ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 767 สนามแห่งการสังหาร!
การโคจรคาถาดาวตกต้องอาศัยหินอุกกาบาตที่ตกลงมา และคนที่ ร่ายเวทก็จำเป็นต้องใช้พลังดวงดาวไปมากมหาศาล
ปีนั้นที่เนี่ยเทียนบรรลุคาถาดาวตก เขาอยู่ในพื้นที่ต้องห้ามของ อาณาจักรเลี่ยคงซึ่งใต้ดินมีตำหนักใหญ่ซ่อนอยู่ ที่นั่นมักจะมีดาวตกจาก นอกโลกถูกชักดึงมาเป็นประจำ ซึ่งจะตกลงมาก้อนหนึ่งทุกๆ ระยะเวลา ช่วงหนึ่ง
ดาวตกที่บินมาจากนอกโลกมีส่วนหนึ่งที่ซ่อนหินดวงดาวเอาไว้
หินดวงดาวส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในมือเขาล้วนมาจากพื้นที่แห่งนั้น ส่วน หนึ่งคือเขาหาเจอเอง อีกส่วนหนึ่งที่ได้มาจากพวกนักล่า
ด้วยตบะขอบเขตของเขาในตอนนี้และด้วยพลังดวงดาวที่มีอยู่ใน น้ำวนดวงดาว หากคิดจะร่ายคาถาดาวตก นับว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบาก อย่างถึงที่สุด
แล้วก็ด้วยเหตุนี้ คาถาดาวตกจากในตราประทับสะเก็ดดาวดวงที่หนึ่ง ถึงไม่เคยถูกเอาออกมาใช้เสียที
และเขาเองก็คิดว่านอกเสียจากขอบเขตของเขาจะเพิ่มสูงมากพอ จนถึงเขตลี้ลับ หรืออาจถึงขั้นเขตวิญญาณ บางทีเขาก็อาจจะร่ายใช้คาถา ดาวตกได้อย่างง่ายดาย
ทว่าเวลานี้เมื่อเขาทำความเข้าใจกับคาถาดาวตกอีกครั้ง เมื่อใช้ทิพย์ จักษุสำรวจฟ้าดินแห่งนี้อย่างละเอียด เขาก็สามารถมองเห็นเส้นใยของ
ค่ายกลที่ลึกลับจำนวนมากซึ่งสลักไว้ในแผ่นดิน เทือกเขา และจุดลึกของ ทะเลสาบ
เส้นใยค่ายกลเหล่านั้นเห็นได้ชัดว่ามาจากฝีมือของผู้แข็งแกร่ง พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว มันมีอยู่ทั่วทุกหนแห่งไม่ต่างจากเส้นชีพจร ในร่างมนุษย์
เมื่อเขาใช้ทิพย์จักษุจับสัมผัสกับเส้นใยบนพื้นดินเหล่านั้น เขาก็รู้สึกได้ ว่าตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงตรงหน้าอกค่อยๆ เปลี่ยนมาเป็นร้อน ลวก
ทันใดนั้นเขาก็พลันเกิดความรู้สึกเหมือนว่าจิตวิญญาณของตัวเอง ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับแผ่นดิน
ความรู้สึกเช่นนี้คล้ายคลึงกับเวลาที่เขาใช้พรสวรรค์การผสานรวม ชีวิตมารวมร่างกับโครงกระดูกปีศาจเลือดอย่างมาก
ในความรู้สึกอันเลือนราง เขารู้สึกว่ากระแสจิตวิญญาณของเขา เหมือนอาศัยพระราชวังแห่งนี้ทอดยาวออกไปเชื่อมโยงเข้ากับก้อนหินทุก ก้อนบนพื้นแผ่นดิน
“ดาวตก!”
เมื่อความคิดบังเกิดขึ้น ภาพค่ายกลดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนที่สลัก เอาไว้บนพระราชวังใหญ่โตก็พลันส่องแสงเจิดจ้า
แทบจะเวลาเดียวกัน ชนต่างเผ่าที่ยืนอยู่นอกแผ่นดินทรงครึ่งวงกลม พลันหน้าเปลี่ยนสี
ในสายตาของพวกเขา แผ่นดินที่ถูกเลือดลมของชนต่างเผ่าและสัตว์ โบราณโอบล้อมไว้เป็นชั้นๆ บัดนี้กำลังปลดปล่อยแสงดาวออกมา
แสงดาวนั้นสว่างมาจากด้านในแผ่นดิน แล้วส่องลอดผ่านกระแสคลื่น เลือดลมออกมา
จุดที่ห่างออกไปไกลมาก
หินอุกกาบาตที่คนตระกูลเจี่ยน ตระกูลกวาน และยังมีเขาสุขาวดีเคย ทำการสำรวจทว่าไม่ได้รับผลพวงใดๆ กลับไป ซึ่งเดิมทีพวกมันลอยอยู่ นิ่งๆ
ทว่าจู่ๆ หินอุกกาบาตที่กระจายตัวอยู่ทั่วทุกหนแห่งและค่อนข้างอยู่ ห่างไปจากแผ่นดินครึ่งลูกกลมก็เริ่มเคลื่อนไหวช้าๆ
ช่วงแรกเริ่มหินอุกกาบาตพวกนั้นเคลื่อนที่ช้ามาก แต่ไม่นานพวกมันก็ เพิ่มความเร็วราวกับถูกฉีดพลัง
หินอุกกาบาตหลายร้อยก้อนซึ่งมีขนาดใหญ่โตมโหฬารกลับถูกดึงดูด มาในเวลาเดียวกัน
“ครืนๆๆ!”
