ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 751 อาณาจักรแตกสลาย
เนี่ยเทียนทีเดิมทีนั่งนิ่งอยู่บนวิหคเพลิงพลันผุดลุกขึ้นยืน เขาเพ่งสมาธิ มองไปข้างหน้าแล้วก็ต้องตกตะลึงอย่างหนัก
พื้นที่พวกเขาอยู่ก่อนหน้านี้มีแต่หินอุกกาบาตที่มากมายดุจมหาสมุทร เส้นสายตาของพวกเขาถูกจำกัดให้ไม่สามารถมองทิศทางที่ที่อยู่เบื้องหน้า ได้
ทว่ายามนี้ระหว่างพวกเขาและแผ่นดินที่เฉียวอวิ๋นซีพูดถึงกลับไม่มีสิ่ง กีดขวางใดๆ นี่จึงทำให้พวกเขามองเห็นแผ่นดินผืนนั้นได้อย่างชัดเจน
แผ่นดินผืนนั้นมีขนาดกว้างใหญ่มากในสายตาของเขา ลักษณะคล้าย ลูกกลมที่ถูกผ่าออกครึ่งหนึ่งแล้วหันด้านที่โค้งมนขึ้นข้างบน
แผ่นดินลักษณะครึ่งลูกกลมนั้นถูกเถาวัลย์หนายาวรัดพันเอาไว้ เถาวัลย์พวกนั้นเป็นสีเทาเข้มคล้ายโซ่ตรวนที่พันธนาการแผ่นดินครึ่ง วงกลมเอาไว้อย่างแน่นหนา
เขาสามารถมองเห็นว่าแท้จริงแล้วแผ่นดินครึ่งลูกกลมนี้ได้ปริแตก ออกจากกันนานแล้ว
ส่วนที่ปริแตกหากไม่ถูกพันธนาการไว้ก็น่าจะกลายมาเป็นหิน อุกกาบาตที่กระจายไปรอบด้าน
เถาวัลย์ที่เหมือนโซ่ตรวนพันธนาการไว้แค่แผ่นดินครึ่งลูกกลมเท่านั้น นั่นจึงเป็นเหตุให้แผ่นดินขนาดใหญ่ยักษ์ไม่แตกสลายออกจากกัน
แผ่นดินขนาดมโหฬารเช่นนี้ ด้านบนมีเถาวัลย์สีเทาเข้มอยู่หลายเส้น ทั้งยังมองเห็นได้แต่ไกล นี่หมายความว่าเถาวัลย์ทุกเส้นต้องหนาและยาว จนน่าตะลึงมากอย่างแน่นอน
“แผ่นดินผืนนั้นเคยเป็นจุดศูนย์กลางของอาณาจักรแห่งหนึ่ง?” อินย่า หนันกล่าวอย่างตะลึงพรึงเพริด
“ถูกต้อง” เฉียวอวิ๋นซีสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งทีแล้วกล่าวด้วยสีหน้า เคร่งขรึม “ดูจากข้อมูลที่ทิ้งไว้ในยันต์ไฟศักดิ์สิทธิ์ชิ้นนั้น ตอนที่อาณาจักร แห่งนี้ยังไม่พังทลาย มันอาจจะใหญ่ยิ่งกว่าอาณาจักรใดๆ ในดินแดน ปราการดวงดาวของเราหลายสิบเท่า! บางทีหินอุกกาบาตจำนวนนับไม่ ถ้วนในทะเลหินอุกกาบาตที่พวกเขาลอดผ่านมาก็อาจจะมาจาก อาณาจักรขนาดใหญ่ยักษ์แห่งนี้”
“น่าเสียดายที่ไม่รู้ว่ามันผ่านอะไรมา อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ถึงได้แตก สลายเป็นเสี่ยงๆ เช่นนี้ได้”
เนี่ยเทียนเอ่ยเสียงหนัก “สงคราม! สงครามระหว่างชนเผ่า!”
