ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 766 หยั่งเชิง
ล่องลอยอยู่ท่ามกลางลำแสงเลือดลมที่ไม่อยู่นิ่ง บนใบหน้าที่หล่อ เหลาของไท่ลุ่ยแห่งเผ่าภูตผีปีศาจ เต็มไปด้วยความขมขื่น
“กร๊อบๆๆ!”
เสียงข้อต่อกระดูกลั่นดังมาจากทั่วร่างของเขา เขาใช้ร่างไม่ตายของ ภูตผีปีศาจมาต้านทานการแทรกซอนของเลือดลมมากมายนั้นอย่าง ยากลำบาก
ปราณเลือดลมเหล่านั้นมาจากเผ่าของเผ่าวิญญาณโบราณ
รอบด้านของเขามีแสงสว่างที่แตกดับอย่างเนื่อง หัวคิ้วของเขาขมวด เข้าหากันแน่นตลอดเวลา
ขอบนอกของแผ่นดินครึ่งลูกกลมมีพลังเลือดลมที่ล้อมวนไม่จางหาย อยู่ตลอดทั้งปี ซึ่งพลังพวกนั้นส่วนใหญ่แล้วล้วนนาบประทับสัจธรรม ความจริงแห่งสายเลือดที่ลึกลับเอาไว้ และบางส่วนก็มีตราผนึกดำรงอยู่
หลังจากที่เขาเข้าใจ พลังเลือดลมของสัตว์โบราณจำนวนมากก็ เหมือนเจอทางระบายจึงโจมตีเขาอย่างบ้าคลั่ง
พอเขาเข้ามาที่นี่ก็ราวกับว่าศึกระหว่างเผ่าวิญญาณโบราณกับเผ่า ต่างๆ ในครั้งนั้นได้ดำเนินต่อไปอีกครั้ง
เขากลายมาเป็นเป้าหมายหลักที่เลือดลมของสัตว์โบราณโจมตี
ศึกนั้นมาจากเผ่าวิญญาณโบราณและชนเผ่าต่างๆ ซึ่งไม่มีเผ่ามนุษย์ รวมอยู่ด้วย
บางทีอาจด้วยเหตุนี้ ตอนที่ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าอย่างพวกเยว่เห ยียนสี่ข้ามผ่านมาถึงไม่ถูกเลือดลมของเผ่าวิญญาณโบราณกัดกินอย่างบ้า คลั่ง
แต่เขาที่เนื่องจากมีสายเลือดของภูตผีปีศาจ จึงถูกปราณเลือดของ สัตว์โบราณจับได้อย่างแม่นยำ พวกมันถึงได้ไหลบ่าเข้ามาโจมตีไม่หยุด
ในสายตาของไท่รุ่ย ปราณเลือดจำนวนมากที่อยู่ภายในนี้ล้วนเป็นของ สัตว์โบราณสายเลือดระดับเก้า!
สัตว์โบราณสายเลือดระดับเก้าเหมือนกับระดับมหาราชาในเผ่าพันธุ์ ของพวกเขา ต่อให้เป็นเขาเองก็ยังยากจะรับมือได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้นตอนที่เขาสัมผัสได้ถึงจิตสำนึกที่ชัดเจนขุมหนึ่งอย่างกะทันหัน เขาถึงได้ตื่นตระหนกยิ่งกว่าเนี่ยเทียน
ข้อมูลที่เขาส่งไปหาเนี่ยเทียนจึงเต็มไปด้วยความระมัดระวังอย่างเห็น ได้ชัด
แม้แต่ร่างกายของเขาก็ยังถอยมาข้างหลังอย่างเงียบเชียบ ขอแค่เห็น ว่าท่าไม่ดี เขาก็จะถอยออกไปจากกระแสพลังงานวุ่นวายนี้ทันที
“ภูตผีปีศาจ ไท่รุ่ย…”
เนี่ยเทียนที่ยืนอยู่หน้าพระราชวังอาศัยการรับสัมผัสที่แข็งแกร่งจาก ทิพย์จักษุเก้าดวงจึงสัมผัสได้ถึงจิตสำนึกที่ชัดเจนซึ่งอีกฝ่ายปล่อยออกมา ซึ่งนี่ก็ทำให้เขาอึ้งงันไปเหมือนกัน
เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ตอบกลับไท่รุ่ย เพียงให้ทิพย์จักษุขยับ เข้าไปใกล้ไท่รุ่ยทีละนิด
เมื่ออยู่ท่ามกลางกระแสพลังงานแต่ละกลุ่ม ทิพย์จักษุเก้าข้างปาน ประหนึ่งดวงดาวเจิดจรัสที่ไม่ได้รับอิทธิพลใดๆ จากลำแสงเลือดลม ไม่ นานจึงเล็งตัวไท่รุ่ยไว้ได้
