ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 765 จิตส ำนึกดั่งมหำสมุทรที่ทอดขยำยไปได้หมื่นลี้!
- Home
- ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี
- บทที่ 765 จิตส ำนึกดั่งมหำสมุทรที่ทอดขยำยไปได้หมื่นลี้!
“พวกเขามาแล้ว!”
เยว่เหยียนสี่จ้องนิ่งไปยังท้องฟูาทิศไกล จิตสำนึกเหมือนพรมที่ปู ขยายไปเบื้องหน้า จึงรู้ทิศทางการเคลื่อนไหวของคนตระกูลเจี่ยนและ ตระกูลกวานอย่างชัดเจน
เขาพลันขมวดคิ้วเบาๆ มุมปากยกยิ้มประหลาด “และยังมีเจียงเฟิง กับเคอจินเผิงจากสำนักภูเขาพันกระบี่ด้วย!”
“เจียงเฟิงและเคอจินเผิงมาทำไม?” เนี่ยเทียนตะลึงงัน
“เกรงว่าคงมาขอปรองดองและยอมแพ้กระมัง” เยว่เหยียนสี่ยิ้มเย็น ชา “พลังวิญญาณในร่างของพวกเขาถูกหินเทพคืนพลังดูดไปหมด ตอนนี้ เหลือแค่พลังจิตวิญญาณให้ใช้อย่างเดียว แต่พลังจิตวิญญาณของพวกเขา อาจสร้างความสะท้านสะเทือนให้กับคู่ต่อสู้ที่อ่อนด้อยกว่าพวกเขาได้บ้าง แต่เมื่อเจอกับข้าก็เท่ากับรนหาที่ตายเท่านั้น”
ดินแดนของผู้แข็งแกร่งขอบเขตดินแดนยังจำเป็นต้องอาศัยการ กระตุ้นจากพลังวิญญาณ เมื่อไม่มีพลังวิญญาณให้ใช้ก็ได้แต่ใช้พลังจิต วิญญาณ ซึ่งมันไม่สามารถสำแดงอานุภาพที่แท้จริงของดินแดนพวกเขา ออกมาได้
เมื่อผู้แข็งแกร่งเขตดินแดนทุกคนสูญเสียดินแดนที่แข็งแกร่งของ ตัวเองไป และตอนนี้มีเพียงเยว่เหยียนสี่คนเดียวที่สามารถใช้ดินแดนของ ตัวเองได้ เขาจึงมีความมั่นใจอย่างไร้ที่สิ้นสุด
“ฟิ้วๆๆ!”
อาวุธวิเศษประเภทบินของตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานพากันบิน มาถึงแล้วลดตัวลงจอดอยู่นอกพระราชวัง
กวานฝูุและเจี่ยนถงลงมาก่อนเป็นคนแรก จากนั้นก็บอกเป็นนัยให้คน ในตระกูลทยอยกันบินออกมาจากอาวุธวิเศษประเภทบิน
“พี่เยว่!”
