ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 760 พวกเราเอาหมด!
นอกพระราชวังที่กว้างใหญ่
เยว่เหยียนสี่ เจียงเฟิง เจี่ยนถงนั่งหลับตาทำสมาธินิ่งๆ เหนือศีรษะ ของพวกเขาสามคนมีพายุหมุนเล็กๆ ลอยขึ้นมาจากกลางกระหม่อม
พายุหมุนนั้นขนาดไม่ใหญ่แต่กลับชักนำปราณวิญญาณที่เข้มข้นของ แผ่นดินแห่งนี้มา และเหมือนจะทำให้ห้วงเวลาปั่นปุวนด้วย
เยว่เหยียนสี่พลันลืมตาขึ้น จุดลึกในดวงตาเหมือนมีกองเพลิงสองกอง ลุกโชติช่วง
เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวภูเขาไฟระเบิดดังออกมาจากในร่างของเขา เขตพื้นที่ภูเขาไฟที่อยู่ห่างจากที่แห่งนี้ไปไกลพลันมีเปลวเพลิงเป็นกลุ่มๆ ถูกเขาชักนำให้มารวมตัวกันอยู่ในที่แห่งนี้
เบื้องใต้ก้อนเมฆ เปลวเพลิงราวมหาสมุทรสีแดงฉานกลิ้งซัดไล่หลังกัน มา
“ฟิ้ว!”
เงาร่างหนึ่งที่บาดแผลเหวอะหวะเต็มร่างพลันข้ามผ่านความว่างเปล่า มาปรากฏตัวอยู่ที่แห่งนี้กะทันหัน
“พี่กวาน!” เจี่ยนถงลุกพรวดขึ้นยืน หันไปมองยังคนที่มาด้วยความ ร้อนใจ “ท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”
บาดแผลเล็กละเอียดแผ่ไปทั่วร่างของคนที่มา บาดแผลไม่น้อยลึกถึง ขั้นมองเห็นกระดูกคล้ายถูกมีดแหลมคมเฉือน เลือดสดไหลทะลักปุดๆ
แสงกระบี่เล็กๆน้อยๆ จำนวนมากก็ว่ายวนขยุกขยิกอยู่ในบาดแผลที่ ปริแตกของเขาราวกับงูวิเศษ เห็นได้ชัดว่ายังคงทำลายเรือนกายของเขา
คนที่มีร่างกายสูงใหญ่ ซึ่งก็คือกองกำลังเสริมที่กวานฉีเรียกตัวมาจาก ตระกูลผู้นี้ก็คือแดนว่างเปล่าช่วงกลาง กวานฝูุ
สนามแม่เหล็กสีเทาเหลืองหดเล็กลงอย่างรวดเร็วจนกระทั่งปกคลุม บริเวณรอบกายของกวานฝูุเพียงแค่สามเมตร
นั่นก็คือเขตพื้นที่ที่เป็นของกวานฝูุเอง
ในเขตพื้นที่สีเทาเหลืองนั้นมีปราณกระบี่ที่พกพากลิ่นอายความแหลม คมราวกับจะฟาดฟันท้องนภาตวัดฉวัดเฉวียน
“ฟั่บๆๆ!”
