ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 761 เบื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อแล้ว!
“โง่เง่า!”
พอเห็นเนี่ยเทียนเดินออกมา กวานฝู่ที่ร่างอาบไปด้วยเลือดก็คำราม เบาๆ ที่เนี่ยเทียนทำตัวไม่ได้ดั่งใจ
เยว่เหยียนสี่หน้าเปลี่ยนสี ตวาดขึ้นว่า “เจ้าไม่ควรโผล่หน้าออกมา!”
ดวงตาของเจียงเฟิงเป็นประกายวาบ แอบหยิบหินส่งข้อความเสียง ออกมาถ่ายทอดความคิดของตัวเอง
เขาสั่งความให้คนของเขาสุขาวดีรีบโดยสารเรือโบราณทองคำลำนั้น ไปจากที่แห่งนี้โดยเร็วที่สุด
เขารู้แล้วว่าอันดับต่อไปจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
ขอแค่สำนักภูเขาพันกระบี่กล้าลงมือกับเนี่ยเทียน ทุกคนที่ปรากฏตัว ที่นี่ก็ต้องตายตามไปด้วย!
เพราะสำนักภูเขาพันกระบี่ไม่มีทางปล่อยให้ข่าวที่พวกเขาสังหารคน ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวและช่วงชิงพื้นที่แห่งนี้เล็ดรอดออกไป
เพราะหากข่าวเล็ดรอดออกไป และพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวรู้เข้า ก็เท่ากับว่าสำนักภูเขาพันกระบี่หาภัยดับสำนักมาสู่ตน
ด้านในของพระราชวัง
หลังจากที่ประตูหินเปิดออก พวกอินย่าหนัน เฉียวอวิ๋นซีก็มองตาม รอยแยกของประตูหินและได้ยินคำพูดของเนี่ยเทียน จึงเข้าใจว่าเกิดเรื่อง อะไรขึ้น
ถังหย่งเองก็ตะคอกอยู่ด้านหลังเขา “เจ้ารีบเข้ามาเดี๋ยวนี้นะ!”
“เนี่ยเทียน! เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือไง?” เฉียวอวิ๋นซีสีหน้าร้อนใจ “จู่ๆ เจ้าเดินไปเปิดประตูโดยไม่บอกไม่กล่าวกันได้ยังไง? อีกฝ่ายรู้ข้อเท็จจริง ของพวกเราหมดแล้ว เกรงว่าพวกเขาคงไม่ยอมเลิกราง่ายๆ”
อินย่าหนันเองก็แค่นเสียงเย็น “ไม่รู้จักกลัวตายจริงๆ!”
ในสายตาของพวกเขา การที่จู่ๆ เนี่ยเทียนก็เดินไปเปิดประตู ไม่ เพียงแต่สร้างปัญหาให้กับเยว่เหยียนสี่ ยังทำให้พวกเขาซวยตามๆ กันไป ด้วย
เนี่ยเทียนไม่ออกไป คนของสำนักภูเขาพันกระบี่ก็ไม่รู้สถานการณ์ที่ อยู่ข้างในพระราชวัง และแน่นอนว่าอีกฝ่ายย่อมไม่กล้ากระทำบุ่มบ่าม
คำว่าพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เดิมทีก็สร้างความสะเทือนขวัญ ให้กับพวกเขาได้อยู่แล้ว
ทว่าตอนนี้เมื่อพวกเขารู้ว่านอกจากเด็กรุ่นเล็กอย่างเนี่ยเทียนแล้วก็ไม่ มีผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ ของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอีก พวกเขาก็ เปลี่ยนความคิดทันที
และท้องฟ้าที่ห่างไปไกลก็พลันมีเสียงดังสะเทือนราวแก้วหูจะดับดัง ลอยมา
เรือทองคำโบราณที่เขาสุขาวดีแย่งชิงมาปลดปล่อยแสงสีทองอร่าม และค่อยๆ ลอยขึ้นกลางอากาศทะยานไปด้านนอกอย่างรวดเร็ว
“เรือรบทางช้างเผือกของสำนักทองไพศาล!”
สิ่งเป่ยเฉินหน้าเปลี่ยนสี รีบหันไปพูดกับซาเหยียน “อาจารย์ลุง เรือ ลำนั้นเป็นของสำนักทองไพศาล สามารถลอดผ่านกระแสพลังงานที่อยู่ ข้างนอกได้!”
