ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 770 ผสาน “แดน”
ไข่มุกวิญญาณมืดสีเขียวโปร่งใสถูกเนี่ยเทียนกุมไว้กลางฝุามือ ก่อนที่ เขาจะยกขึ้นสูงหันเข้าหาจิตวิญญาณที่แท้จริงของพวกเคอจินเผิง
ด้านในของไข่มุกวิญญาณมืดมีวิญญาณวัตถุที่มาจากจิตวิญญาณของ มหาราชาสายเลือดระดับเก้าเผ่าอสูรกาย ซึ่งตอนนี้มันกำลังฮึกเหิม เหมือนปลาฉลามที่ได้กลิ่นคาวเลือด
คลื่นสีเขียวขมุกขมัวแผ่กระจายออกมาจากในไข่มุก
จิตวิญญาณที่แท้จริงของเคอจินเผิงที่ยังคงแผดเสียงคำรามเดือดดาล ถูกคลื่นนั้นแทรกซึมมาโดน เสียงคำรามเดือดดาลพลันกลายมาเป็นเสียง ร้องโหยหวน
จิตวิญญาณที่แท้จริงที่พวกซาเหยียนเองก็ได้รับผลกระทบจากไข่มุก เม็ดนั้น จึงค่อยๆ ลอยเข้าไปหาไข่มุกทีละนิดโดยที่ไม่อาจควบคุมตัวเองได้
พวกเขาต่างเป็นผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่า ต่อให้สูญเสียเรือนกายที่มี เลือดเนื้อไป ไม่มีพลังวิญญาณให้ใช้ แต่พวกเขาก็ยังคงสร้างภัยคุกคาม ได้มากมหาศาลให้กับผู้ที่มีขอบเขตต่ำต้อยอยู่ดี
ทว่าหลังจากที่เนี่ยเทียนหยิบเอาไข่มุกวิญญาณมืดออกมาก็เห็นได้ชัด ว่าเขาไม่ใช่หนึ่งในคนเหล่านั้น
เสียงร้องด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวของดวงวิญญาณดังออกมาจากจิต วิญญาณที่แท้จริงของพวกเคอจินเผิง ตอนที่จิตวิญญาณที่แท้จริงของพวก
เขาขยับเข้าไปใกล้เนี่ยเทียน ร่างวิญญาณที่ชัดเจนเหมือนร่างจริงของพวก เขาก็เปลี่ยนมาเป็นพร่าเลือนทีละนิด
ความคิดที่นาบประทับไว้อย่างลึกล้ำพลันแตกสลายออกจากในจิต วิญญาณที่แท้จริง แล้วจางหายไปท่ามกลางฟูาดิน
เวลาสั้นๆ เพียงแค่สิบกว่าวินาที ความทรงจำทั้งหมดที่ตราตรึงไว้ใน จิตวิญญาณที่แท้จริงของพวกเขาก็เหมือนจะหายเกลี้ยงไม่มีเหลือ
“ฟิ้วๆๆ!”