สีหน้าของเจี่ยนถงผ่อนคลาย ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ช่วยอนุญาต ให้คนในตระกูลพวกเราเข้าไปหลบภัยในพระราชวังชั่วคราวได้หรือไม่ ? ชนต่างเผ่าที่มาที่นี่ พวกเราจะช่วยพวกเจ้ารับมืออย่างเต็มกำลัง”
“ฮ่าๆ ข้าไม่ใช่เจ้าของที่นี่สักหน่อย” เยว่เหยียนสี่พูดกลั้วหัวเราะ
เจี่ยนถงและกวานฝูุหันมามองเนี่ยเทียนทันที
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ ก่อนจะเบี่ยงตัวเปิดช่องประตูหินให้กว้างขึ้น “เข้ามากันเถอะ”
พอเห็นว่าเขาเปิดทางให้ กวานฝูุก็ผ่อนลมหายใจ รีบให้คนในตระกูล เก็บเอาอาวุธวิเศษประเภทบินกลับไป แล้วเดินเข้าไปในพระราชวังกัน เป็นขบวน
ด้านในพระราชวังนั้นกว้างขวางจนสามารถรองรับคนได้หลายร้อย จนถึงพันคนโดยที่ไม่เบียดเสียด
คนตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานต่างก็เดินกันเข้ามาในพระราชวัง ส่วนกวานฝูุ เจี่ยนถงเดินเตร่เข้ามาเป็นคนสุดท้าย
พอเข้ามาในพระราชวัง คนตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานก็รีบหยิบ เอาหินวิเศษออกมาฟื้นคืนพลังวิญญาณที่ไหลหายไปอย่างเต็มกำลังโดย ไม่เอ่ยคำใด
แม้แต่กวานฝูุและเจี่ยนถงก็ยังแค่พยักหน้าให้เนี่ยเทียนเบาๆ พูดขอ อภัยหนึ่งคำก็นั่งทำสมาธิหยิบเอายาวิเศษ หินวิเศษออกมาฟื้นตัวทันที
พวกเขาเองก็รู้สึกได้ว่ามีเพียงอยู่ในพระราชวังเท่านั้นถึงจะได้ไม่รับ อิทธิพลจากค่ายกลใหญ่พลิกกลับสองขั้ว
ไม่เพียงเท่านี้ ปราณวิญญาณในพระราชวังเข้มข้นอย่างถึงที่สุด เวลา ที่ฝึกตน ยังสามารถเข้าสู่สมาธิได้เร็วขึ้นโดยไม่เกิดความคิดวุ่นวายใดๆ
คนของตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานดวงตาเป็นประกายน้อยๆ รู้ ทันทีว่าพระราชวังแห่งนี้คือพื้นที่วิเศษ
“อู้ๆ!”
หลังจากที่กวานฝูุและเจี่ยนถงมาถึง อาวุธวิเศษประเภทบินที่เจียงเฟิง และเคอจินเผิงโดยสารมาก็ทยอยกันมาถึงในที่สุด
เจียงเฟิงผู้อยู่ใต้คนคนเดียวอยู่เหนือคนนับหมื่นในเขาสุขาวดี ยามนี้มี สีหน้ากระอักกระอ่วน ยืนอยู่บนอาวุธวิเศษประเภทบินโดยไม่รีบร้อนจะ ลงมา
เขายังจงใจเก็บปราณกระแสจิตวิญญาณกลับมา เพราะกลัวว่าเนี่ย เทียนจะเข้าใจผิด
“น้องชาย อันที่จริงเขาสุขาวดีกับเจ้าหาใช่มีแค้นที่มิอาจคลี่คลายได้ เรื่องที่เจ้าสังหารคนของสำนักข้าตอนอยู่ในโบราณสถานซวีหลิงจื่อ พวก เราก็สามารถมองข้ามไม่พูดถึง” เจียงเฟิงยิ้มด้วยสีหน้าจริงใจ “แผ่นดิน ผืนนี้อยู่ใกล้กับดินแดนปราการดวงดาว ในเมื่อเจ้าจะตั้งตนอยู่ที่นี่ หลังจากนี้ก็ย่อมต้องไปมาหาสู่กับสำนักในดินแดนปราการดวงดาวของ เราอย่างเลี่ยงไม่ได้”
“อันที่จริงการที่จะล่วงเกินสำนักมากมายในดินแดนปราการดวงดาว นับว่าไม่มีความจำเป็น พวกเราสามารถคลี่คลายข้อพิพาทและปรึกษาถึง อนาคตกันได้”
เขาถ่อมตัวมากเป็นพิเศษ
“ฮะแฮ่ม” เคอจินเผิงจากสำนักภูเขาพันกระบี่เองก็ยิ้มเจื่อน ก่อนจะ เปิดปากพูดเช่นกัน “อันที่จริงสำนักภูเขาพันกระบี่ของเราก็คาดไม่ถึงว่า พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจะยึดครองที่แห่งนี้ไว้แล้ว เรื่องมาถึงตอนนี้ ข้าก็ไม่อยากอธิบายอะไรอีก ข้าแค่รู้สึกว่าบางทีการที่เจ้าสังหารพวกเรา อาจทำให้เจ้าสะใจ แต่ข้าคิดว่ายังมีวิธีอื่นในการแก้ไขปัญหา”
ไม่ว่าจะเจียงเฟิงหรือเคอจินเผิงต่างก็ยอมอ่อนข้อให้
พวกเขามาที่นี่ก็เพื่อคิดจะเสนอเงื่อนไขกับเนี่ยเทียน หวังว่าตนจะมี ทางไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัย
เนี่ยเทียนหรี่ตามองพวกเขาด้วยรอยยิ้มน้อยๆ แต่ไม่ได้รีบร้อนตอบรับ
เยว่เหยียนสี่เอ่ยขึ้นเบาๆ “เนี่ยเทียน ตอนนี้…ไม่รีบร้อนลงมือกับพวก เขา ดูสถานการณ์กันไปก่อน ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะยังมีคุณค่าอะไรก็ได้ เจ้าคิดว่าไง?”
