ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 769 บดขยี้!
ฝนเลือดที่ตกลงมาค่อยๆ ซาเม็ดลง
เนี่ยเทียนยืนอยู่นอกพระราชวัง ใช้ทิพย์จักษุตรวจสอบไปรอบด้านก็ ค้นพบด้วยความตะลึงว่าเลือดสดของชนต่างเผ่าที่ร่วงกระทบสู่พื้นดิน กลับผสานรวมเข้าไปในพื้นดินอย่างเงียบเชียบเหมือนน้ำที่ไหลลงสู่ทะเล
พลังชีวิตเข้มข้นถูกปลดปล่อยออกมาจากพื้นดินใต้ฝุาเท้าของเขา เหมือนว่ามันกำลังทำการหล่อเลี้ยงฟูาดินแห่งนี้
แม้แต่ซากศพของชนต่างเผ่าที่พอร่วงลงมา จิงชี่เลือดเนื้อจากร่างของ พวกเขาก็ยังถูกแผ่นดินนี้ดูดซับเอาไปอย่างรวดเร็วเหมือนฟองน้ำดูดซับ น้ำ
เดิมทีเขาคิดจะเรียกโครงกระดูกปีศาจเลือดให้ออกมาดูดซับพลังชีวิต ของศพชนต่างเผ่า
แต่พอเห็นว่าเลือดสดและเลือดลมของชนต่างเผ่าถูกแผ่นดินใต้ฝุาเท้า ดูดเอาไปหล่อเลี้ยงตัวมันเองจนหมด เขาก็ได้แต่ถอนหายใจเบาๆ อยู่กับ ตัวเอง
ไม่มีภัยคุกคามจากชนต่างเผ่า ในสายตาของเขา คนของสำนักภูเขา พันกระบี่และเขาสุขาวดีจึงหมดค่าไปอย่างสิ้นเชิง
ดวงตาเขามีประกายดุร้ายเปล่งวาบ
“สำนักภูเขาพันกระบี่มาจากดินแดนพงฟูา ตามคำบอกของพวกเคอ จินเผิง ดินแดนพงฟูามีผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะ” เยว่เหยียนสี่ขมวดคิ้ว
กล่าว “หากปล่อยให้พวกเขากลับไปดินแดนพงฟูา เกรงว่าคงไม่เหมาะ สำนักที่มีผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะอาจไม่ได้หวั่นเกรงพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวเสมอไป”
“เพราะว่าสำนักที่มีผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะหลายแห่งก็มี ความสัมพันธ์แนบแน่นกับสำนักเก่าแก่เฉกเช่นพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาว”
เวลานี้ กวานฝูุและเจี่ยนถงสองคนก็เดินตามออกมาจากในพระราชวัง แล้วเช่นกัน
กวานฝูุสีหน้าเครียดขรึม “สำนักภูเขาพันกระบี่ทำให้ข้าบาดเจ็บ สาหัส สังหารคนของพวกเราสองตระกูลไปมากมาย เนี่ยเทียน ขอเจ้า ช่วยทวงคืนความยุติธรรมให้กับพวกเราด้วย มีเพียงให้คนของสำนักภูเขา พันกระบี่ตายอยู่ที่นี่เท่านั้น เจ้าก็จะได้มิตรภาพจากตระกูลเจี่ยนและ ตระกูลกวานของพวกเราไป”
“ต่อไปหากเจ้ามาที่ดินแดนปราการดวงดาว ตระกูลเจี่ยนและตระกูล กวานจะปฏิบัติต่อเจ้าดั่งแขกที่มีเกียรติสูงสุด!”
คนของตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานจำนวนไม่น้อยที่มาที่นี่ต่างก็ถูก สำนักภูเขาพันกระบี่สังหารไปกลางทาง ผู้คนจึงบาดเจ็บล้มตายกันไปมาก
กวานฝูุเองก็บาดเจ็บสาหัส เขาจึงเกลียดคนของสำนักภูเขาพันกระบี่ เข้ากระดูก แน่นอนว่าย่อมไม่ต้องการเห็นอีกฝุายจากไปได้อย่างปลอดภัย
“อู้ๆ!”
