนึ่ง
เขาพลิ้วตัวลงไปอยู่ในค่ายกลกระบี่ด้วยท่วงท่าสง่างาม ครั้นจึงเหยียบ ค่ายกลกระบี่นั้นทะยานจากไป
ในสายตาของพวกเนี่ยเทียน ค่ายกลกระบี่นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ตลอดเวลา ความเร็วของมันก็เหมือนเป็นวิชาหายตัวอย่างหนึ่งที่เร็วยิ่ง กว่าวิหคเพลิงและเรือดาราหลายเท่า
ขณะที่เฉียวอวิ๋นซีเตรียมจะขับวิหคเพลิงไล่ตามไปก็พบว่าค่ายกล กระบี่ผลุบๆ โผล่ๆ
ทุกครั้งที่ค่ายกลกระบี่นั้นเผยตัวก็ล้วนออกห่างจากจุดเดิมไปหลายลี้ พริบตาเดียวก็หายวับไปจากเส้นสายตาของคนทั้งสาม
“ไม่นึกเลยว่าค่ายกลกระบี่นั่นจะซ่อนวิชาการหายตัวเอาไว้ด้วย!”
อินย่าหนันเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เจ้าสิ่งเปุยเฉินผู้นี้ชั่วช้ายิ่งนัก ทั้งๆ ที่ เขามีวัตถุที่ไม่เป็นรองวิหคเพลิง แต่กลับไม่ยอมเอาออกมาใช้ แต่เอาตัด กองทัพมาหลอกพวกเราเสียได้!”
“เขาไม่ได้มีเจตนาดีมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว” เฉียวอวิ๋นซีจ้องมองไปยัง ทิศทางที่สิ่งเปุยเฉินหายตัวไปด้วยดวงตาเดือดดาล “แต่ค่ายกลกระบี่นั่น ของเขาไม่น่าจะใช่อาวุธวิเศษประเภทบิน การกระตุ้นใช้ค่ายกลกระบี่ น่าจะสร้างอาการบาดเจ็บให้กับเขา และเพราะว่าจนใจ เขาจึงจำต้องใช้ ค่ายกลนี้”
เนี่ยเทียนเงียบงันไม่พูดจา ในใจเขารู้ดีว่าค่ายกลกระบี่ที่สิ่งเปุยเฉินใช้ มีความลี้ลับเหมือนวิชาดาวเปล่งประกายระยะไกลของเขา
วิชาการหายตัวที่ทำให้หลุดพ้นไปจากสนามรบได้ในชั่วพริบตาเช่นนี้ มักจะมีพลังโจมตีกลับต่อผู้ที่ร่ายเวท พายุกระบี่แสงของสิ่งเปุยเฉินถูก กระแสปั่นปุวนหุนตุ้นทำลายจนเขาได้รับบาดเจ็บ บวกกับการร่ายใช้ค่าย กลกระบี่นี้ เขาย่อมอยู่อย่างสงบไปอีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง
“คนผู้นี้เป็นบ้าไปแล้วหรือไง? เขากล้าลงมือกับเจ้าและข้าได้อย่างไร? เขาไม่กลัวหรือว่าพอเรื่องถูกเปิดโปง สำนักสามกระบี่จะคุ้มครองเขา ไม่ได้?” เฉียวอวิ๋นซีกล่าวอย่างเหลือเชื่อ
อินย่าหนันลังเลไปครู่ ก่อนจะพูดเนิบช้า “ข้าเคยได้ยินมาว่าเจ้าคนผู้นี้ ไม่ใช่คนของดินแดนปราการดวงดาว เขาถูกเจ้าสำนักสามกระบี่พาตัวมา จากสถานที่แห่งหนึ่ง บางทีอาจเพราะเหตุนี้ เขาจึงไม่รู้สึกผูกพันกับสำนัก สามกระบี่ ไม่ได้มองเห็นสำนักสามกระบี่เป็นสำนักที่แท้จริงของตัวเอง”
“ขนาดสำนักสามกระบี่ที่ตั้งใจฝึกฝนอบรมเขา เขาก็ยังไม่แยแส แน่นอนว่าย่อมไม่สนใจฐานะของเจ้าและข้า”