เงาวิญญาณแต่ละเส้นถูกไข่มุกวิญญาณมืดบังคับดึงเข้ามา พอเข้ามา อยู่ในไข่มุกก็ถูกแยกตัวให้กลายเป็นซากวิญญาณจำนวนมากกว่าเดิม
หากซากวิญญาณเหล่านั้นผสานรวมเป็นหนึ่งจะแข็งแกร่งอย่างถึง ที่สุด
ทว่าเมื่อกลายมาเป็นซากวิญญาณเดี่ยวๆ กลับอ่อนแออย่างยิ่งยวด
ความคิดหนึ่งของเนี่ยเทียนลอยเข้าไปในไข่มุกอย่างเงียบเชียบ แล้ว เขาก็ค้นพบทันทีว่าซากวิญญาณของพวกเคอจินเผิงกำลังหนีกระเจิงไป รอบด้านตามสัญชาตญาณ
ทว่าซากวิญญาณจำนวนมากกว่าที่อยู่ในไข่มุกแต่แรกอยู่แล้วกลับ เหมือนได้รับการบงการจากวิญญาณวัตถุจึงพากันไล่จับซากวิญญาณของ พวกเคอจินเผิงอย่างบ้าคลั่ง
ขณะเดียวกันเนี่ยเทียนก็ค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าตรงจุดที่ร่างของ พวกเคอจินเผิงระเบิดกระจายมีกลุ่มแสงสีทองห้ากลุ่มค่อยๆ ลอยขึ้นมา
กลุ่มแสงทั้งห้านี้เหมือนจะเป็น “แดน” ที่พวกเขาสร้างขึ้น เพียงแต่ว่า ไม่เหมือนกับดินแดนในความหมายทั่วไปนัก
“แดน” ทั้งห้านั้นเป็นเพียงภาพมายา เหมือนภาพสะท้อนกลับหัวบน ผิวน้ำ คล้ายฟองอากาศที่เหมือนจะมอดดับได้ตลอดเวลา
ในวงแสงสีทองมีแสงกระบี่สีทองเล็กๆ อยู่เป็นจำนวนมาก แสงกระบี่ นาบประทับสัจธรรมแห่งพลังทองคำเอาไว้ ซึ่งพวกมันไม่ได้สลายหายไป ตามการดับสลายของร่างกายและจิตวิญญาณของพวกเคอจินเผิง
“อู้!”
วงแสงสีทองทั้งห้าล่องลอยไปยังพื้นที่ที่มีภูเขาสีทองหลายลูกตั้ง ตระหง่านอยู่
“เอ๊ะ!”
เนี่ยเทียนพลันเกิดความแปลกใจ หลังจากอาศัยไข่มุกวิญญาณมืดมา ดูดซับจิตวิญญาณที่แท้จริงของคนทั้งห้าเข้าไปเรียบร้อยแล้ว เขาก็ ขับเคลื่อนเรือดาราให้ตามหลังกลุ่มแสงไปอย่างเงียบเชียบ
ไม่นานกลุ่มแสงทั้งห้าก็ลอยมาถึงพื้นที่ที่มีภูเขาสีทอง ซึ่งที่นั่นมีพลัง วิญญาณธาตุทองหนึ่งในห้าธาตุอยู่
พื้นดินเหมือนถูกอาบไล้ไว้ด้วยคลื่นแสงสีทองระยิบระยับ ด้านใน ภูเขามีค่ายกลมหัศจรรย์สลักเอาไว้มากมาย
พอวงแสงสีทองวงแล้ววงเล่าบินเข้าไปในพื้นที่นั้นก็เป็นเหมือนหยดน้ำ ที่ผสานรวมเข้ากับเทือกเขาสีทองและพื้นดิน เจตจำนงแห่งกระบี่ ความรู้
ความเข้าใจต่อพลังธาตุทองซึ่งพวกเคอจินเผิงฝึกฝนมาทั้งชีวิตค่อยๆ สลัก ลงไปในพื้นที่แห่งนี้ กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของที่นั่น
เนี่ยเทียนเก็บไข่มุกวิญญาณมืดกลับไป ก่อนจะใช้ทิพย์จักษุสำรวจ พื้นที่อย่างละเอียด แล้วเขาก็สังเกตเห็นว่าเมื่อวงแสงสีทองทั้งห้าจาง หายไป ด้านในเทือกเขาสีทองและแผ่นดินแห่งนั้นก็มีลวดลายสีทอง ปรากฏขึ้นมาอีกเป็นจำนวนมาก
ลวดลายสีทองหนึ่งในนั้นเป็นเหมือนกระบี่สีทองเล่มเล็กหลายเล่มที่ เต็มไปด้วยความเหี้ยมหาญดุดัน
“แดนของพวกเขาถูกพื้นที่สีทองแห่งนี้รับเอาไว้!”