เฉียวอวิ๋นซีและอินย่าหนันสองคนก็บินออกมาจากในพระราชวังแล้ว มายืนออกันอยู่หน้าประตูหินเช่นพวกกวานฝูุ
“สิ่งเปุยเฉินผู้นี้มีแต่ความชั่วร้ายเต็มหัว ห้ามเก็บเขาไว้เด็ดขาด!” เฉียวอวิ๋นซีกล่าวน้ำเสียงแค้นเคือง
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “ตกลง ข้าเข้าใจแล้ว”
กล่าวจบ โครงกระดูกปีศาจเลือดก็ถูกเขาเรียกออกมาจากในแหวน เก็บของ
โครงกระดูกปีศาจเลือดที่สูงสามสิบกว่าเมตรเหมือนภูเขากระดูกลูก หนึ่ง กระดูกตลอดทั้งร่างของมันแววใสราวหยกเนื้อดี และในกระดูกแต่ ละชิ้นก็มีเลือดลมพลุ่งพล่านไหลรินดั่งกระแสธาร
พอมองเห็นโครงกระดูกปีศาจเลือดตัวนี้ ทุกคนต่างก็หน้าเปลี่ยนสี น้อยๆ
กวานฝูุ เจี่ยนถงและเยว่เหยียนสี่ต่างก็ตกตะลึงกันอย่างหนัก พูดขึ้น พร้อมกันว่า “เจ้าสามารถบงการหุ่นเชิดเลือดตัวนี้ได้รึ?”
เนี่ยเทียนยิ้มกว้าง ก่อนจะส่งความคิดหนึ่งออกไป
“ตึงๆๆ!”
โครงกระดูกปีศาจเลือดก้าวยาวๆ จากไป ทิพย์จักษุเก้าข้างที่เขา ปล่อยไว้ข้างนอกช่วยนำทางให้กับโครงกระดูกปีศาจเลือด
“มันจะไปสังหารพวกเคอจินเผิงจากสำนักภูเขาพันกระบี่” เนี่ยเทียน หันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย “ค่ายกลใหญ่พลิกกลับสองขั้วยังไม่
กลับมาโคจรดังเดิม พวกเจ้าออกไปก็มีแต่จะถูกหินเทพคืนพลังดูดพลัง วิญญาณ พวกเคอจินเผิงสูญเสียพลังวิญญาณ ลำพังมีแค่กระแสจิต วิญญาณอย่างเดียวย่อมไม่สามารถพุ่งเข้ามาสังหารข้าได้”
“และเวทลับทางจิตวิญญาณของพวกเขาก็ไม่สามารถสร้างผลกระทบ ต่อหุ่นเชิดเลือดตนนี้ของข้าได้เท่าใดนัก
โครงกระดูกปีศาจเลือดก้าวเร็วราวกับบิน พริบตาเดียวก็หายไปจาก เส้นสายตาของทุกคน
ไม่นานโครงกระดูกปีศาจเลือดที่มีเรือนกายเหมือนภูเขาลูกหนึ่งก็มา ปรากฏตัวอยู่ตรงจุดที่ผู้ฝึกลมปราณของสำนักภูเขาพันกระบี่หยุดพัก
“นี่คือหุ่นเชิดเลือดที่ถูกเนี่ยเทียนผู้นั้นควบคุม!”
พอเห็นโครงกระดูกปีศาจเลือดเผยกาย สิ่งเปุยเฉินก็พลันหน้าเปลี่ยน สี ร้องอุทานตกใจ “เนี่ยเทียนไม่ได้ให้โอกาสพวกเราได้รวบรวมพลัง วิญญาณตามคำสัญญา แต่กลับปล่อยเจ้าตัวดุร้ายนี่มา เขาหมายความว่า ยังไง?”