ฟูาดินลึกลับที่เขาเข้าไปผ่านรอยแยกห้วงมิติหกเส้นก็เป็นเช่นนี้
เนื่องจากสงครามเมื่อครั้งบรรพกาล แผ่นดินชั้นบนจึงได้แตกกระจาย ออกเป็นเสี่ยงๆ และกลายมาเป็นแผ่นดินลอยตัวหลายแผ่น
พอทำสงครามกับชนเผ่าวิญญาณโบราณ ภูตผีปีศาจ อสูรกาย เผ่าไม้ และเผ่าโครงกระดูกที่เคยใช้ชีวิตอยู่บนแผ่นดินด้านบนก็ต้องถูกบีบให้ย้าย ไปอยู่ที่อื่นอย่างน่าอนาถ
มาตุภูมิของพวกเขาแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พวกเขาจึงได้แต่หา อาณาจักรแห่งอื่นเพื่ออยู่อาศัย
ก่อนหน้านี้เมื่อนานมากแล้ว ดินแดนดาวตกก็คือแดนสุขาวดีที่ชนต่าง เผ่าตามหา
แผ่นดินขนาดใหญ่ยักษ์ที่อยู่ข้างหน้านี้น่าจะเคยมีสงครามในทำนอง เดียวกันเกิดขึ้นมาก่อน แต่เขาไม่รู้แน่ชัดว่าผู้ชนะจะเป็นชนเผ่าวิญญาณ โบราณหรือว่าชนเผ่าอื่นๆ
เขารู้แค่ว่าพื้นที่ต้องห้ามที่พวกเขาอยู่ในตอนนี้น่าจะเป็นอาณาจักร ดวงดาวที่เคยรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง
บางทีก่อนหน้านี้สถานที่แห่งนี้อาจจะครึกครื้นยิ่งกว่า และมีสิ่งมีชีวิต จำนวนนับไม่ถ้วนอยู่อาศัยมากกว่าดินแดนปราการดวงดาวเสียอีก
“เจ้าพูดถูกแล้ว น่าจะเป็นการต่อสู้ระหว่างชนเผ่า” อินย่าหนันหนัน ถอนหายใจหนึ่งที “หาไม่แล้ว ซากศพของงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ระดับแปด สัตว์เพลิงฟูาระดับแปดและแมลงกัดทองก็คงไม่ถูกซ่อนอยู่ในหิน อุกกาบาตที่แตกกระจายออกมา นึกไม่ถึงเลยว่าอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ขนาด นี้ อาณาจักรดวงดาวที่เคยเจริญรุ่งเรืองขนาดนี้จะตกต่ำมาได้ถึงเพียงนี้”
“นับแต่นี้เป็นต้นไป ทุกคนต้องระวังตัวกันให้มาก พวกเราอาจเจอคน ของเขาสุขาวดีหรือไม่ก็ผู้แข็งแกร่งจากอาณาจักรอื่น” เฉียวอวิ๋นซีมี ท่าทางระมัดระวังอย่างมาก “แม้แต่ชนต่างเผ่าก็อาจจะมาปรากฏตัวอยู่ ที่นี่ เพียงแต่ไม่รู้ว่าตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน ข้าแค่หวังว่าก่อนหน้าที่ยังไม่ เจอกับผู้อาวุโสใหญ่ พวกเราจะไม่เจอกับพวกเขา”
อินย่าหนันแค่นเสียงในลำคอหนึ่งที “แต่ข้าอยากเจอเจ้าสิ่งเปุยเฉินผู้ นั้น!”
หลังจากที่งูเหลือมเลือดน้ำแข็งดูดซับพลังที่เหลืออยู่ของงูเหลือม น้ำแข็งยักษ์ระดับแปดไปแล้ว ตอนนี้นางจึงมีความมั่นใจมากพอว่าหากสิ่ง เปุยเฉินกล้าปรากฏตัวอีก นางก็จะสังหารเขาให้ตายคาที่ได้
งูเหลือมเลือดน้ำแข็งกลายมาเป็นลายสักที่ขดตัวอยู่ตรงหน้าท้องของ นาง ต่อให้สิ่งเปุยเฉินใช้ค่ายกระบี่วิญญาณแตกเจ็ดชั้นก็ยากที่จะ พันธนาการนางได้อีก
เนี่ยเทียนหรี่ตาลง มองไปที่หน้าท้องของนาง “เมื่อไหร่ที่งูเหลือม เลือดน้ำแข็งจะเลื่อนขั้นอีกครั้ง?”