เสียงจากจิตวิญญาณของเยว่เหยียนสี่ลอยขึ้นมา ก่อนที่เงาร่างมายา พร่าเลือนซึ่งเป็นสีแดงฉานจะก่อตัวขึ้นอย่างเงียบเชียบแล้วกลายมามี รูปร่างเป็นเหมือนเยว่เหยียนสี่
ตามหลังเยว่เหยียนสี่ก็คือจิตสำนึกของกวานฝูุและเจี่ยนถงที่ตรงมา รวมตัวกัน
“แดน? ร่างกายระเบิด จิตวิญญาณมอดดับ ทว่าแดนยังคงอยู่?” เนี่ย เทียนกล่าวอย่างแปลกใจ
“มีเพียงพื้นที่มหัศจรรย์บางแห่งเท่านั้นที่พอผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่า ตายไป แดนของพวกเขาถึงจะยังรักษาเอาไว้ได้” เงาวิญญาณของเยว่เห ยียนสี่อธิบายให้เขาฟัง “ยกตัวอย่างเช่นซวีหลิงจื่อ เขาตายอยู่ในพื้นที่ ห้วงมิติปั่นปุวน ทว่าวิชาและเวทลับที่เขาใช้ฝึกตนมีหลายอย่างที่เกี่ยวข้อง
กับพลังห้วงมิติ แดนของเขาจึงมีความลี้ลับของพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน ปะปนอยู่ด้วย”
“ดังนั้นพอเขาตายไป แดนของเขาจึงยังคงอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นปุวน ได้โดยไม่ดับสลาย”
เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “แดนของซวีหลิงจื่อเหมือนจะเป็นของที่จับต้องได้ จริง ไม่ใช่ภาพมายา”
“นั่นก็เพราะซวีหลิงจื่อตายไปโดยไม่คาดคิดในขณะที่กำลังเลื่อนสู่ แดนเอตทัคคะ แดนของเขาจึงแปรสภาพจากแดนว่างเปล่าสู่แดน เอตทัคคะ ค่อยๆ เปลี่ยนจากภาพมายากลายมาเป็นของจริง” เยว่เหยียน สี่ทอดถอนใจด้วยความเสียดาย “ซวีหลิงจื่อคือสุดยอดบุคคลที่มีชื่ออยู่ใน อันดับต้นๆ ของดินแดนปราการดวงดาวเรา เดิมทีเขาก็อยู่ในแดนว่าง เปล่าขั้นสูงสุดอยู่แล้ว”
“ที่เจ้าสามารถเหยียบลงไปในแดนของเขา และมีความรู้สึกเหมือนอยู่ ในโลกลับได้ก็เพราะเขาเดินออกจากแดนว่างเปล่ามาสู่ก้าวที่เป็นกุญแจ สำคัญซึ่งนับว่าแปรสภาพมาเป็นแดนเอตทัคคะได้แล้ว”
“นึกไม่ถึงจริงๆ ว่าแดนว่างเปล่าของเขาเปลี่ยนจากมายามาเป็นของ จริงได้แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังล้มเหลวอยู่ดี”
กวานฝูุรับคำต่อ “ฟูาดินแห่งนี้มีความมหัศจรรย์อยู่มากมาย เดิมทีพอ ร่างกายและจิตวิญญาณของพวกเคอจินเผิงตายไป แดนว่างเปล่าของพวก เขาควรจะสลายไปอย่างรวดเร็ว ทว่าแดนของพวกเขากลับไม่ได้สลายไป ทันที กลับถูกดินแดนแห่งธาตุทองชักนำ เจตจำนงแห่งกระบี่และความ
เข้าใจต่อธาตุทองที่พวกเขามีมาทั้งชีวิตจึงนาบประทับอยู่กลางเทือกเขา และแผ่นดินแห่งนี้”
“พื้นที่วิเศษ สถานที่แห่งนี้คือพื้นที่วิเศษจริงๆ!” เงาวิญญาณของเจี่ย นถงก็กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “เนี่ยเทียน เจ้ารู้หรือไม่ว่าหลังจาก แดนว่างเปล่าของพวกเคอจินเผิงผสานรวมกับพื้นที่แห่งนี้แล้วจะเกิดอะไร ขึ้น?”
