ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 750 บุปผาเก้าดาราที่ออกดอก!
อินย่าหนันรับผลึกจิตวิญญาณก้อนนั้นไป ดวงตาก็ฉายประกายยินดี เสี้ยวหนึ่ง เมื่อพยักหน้าให้เนี่ยเทียนหนึ่งครั้งก็ทะยานตัวไปยังหิน อุกกาบาตที่งูเหลือมเลือดน้ำแข็งอยู่อย่างรวดเร็ว
ตอนที่นางบินไป เลือดสดเป็นหยดๆ ที่มีกลิ่นหอมหวนก็ลอยปลิวมา ตามอากาศด้วย
นางถูกแสงกระบี่ของสิ่งเปุยเฉินแทงเข้ามาในร่าง ตอนนี้อาการ บาดเจ็บจึงไม่เบานัก แม้แต่เวลาห้ามเลือดก็ยังไม่มี
“ทำไมเจ้าต้องให้ผลึกจิตวิญญาณนางไปด้วย?” เฉียวอวิ๋นซีแค่นเสียง ในลำคอ “หรือว่าเจ้าถูกใจนาง? อย่าลืมล่ะว่าพอนางเห็นท่าไม่ดีก็คิดจะ ร่วมมือกับสิ่งเปุยเฉินมาสังหารเจ้าทันที!”
“หากนางฟื้นตัวได้เร็วจะมีประโยชน์ต่อพวกเรา” เนี่ยเทียนกล่าว
หลังจากที่จู่ๆ สิ่งเปุยเฉินก็พลิกหน้าเปลี่ยนมาเป็นศัตรู ที่นี่จึงเหลือแค่ พวกเขาสามคน ใครก็ไม่รู้ว่าคนของสุขาวดีที่จากไปแล้วจะย้อนกลับมา หรือไม่ ไม่รู้ว่าสิ่งเปุยเฉินจะฟื้นฟูอาการบาดเจ็บแล้วกลับมาเล่นงานพวก เขาอีกเมื่อไหร่
นอกจากนี้พวกชนต่างเผ่าก็อาจอาศัยยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ทิ้งไว้ในจุดอื่น คลำทางมาเจอพวกเขาก็เป็นได้
พลังของโครงกระดูกปีศาจเลือดที่เหลืออยู่ไม่มากพอ หากมีเขต วิญญาณปรากฏตัวขึ้นเมื่อไหร่ ต่อให้เนี่ยเทียนมีโครงกระดูกปีศาจเลือด และเรือดาราก็ต้องตกอยู่ในการต่อสู้ที่ยากลำบาก
หากเขตวิญญาณที่มาเยือนไม่ใช่แค่คนเดียว เกรงว่าเนี่ยเทียนก็คงได้ แต่หนีหัวซุกหัวซุนเท่านั้น
หากอินย่าหนันฟื้นคืนพลังกลับมาอย่างรวดเร็ว และอาศัยงูเหลือม เลือดน้ำแข็งที่ได้ชุบหลอมพลังของงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ระดับแปดก็จะ ช่วยพวกเขาได้มาก
การสื่อสารระหว่างนางและงูเหลือมเลือดน้ำแข็งจำเป็นต้องให้จิต วิญญาณที่แท้จริงมีความแข็งแกร่งมากพอ ผลึกจิตวิญญาณสามารถช่วย ให้นางรวบรวมพลังจิตวิญญาณที่เผาผลาญไปและได้เติมเต็มมหาสมุทร จิตวิญญาณอีกครั้ง
“เจ้าจะรู้ได้ยังไงว่านางจะมีเจตนาดีกับพวกเราตลอดไป?” เฉียวอวิ๋น ซียังคงเป็นกังวล นางพูดเสียงเบาๆ “หุ่นเชิดเลือดตัวนั้นของเจ้าไม่ สามารถเอามาสังหารคนที่แข็งแกร่งได้อย่างตอนที่สังหารพวกหงเสียน จริงๆ หรือ?”