“สำนักทองไพศาล!” ซาเหยียนคำรามเบาๆ
“ไปขัดขวางพวกเขา!” เคอจินเผิงออกคำสั่ง
“เกรงว่าคงไม่ทันแล้วล่ะ” ซาเหยียนยิ้มเจื่อน
“ฟิ้ว!”
เรือรบทางช้างเผือกที่ส่องสีทองอร่ามพลันลอยขึ้นฟ้า คล้ายกระบี่แสง สีทองเล่มหนึ่งที่แทงไปยังกระแสพลังงานซึ่งอยู่ข้างนอก
แม้แต่ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าของสำนักภูเขาพันกระบี่ก็ยังขมวดคิ้ว แน่น รู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย
หากพวกเขาคิดจะลงมือกับเนี่ยเทียนก็ไม่สามารถให้ข่าวเล็ดรอด ออกไปได้ การที่เรือโบราณสีทองลำนั้นจากไป ไม่ช้าก็เร็วพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวย่อมต้องรู้เรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นที่นี่
เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาไม่ลงมือกับเนี่ยเทียน หาไม่แล้ว…
“ตึงๆ!”
จุดลึกของกระแสพลังงานที่เกิดจากการรวมตัวกันของเลือดลมชนต่าง เผ่าและสัตว์โบราณพลันมีประกายแสงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนเปล่งวาบ ขึ้นมา เรือโบราณทองคำลำนั้นก็คล้ายถูกขวางกันด้วยทางช้างเผือกอัน กว้างใหญ่ ยากที่จะเดินหน้าไปได้อีก
เวลาสั้นๆ แค่สิบกว่าวินาที เรือโบราณทองคำที่คิดจะฉวยโอกาสหนี ไปตอนที่คนจำนวนมากกำลังคุมเชิงอยู่กับสำนักภูเขาพันกระบี่กลับถูก กระแสพลังงานภายนอกโจมตี จึงถอยร่นกลับมาเรื่อยๆ
“ตูม!”
เรือโบราณทองคำคล้ายถูกพลังมหาศาลที่มองไม่เห็นกดทับจึงร่วง กระแทกลงมาจากท้องฟ้าสูง
“เป็นอย่างนี้ไปได้ยังไง?!”
เจียงเฟิงจากเขาสุขาวดีร้องอุทานเสียงหลงด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ มิอาจ ยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นเบื้องหน้านี้ได้
ตอนที่เข้ามาที่นี่ เรือโบราณทองคำไม่เจออุปสรรคใดๆ แม้แต่น้อย มันสามารถลอดผ่านกระแสพลังงานข้างนอกมาถึงที่แห่งนี้ได้อย่าง ง่ายดาย
แล้วเหตุใดตอนจะจากไปถึงมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น ทำไมถึงลอดผ่าน ตราผนึกของกระแสพลังงานพวกนั้นไปไม่ได้?
เยว่เหยียนสี่เองก็มีสีหน้างุนงง หันกลับไปมองเนี่ยเทียน “เกิดอะไร ขึ้น?”
เนี่ยเทียนแค่หัวเราะเสียงแปร่ง แต่ไม่ได้ตอบคำถาม
“ออกไปไม่ได้?” ซาเหยียนอึ้งงันไปครู่ เขาไม่ตกใจแต่กลับดีใจ “เป็น แบบนี้ก็ยิ่งดีน่ะสิ! ขอแค่พวกเขาออกไปไม่ได้ก็ต้องตายกันอยู่ที่นี่!”
“ฟิ้ว!”