ไท่รุ่ยผู้มีใบหน้างดงามดั่งหญิงสาว เรือนกายสูงโปร่งถูกทิพย์จักษุจ้อง มองอย่างรวดเร็ว
ชั่วขณะที่ทิพย์จักษุเก้าข้างมองเห็นไท่รุ่ย ไท่รุ่ยเองก็สัมผัสได้ถึงความ ผิดปกติเช่นกัน “นี่ นี่คือ…”
ลังเลอยู่แค่ชั่วครู่ ไท่รุ่ยก็บินออกไปจากกระแสพลังงานนั้น กลับคืนไป ยังเรือรบทางช้างเผือกของภูตผีปีศาจที่จอดรออยู่ข้างนอกทันที
“ไท่รุ่ย เจ้าเจออะไรรึ?” โหยวน่าจากเผ่าอสูรกายถามอย่างแปลกใจ
“ข้ามองเห็นดวงดาวเจิดจ้าเก้าดวง ซึ่งเหมือนรวบรวมขึ้นมาจากพลัง จิตวิญญาณ” ใบหน้าของไท่รุ่ยตื่นตะลึง เขาเอ่ยเสียงหนัก “ดวงดาวเก้า ดวงนั้นแฝงเร้นไว้ด้วยพลังจิตวิญญาณที่เด่นชัด แตกต่างไปจากพลังเลือด ลมของแต่ละเผ่าพันธ์ที่อยู่ริมขอบข้างนอก หรือว่าสถานที่แห่งนี้มีความ เกี่ยวข้องกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของเผ่ามนุษย์?”
“พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!” โหยวน่าเองก็หน้าเปลี่ยนสี
พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวของเผ่ามนุษย์มีชื่อเสียงสยบขวัญไปทั่ว อาณาจักรดวงดาว สำหรับชนต่างเผ่าหลายเผ่าพันธุ์แล้ว พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวก็คือบุคคลที่ยิ่งใหญ่น่าครั่นคร้าม
“ข้ามผ่านไปได้ไม่ง่ายเท่าไหร่นัก” ไท่รุ่ยนิ่งคิดไปครู่ ก่อนพูดว่า “กระแสพลังงานที่อยู่ริมขอบของแผ่นดินใหญ่ปะปนไปด้วยเลือดลมของ เผ่าวิญญาณโบราณ เต็มไปด้วยเจตนาร้ายต่อพวกเรา พอข้าเข้าไป พลังที่ เป็นของสัตว์โบราณมากมายก็กระจายตัวกันแล้วรุมเข้ากัดทึ้งร่างของ เขา”
“ต่อให้มีแค่เลือดลมเป็นเส้นๆ ทว่าจะอย่างไรพวกเขาก็คือสัตว์ โบราณที่มีสายเลือดระดับเก้า ในสายเลือดนาบประทับตราผนึกที่ลึกลับ เอาไว้”
“ด้วยระดับสายเลือดของพวกเรา คิดจะรับมือกับลำแสงเลือดลมพวก นั้นค่อนข้างจะยากลำบากสักหน่อย”
พอได้ยินเขาพูดแบบนี้ ผู้แข็งแกร่งของชนต่างเผ่าที่มารวมตัวกันอยู่ ที่นี่ต่างก็พากันลังเลใจ
โหยวน่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “จากข่าวที่พวกเราได้รับมา น่าจะมีเผ่ามนุษย์จำนวนไม่น้อยที่เข้าไปข้างในนั้น ดวงดาวเก้าดวงที่มี ความเกี่ยวข้องกับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวที่เจ้าสัมผัสได้ น่าจะมา จากผู้แข็งแกร่งระดับใดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว?”
ไท่รุ่ยส่ายหัว “สัมผัสไม่ได้ ในความรู้สึกของข้า ดวงดาวที่รวบรวม ขึ้นมาจากพลังจิตวิญญาณนั้นเหมือนจะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแผ่นดินแห่ง นี้ มันยิ่งใหญ่ไพศาล ทั้งยังเหมือนมีอานุภาพไร้ที่สิ้นสุด”
โหยวน่าพลันหน้าเปลี่ยนสี “ขณะที่ยังไม่รู้ว่าคนผู้นั้นคือใคร มี ขอบเขตอะไร ทุกคนอย่าบุ่มบ่ามเข้าไปเด็ดขาด!”