“ตอนนี้ยังทำไม่ได้” เนี่ยเทียนกล่าว
“ถ้าเป็นอย่างนี้พวกเราก็ต้องระวังนางไว้ด้วย หากนางเป็นเหมือนสิ่ง เปุยเฉินที่คิดจะชิงผลึกจิตวิญญาณและแมลงกัดทองไปจากมือของเจ้า รอ จนงูเหลือมเลือดน้ำแข็งของนางชุบหลอมสัตว์วิเศษตัวนั้นเสร็จ หากนาง คิดจะลงมือกับเจ้า เจ้าจะทำอย่างไร?” เฉียวอวิ๋นซีกล่าวอย่างเป็นกังวล
“นางไม่มีค่ายกระบี่วิญญาณแตกเจ็ดชั้นเช่นสิ่งเปุยเฉิน ไม่สามารถ สร้างตราผนึกจิตวิญญาณของข้าได้ ข้าสามารถอาศัยเรือดาราหนีไปจาก นางอย่างรวดเร็ว” เนี่ยเทียนยิ้มอย่างไม่แยแสแม้แต่น้อย “วางใจเถอะ หากสู้ไม่ได้ พวกเรายังสามารถถอยหนีได้เต็มตัว หากนางกล้าลงมือจริงๆ แล้วข้าโมโหขึ้นมา ต่อให้ต้องใช้หินดวงดาวทั้งหมดข้าก็ไม่เสียดายที่จะให้ นางได้ลิ้มรสบทเรียนแห่งความเจ็บปวดเสียบ้าง!”
“ก็ได้” เฉียวอวิ๋นซีพยักหน้ารับอย่างไม่เต็มใจ
จากนั้นคนทั้งสองก็ไม่พูดคุยกันอีก ต่างคนต่างหลับตาใช้หินวิเศษ ผลึกจิตวิญญาณมาพยายามฟื้นฟูพลังการต่อสู้ให้ได้มากที่สุด
ระหว่างนั้นเนี่ยเทียนยังส่งจิงชี่เลือดเนื้อให้ลอยเข้าไปในแหวนเก็บ ของ และตามหานางพญาแมลงกัดทองนั้นมาก่อน
จากนั้นเขาก็ร่ายใช้พรสวรรค์การสูบดึงพลังชีวิตทันที
พลังเลือดลมที่ปะปนไว้ด้วยแสงสีทอง เส้นสีทองถูกสายเลือดแห่งชีวิต ของเขาดึงออกมาจากนางพญาแมลงกัดทองสีทองอร่ามอย่างรวดเร็ว
นางพญาแมลงกัดทองมีระดับไม่แน่ชัด ต่อให้จะแข็งแกร่งกว่าแมลง กัดทองตัวอื่น ทว่าก็ยังมีขนาดแค่กำปั้นเท่านั้น
เมื่อเทียบกับชนต่างเผ่าที่มีสายเลือดแข็งแกร่งและสัตว์วิเศษตัวใหญ่ ยักษ์แล้ว แมลงกัดทองตัวนี้นับว่าตัวเล็กกว่าหลายเท่า
ทว่าในศพที่เล็กๆ ของมันกลับแฝงเร้นไว้ด้วยปราณเลือดเนื้อที่เปี่ยม ล้นสุดขีด พลังเลือดลมเป็นเส้นๆ ถูกสายเลือดแห่งชีวิตดึงออกมา บน
เปลือกของแมลงกัดทองตัวนั้นที่คล้ายนาบประทับลวดลายสีทองที่ลึกลับ เอาไว้ มาบัดนี้ลวดลายค่อยๆ จางลง จนกระทั่งหายวับไปไม่เหลืออยู่อีก
ขณะเดียวกัน ในโซ่ผลึกสายเลือดแต่ละเส้นของปราณเลือดสีเขียวใน หัวใจของเนี่ยเทียนก็พลันมีแสงสีเขียวเพิ่มขึ้นมาอีกเยอะมาก
แสงสีเขียวประหนึ่งดวงดาวดารดาษที่ส่องแสงพร่างพราวซึ่งซุกซ่อน สัจธรรมความจริงของสายเลือดแห่งชีวิตเอาไว้
เนี่ยเทียนรู้แน่ชัดดีว่า หากพรสวรรค์ทางสายเลือดอย่างใหม่ถูกปลุก ให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็จะกระตุ้นให้แสงสีเขียวมีเพิ่มมากขึ้น
ประกายแสงนั้นคือตราประทับทางสายเลือดที่คงอยู่ตลอดกาลไม่มอด ดับ
การถือกำเนิดของตราประทับจำนวนมากจะทำให้สายเลือดแห่งชีวิต เกิดการแปรสภาพอย่างรวดเร็วและเกิดเป็นพรสวรรค์รูปแบบใหม่
มองเห็นตราประทับทางสายเลือดที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เขาก็แอบ ตื่นเต้น