ในเขตพื้นที่ของกวานฝูุมีแสงสว่างเจิดจ้าถูกปล่อยออกมาเป็นระยะ นั่นคือการปะทะกันระหว่างพลังของเขากับปราณกระบี่นั้น
ทุกครั้งที่ระเบิดการปะทะ กวานฝูุจะต้องร้องอื้ออึงอยู่ในลำคอ บาดแผลบนร่างก็ปริแตกออกอีก
“พวกเขามาแล้ว”
กวานฝูุคำรามต่ำๆ ราวสัตว์ที่ถูกกักขัง ดวงตาทั้งคู่ที่เป็นสีแดงราวสี เลือดของเขาจ้องเขม็งไปที่ข้างหลัง
เงาร่างมากมายขับเคลื่อนกระบี่บินมาถึงด้วยท่วงท่าองอาจ สีหน้า ผ่อนคลาย
หนึ่งในนั้นก็คือสิ่งเปุยเฉิน
สิ่งเปุยเฉินที่อมยิ้มน้อยๆ หน้าตาไร้พิษสงติดตามมาอยู่ด้านหลังผู้ แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าห้าท่านที่สวมอาภรณ์เหมือนกัน เขาดูไม่เหมือน คนที่ตามมาไล่ฆ่าใคร กลับเหมือนนักเรียนที่ออกมาทัศนาจรนอกสถานที่ บนร่างไม่มีปราณแห่งความดุร้ายอยู่แม้แต่น้อย
ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าห้าท่านจากต่างแดนก็มีสีหน้านิ่งเฉย เยือก เย็นอย่างถึงที่สุด
อาภรณ์ที่พวกเขาสวมใส่ ตรงปากแขนเสื้อไม่เพียงแต่กว้างมาก ทั้งยัง ยาวมากเป็นพิเศษ ตรงสาบเสื้อสลักรูปภูเขาลูกหนึ่งที่มีกระบี่ปักอยู่เต็ม ทั้งลูก
เทือกเขาที่ปักเต็มไปด้วยกระบี่นั้นน่าจะเป็นสัญลักษณ์ที่พิเศษของ สำนักพวกเขา
“พวกเขามาจากดินแดนพงฟูา สำนักภูเขาพันกระบี่!” กวานฝูุร้อง อุทานด้วยความเจ็บปวดหนึ่งที ก่อนจะหันไปอธิบายให้พวกเยว่เหยียนสี่ เจียงเฟิง เจี่ยนถงฟังง่ายๆ “ตามคำบอกของพวกเขา สำนักสามกระบี่ใน ดินแดนปราการดวงดาวเราถูกสร้างขึ้นจากฝีมือของคนสำนักภูเขาพัน กระบี่ สิ่งเปุยเฉินเดิมทีคือเมล็ดพันธ์ผู้กล้าของสำนักภูเขาพันกระบี่ แต่ ตอนที่อยู่ดินแดนพงฟูาเขาไปล่วงเกินคนผู้หนึ่งจึงถูกขับไล่ออกจากสำนัก เลยมาหลบภัยที่ดินแดนปราการดวงดาวชั่วคราว”
“ตอนนี้ผู้อาวุโสของสิ่งเปุยเฉินช่วยเขาแก้ไขปัญหาได้แล้ว เขาจึง สามารถกลับไปยังดินแดนพงฟูาได้ทุกเมื่อ”
กวานฝูุเคยประมือกับคนทั้งห้าจากสำนักภูเขาพันกระบี่มาก่อน จึงรู้ ข้อมูลบางอย่างมาจากปากของพวกเขา
“ดินแดนพงฟูา สำนักภูเขาพันกระบี่…”
เยว่เหยียนสี่และเจียงเฟิงต่างก็มีสีหน้างุนงง เห็นได้ชัดว่าไม่เคยได้ยิน ชื่อดินแดนนี้มาก่อน
“ค่อนข้างอยู่ไกลจากดินแดนปราการดวงดาวของเรา ก่อนหน้านี้พวก เราไม่เคยไปมาหาสู่ด้วย” กวานฝูุอธิบายอีกหนึ่งประโยค จากนั้นถึงได้ กล่าวเสียงหนัก “ผู้แข็งแกร่งสูงสุดของสำนักภูเขาพันกระบี่คือแดน เอตทัคคะ!”
“แดนเอตทัคคะ!”
ในที่สุดพวกเยว่เหยียนสี่ก็หน้าเปลี่ยนสี ตอนที่มองไปยังคนทั้งห้าจาก สำนักภูเขาพันกระบี่อีกครั้ง สีหน้าของพวกเขาก็เคร่งเครียดผิดปกติ
“พระราชวังที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งเอาไว้!”