เคอจินเผิงเองก็มีสีหน้างงงัน
เดิมทีเขานึกว่าเขาได้รับการอภัยจากเนี่ยเทียนแล้ว ทั้งยังถึงขั้นเตรียม จะสละสิ่งเปุยเฉินทิ้งแล้วด้วย
คาดไม่ถึงว่าเนี่ยเทียนกลับไม่ได้ทำตามที่รับปาก พลังวิญญาณของ พวกเขาจึงไม่ฟื้นคืนมาเสียที
และเวลานี้โครงกระดูกปีศาจเลือดยังมาเยือนพร้อมปราณสังหาร หรือว่า…จู่ๆ เนี่ยเทียนคิดจะแตกหักกับพวกเขา?
“อู้!”
ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เท้าใหญ่ยักษ์ของโครงกระดูกปีศาจ เลือดก็พลันกระทืบลงมา
พวกเคอจินเผิงล้วนอยู่ในขอบเขตที่ฝุาเท้าของมันปกคลุม พวกเขาที่ สูญเสียพลังวิญญาณปกปูองร่างกาย เมื่อเห็นปราณเลือดมหาศาลที่มา พร้อมกับฝุาเท้าขนาดใหญ่ก็พากันหนีกระเจิงไปรอบด้าน
น่าเสียดายที่ความเร็วในการหนีของพวกเขายังช้าเกินไป
“เนี่ยเทียน!” สิ่งเปุยเฉินร้องโหยหวน
“สำนักภูเขาพันกระบี่ไม่มีทางปล่อยเจ้าไว้แน่!” ซาเหยียนคำรามเจ็บ แค้น
“กร๊อบๆ!”
โครงกระดูกปีศาจเลือดไม่สนใจเสียงข่มขู่ของพวกเขา ฝุาเท้าใหญ่ ยักษ์ยังคงกระทืบลงไปบนพื้นเหยียบย่ำคนจากสำนักภูเขาพันกระบี่ให้ แหลกละเอียดไปทีละคน
“อู้ๆๆ!”
หลังจากที่ร่างกายแตกย่อยยับ จิตวิญญาณที่แท้จริงของผู้แข็งแกร่ง แดนว่างเปล่าห้าคนอย่างเคอจินเผิง ซาเหยียนก็พลันหลุดออกมาจากร่าง แล้วลอยขึ้นไปบนฟูา
“จิตวิญญาณที่แท้จริงหลุดออกจากร่าง!”
เนี่ยเทียนมองเห็นผ่านทิพย์จักษุได้อย่างชัดเจน
เยว่เหยียนสี่ เจี่ยนถงและกวานฝูุต่างก็แผ่กระแสจิตวิญญาณออกไป แล้วก็มองเห็นภาพเหตุการณ์ตรงจุดนั้นเช่นกัน
รอจนพวกเขาเห็นว่าโครงกระดูกปีศาจเลือดเหยียบขยี้พวกเคอจินเผิง จากสำนักภูเขาพันกระบี่ไปทีละคน คนเหล่านี้ต่างก็บังเกิดความรื่นรมย์ ในใจ
ทว่าหลังจากที่เห็นจิตวิญญาณที่แท้จริงของคนทั้งห้าหลุดออกมาจาก ร่าง เยว่เหยียนสี่ก็หรี่ตา หน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ “เนี่ยเทียน ทางที่ดีที่สุดก็ ควรสังหารจิตวิญญาณที่แท้จริงของพวกเขาไปด้วย หาไม่แล้วหากจิต วิญญาณที่แท้จริงของพวกเขาหนีออกจากที่แห่งนี้ไปได้ ด้วยตบะและ ขอบเขตของพวกเขา แค่หาเรือนกายที่เหมาะสมได้เจอก็มีโอกาสฟื้นพลัง กลับสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง!”