หนึ่งชั่วยามต่อมา พลังเลือดลมที่เหลืออยู่ในร่างของนางพญาแมลง กัดทองตัวนั้นก็ถูกสูบดึงพลังชีวิตไปจนหมด
หลังจากสูญเสียพลังทั้งหมดไป เรือนกายของนางพญาแมลงที่อยู่ใน แหวนเก็บของของเขาก็สลายกลายมาเป็นเศษผงสีทอง ไร้ความมหัศจรรย์ ใดๆ อีก
ทว่าเวลานี้ ปราณเลือดสีเขียวเส้นนั้นกลับยังคงไม่สามารถสะสม พลังงานที่มากพอจะทำให้มันจำศีลเพื่อแปรสภาพอีกครั้งได้
หลังจากสบถด่าอยู่กับตัวเองประโยคหนึ่ง เนี่ยเทียนก็อาศัยจิงชี่เลือด เนื้อมาสูบดึงพลังของแมลงกัดทองตัวอื่น
แมลงกัดทองตัวหนึ่งที่ขนาดเท่าหัวแม่มือถูกดึงเลือดลมไปอย่าง รวดเร็วและกลายมาเป็นผงสีทองไม่ต่างจากตัวแรก
เนี่ยเทียนสังเกตอย่างละเอียด ไม่นานก็ค้นพบว่าพลังเลือดลมในแมลง กัดทองไม่ได้กระตุ้นให้สายเลือดแห่งชีวิตของเขาเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือแม้แต่ตราประทับทางสายเลือดสักจุดก็ยังไม่ถูกกระตุ้นออกมา
เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พลันกระจ่างแจ้งว่าเดิมทีเลือดลมของแมลงกัด ทองก็ไม่นับว่าแข็งแกร่งมากนัก
ที่สายเลือดแห่งชีวิตสามารถกระตุ้นตราประทับทางสายเลือดให้ เกิดขึ้นได้มากมาย ทั้งยังมีแสงสว่างสีเขียวจำนวนมากปรากฏขึ้น น่าจะ เป็นเพราะสายเลือดเก่าแก่ในตัวของนางพญาแมลงซึ่งไปกระตุ้นสายเลือด แห่งชีวิตของเขา
แมลงกัดทองตัวอื่นๆ ล้วนเกิดมาจากร่างของมัน สายเลือดที่มีอยู่จึง ไม่สมบูรณ์แบบเท่ามัน
มีสายเลือดของมันอยู่ ความช่วยเหลือที่แมลงกัดทองตัวอื่นมีต่อ สายเลือดแห่งชีวิตของเขาจึงน้อยนิดยิ่งนัก
พลังงานเล็กน้อยที่อยู่ในแมลงกัดทองตัวเล็กๆ ยังเทียบกับชนต่างเผ่า สายเลือดระดับเจ็ดไม่ได้ เมื่อความลี้ลับทางสายเลือดของพวกมันถูก ผสานรวมเข้ามาจึงไม่ได้สร้างความมหัศจรรย์เท่าไหร่นัก
“ช่างเถอะ เลือดลมอ่อนจางพวกนั้นช่วยได้น้อยมาก แบบนี้ก็สู้เก็บ เอาไว้ขายในภายหลัง หรือไม่ก็ผสานรวมเข้ากับวัตถุดีกว่า”
เขาตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็ไม่ใช้สายเลือดแห่งชีวิตดูดซับเอา พลังของแมลงกัดทองต่อ
เขาเปลี่ยนมาใช้ผลึกจิตวิญญาณและหินวิเศษประเภทต่างๆ รวมไป ถึงเนื้อสัตว์วิเศษที่เก็บไว้บางส่วนมาเต็มเติมพลังในการต่อสู้
เขาอาศัยผลึกจิตวิญญาณ หินวิเศษต่างๆ มากรอกเทพลังจิตวิญญาณ ให้กับจิตวิญญาณแห่งดวงดาวและจิตวิญญาณที่แท้จริงก่อนเป็นอันดับ แรก เพื่อให้พลังของน้ำวนเปลวเพลิง น้ำวนพืชหญ้าและโอสถวิญญาณถูก รวบรวมกลับมาอีกครั้ง
สุดท้ายเขาถึงใช้หินดวงดาวมาชดเชยพลังงานของน้ำวนดวงดาวที่เผา ผลาญไป
ตอนที่เขาชุบหลอมหินดวงดาว เขาพลันค้นพบว่าความเร็วในการ หมุนของน้ำวนดวงดาวเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า