เนี่ยเทียนส่ายหัวอย่างงุนงง
“ต่อไปหากมีผู้ฝึกลมปราณที่ฝึกวิชากระบี่ หรือมีธาตุทองหนึ่งในห้า ธาตุมาถึงที่แห่งนี้ คนเหล่านั้นจะสามารถทำความเข้าใจกับเจตจำนงแห่ง กระบี่และพลังธาตุทองของพวกเคอจินเผิงที่ผสานรวมอยู่ในนี้ได้” เงา วิญญาณของเจี่ยนถงส่ายหัวเบาๆ “เมื่อทำความเข้าใจกับเจตจำนงแห่ง กระบี่หรือเวทลับธาตุทองแหลมคมที่ลึกล้ำของพวกเขาได้ ก็จะมี ประโยชน์มากมายอย่างที่คาดไม่ถึง”
“แดนของพวกเขานาบประทับส่วนที่ยอดเยี่ยมที่สุดในการฝึกตนมา ชั่วชีวิตของพวกเขาเอาไว้ ซึ่งถือเป็นการสืบทอดอย่างหนึ่งได้เลย”
พอได้ยินเขาอธิบายเช่นนี้ ดวงตาของเนี่ยเทียนก็พลันเป็นประกาย
จะอย่างไรพวกเคอจินเผิงก็คือผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่า หากเขานำ คนตระกูลเนี่ยและพวกมิตรสหายที่สนิทกับเขาย้ายจากดินแดนดาวตกมา อยู่ที่นี่ พวกคนที่ฝึกพลังธาตุทองก็สามารถทำความเข้าใจกับพลังที่พวก เคอจินเผิงบรรลุมาได้ ซึ่งจะช่วยให้การสั่งสมด้านสภาพจิตใจของพวกเขา เลื่อนขั้นเร็วขึ้น!
“ประเสริฐยิ่ง!” เขายิ้มกว้างอย่างเบิกบาน
ทว่าเวลานี้ จู่ๆเยว่เหยียนสี่กลับพูดแทรกขึ้นว่า “เนี่ยเทียน อันที่จริง ข้าค้นพบตั้งแต่แรกแล้วว่าพื้นที่อื่นๆ ก็มีสัจธรรมความจริงของพลังห้าธาตุ อยู่เช่นกัน ไม่แน่ว่าห้าพื้นที่นั้นก็อาจจะผสานรวมแดนของผู้ฝึกลมปราณ เผ่ามนุษย์คนอื่นๆ ซึ่งนาบประทับความเข้าใจที่พวกเขามีต่อพลังงานห้า ธาตุเอาไว้ด้วยก็เป็นได้”
เนี่ยเทียนตะลึง “เป็นเช่นนี้จริงหรือ?”