หินอุกกาบาตส่งเสียงดังราวแก้วหูจะดับ พวกมันถูกแผ่นดินผืนนั้น ดึงดูดมาจากสี่ด้านแปดทิศประหนึ่งฝูงตั๊กแตนที่บินฮือเข้ามา
หนึ่งชั่วยามผ่านไป
ไท่รุ่ยและโหยวน่าสองคนสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ ดวงตาของพวก เขาที่มองไปยังแผ่นดินซึ่งมีแสงดาวเจิดจ้านั้นมีความตื่นตระหนกวาบผ่าน
ทันใดนั้นพวกเขาก็หันขวับกลับมาข้างหลัง!
แล้วก็เห็นว่ามีหินอุกกาบาตก้อนหนึ่งพุ่งนำมาปรากฏอยู่ในเส้นสายตา ของพวกเขาด้วยความเร็วมากถึงขีดสุด
จากนั้นหินอุกกาบาตก้อนที่สอง ก้อนที่สาม และอีกหลายสิบก้อนก็ ทยอยกันปรากฏตัว!
หินอุกกาบาตทุกก้อนล้วนกลายเป็นเหมือนดาวตกที่พกพาเอาแรง โจมตีที่ทำให้พวกเขาหวาดกลัวไม่เป็นสุขทะยานเข้ามาใกล้!
รอจนพวกเขามองเห็นถึงความผิดปกติและหมายจะเรียกเรือรบทาง ช้างเผือกให้เคลื่อนออกไปจากแผ่นดินครึ่งลูกกลมนั้น หินอุกกาบาตหลาย ร้อยก้อนก็มารวมตัวกันแล้ว
“แย่แล้ว!”
ไท่รุ่ยรีบออกคำสั่งอย่างไม่กล้าลังเล “ไปจากที่นี่! ไปจากที่นี่เดี๋ยวนี้!”
โหยวน่าสีหน้าไม่น่ามอง นางเองก็ออกคำสั่งทำนองเดียวกันต่อเผ่า อสูรกาย
ทว่าเรือรบทางช้างเผือกที่หยุดนิ่งมานานเกินไป หากคิดจะให้เพิ่ม ความเร็วถึงขีดสุดไปจากที่นี่อย่างรวดเร็วราวสายฟ้าแลบในช่วงเวลาสั้นๆ ก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย
รอจนเรือรบทางช้างเผือกขนาดใหญ่สองลำระเบิดเสียงครืนครั่น เครื่องกลเพิ่งจะติดก็มีหินอุกกาบาตก้อนหนึ่งลักษณะเป็นรูปทรงกรวยพุ่ง “สวบ” ผ่านเรือรบทางช้างเผือกของเผ่าภูตผีปีศาจไป
เรือรบทางช้างเผือกของเผ่าภูตผีปีศาจลำนั้นหมุนติ้วๆ เหมือนคนเมา เหล้า
หินอุกกาบาตที่พุ่งมาใหญ่กว่าเรือของทั้งสองชนเผ่าหลายเท่านัก การ พุ่งทะยานมาอย่างรุนแรงเช่นนี้มาพร้อมกับพลังการชนที่น่าหวาดกลัว
ต่อให้เรือรบทางช้างเผือกจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่เมื่อเจอกับพลัง โจมตีที่น่าหวาดกลัวเช่นนั้นก็ยังมิอาจต้านทานได้
ตัวเรือของเรือรบทางช้างเผือกเผ่าภูตผีปีศาจยังไม่ทันหยุดนิ่งมั่นคงก็ มีหินอุกกาบาตอีกลูกบินมาจากที่อื่น แล้วกระแทกเข้าใส่อย่างจัง
“ปัง!”