เขาจึงหันไปมองน้ำวนดวงดาวด้วยความประหลาดใจ จากนั้นถึง พบว่าบุปผาเก้าดาราที่ฝังรากอยู่ในทะเลสาบดวงดาวของเขามีการ เปลี่ยนแปลงอย่างใหม่เกิดขึ้น
บุปผาเก้าดาราต้นนั้นมีดอกสามดอกที่เปลี่ยนมาเป็นเปล่งประกาย เจิดจ้าผิดปกติ มันเปลี่ยนมาเป็นโปร่งใสแวววาว สะดุดตาเหมือนดวงดาว ที่แท้จริง
บุปผาเก้าดาราชักนำแสงดาวในทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่เอามาชุบ หลอมอยู่ตลอดเวลา พอมันเติบโตขึ้น กลีบดอกสามดอกที่พอดูดซับพลัง ดวงดาวมาได้มากพอแล้วก็เหมือนถูกชุบหลอมจนถึงขีดสุด
ในดอกไม้นั้นคือแสงเจิดจ้าที่สะดุดตาราวแสงดวงดาวและคล้ายจะ แฝงเร้นพลังดวงดาวที่ไม่ธรรมดาเอาไว้
เขาพลันรู้สึกว่าหากพลังดวงดาวในน้ำวนดวงดาวของเขาถูกใช้จน หมดไป เขาก็สามารถดึงเอาพลังดวงดาวจากในบุปผาเก้าดารานี้ออกมา ใช้ต่อสู้ได้!
เกรงว่าพลังดวงดาวที่อยู่ในบุปผาเก้าดาราดอกนั้นคงไม่ด้อยไปกว่า หยดดาวในทะเลสาบดวงดาวของเขาเลยแม้แต่น้อย
นี่จะหมายความว่าเมื่อมีบุปผาเก้าดารา ก็เท่ากับว่ามีน้ำวนดวงดาว เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งลูกเพื่อคอยมอบพลังให้กับเขาใช่หรือไม่?
“บุปผาเก้าดาราสามารถดูดซับพลังดวงดาวมาชุบหลอม เท่ากับว่า เป็นต้นกำเนิดของพลังดวงดาว? ผู้ฝึกลมปราณที่แข็งแกร่งของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวต่างก็ตามหาบุปผาเก้าดารากันอย่างยากลำบาก ดูท่า แล้วหาใช่จะไม่มีเหตุผล!”
เขาพลันลืมตาโพลง ในดวงตาเปล่งประกายแห่งความยินดี และก็เริ่ม รู้สึกว่าดอกไม้ประหลาดที่ตอนแรกเขารังเกียจนี้ วันหน้ามันอาจจะเป็น กุญแจสำคัญที่ทำให้เขาแข็งแกร่ง
“เอ๊ะ เจ้าตื่นแล้วรึ?” เขาหันไปมองเฉียวอวิ๋นซีด้วยความแปลกใจ
เฉียวอวิ๋นซีนั่งอยู่บนวิหคเพลิง ทว่าดวงตากลับจ้องเขานิ่ง สีหน้าก็เต็ม ไปด้วยความอยากรู้
“ข้าไม่ได้บาดเจ็บอะไรมากสักหน่อย บวกกับที่พลังของข้ามีแค่เปลว เพลิง แน่นอนว่าย่อมฟื้นตัวได้เร็ว” เฉียวอวิ๋นซีตอบรับหนึ่งประโยคแล้วชี้ ไปยังหินอุกกาบาตก้อนที่อินย่าหนันอยู่ “ทางฝุายของนางก็ใกล้จะยุติ แล้ว”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” เนี่ยเทียนตะลึงงัน
“ตอนที่เจ้าฝึกตน ข้าได้ยินเสียงยินดีจากงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง แสดง ว่างูเหลือมเลือดน้ำแข็งนั่นน่าจะชุบหลอมสำเร็จก่อนแล้ว” เฉียวอวิ๋นซีก ล่าว
“ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง”
ผ่านไปอีกพักหนึ่งอินย่าหนันก็บินมาจากหินอุกกาบาตก้อนนั้นด้วยสี หน้าสดชื่นดังคาด
ว่างูเหลือมเลือดน้ำแข็งตัวนั้นกลับเปลี่ยนมาเป็นลายสักอย่างหนึ่ง ซึ่ง ปรากฏอยู่บนผิวหน้าท้องที่ไร้ไขมันของนาง ราวกับว่าผสานรวมเป็นร่าง เดียวกับนาง