“น่าจะไม่ผิดไปจากนี้” เงาวิญญาณของเยว่เหยียนสี่กล่าวด้วย น้ำเสียงจริงจัง “นี่หมายความว่าพื้นที่ห้าแห่งนั้นล้วนจะกลายมาเป็นพื้นที่ วิเศษซึ่งช่วยในการบรรลุขอบเขตได้เร็วขึ้น หรืออาจถึงขั้นทำให้คนที่ไป ฝึกตนในพื้นที่เหล่านั้นได้รับคาถาวิเศษและเวทลับที่สมบูรณ์แบบ บางอย่างด้วย”
กวานฝูุและเจี่ยนถงรีบร้อนมาที่นี่จึงยังไม่ได้ทำการสำรวจฟูาดินแห่งนี้ อย่างละเอียด
พอได้ยินเยว่เหยียนสี่กล่าวเช่นนี้พวกเขาเองก็ตกตะลึงมากเหมือนกัน แล้วก็ตระหนักได้ทันทีว่าฟูาดินแห่งนี้มีความมหัศจรรย์มากมายที่พวกเขา ไม่เข้าใจ
หากมีสำนักมาตั้งรากฐานอยู่ที่นี่ เกรงว่าคงได้รับผลประโยชน์ มหาศาลจนเกินจะคาดคิดได้
ขณะที่พวกเขาพูดคุยกันก็มีปราณวิญญาณผลุบๆ โผล่ๆ กลุ่มหนึ่ง ขยับเข้ามาใกล้อย่างระมัดระวัง
เงาวิญญาณของพวกเยว่เหยียนสี่สามคนสัมผัสได้ทันใดจึงหันไปมอง ในทิศทางเดียวกัน
ปราณวิญญาณที่คลุมเครือขุมนั้นพลันถอยกรูดออกห่างราวนกที่ตกใจ คันธนู
“คือเจียงเฟิงจากเขาสุขาวดี” เยว่เหยียนสี่กล่าว
เจี่ยนถงและกวานฝูุพลันเงียบเสียง ไม่แสดงความเห็นใดๆ อีก
“ผู้อาวุโสเยว่ เกี่ยวกับเขาสุขาวดี…” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว
เงาวิญญาณกลุ่มนั้นของเยว่เหยียนสี่ก็เงียบงันไป ไม่ได้รีบร้อนส่งเสียง ออกมาอีกครั้ง
ผ่านไปพักใหญ่ เงาวิญญาณของเขาถึงได้ตอบรับ “สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ของเรากับเขาสุขาวดีไม่เคยถูกกัน ตลอดหลายปีที่อยู่ในดินแดนปราการ ดวงดาวก็คอยเอาชนะคะคานกันทั้งในที่ลับและที่แจ้งมาโดยตลอด แต่ว่า …”
“แต่ว่าอะไรหรือ?”
“แต่ว่าจะอย่างไรเขาสุขาวดีก็มาจากดินแดนปราการดวงดาว ไม่ใช่ อย่างสำนักภูเขาพันกระบี่ที่มาจากดินแดนพงฟูา” เยว่เหยียนสี่ลังเลจึง พูดเนิบช้า “ตามความเห็นข้า เจ้าต้องมาตั้งรากฐานอยู่ในแผ่นดินแห่งนี้ แน่นอน และคงต้องพาญาติและมิตรย้ายมาอยู่ที่นี่ ดินแดนปราการ ดวงดาวอยู่ห่างจากที่แห่งนี้ไม่ไกลนัก เมื่อใช้ค่ายกลนำส่งก็สามารถไปมา หาสู่กันได้ง่าย”
“วันหน้าหากเจ้าต้องการจะสั่งสมกำลังเป็นของตัวเองก็เลี่ยงไม่ได้ที่ ต้องติดต่อกับดินแดนปราการดวงดาว”
“เราไม่จำเป็นต้องฆ่าล้างคนของเขาสุขาวดีให้สิ้นซาก เพราะบางที หลังจากที่เจ้าแข็งแกร่งได้ถึงระดับหนึ่งแล้ว เจ้าก็สามารถ…รวบรวมทุก สำนักในดินแดนปราการดวงดาวให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ให้ทุกสำนักขึ้นตรง ต่อเจ้าด้วยความภักดี”
“หากมีวันนั้นจริงๆ เขาสุขาวดีก็จะกลายมาเป็นเพียงสำนักหนึ่งที่อยู่ ใต้สังกัดของเจ้าเท่านั้น”
พอได้ยินคำวิเคราะห์ของเขา เงาวิญญาณของกวานฝูุและเจี่ยนถงก็ ส่ายไหวอย่างแรงคล้ายตกตะลึงอย่างหนัก