ไท่รุ่ยเองก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง
……
“อู้!”
ทิพย์จักษุเก้าดวงล่องลอยอยู่ท่ามกลางกระแสพลังงาน แต่สัมผัสไม่ได้ ถึงร่องรอยของไท่รุ่ยอีก
“มีคนที่ชื่อไท่ลุ่ย แนะนำตัวเองว่ามาจากเผ่าภูตผีปีศาจ” เนี่ยเทียน หันไปพูดกับเยว่เหยียนสี่ที่อยู่ด้านหลังเบาๆ “เขาเข้ามาในกระแส พลังงานที่อยู่ข้างนอก แต่ที่น่าแปลกใจก็คือปัญหาที่เขาพบหนักกว่าเรา เสียอีก พอข้าไม่ได้ตอบเขากลับไป เขาก็มีท่าทีหวาดกลัวอย่างมาก ทั้งยัง รีบร้อนกลับออกไป”
“ไท่รุ่ย!” เยว่เหยียนสี่ตวาดกร้าว
“ท่านรู้จักเขารึ” เนี่ยเทียนงงงัน
เยว่เหยียนสี่พยักหน้า “ ไท่ลุ่ยมาจากตระกูลปาตุ้นของอาณาจักร ปีศาจที่ห้า ไอ้หมอนี่คือประมุขคนปัจจุบันของตระกูลปาตุ้น มีสายเลือด ระดับแปดขั้นสูงสุด และมีความเป็นไปได้มากว่าจะเลื่อนขั้นเป็นมหาราชา
ระดับเก้า! ภูตผีปีศาจมีอาณาจักรทั้งหมดเจ็ดแห่ง มีตระกูลผู้แข็งแกร่ง มากมาย ปาตุ้นอยู่ในอาณาจักรที่ห้า นับว่าเป็นอาณาจักรที่ร้ายกาจไม่ น้อย”
“เท่าที่ข้ารู้มา ตระกูลภูตผีปีศาจที่อยู่ในอาณาจักรที่หนึ่งและสองล้วน มีมหาราชาระดับสิบ หรือไม่ก็เป็นตระกูลที่เคยมีมหาราชาระดับสิบถือ กำเนิดขึ้นมาก่อน”
“ส่วนอาณาจักรปีศาจที่สามและที่สี่จะมีมหาราชาระดับเก้า หรือไม่ก็ เคยมีมหาราชาระดับเก้า”
“อาณาจักรที่ห้า ที่หก และที่เจ็ดเป็นเพียงตระกูลเล็กๆ เท่านั้น”
“ภูตผีปีศาจมีการแบ่งแยกชนชั้นกันอย่างชัดเจน อย่างตระกูลปาตุ้น ของไท่รุ่ยนี้ ขอแค่ไท่รุ่ยเลื่อนขั้นสู่สายเลือดระดับเก้า กลายมาเป็นมหา ราชาของภูตผีปีศาจ ตระกูลปาตุ้นของเขาก็จะสามารถย้ายจากอาณาจักร ที่ห้าไปอยู่ที่อาณาจักรที่สามหรือสี่”
“อาณาจักรปีศาจที่ยิ่งอยู่อันดับต้นๆ ปราณปีศาจก็ยิ่งเข้มข้น ยิ่ง เหมาะสมให้ชุบหลอมสายเลือดเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง”
“ไท่รุ่ยผู้นั้นมีความทะเยอทะยานสูง ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เขา พยายามอย่างเต็มที่ก็เพราะหวังว่าจะได้เลื่อนสู่สายเลือดระดับเก้าในเร็ว วัน ทำให้ตระกูลปาตุ้นของเขากลายมาเป็นภูตผีปีศาจชนชั้นใหม่ที่ได้ไป อาศัยอยู่ในอาณาจักรที่สามและสี่”
เยว่เหยียนสี่ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเคร่งเครียดอย่างมาก “สายเลือด ระดับแปดขั้นสูงสุดของเขา พลังการต่อสู้เทียบเคียงได้กับแดนว่างเปล่า
ช่วงท้าย หากปล่อยให้เขาเข้ามา ข้าว่าต่อให้เจี่ยนถง กวานฝู่ฟื้นคืนพลัง วิญญาณกลับมา บวกกับข้าก็หาใช่คู่ต่อสู้ของเขา นอกจากเขา เจ้าบอกว่า ยังมีสายเลือดระดับแปดที่แข็งแกร่งอีกคนหนึ่ง…”
เนี่ยเทียนหน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ “แล้วถ้าบวกเจียงเฟิงกับอีกห้าคนจาก สำนักภูเขาพันกระบี่ล่ะ?”