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่อยู่ในลักษณะของรอยสักคล้ายอยู่ในภาวะจำ ศีลที่แปลกประหลาด แม้แต่สายเลือดแห่งชีวิตของเนี่ยเทียนก็ยังได้แค่ สัมผัสถึงคลื่นเลือดลมของมันอย่างเลือนราง
สายเลือดแห่งชีวิตของเขาแผ่ไปยังหินอุกกาบาตก้อนนั้น แต่กลับ สัมผัสไม่ได้ถึงปราณของงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ระดับแปด
งูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ตัวนั้นอาจถูกชุบหลอมอย่างสมบูรณ์แบบหรือไม่ ก็ถูกอินย่าหนันเก็บไปแล้ว
บนร่างของอินย่าหนันไม่เหลือรอยบาดเจ็บใดๆ อีกทั้งเลือดลมยัง เปี่ยมล้น สีหน้าสีตาสดใสกระปรี้กระเปร่า
“อาการบาดเจ็บของเจ้าหายเร็วขนาดนี้เชียวหรือ ไม่เหลือแม้แต่รอย แผลเป็นสักรอยด้วย” อินย่าหนันเองก็ตะลึงอย่างมาก
นางมีวิธีการที่พิเศษซึ่งทำให้บาดแผลประสานตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่ กลับนึกไม่ถึงว่าเนี่ยเทียนเองก็จะเป็นเหมือนกัน ซึ่งตอนนี้บนร่างของเขา ไม่เหลือร่องรอยบาดแผลใดๆ ให้เห็น
“สถานที่แห่งนี้ไม่ควรอยู่นาน พวกเราเปลี่ยนทิศทางอ้อมไปทางอื่น ก่อน และพยายามหลบทิศทางที่เขาสุขาวดีมุ่งหน้าไปให้ได้มากที่สุด” เฉียวอวิ๋นซีกล่าว
อินย่าหนันและเนี่ยเทียนต่างก็เห็นด้วย
หลังจากนั้นคนทั้งสองก็บินเข้าไปในวิหคเพลิงอีกครั้ง พวกเขาใช้วิหค เพลิงเป็นอาวุธวิเศษประเภทบินลำเดียวที่ห้อทะยานไปทิศทางซึ่งต่างจาก เขาสุขาวดี ตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวาน
ระหว่างทางพวกเขาเห็นว่าหินอุกกาบาตหลายก้อนมีร่องรอยการขุด เจาะที่เด่นชัด
มองเห็นหินอุกกาบาตพวกนี้ พวกเขาก็พอจะเดาได้ว่าบางทีอาจ เพราะตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานไม่ยอมถอดใจง่ายๆ พอจากไปถึงได้ ทำการสำรวจหินอุกกาบาตไปทั่วด้าน หมายจะหาศพของสัตว์วิเศษให้ เจอมากกว่าเดิม แต่ไม่รู้ว่าพวกเขาทำสำเร็จหรือไม่
และพวกเขาก็เลี่ยงผ่านหินอุกกาบาตประเภทนี้เช่นกัน หลายวัน ต่อมา เฉียวอวิ๋นซีก็พบยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์อีกชิ้นนั้น
ยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้นทำให้เฉียวอวิ๋นซีรู้ทิศทางที่แน่นอน รู้ว่าสำนัก ไฟศักดิ์สิทธิ์ของพวกนางอยู่ใกล้มากแล้ว
ผ่านไปอีกหลายวัน วิหคเพลิงก็ลอดผ่านกลุ่มหินอุกกาบาตที่รวมตัว กันหนาแน่นมา และพลันได้เห็นแผ่นดินขนาดใหญ่ยักษ์ผืนหนึ่ง
“ที่นั่นแหละ! นั่นคือสถานที่ที่ผู้อาวุโสใหญ่มาทำการสำเร็จ มันเคย เป็นจุดศูนย์กลางของอาณาจักรใหญ่แห่งหนึ่งมาก่อน! จนถึงทุกวันนี้ แผ่นดินนั้นยังมีพลังงานฟูาดินเหลืออยู่เลย! มันคือจุดศูนย์กลางของ อาณาจักรที่แตกสลาย!”