“ข้าเดาว่าเขามาจากอาณาจักรแห่งอื่น ซึ่งอาจเป็นอาณาจักรที่ แข็งแกร่งยิ่งกว่าดินแดนปราการดวงดาวของพวกเรา และเขาก็อาจจะมา อยู่สำนักสามกระบี่เพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น”
เฉียวอวิ๋นซีตะลึงงัน “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
“นี่คือความลับของสำนักคุมสัตว์ข้า” อินย่าหนันแค่นเสียง
ขณะที่พวกนางสองคนพูดคุยกัน เนี่ยเทียนก็นั่งลงเงียบๆ ก่อนจะหยิบ หินวิเศษออกมาฟื้นฟูพลังวิญญาณ
การต่อสู้กับสิ่งเปุยเฉินครั้งทำให้เขาเกือบตาย การใช้หมัดเทพค้ำฟูา พิโรธและกระแสปั่นปุวนหุนตุ้นก็เผาผลาญพลังงานเขามากเกินไป เขาจึง จำเป็นต้องพยายามฟื้นฟูพลังกลับมาให้ได้มากที่สุด
นอกจากนี้แล้ว เขายังมีบาดแผลอีกไม่น้อย ทั่วร่างเขาเต็มไปด้วยรอย เลือด เขาจึงจำเป็นต้องใช้เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่มาฟื้นพลังโดยเร็วที่สุด
เมื่อรู้ว่าค่ายกลกระบี่ของสิ่งเปุยเฉินแฝงไว้ด้วยพลังของการหายตัว อินย่าหนันเองก็ล้มเลิกความคิดที่จะเรียกงูเหลือมเลือดน้ำแข็งไล่ตามไป สังหารเขา
รอจนนางสังเกตเห็นว่าเนี่ยเทียนเริ่มทำเวลารักษาบาดแผล ฟื้นฟูพลัง กลับมา นางก็ไม่มัวพูดมากกับเฉียวอวิ๋นซีอีกต่อไป เพียงข่มกลั้นอาการ บาดเจ็บแล้วค่อยๆ ลอยไปยังหินอุกกาบาตที่งูเหลือมเลือดน้ำแข็งซ่อนตัว อยู่
เห็นได้ชัดว่านางเองก็เป็นกังวลว่าสิ่งเปุยเฉินจะไปแล้วย้อนกลับมา และรู้สึกว่ามีงูเหลือมเลือดน้ำแข็งอยู่ข้างกายถึงจะปลอดภัยกว่า
“หุ่นเชิดเลือดตัวนั้นของเจ้าอย่าเอาเก็บไว้ในแหวนเก็บของอีกล่ะ เอาไว้ข้างนอกตลอดไปเลย” ตอนที่นางกำลังจะจากไป เฉียวอวิ๋นซีก็สั่ง ความเนี่ยเทียนอย่างหวาดผวาไม่คลาย
เนี่ยเทียนลืมตามองนางแล้วพยักหน้ารับ ก่อนจะโยนผลึกวิญญาณให้ นางก้อนหนึ่ง “รีบฟื้นพลัง”
เฉียวอวิ๋นซีรับผลึกมา ใบหน้าเผยความซาบซึ้งน้อยๆ แต่กลับไม่ได้ เอ่ยขอบคุณ เพียงนั่งลงอย่างเชื่อฟัง
“เอาให้ข้าด้วย ข้าเองก็ถูกค่ายกระบี่วิญญาณแตกเจ็ดชั้นทำร้ายจิต วิญญาณที่แท้จริงเหมือนกัน” อินย่าหนันที่บินออกจากหินอุกกาบาตไป แล้วพลันหันกลับมาแบมือขอเนี่ยเทียน “เอ่อ จะอย่างไรพวกเราก็ถือว่า เป็นสหายที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันแล้ว เจ้าคงไม่ขี้งกขนาดนั้นกระมัง?”
“ให้เจ้าก้อนหนึ่งก็ได้” เนี่ยเทียนโยนผลึกวิญญาณออกมาอีกก้อน
——