“ก็อาจจะพอมีแรงให้ต่อสู้ได้สักครั้งหนึ่ง” เยว่เหยียนสี่ลังเลอยู่ครู่ หนึ่งก็อธิบายอีกครั้งว่า “แน่นอนว่ายังต้องยืนยันก่อนว่าระดับขั้นที่แน่ชัด ของสายเลือดระดับแปดอีกคนหนึ่งแข็งแกร่งเหมือนไท่รุ่ยหรือไม่ หาก เหมือนไท่รุ่ยที่เป็นขั้นสูงสุดของระดับแปด แบบนั้นล่ะก็ปวดหัวแน่”
เนี่ยเทียนเองก็รู้สึกปวดหัวเหมือนกัน
“ค่ายกลนำส่งที่อยู่ในพระราชวังสามารถเดินทางไปยังดินแดนดาวตก ได้รึ?” เยว่เหยียนสี่ถามขึ้นกะทันหัน
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “ถูกต้อง”
เยว่เหยียนสี่นิ่งคิดไปครู่ ก่อนที่หัวคิ้วจะค่อยๆ คลายออก “ถ้าเป็น อย่างนั้น พวกเราก็ไม่ต้องกลัวหรอก ค่ายกลนำส่งถือว่าสะดวกสบาย หากลูกศิษย์ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของข้าเดินทางไปถึงดินแดนดาวตก และไปหาเหลยเทียนฉี่ อาศัยค่ายกลนำส่งของตระกูลเหลยเดินทางไปถึง สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ในดินแดนปราการดวงดาว แล้วนำข่าวไปบอก ให้เจ้า สำนักของข้าเดินทางมาเอง!”
“ต่อให้ชนต่างเผ่าเยื้องกรายเข้ามาถึงที่แห่งนี้ก็ไม่น่าจะโจมตี พระราชวังแห่งนี้ได้เร็วนัก”
“รอให้เจ้าสำนักของข้าพาทหารกล้าของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์มาถึง ก็ไม่ ต้องกังวลเรื่องภัยคุกคามจากไท่รุ่ยอีกแล้ว”
เนี่ยเทียนลังเลไปครู่ก็กล่าวว่า “นี่ถือเป็นวิธีทางแก้ปัญหาอย่างหนึ่ง แต่ยังไม่ต้องรีบร้อน ข้าเองก็อยากรู้ว่าพวกชนต่างเผ่าเหล่านั้นจะบุกเข้า มาได้หรือไม่”
ทิพย์จักษุเก้าดวงของเขา สามดวงหยุดอยู่ริมด้านนอกของกระแส พลังงาน ส่วนอีกสี่ข้างบินกลับออกมาแล้ว
ทิพย์จักษุสี่ข้างนั้นจับจ้องพวกเจียงเฟิงเคอจินเผิงอย่างเงียบเชียบ ทั้ง ยังแอบร่ายเวทเปลี่ยนแปลงค่ายกลใหญ่พลิกกลับสองขั้วเพื่อให้หินเทพ คืนพลังหยุดการดูดซับพลังงาน
เมื่อค่ายกลถูกเปิดใช้ ทิพย์จักษุของเขาก็มองเห็นค่ายกลมหัศจรรย์ จำนวนมากที่ซ่อนอยู่ในจุดลึกใต้ดิน ในเทือกเขา
เขาอาศัยทิพย์จักษุมาตรวจสอบ ใช้จิตวิญญาณมาวิเคราะห์ความลี้ลับ แล้วก็รู้สึกว่ามีความเข้าใจใหม่ต่อวิชาคาถาดวงดาวต่างๆ
ซึ่งในบรรดานั้นมีวิชาหนึ่งที่เขาทำความเข้าใจมาตั้งแต่แรกแล้ว และ ในเวลานี้ก็มันก็ลอยขึ้นมาในสมองของเขาอีกครั้ง
“วิชาดาวตก!”