ตอนที่พวกเขาพูดคุยกัน ร่างของเจียงเฟิงจากเขาสุขาวดีก็พลันพร่า เลือน
นาทีถัดมาเขาก็ใช้วิชาการหลบหนีที่ลี้ลับเกินคาดเดาหายไปจาก สายตาของทุกคน
“ด้านบน!” เคอจินเผิงอุทานเบาๆ หนึ่งที สายตาที่มองไปบนท้องฟ้า เป็นประกายวิบวับ “เขากำลังทดลอง ให้โอกาสเขาดู”
สายตาของทุกคนต่างก็ไปรวมอยู่บนร่างของเจียงเฟิงโดยอัตโนมัติ
พวกเขาเองก็อยากรู้ว่าเจียงเฟิงที่เป็นแดนว่างเปล่าจะถูกขัดขวางเช่น เรือโบราณทองคำลำนั้นหรือไม่
การทดลองของเจียงเฟิงคือการตามหาโอกาสรอดชีวิตให้กับเขา สุขาวดี เขาต้องการยืนยันว่าตัวเองสามารถลอดผ่านไปได้ ถึงจะพาคน ของเขาสุขาวดีออกไปจากที่แห่งนี้ได้โดยไม่ต้องพึ่งเรือโบราณทองคำลำ นั้น
แสงสีเงินยวงเจิดจ้าถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของเจียงเฟิง เขาจึง คล้ายทวยเทพจากพื้นที่ลึกลับที่พกพาเอาแสงเงินพร่างพราวพุ่งเข้าไปยัง กระแสพลังงานที่ยุ่งเหยิงเหล่านั้น
ขณะที่เจียงเฟิงบินเข้าไปในพื้นที่แห่งนั้น แสงดาวจำนวนมากพลัน เปล่งวาบขึ้นมาอีกครั้ง
ในกระแสพลังงานหลากหลายสีคล้ายถูกห่อหุ้มอยู่ภายในทาง ช้างเผือกที่ลึกลับ ประกายแสงสีเงินศักดิ์สิทธิ์ที่ห้อมล้อมร่างของเจียงเฟิง อยู่ภายในกลับพากันแตกทลายออก
พื้นที่ที่ปกป้องเขาไว้ไม่หนาแน่นอีกต่อไป และพลังเลือดลมจำนวน มากก็แทรกซึมเข้ามาข้างใน
เจียงเฟิงยืนหยัดได้แค่ไม่กี่วินาที สีหน้าเขาก็พลันขาวซีด ร่างร่อนถลา ลงมาด้านล่างราวทวยเทพแห่งสีเงินที่ถูกเด็ดปีก จำต้องหนีออกมาจาก พื้นที่ที่มีแสงดาวเปล่งประกาย
“ขนาดเขาก็ยังล้มเหลว!”
เวลานี้แม้แต่เคอจินเผิงจากสำนักภูเขาพันกระบี่ก็ยังรู้สึกได้ว่าท่าไม่ดี เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นของความอันตราย
“ต้องเป็นฝีมือเจ้าเด็กนั่นแน่นอน!” ดวงตาซาเหยียนที่เปลี่ยนมาเป็น เย็นเยียบพลันหันไปจับจ้องเนี่ยเทียน “เจ้าทำบ้าอะไรกันแน่?”
กระแสจิตวิญญาณที่ล่องลอยเส้นหนึ่งถูกเขาสร้างขึ้นมา ในกระแสจิต วิญญาณนั้นฝากฝังปราณแห่งกระบี่ของเขาเอาไว้หมายจะฟาดฟันเข้าไป ยังมหาสมุทรจิตสำนึกของเนี่ยเทียนเพื่อดึงความทรงจำของเขาออกมา
“เนี่ยเทียน! รีบเข้าไปข้างในเร็วเข้า!” เยว่เหยียนสี่ตื่นตะลึงจนหน้า เปลี่ยนสี
เงาเปลวเพลิงสีแดงเงาหนึ่งบินออกมาจากกลางหว่างคิ้วของเยว่เห ยียนสี่ เมื่อเงาเปลวเพลิงโผล่ออกมา ภูเขาไฟจำนวนนับไม่ถ้วนในพื้นที่ เปลวเพลิงซึ่งห่างออกไปไกลก็คล้ายมีแรงสั่นสะเทือนส่งผ่านมา
แต่เขายังช้าเกินไป แม้ว่าเงาเปลวเพลิงจะนาบประทับความเข้าใจที่ เขามีต่อความลี้ลับของเปลวเพลิงเอาไว้ แต่กลับช้ากว่าซาเหยียนไปก้าว หนึ่ง