หลังจากมาถึง สิ่งเปุยเฉินยังคงยืนอยู่ด้านหลังแดนว่างเปล่าห้าท่าน ทว่าสายตาของเขากลับหยุดนิ่งอยู่บนพระราชวังหลังนั้น ก่อนจะคำราม เบาๆ “นึกไม่ถึงเลยว่าในแผ่นดินที่เปี่ยมล้นไปด้วยพลังวิญญาณแห่งนี้จะ มีพระราชวังของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอยู่ด้วย! เนี่ยเทียนผู้นั้น…”
แขกจากสำนักภูเขาพันกระบี่ต่างก็มองพระราชวังเบื้องหน้าด้วยสี หน้าเคร่งเครียดไม่ต่างกัน
กวานฝูุที่ถูกพวกเขาทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสและยังมีพวกเยว่เหยียน สี่ เจียงเฟิงกลับไม่ได้รับความสนใจจากพวกเขามากนัก
“อาจารย์ลุงเคอ” สิ่งเปุยเฉินลังเลไปครู่ก็แข็งใจพูดขึ้นมาว่า “เจ้าเด็ก ที่ชื่อเนี่ยเทียนคนนั้นเหมือนจะมาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ข้าได้ ยินว่าเขาล่วงหน้ามาก่อนแล้ว ตอนนี้เขาไม่อยู่ที่นี่ก็มีความเป็นไปได้มา กว่าจะเข้าไปในพระราชวังแล้ว”
เคอจินเผิงขมวดคิ้วไม่เอ่ยคำใด
ตอนที่มา เขาเพียงรู้จากปากของสิ่งเปุยเฉินว่ามีเด็กคนหนึ่งชื่อเนี่ย เทียนที่น่าจะเป็นผู้สืบทอดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ซึ่งอีกฝุายได้ ผลึกจิตวิญญาณและแมลงกัดทองไปครองเป็นจำนวนมาก
หากเป็นเพียงแค่ลูกศิษย์ธรรมดาคนหนึ่งของพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวที่เดินทางผ่านมาที่นี่ ต่อให้สำนักภูเขาพันกระบี่สังหารไปก็ไม่น่าจะ เป็นปัญหาอะไรมากนัก
แต่เห็นได้ชัดว่าพระราชวังที่อยู่เบื้องหน้ามาจากฝีมือของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว อีกทั้งยังตั้งตระหง่านอยู่ตรงที่แห่งนี้
พระราชวังโบราณหนึ่งหลังที่ไม่รู้ว่าอยู่มากี่ปีแล้ว ตอนนี้กลับมีผู้สืบ ทอดคนหนึ่งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวตามมาเจอ…
เคอจินเผิงไม่รู้สถานการณ์ที่อยู่ด้านใน จึงรู้สึกลำบากใจไม่น้อย
ตอนที่เพิ่งเข้ามาเขาก็รู้สึกได้แล้วว่าปราณวิญญาณฟูาดินของที่แห่งนี้ เข้มข้นอย่างถึงที่สุด นั่นทำให้เขาพลันเกิดความรู้สึกอยากยึดครอง สถานที่แห่งนี้ให้กลายมาเป็นพื้นที่ลับของสำนักภูเขาพันกระบี่
แต่พอได้เห็นพระราชวังหลังนี้ รู้ว่ามันเป็นตัวแทนของอะไร เขาก็เริ่ม ลังเล
ในเมื่อพระราชวังนี้ดำรงอยู่ก็หมายความว่าสถานที่แห่งนี้…มีเจ้าของ แล้ว
เจ้าของก็คือพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!
คิดจะช่วงชิงฟูาดินที่ไม่สมบูรณ์แบบแห่งนี้มาจากมือของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว เขาจะไม่กล้าระวังตัวได้อย่างไร?