เรือรบทางช้างเผือกถูกหินอุกกาบาตชนเข้าใส่ก็พลันหมุนคว้างไปสี่ ทิศคล้ายเรือลำน้อยที่ถูกฉลามยักษ์กระแทกชน
ตอนที่เรือหมุนคว้าง ภูตผีปีศาจและยังมีคนเผ่าเกล็ดดำ เผ่าปักษา หลายคนก็ถูกสลัดออกมานอกเรือโดยตรง
ชนต่างเผ่าที่ลอยลิ่วออกมานอกเรือมีระดับสายเลือดไม่สูงนัก และ หากชนเข้ากับหินอุกกาบาตเมื่อไหร่ก็จะกลายเป็นหมอกเลือดในพริบตา ตายจนมิอาจตายไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว
ส่วนเรือรบทางช้างเผือกของเผ่าอสูรกายที่ถูกหินอุกกาบาตหลายก้อน ชนใส่ ไม่นานก็เดินรอยตามเรือของเผ่าภูตผีปีศาจ
เห็นเพียงว่าคนของเผ่าอสูรกายจำนวนมากต่างก็ปลิวกระเด็นออกมา จากในตัวเรือราวกับเม็ดฝน
คนเผ่าอสูรกายที่ออกห่างจากเรือต่างก็พยายามใช้พรสวรรค์ทาง สายเลือดโดยเรียกเลือดลมหลายชั้นออกมาปกป้องร่างกายด้วยท่าทาง ประหวั่นพรั่นพรึง
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับหินอุกกาบาตที่พุ่งมาราวกับห่าฝน ม่านสีเลือด ที่คนเผ่าอสูรกายร่ายออกมาคุ้มกันตัวเองกลับเปราะแตกอย่างง่ายดาย ราวเปลือกไข่ที่บอบบาง
เรือนกายของพวกเขาที่สูญเสียการปกป้อง เมื่อถูกหินอุกกาบาตโจมตี เข้ามา ร่างกายก็ขาดวิ่น พิกลพิการ หรือไม่ก็ถูกบดขยี้เป็นก้อนเลือด
แม้แต่เรือรบทางช้างเผือกที่ถูกหินอุกกาบาตโจมตีใส่ติดต่อกันหลาย ครั้งก็เกิดเป็นหลุมเป็นบ่อ ตัวเรือเสียหายอย่างหนักจนมิอาจใช้งานได้อีก ต่อไป
ชนต่างเผ่านับพันคนร้องโหยหวน ร้องคำรามด้วยความเจ็บปวดอยู่ ท่ามกลางกระแสดาวตกจากหินอุกกาบาต
นอกจากไท่รุ่ยและโหยวน่าแล้ว แม้แต่ชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเจ็ด ที่ถูกหินอุกกาบาตพุ่งชนก็ยังกระอักเลือด สิ้นเรี่ยวแรง และพอถูกชนใส่ อีกหลายครั้งก็ตายอนาถคาที่
“ฟิ้วๆๆ!”
หินอุกกาบาตหลายร้อยก้อนที่อยู่นอกแผ่นดินครึ่งลูกกลมเหมือน เครื่องบดเนื้อที่พุ่งชนบินว่อนไปทั่วด้านซ้ำไปซ้ำมา
ชนต่างเผ่าแต่ละคนถูกชนจนเลือดเนื้อสาดกระเซ็น ตายติดๆ กัน หลายคน
“ไป! ไปเดี๋ยวนี้!”
ไท่รุ่ยคำรามกร้าว เส้นแสงสายเลือดหลายเส้นเหมือนหนวดปลาหมึก ระโยงรยางค์ออกไปรัดพันคนในตระกูลที่สำคัญ หมายจะพาพวกเขาไปให้ พ้นจากพื้นที่แห่งนี้
โหยวน่าเองก็ร้องโหวกเหวกอยู่ในกลุ่มคนอย่างบ้าคลั่งเช่นกัน
หมอกควันสีเขียวเข้มข้นไหลบ่าออกมาจากในร่างของนาง นางเองก็ ห่อหุ้มพวกอาหมู่ซือไว้ในหมอกเลือดสีเขียว ก่อนจะบินลอดทะลุไปตาม หินอุกกาบาตอย่างว่องไวประดุจวิญญาณดวงหนึ่ง
นางและไท่รุ่ยสองคนล้วนสัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่าหินอุกกาบาตที่บิน มาถูกชักนำจากแผ่นดินครึ่งลูกกลมนั้น
แต่ที่น่าแปลกก็คือหินอุกกาบาตมากมายบินทะยานเข้ามาก็จริง แต่ กลับไม่มีก้อนไหนที่ถูกดูดไปใกล้แผ่นดินผืนนั้น
หินอุกกาบาตหลายร้อยก้อนเพียงแค่ล้อมวนอย่างไม่มีระเบียบอยู่ นอกแผ่นดินครึ่งลูกกลมเท่านั้น เดี๋ยวๆ ก็ลอยอยู่เหนือแผ่นดิน เดี๋ยวๆ ก็ บินลงมาอยู่ข้างล่าง เดี๋ยวๆ ก็ล้อมวนไปทั่ว
จุดจอดเรือรบทางช้างเผือกที่พวกเขาโดยสารมา และจุดที่คนใน ตระกูลของพวกเขาอยู่กลับกลายมาเป็นจุดที่หินอุกกาบาตพวกนั้นมา รวมตัวกันมากที่สุด
เวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่วินาที เรือรบทางช้างเผือกก็หมดสภาพไปอย่าง สิ้นเชิง
คนในตระกูลที่ติดตามพวกเขามาที่นี่ด้วยความทะเยอทะยาน หมาย จะค้นคว้าความลับทุกอย่างของที่แห่งนี้ก็ต้องมาตายอนาถไปตามๆ กัน
“พระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!”