“อย่างนี้เองหรือ…”
เนี่ยเทียนยิ้มพร้อมลากเสียงยาว ทันใดนั้นเขาก็เรียกเรือดาราออกมา
ก่อนจะเผ่นผลิวขึ้นไปยืนอยู่ในเรือดารา แล้วขับเคลื่อนมันออกไป เรือ ดาราที่เหมือนดาวตกจึงพุ่งทะยานเข้าไปใกล้จิตวิญญาณที่แท้จริงของคน ทั้งห้าอย่างรวดเร็ว
“เนี่ยเทียน! เจ้าไม่รักษาคำพูด เจ้าไม่ได้ตายดีแน่!”
จิตวิญญาณที่แท้จริงของเคอจินเผิงมีลักษณะเหมือนตัวจริงของเขา ยามนี้กำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศและร้องคำรามด้วยเสียงดังสะเทือนฟูา ดิน
เสียงร้องคำรามจากวิญญาณของเขาเหมือนทะเลที่แผ่ไปแปดทิศ แม้แต่เจียงเฟิงจากเขาสุขาวดีก็ยังได้ยิน
“เนี่ยเทียน เนี่ยเทียนลงมือกับคนของสำนักภูเขาพันกระบี่แล้ว!”
ในใจเจียงเฟิงพลันบังเกิดความหวาดกลัว เขาหันไปพูดกับพวกมู่ปี้ฉง เถียนจื่อผิงที่อยู่ข้างๆ ว่า “เหมือนว่าคนจากสำนักภูเขาพันกระบี่จะถูก เขาฆ่าไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแค่จิตวิญญาณที่แท้จริงห้าดวงที่ลอย ออกมา ก่อนหน้านี้มีเสียงคำรามจากจิตวิญญาณซึ่งเป็นเสียงของเคอจิน เผิง เขาเคียดแค้นไม่ยอมแพ้สุดๆ”
“ผู้อาวุโสเจียง!”
เหยาจื่อหลันและเถียนจื่อผิง รวมไปถึงผู้แข็งแกร่งของเขาสุขาวดีที่ รอดชีวิตอย่างมู่ปี้ฉงต่างก็ร้องอุทานด้วยความหวาดกลัว
คนของสำนักภูเขาพันกระบี่ตายไปแล้ว พวกเขา…จะเป็นเปูาหมาย ต่อไปหรือไม่?
ในสถานการณ์ที่ไม่มีพลังวิญญาณให้ใช้ ในเมื่อเนี่ยเทียนสามารถใช้ โครงกระดูกปีศาจเลือดสังหารผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าของสำนักภูเขา พันกระบี่ที่เข้ามารุกรานได้อย่างง่ายดาย แล้วพวกเขาจะพ้นเคราะห์ครั้งนี้ ไปได้หรือไม่?
“คงได้แต่ภาวนาให้เนี่ยเทียนผู้นั้นยอมอภัยให้พวกเราแล้วล่ะ หาก เขาคิดจะลงมือจริงๆ พวกเราก็คงต้องเผชิญกับเหตุการณ์เดียวกันกับเคอ จินเผิง” เจียงเฟิงเองก็พูดขึ้นอย่างสิ้นเรี่ยวแรง “ใครก็คาดไม่ถึงว่าเนี่ย เทียนจะเป็นผู้สืบทอดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว หากรู้แต่แรก พวกเราก็ไม่มีทางล่วงเกินเขา”
เหยาจื่อหลันนิ่งคิดไปครู่ ก่อนพูดขึ้นว่า “บางทีพวกเราอาจหนีภัยครั้ง นี้พ้น อันที่จริง…พวกเราไม่ได้มีความแค้นที่คลี่คลายไม่ได้กับเนี่ยเทียน แม้ข้าจะไม่รู้แน่ชัดนักว่าในโบราณสถานของซวีหลิงจื่อเกิดเรื่องอะไรขึ้น กันแน่ แต่เนี่ยเทียนกับเจ้าคนผู้นั้นล้วนเป็นฝุายที่ได้รับผลประโยชน์ เขา สุขาวดีของพวกเราต่างหากที่เป็นผู้เคราะห์ร้าย”
“นอกจากนี้เมื่ออยู่ที่นี่พวกเราก็แค่มีข้อพิพาทกับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ เท่านั้น เขาก็ไม่น่าจะถึงขั้นเปิดฉากสังหารพวกเราเพียงเพราะสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์หรอกกระมัง?”