“อาจารย์ลุง เจ้าเด็กที่ชื่อเนี่ยเทียนผู้นั้นมีตบะแค่เขตสามัญ ทั้งยังมา ที่นี่เพียงลำพัง” สิ่งเปุยเฉินนิ่งคิดไปครู่ก็กล่าวว่า “บางทีสถานที่แห่งนี้ อาจจะถูกพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทอดทิ้งมานานแล้วก็เป็นได้ และ อาจมีความเป็นไปได้ว่าผู้แข็งแกร่งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่ สร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาอาจจะตายไปนานแล้ว”
“บางทีเจ้าเด็กนั่นอาจจะแค่ค้นพบที่แห่งนี้โดยบังเอิญ หาใช่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวตั้งใจส่งเขามา”
“หากเป็นสถานที่ที่ถูกทอดทิ้ง และพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวไม่ รับรู้ พวกเราแอบยึดครองมาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าจากสำนักภูเขาพัน กระบี่อีกสี่คนที่เหลือก็พยักหน้ารับเบาๆ นัยน์ตามีความกระหายใคร่เสี้ยว หนึ่งวาบผ่าน
ต่อให้เป็นอาณาจักรที่สำนักภูเขาพันกระบี่ของพวกเขาตั้งถิ่นฐานอยู่ก็ ยังไม่มีปราณวิญญาณฟูาดินที่เข้มข้นเท่าที่แห่งนี้ ทั้งยังไม่มีพื้นที่แบ่ง ออกเป็นหกแห่ง ซึ่งแต่ละพื้นที่ต่างก็มีความมหัศจรรย์ มีพืชหญ้าดอกไม้ และวัตถุดิบล้ำค่าหายากมากมาย
หากพวกเขาสามารถยึดครองที่แห่งนี้มาให้สำนักภูเขาพันกระบี่ พวก เขาทุกคนจะต้องได้รับคุณความชอบมหาศาลมาจากสำนักภูเขาพันกระบี่
คิดมาถึงตรงนี้แดนว่างเปล่าช่วงกลางอีกคนหนึ่งที่ชื่อว่าซาเหยียนก็ พลันหันไปมองเยว่เหยียนสี่ที่อยู่ใกล้กับพระราชวังมากที่สุดแล้วยิ้มบางๆ “ทุกท่าน เจ้าเด็กที่ชื่อเนี่ยเทียนคนนั้นอยู่ในพระราชวังรึ?”
เยว่เหยียนสี่หัวเราะหึหึ “ถูกต้อง เนี่ยเทียนอยู่ข้างใน แต่ข้างในมี อะไรนั้น พวกเราก็ไม่แน่ใจ บางทีอาจมีผู้แข็งแกร่งของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวที่ปิดด่านฝึกบำเพ็ญตนอยู่ข้างในก็เป็นได้”
คนจากสำนักภูเขาพันกระบี่พลันหน้าเปลี่ยนสี
ขณะถัดมากระแสจิตวิญญาณมหาศาลห้าขุมที่เหมือนกลายมาเป็น กระบี่ยักษ์ค้ำฟูาก็กระแทกลงไปบนพระราชวังขนาดใหญ่นั่นพร้อมกัน
พวกเขาหมายจะใช้กระแสจิตวิญญาณของตัวเองลอดทะลุพระราชวัง เข้าไปตรวจสอบสถานการณ์ที่อยู่ภายใน
หากข้างในมีแค่เนี่ยเทียนคนเดียว ไม่มีคนอื่นๆ ของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว พวกเขาก็จะสังหารเนี่ยเทียนเพื่อช่วงชิงที่แห่งนี้มาเป็นของ ตัวเองทันที
หากเป็นอย่างที่เยว่เหยียนสี่ว่าไว้นั่นคือมีผู้แข็งแกร่งของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวฝึกตนอยู่ที่นี่จริงๆ ถ้าเช่นนั้นพวกเขาก็จะให้สิ่งเปุยเฉิน ขออภัยเนี่ยเทียน แต่หากเนี่ยเทียนยังไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ ต่อให้ต้องสละ สิ่งเปุยเฉินทิ้ง พวกเขาก็จะทำเพื่อให้ได้รับการอภัยจากพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว
“ฟูุวๆๆ!”