คนทั้งสองพาคนในตระกูลบินหนีไปจากแผ่นดินผืนนั้นอย่างบ้าคลั่ง ทั้งยังคอยหันหลังกลับมามองเป็นระยะ
ในใจของพวกเขาเกิดความหวาดกลัวอย่างรุนแรง
ตามการวิเคราะห์ของพวกเขา จุดใดจุดหนึ่งในแผ่นดินแห่งนั้นต้องมี ยอดฝีมือของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวอยู่ และกำลังใช้คาถาดวงดาว ที่ลึกลับมาชักนำให้ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นเพื่อสร้างการโจมตีที่เจ็บปวดจนพวก เขายากจะลบเลือนไปได้ชั่วชีวิต
แต่ไม่ว่าพวกเขาจะโกรธแค้นไม่ยินยอมเช่นไร พวกเขาก็ไม่สามารถ พาคนในตระกูลเอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่าอยู่ในแผ่นดินที่แม้แต่เข้าไปก็ยัง ไม่ได้แห่งนั้น
ขณะที่หินอุกกาบาตยังหมุนคว้างล้อมวนเพื่อคร่าชีวิตสิ่งมีชีวิต สิ่ง เดียวที่พวกเขาพอจะทำได้ก็คือพาคนในเผ่าจากไปโดยเร็วที่สุด
จะอย่างไรพวกเขาก็มีสายเลือดระดับแปด หากพวกเขาคิดจะจากไป ก็ยังพอจะพาคนในเผ่าที่จำเป็นต้องรอดชีวิตไปจากพื้นที่หินอุกกาบาตบ้า คลั่งแห่งนี้ได้อย่างปลอดภัย
หนึ่งเค่อต่อมา คนทั้งสองที่ใช้สายเลือดของตัวเองปกป้องคนใน ตระกูลได้สิบกว่าคนก็หนีจากแผ่นดินครึ่งลูกกลมนั้นมาได้อย่างปลอดภัย
เวลานี้พวกเขาถึงได้หยุดลง เมื่อหันกลับไปมองก็พบว่าหินอุกกาบาต พวกนั้นยังคงหมุนคว้างล้อมวนแผ่นดินอยู่เช่นเดิม
โหยวน่าใช้เวทลับทางจิตวิญญาณของเผ่าอสูรกายลองตรวจสอบดู สี หน้าของนางก็เปลี่ยนมาเป็นเขียวคล้ำ “นอกจากพวกเรา คนอื่นๆ ล้วน ตายอยู่ในนั้นหมดแล้ว”
ใบหน้าที่เดิมทีหล่อเหลาอย่างหาที่เปรียบได้ยากของไท่รุ่ย บัดนี้ เปลี่ยนมาเป็นบูดเบี้ยว ดุร้ายราวผีร้าย
และเวลานี้เอง หินอุกกาบาตจำนวนมากที่ยังคงบ้าคลั่งซึ่งคร่าชีวิตคน ในเผ่าของพวกเขาไปไม่เหลือก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงแล้วนิ่งสงบใน ที่สุด
ผ่านไปอีกพักหนึ่ง หินอุกกาบาตหลายร้อยก้อนที่มีคราบเลือดติด เกรอะกรังซึ่งสูญเสียการชักนำก็ค่อยๆ ลอยห่างไปจากแผ่นดินครึ่งลูก กลมนั้น
เมื่อพวกหินอุกกาบาตลอยไปจากพื้นที่แถบนั้นแล้ว โหยวน่า ไท่รุ่ยก็ จ้องมองไป แล้วก็พบว่าศพของคนในเผ่าตัวเองที่สภาพพิกลพิการไม่ สมบูรณ์ได้ลอยนิ่งๆ อยู่รอบแผ่นดินผืนนั้น