หลังจากที่ตรงหน้าท้องของอินย่าหนันซึ่งมีเรือนกายแข็งแกร่งเร่าร้อน ประหนึ่งเสือดาวเพศเมียมีลายสักของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งปรากฏขึ้นมา ในสายตาของเนี่ยเทียนก็เหมือนว่าในความปุาเถื่อนของนางได้มีความเย้า ยวนล่อลวงใจคนเพิ่มขึ้นมาอีกไม่น้อย
“การเลื่อนขั้นเป็นเรื่องที่ไม่ช้าหรือเร็วก็ต้องเกิดขึ้น” อินย่าหนันสี หน้าเย่อหยิ่ง “ต่อให้เป็นตอนนี้ พลังการต่อสู้ของงูเหลือมเลือดน้ำแข็ง ของข้าก็ไม่น่าจะเป็นรองพลังของหุ่นเชิดเลือดตัวนั้นของเจ้าตอนที่ฆ่าหง เสียนจากสำนักข้า”
ความหมายในคำพูดของนางก็คือหากโครงกระดูกปีศาจเลือดไม่ฟื้น คืนพลังสูงสุด มันก็ไม่อยู่ในสายตาของนางแม้แต่น้อย
เนี่ยเทียนหัวเราะหึหึ “เจ้าน่าจะเข้าใจว่านอกจากหุ่นเชิดตัวนั้น ข้ายัง มีอาวุธวิเศษประเภทบินที่สร้างภัยคุกคามให้กับงูเหลือมเลือดน้ำแข็งของ เจ้าได้”
อินย่าหนันแค่นเสียงเย็น “เห็นแก่ที่เจ้ามอบผลึกจิตวิญญาณให้แก่ข้า หลังจากรบกับสิ่งเปุยเฉิน ตอนนี้ข้าจะยังไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเจ้า”
“อ้อ” เนี่ยเทียนตอบรับอย่างไม่ร้อนไม่หนาว
ขณะที่คนทั้งสองพูดกัน วิหคเพลิงยังคงห้อตะบึงไปกลางอากาศและ ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้แผ่นดินครึ่งวงกลมแห่งนั้น
“คุณพระช่วย เถาวัลย์พวกนั้นใหญ่ขนาดไหนกันแน่!” เฉียวอวิ๋นซีพ ลันร้องอุทานตกตะลึง
ในสายตาของเนี่ยเทียน เถาวัลย์ทุกเส้นใหญ่เหมือนเทือกเขาสีน้ำตาล อ่อน ทั้งยังยาวจนยากจะจินตนาการได้
เถาวัลย์พวกนั้นอ่อนนุ่มราวใยฝูาย แข็งแกร่งราวเหล็กกล้า ต่อให้ผ่าน พ้นเวลามาหลายพันหลายหมื่นปีก็ยังมีพลังพืชหญ้าที่เข้มข้นดำรงอยู่
ขณะที่เนี่ยเทียนเองก็อยากจะอุทานเพราะข่มความตะลึงไว้ไม่ไหว ทันใดนั้นเขาก็พลันรู้สึกว่าตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงตรงหน้าอก ค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นร้อนลวก
ดวงตาเขาฉายประกายประหลาด มั่นใจเต็มร้อยว่าบนแผ่นดินยักษ์ นั่นต้องมีของอะไรบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว อย่างแน่นอน
เขาคาดเดาว่าสิ่งที่ทำให้ตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงเกิดการ เปลี่ยนแปลง อาจมีความเป็นไปได้มากว่าจะเป็นค่ายกลนำส่งที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจัดวางเอาไว้!
“ทางนั้น!” อินย่าหนันชี้ไปยังจุดเล็กๆ ตรงทิศทางหนึ่งแล้วกล่าวว่า “คนของตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวาน!”
จุดเล็กๆ ที่เห็นพวกนั้น แท้จริงแล้วคืออาวุธวิเศษประเภทบินหลายลำ หลังจากอินย่าหนันตรวจสอบอย่างละเอียดก็แน่ใจว่าคนที่หยุดนิ่งอยู่ตรง นั้นก็คือคนของตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานที่เพิ่งแยกกับพวกเขาไปไม่ นาน
วิหคเพลิงจึงบินทะยานเข้าไปใกล้อย่างรวดเร็ว
ไม่นานวิหคเพลิงที่อยู่ใต้ฝุาเท้าของพวกเขาก็ไปถึงจุดที่คนของตระกูล เจี่ยนและตระกูลกวานหยุดพัก
“เป็นพวกเจ้าเองรึ?” กวานฉีมองพวกเขาด้วยความแปลกใจ “สิ่งเปุย เฉินจากสำนักสามกระบี่ล่ะ?”
“อย่าพูดถึงเขาเลย” เฉียวอวิ๋นซีหน้าบึ้ง “หลังจากที่พวกเจ้าสอง ตระกูลจากไป สิ่งเปุยเฉินก็เป็นบ้าไปแล้ว เขาถึงกับลงมือสังหารพวกเรา! สุดท้ายทำไม่สำเร็จจึงหนีไป”
“เป็นไปไม่ได้กระมัง?” กวานฉียิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ “สิ่งเปุยเฉินกล้าลง มือกับพวกเจ้าเชียวรึ? อีกอย่าง นังหนูอินก็มีงูเหลือมเลือดน้ำแข็งไม่ใช่ หรือ? สิ่งเปุยเฉินผู้นั้นนึกยังไงถึงคิดว่าตัวเองจะหนีรอดจากงูเหลือมเลือด น้ำแข็งไปได้?”