ทันใดนั้นแสงดาวพร่างพราวก็ส่องสว่างออกมาจากผนังของ พระราชวัง
ค่ายกลดวงดาวลึกลับจำนวนมากที่เกิดจากการรวมตัวกันของแสง ดาวเปล่งประกายตัดขาดกระแสจิตวิญญาณของผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่า ทั้งห้าคนไว้ข้างนอก
กระแสจิตวิญญาณของซาเหยียนและเคอจินเผิงที่กลายมาเป็นกระบี่ ยักษ์สามารถตัดหินให้ปริแตก แต่เมื่ออยู่ที่นี่กลับไม่สามารถแทรกซึมไปได้ แม้แต่เสี้ยวเดียว
เวลาสั้นๆ แค่สิบกว่าวินาที คนทั้งห้าก็ได้แต่ดึงเอากระแสจิตวิญญาณ ของตัวเองกลับไปด้วยสีหน้าไม่น่ามอง และยิ่งเกิดความลังเลใจ
“แอด!”
และเวลานี้เอง ประตูหินที่ปิดสนิทก็พลันถูกผลักเปิดออกมาจากข้าง ใน
เนี่ยเทียนเดินเตร่ออกมา ยื่นตัวออกมานอกประตูหินครึ่งตัว ส่วนอีก ครึ่งตัวยังอยู่ในพระราชวัง ก่อนจะเอ่ยกับสิ่งเปุยเฉินด้วยน้ำเสียงไร้ความ หวาดเกรง “ทำไม ยังคิดจะเล่นงานข้าอีกรึ? เจ้าอยากได้ผลึกจิตวิญญาณ แมลงกัดทอง หรือว่า…ต้องการแผ่นดินแห่งนี้ล่ะ?”
ชั่วขณะที่ประตูเปิดออก ซาเหยียนห้าคนก็ถือโอกาสแผ่กระแสจิต วิญญาณแทรกเข้าไปข้างในอีกครั้ง
ความคิดที่เล็กละเอียดราวเส้นใยบินผ่านประตูหินที่เนี่ยเทียนเปิดอ้า ไว้เข้าไปสำรวจด้านในพระราชวังรอบหนึ่ง
เคอจินเผิงหรี่ตาลงน้อยๆ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจ “ใน พระราชวังมีคนอยู่มากมาย แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีผู้อาวุโสของเจ้าอยู่ ด้วย”
มุมปากของซาเหยียนยกยิ้มเย็นชา เขาหันไปพยักหน้าให้กับสิ่งเปุย เฉิน “การวิเคราะห์ของเจ้าน่าจะถูกต้อง”
สิ่งเปุยเฉินคลี่ยิ้ม “เนี่ยเทียน เจ้าไม่ควรออกมาจริงๆ เจ้าไม่ออกมา ประตูหินไม่เปิด พวกเราก็ไม่มีทางรู้เรื่องจริงเท็จที่อยู่ในพระราชวัง แต่ใน เมื่อเจ้าออกมาแล้ว พวกเราจึงรู้ว่าด้านในไม่มีผู้แข็งแกร่งของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวอยู่ด้วย นี่เรียกว่าโง่เขลายิ่ง”
“ตอนนี้ข้าจะบอกเจ้าว่าข้าอยากได้อะไร”
“ผลึกจิตวิญญาณ แมลงกัดทอง แผ่นดินผืนนี้ สำนักภูเขาพันกระบี่ ของพวกเราเอาหมด”
เนี่ยเทียนหัวเราะร่าเสียงดัง “แน่จริงก็แสดงฝีมือมาได้เลย!”