เรื่องที่ชนต่างเผ่ามาถึงที่นี่ ตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานต่างก็รู้เรื่อง แล้ว ทว่าตอนนี้เจียงเฟิงและเคอจินเผิงกลับยังไม่รู้เรื่องรู้ราว
พอเห็นว่าเนี่ยเทียนลังเล เยว่เหยียนสี่ก็รีบรวบรวมเส้นเสียงส่งไปข้าง หูเนี่ยเทียนเบาๆ อีกครั้งว่า “ข้าแนะนำว่าเจ้าสามารถเปลี่ยนแปลงค่าย กลใหญ่พลิกกลับสองขั้วได้อีกครั้ง เพื่อให้คนของเขาสุขาวดีและสำนัก ภูเขาพันกระบี่ได้ฟื้นคืนพลังวิญญาณ รอจนชนต่างเผ่าบุกเข้ามา พวกเรา ก็แค่ซ่อนตัวอยู่ในพระราชวังไม่ยอมออกไป อาศัยพยัคฆ์ไล่หมาปุา ให้ พวกเขารับมือกับชนต่างเผ่าแทนพวกเรา”
เนี่ยเทียนดวงตาเป็นประกายน้อยๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มแล้วหันไปพูดกับ เจียงเฟิงและเคอจินเผิง “ถูกต้อง พวกเราไม่มีความขัดแย้งที่ถึงขั้น คลี่คลายไม่ได้อย่างแท้จริง”
คนทั้งสองปิติยินดีอย่างยิ่งยวด
“เนี่ยเทียน! เขาสุขาวดีของพวกเราเองก็เคารพพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวมากเช่นกัน หากมีความเป็นไปได้ เขาสุขาวดีของพวกเราเองก็ หวังว่าจะรักษามิตรภาพอันดีกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว” เจียงเฟิง สงบใจแล้วรีบกล่าว “ขอแค่เจ้าอนุญาต เขาสุขาวดียินดีช่วยเจ้าสร้างค่าย กลนำส่งที่นี่เพื่อให้เดินทางไปยังดินแดนปราการดวงดาวได้โดยตรง”
“พวกเราแลกเปลี่ยนวัตถุดิบให้แก่กัน แลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน และกัน นี่ไม่มีข้อเสียสำหรับเจ้า”
เคอจินเผิงก็กล่าวว่า “เรื่องที่เจ้าเด็กสิ่งเปุยเฉินนั่นลอบโจมตีเจ้า เจ้า สามารถจัดการได้ตามใจปรารถนา! ไม่ว่าจะให้สำนักภูเขาพันกระบี่ใช้หิน วิเศษมาขออภัย หรือให้ลงโทษเจ้าเด็กนั่น พวกเราก็ล้วนตามใจเจ้า”
เขาขายสิ่งเปุยเฉินได้ในพริบตาเดียวโดยไม่มีความลังเล
“พวกเจ้ากลับไปก่อน บางทีอีกพักหนึ่งพวกเจ้าอาจไม่ได้รับ ผลกระทบจากหินเทพคืนพลังอีกก็ได้” เนี่ยเทียนโบกมือ
พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ เจียงเฟิงและเคอจินเผิงก็ยิ่งวางใจ พวกเขา หัวเราะฮ่าๆ ก่อนจะพูดจารับรองอีกหลายคำ ครั้นจึงจากไปอย่างสบายใจ
“จะเปลี่ยนค่ายกลจริงๆ หรือ?” เยว่เหยียนสี่ถาม
“ไม่รีบร้อน ต้องดูสถานการณ์ของชนต่างเผ่าให้รู้แน่ชัดเสียก่อน ดูสิ ว่าตอนที่ค่ายกลใหญ่พลิกกลับสองขั้วเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะเข้ามาที่ แห่งนี้ได้สำเร็จหรือไม่” เนี่ยเทียนกล่าว
“ก็ดี” เยว่เหยียนสี่พยักหน้าเบาๆ
เนี่ยเทียนเดินออกมาจากประตูหินก้าวหนึ่งแล้วเงยหน้ามองท้องฟูา
ไม่เหมือนกับทุกคน ต่อให้เขายืนอยู่นอกพระราชวังก็ยังไม่ได้รับ ผลกระทบจากค่ายกลใหญ่พลิกกลับสองขั้วแม้แต่น้อย!
เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ก่อนจะรวบรวมทิพย์จักษุเก้า ข้างขึ้นมา
เมื่อทิพย์จักษุก่อตัวได้สำเร็จ ทิพย์จักษุเก้าดวงที่เดิมทีอยู่ในสภาวะ ลวงตา ชั่วขณะที่ก่อตัวได้สำเร็จก็เริ่มทำการรวบรวมพลังดวงดาวที่ เหมือนของเหลวบนผนังพระราชวัง
ทิพย์จักษุที่มีสภาวะลวงตาก่อตัวขึ้นเหมือนของจริงจึงส่องแสงเจิดจ้า เหมือนจิตวิญญาณแห่งดวงดาวเก้าดวงในมหาสมุทรจิตวิญญาณของเขา
แทบจะพริบตานั้น ภาพเหตุการณ์เล็กละเอียดทั้งหมดในพื้นที่หกแห่ง ของแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าอาณาจักรเลี่ยคงแห่งนี้ก็พลันสะท้อนเข้ามาที่ ใจของเขา
ราวกับว่าเวลานี้เขาได้กลายมาเป็นทวยเทพแห่งผืนดินแห่งนี้ มีดวงตา เก้าดวงที่ทำให้เขามองเห็นทุกสิ่งอย่าง
ไม่เพียงแต่เทือกเขา ต้นใบไม้หญ้าเท่านั้น แม้แต่ค่ายกลที่ซุกซ่อนอยู่ ในเทือกเขาก็ยังเปลี่ยนมาเป็นแจ่มชัดอยู่ในมหาสมุทรจิตสำนึกของเขา
ความรู้สึกมหัศจรรย์ที่มองเห็นหมื่นสรรพสิ่งเช่นนี้ ก่อนหน้านั้นเขาไม่ เคยสัมผัสมาก่อน!
“จิตสำนึกของเราสามารถปกคลุมไปทั่วทั้งแผ่นดิน ทั่วทุกมุมเลยหรือ นี่!” เนี่ยเทียนตัวสั่นสะท้าน “ความรู้สึกเช่นนี้ ความรู้สึกที่เหมือนได้ ควบคุมทุกสิ่งอย่าง อยู่ในขอบเขตอย่างข้า มักไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่ นัก แต่เพราะว่ามีพระราชวังหลังนั้นถึงทำให้ทิพย์จักษุของข้ามี ประสิทธิภาพที่มหัศจรรย์ถึงเพียงนี้!”
ไม่ได้สื่อสารกับเยว่เหยียนสี่ เขาเพียงให้ทิพย์จักษุเก้าดวงลอยตัวอยู่ กลางอากาศ แล้วพุ่งดิ่งเข้าไปในกระแสพลังงานที่อยู่ริมขอบข้างนอก
พอทิพย์จักษุบินเข้าไปก็มีปณิธานวุ่นวายจำนวนนับไม่ถ้วนไหลบ่า ออกมาจากในกระแสเลือดลมเหล่านั้น
ด้านในมีจิตสำนึกขุมหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าไม่เหมือนจิตสำนึกกลุ่มอื่น ซึ่ง พริบตาเดียวก็รู้ได้ถึงการดำรงอยู่ของเขา
“ข้าคือไท่รุ่ยจากเผ่าภูตผีปีศาจ เจ้าคือใคร?”