“เขาครอบครองค่ายกระบี่วิญญาณแตกเจ็ดชั้นของสำนักสามกระบี่! หลังจากที่ค่ายกลนั้นปรากฏตัวก็กำราบมหาสมุทรจิตวิญญาณของพวก เราเอาไว้ ทำให้พวกเราไม่สามารถเรียกเอาอาวุธออกมาใช้ได้ ศิษย์พี่ ย่าหนันก็ไม่สามารถสื่อสารกับงูเหลือมเลือดน้ำแข็งได้” เฉียวอวิ๋นซีแค่น เสียง
“สำนักสามกระบี่ยอมมอบค่ายกระบี่วิญญาณแตกเจ็ดชั้นให้กับเขา เร็วขนาดนี้เชียวหรือ?” กวานฉีเองก็หน้าเปลี่ยนสีไปในฉับพลัน “ค่ายกล นั้นคือหนึ่งในอาวุธสำคัญสยบสำนักสามกระบี่เชียวนะ เขามีตบะแค่เขตลี้ ลับ ต่อให้ได้ค่ายกระบี่วิญญาณแตกเจ็ดชั้นไปครองก็ไม่สามารถสำแดง อานุภาพมันออกมาได้อย่างเต็มที่”
“หากเกิดข้อผิดพลาดกับค่ายกลนี้ เกรงว่าสำนักกระบี่คงกระอักเลือด แน่นอน!”
อินย่าหนันกล่าว “ก็เพราะว่าขอบเขตของเขาไม่มากพอให้สำแดง อานุภาพที่แท้จริงของค่ายกระบี่วิญญาณแตกเจ็ดชั้นออกมา ต่อให้ร่ายใช้ มันก็ยังทำให้พวกเราโชคดีหนีรอดมาได้”
“ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าชนต่างเผ่าจ้องเล่นงาน อีกทั้งเขาสุขาวดียังแย่งเรือ โบราณทองคำมาจากสำนักหินทองที่พึ่งพาพวกเขา แต่นี่เขายังสร้างศัตรู ไปทั่วโดยการเล่นงานพวกเจ้าสองคน เขาเป็นบ้าไปแล้วจริงๆ หรือไง?” กวานฉีส่ายหัวอย่างไม่เข้าใจ “โง่เขลายิ่งนัก หลังจากที่แยกกับพวกเจ้า เขาก็ตัวคนเดียว จะสร้างปัญหาอะไรได้อีก?”
“ไม่พูดถึงเขาแล้ว” เฉียวอวิ๋นซีสีหน้าหงุดหงิด “หลังจากที่แยกกับ พวกเรา พวกเจ้าได้ผลเก็บเกี่ยวอะไรบ้างไหม?”
พอกล่าวจบ กวานฉีและเจี่ยนก่าวก็ส่ายหน้ายิ้มเจื่อน คนอื่นๆ ใน ตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานเองก็มีท่าทางห่อเหี่ยวไม่ต่างกัน
“แล้วทำไมพวกเจ้าไม่เข้าไปในแผ่นดินใหญ่ที่อยู่ข้างหน้านี้ล่ะ?” อิน ย่าหนันถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
กวานฉีสีหน้าขมขื่นยิ่งกว่าเดิม “ในเมื่อเจียงเฟิงจากเขาสุขาวดีและผู้ อาวุโสเยว่เหยียนสี่แห่งสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ต่างก็อยู่กันข้างใน พวกเราย่อม ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม พวกเรากำลังรอ รอให้ผู้อาวุโสสองท่านของ ตระกูลเรามาถึงจะได้มีพลังมากพอให้ต้านทานเจียงเฟิงได้”
หยุดไปครู่ กวานฉีก็กล่าวขึ้นอีกครั้งอย่างกระอักกระอ่วนไม่น้อย “นอกจากนี้พวกเราก็ทดลองจะเข้าไปแล้วเหมือนกัน แต่กลับเจอปัญหา”
“ริมขอบของแผ่นดินผืนนั้นมีพลังงานที่ยุ่งเหยิงล้อมวนอยู่ มันมีปราณ หลายชนิดปะปนกัน ขีดจำกัดก็มากมายตามไปด้วย” เจี่ยนก่าวจาก ตระกูลเจี่ยนอธิบาย “หากไม่มีแดนว่างเปล่านำทาง คิดจะเข้าไปข้างใน นั้นก็ดูเหมือนจะไม่ง่ายนัก พวกเราสองคนลองดูแล้ว ทว่าล้มเหลวจึงได้ แต่ถอยกลับมา”
“ว่าไงนะ? ขนาดพวกเจ้าก็ยังเข้าไปไม่ได้รึ?” อินย่าหนันอุทานอย่าง ตกใจ
กวานฉีและเจี่ยนก่าวคือเขตวิญญาณช่วงท้าย พวกเขาไม่สามารถฝุา พลังยุ่งเหยิงพวกนั้นไปได้ นั่นก็ไม่เท่ากับว่าพวกเขาสามคนเองก็ยากจะ ข้ามไปได้เหมือนกันหรอกหรือ?