เมื่อเห็นว่าเนี่ยเทียนกำลังจะถูกกระแสจิตวิญญาณของซาเหยียนทะลุ ทะลวงมหาสมุทรจิตสำนึกเพื่อดึงความทรงจำทั้งหมดของเขาออกมา เขา ก็แอบโมโหที่เนี่ยเทียนทำตัวประมาท
“ขอบคุณที่เป็นห่วง” เนี่ยเทียนยิ้มอย่างสง่างาม
แล้วเขาก็ใช้มือข้างหนึ่งกดลงไปบนประตูหินบานนั้น
ค่ายกลดวงดาวที่อยู่บนประตูหินพลันโคจร แสงดาวเหนียวหนืดราว ของเหลวไหลบ่าไปตามร่องของค่ายกลลับดั่งกระแสน้ำ
ปราณแห่งความลึกล้ำไพศาลไร้ที่สิ้นสุดแผ่ออกมาจากในประตูหิน
ค่ายกลดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนตลอดทั้งพระราชวังพลันเปลี่ยนมา เหมือนมีชีวิตจริง ภาพค่ายกลดวงดาวทุกภาพต่างก็เหมือนมหาสมุทร ลึกลับผืนหนึ่งที่แผ่ท่วงทำนองแห่งความนิรันดร์กาลไม่ดับสลาย
ตอนที่กระแสพลังจิตวิญญาณที่ซาเหยียนรวบรวมขึ้นมาขยับเข้ามา ใกล้เนี่ยเทียน ก็พลันถูกหลอมละลายไปอย่างเงียบเชียบ
สมองเขาพลันมีความเจ็บร้าวส่งมา ประกายแสงในดวงตาสลัวราง ตวาดกร้าวทันใด “เจ้า!”
“ข้าทำไม?” เนี่ยเทียนหรี่ตาลง แล้วมองเขากลับไปด้วยสายตาเย็นชา “เจ้านึกว่าแผ่นดินแห่งนี้คิดจะเข้ามาก็เข้ามา คิดจะออกไปก็ออกไปได้งั้น หรือ? ในเมื่อเห็นพระราชวังแห่งนี้แล้ว ไม่มีของขวัญมาเยี่ยมเยียนก็ยังพอ ว่า แต่นี่ยังกล้าคิดไม่ซื่อ หึ กิจการของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของ เรา เจ้าก็ยังกล้ามาคิดฉกฉวย คงเบื่อที่จะมีชีวิตอยู่จริงๆ สินะ!”
“ฟู่ว!”
เงาเปลวเพลิงที่ถูกนาบประทับกฎเกณฑ์แห่งเปลวเพลิงพลัน หยุดชะงัก ก่อนจะบินกลับเข้าไปหาเยว่เหยียนสี่อย่างรวดเร็ว
เขารีบดึงเงาวิญญาณนั้นกลับเข้าไปผสานรวมในจิตวิญญาณที่แท้จริง เขาเองก็ตกใจจนเหงื่อเย็นๆ แตกไปทั้งร่าง พอได้ยินเนี่ยเทียนแขวะเห ยียนซาเหยียน สีหน้าเขาก็เปลี่ยนมาเป็นปั้นยาก
เขาไม่รู้ว่าเนี่ยเทียนที่เข้าไปอยู่ในพระราชวังหลังนั้นพักหนึ่งได้รับ อะไรมากันแน่
แต่พอเห็นว่าขนาดกระแสจิตวิญญาณของผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าก็ ยังมิอาจเข้ามาใกล้เนี่ยเทียน มิอาจทำร้ายเนี่ยเทียนได้ เขาก็รู้แล้วว่า พระราชวังหลังนั้น…ยอมรับเนี่ยเทียนแล้ว
นี่หมายความว่าเนี่ยเทียนสามารถใช้พลังของพระราชวังหลังนั้นมา ควบคุมค่ายกลดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วน
เขาครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้วก็มองไปยังท้องฟ้าด้วยสายตาประหลาด ใจ รู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงของกระแสพลังงานโลกภายนอกก็น่าจะเกิด จากฝีมือของเนี่ยเทียนเช่นกัน
“ในเมื่อทุกท่านมาแล้วก็อย่ากลับไปเลย พวกเจ้าทำตัวตามสบาย ข้า ไม่อยู่รับรองล่ะ” เนี่ยเทียนยิ้ม ก่อนจะหันไปกวักมือให้เยว่เหยียนสี่ “ผู้ อาวุโสเยว่ ท่านมานี่เถิด พวกเรามาคุยกันข้างใน”