มู่ปี้ฉงเอ่ยขึ้นเบาๆ “ข้าว่าก็ไม่แน่เสมอไป เนี่ยเทียนกับนังหนู เฉียวอวิ๋นซีผู้นั้นเหมือนจะมีความสัมพันธ์บางอย่างที่คลุมเครือ บางทีเขา อาจลงมือกับเขาสุขาวดีของพวกเราเพื่อเฉียวอวิ๋นซีก็เป็นได้”
จบคำพูดของนาง เหยาจื่อหลันก็พลันเงียบงัน ได้แต่ถอนหายใจไม่ หยุด
“อู้!”
เรือดาราบินไปยังพื้นที่ที่จิตวิญญาณที่แท้จริงของพวกเคอจินเผิง ลอยตัวอยู่อย่างรวดเร็ว
“แย่แล้ว!” เยว่เหยียนสี่ใช้กระแสจิตวิญญาณจับตามองเหตุการณ์ ทางฝั่งนั้นอย่างใกล้ชิด “ต่อให้พวกเคอจินเผิงจะสูญเสียเรือนกายที่มี เลือดเนื้อไป ไม่มีพลังวิญญาณให้ใช้ แต่อย่างไรซะพวกเขาก็คือผู้แข็งแกร่ง แดนว่างเปล่า จิตวิญญาณที่แท้จริงของพวกเขายังคงมีพลังจิตวิญญาณที่ ไม่ธรรมดา และยังสามารถร่ายใช้เวทลับทางจิตวิญญาณบางอย่างได้!”
กวานฝูุอึ้งงัน แล้วก็คืนสติทันใด “แล้วเนี่ยเทียนจะรีบไปที่นั่นทำไม?”
เจี่ยนถงพูดขึ้นเสียงดัง “หรือไม่พวกเราก็ควรรีบไปช่วยเขากันดี?”
ขณะที่เยว่เหยียนสี่กำลังจะเอ่ยตอบรับ กระแสจิตวิญญาณของเขาที่ ปล่อยออกไปก็พลันมองเห็นว่าเมื่อเนี่ยเทียนเผชิญหน้ากับจิตวิญญาณที่ แท้จริงของพวกเคอจินเผิง เขาก็หยิบไข่มุกเม็ดหนึ่งออกมาอย่างไม่รีบไม่ ร้อน
พอไข่มุกถูกเขาหยิบออกมา กระแสจิตวิญญาณของเยว่เหยียนสี่ที่ รวบรวมอยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็พลันแตกกระจายออกจากกัน
และกระแสจิตวิญญาณขุมนั้นของเขาที่สลายกลายเป็นเส้นใยจำนวน นับไม่ถ้วนก็เหมือนจะได้รับผลกระทบจากไข่มุกเม็ดนั้น จึงทำท่าจะบิน เข้าไปหามัน
“อย่า! อย่าเข้าไป!” เยว่เหยียนสี่ตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี ก่อนจะรีบดึง เอากระแสจิตวิญญาณที่กลายเป็นเส้นๆ นับพันนับหมื่นออกมาให้ห่าง จากไข่มุกในมือของเนี่ยเทียนโดยเร็วที่สุด
กวานฝูุและเจี่ยนถงก็ขมวดคิ้ว นัยน์ตาฉายความเจ็บปวด
“ไข่มุกเม็ดนั้น!”
พวกเขาร้องอุทานเสียงหลง เห็นได้ชัดว่าสัมผัสได้ถึงลางร้าย เช่นเดียวกับเยว่เหยียนสี่