ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 771 เขาถูกใจเจ้า!
“จะอย่างไรเจ้าก็ไม่ใช่ผู้สืบทอดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว แต่ เจ้าเป็นถึงบุตรแห่งดวงดาว!”
เงาวิญญาณกลุ่มนั้นของเยว่เหยียนสี่ส่งเสียงที่ทำให้วิญญาณของ กวานฝูุและเจี่ยนถงยิ่งเกิดคลื่นกระเพื่อมไหวรุนแรง
“บุตรแห่งดวงดาว!”
ร่างของกวานฝูุและเจี่ยนถงที่ยืนอยู่หน้าพระราชวังก็ตัวสั่นเยือกอย่าง รุนแรงเช่นกัน
เงาวิญญาณที่พวกเขารวบรวมขึ้นมาพลันกระจายออกจากกันเป็น เส้นๆ ยากที่จะรวมตัวกันได้ในช่วงเวลาสั้นๆ
ร่างจริงของพวกเขาเบิกตากว้าง มองเยว่เหยียนสี่ที่ยืนอยู่ในระยะ ประชิด “เขาคือบุตรแห่งดวงดาวจริงๆ รึ?”
เยว่เหยียนสี่พยักหน้ารับแรงๆ “หากไม่ใช่บุตรแห่งดวงดาวจะได้รับ การยอมรับจากพระราชวังง่ายๆ ขนาดนี้ได้อย่างไร? พวกเจ้าก็ได้ยินเขา พูดแล้วไม่ใช่หรือว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่พระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวทิ้งไว้ให้กับเขา? หากเป็นคนในสำนักธรรมดาคนหนึ่งจะได้รับการ ปฏิบัติเช่นนี้ได้อย่างไร?”
กวานฝูุและเจี่ยนถงคิดตามอย่างละเอียด และในที่สุดก็พยักหน้ารับ ยอมรับในความเห็นของเขา
คนในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวมีจำนวนนับไม่ถ้วน ผู้พึ่งพาก็ยิ่ง มากมาย หากคนธรรมดาในสำนักจะตายไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องที่พระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวถึงขั้นยอมรับไม่ได้
มีเพียงบุตรแห่งดวงดาวเท่านั้นที่ถึงจะถูกพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวมองเป็นนายแห่งดวงดาวในวันข้างหน้า ซึ่งแตกต่างจากลูกศิษย์ทั่วไป ในสำนักอย่างสิ้นเชิง
ที่ตั้งของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวกับดินแดนปราการดวงดาวอยู่ ห่างไกลกันมาก แต่พวกเขาก็ยังพอจะรู้อยู่บ้างว่าบุตรแห่งดวงดาวเป็น ตัวแทนถึงสิ่งใด
พวกเขาได้ยินมาว่าบุตรแห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ต่างก็เป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ดุจดั่งทางช้างเผือกที่กว้างใหญ่ลึกล้ำ
บุตรแห่งดวงดาวเหล่านั้นไม่เพียงมีขอบเขตสูงล้ำ แกร่งกล้าเกินผู้ใด ทัดเทียม ยังมีผู้แข็งแกร่งและสำนักจำนวนนับไม่ถ้วนเข้าสวามิภักดิ์กับ พวกเขาด้วย
เมื่ออยู่ในพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ดูเหมือนว่าก็มีแค่บุตรแห่ง ดวงดาวเท่านั้นถึงจะได้รับการปลูกฝังจากในสำนักอย่างไม่มีขีดจำกัด และได้รับการยอมศิโรราบเข้าเป็นพวกจากสำนักอื่นๆ
ถึงขั้นที่ว่าการเลือกนายแห่งดวงดาวในวันข้างหน้า นอกจากต้องดู ขอบเขตและชื่อเสียงของบุตรแห่งดวงดาวอย่างพวกเขาแล้ว ยังต้องดูการ สั่งสมของตัวพวกเขาเองด้วย
ยิ่งมีผู้แข็งแกร่งที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาหรือสำนักที่ให้การพึ่งพามาก เท่าไหร่ ความเป็นไปได้ที่บุตรแห่งดวงดาวจะกลายมาเป็นนายแห่ง ดวงดาวก็ยิ่งมีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
ในเมื่อฟูาดินที่วิเศษแห่งนี้คือสิ่งที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเตรียม ไว้ให้บุตรแห่งดวงดาวอย่างเนี่ยเทียนโดยเฉพาะ ก็ยิ่งมีความเป็นไปได้ที่ อาณาจักรดวงดาวและกองกำลังสำนักมากมายที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงจะ ถูกเนี่ยเทียนเก็บรวบเข้าในกระเป๋าตัวเองเมื่อเขาแข็งแกร่งได้ถึงระดับที่ มากพอ
เพราะว่าบุตรแห่งดวงดาวทุกคนต่างก็ทำเช่นนี้
และสำนักมากมายก็ยินดีที่จะเป็นฝุายผูกมิตรกับบุตรแห่งดวงดาว ยอมเข้าเป็นพันธมิตรของบุตรแห่งดวงดาว
“บุตรแห่งดวงดาว!”
เฉียวอวิ๋นซีและอินย่าหนันสองคนก็ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา เช่นกัน พวกนางต่างก็ตกตะลึงถึงขีดสุด
อีกฝั่งหนึ่ง
เงาวิญญาณของเยว่เหยียนสี่เองก็กำลังอธิบายความหมายแฝงของคำ ว่าบุตรแห่งดวงดาวให้เนี่ยเทียนฟังเบาๆ บอกกับเขาว่าบุตรแห่งดวงดาว จะต้องสั่งสมกองกำลังและความสามารถเป็นของตัวเองเพื่อนำมาเป็น แต้มต่อในการช่วงชิงตำแหน่งนายแห่งดวงดาว
เขาบอกว่า ในเมื่อแผ่นดินใต้ฝุาเท้าของเนี่ยเทียนคือรากฐานของเขา ถ้าเช่นนั้นเมื่อขอบเขตของเขาแข็งแกร่งมากพอ ดินแดนปราการดวงดาว ที่อยู่ห่างจากที่นี่ไปไม่ไกลมากนักย่อมต้องกลายมาเป็นของเขาแน่นอน
เว้นเสียแต่ว่าเขาจะตายก่อนวัยอันควร
เนี่ยเทียนตั้งใจรับฟังแล้วก็ค่อยๆ ตระหนักได้ถึงภาระหน้าที่ของบุตร แห่งดวงดาว ทั้งยังรู้ทิศทางของตนเองในวันข้างหน้าแล้วด้วย
“ปลูกฝังคนในสังกัดของตัวเอง เรียกรวมผู้แข็งแกร่ง รวบรวมสำนัก เพื่อขยับขยายอิทธิพลไปยังอาณาจักรดวงดาวใกล้เคียง จนกระทั่ง กลายเป็นผู้พิชิตในแห่งหนึ่งของทางช้างเผือก…”
สายตาของเขาเปลี่ยนมาเป็นเด็ดเดี่ยวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบหันไป พูดกับเยว่เหยียนสี่ “หากพูดอย่างนี้ก็แสดงว่าไม่จำเป็นต้องรีบสังหารคน ของเขาสุขาวดีให้สิ้นซาก?”
“ข้าคิดว่าเจ้าทำให้พวกเขาหวาดกลัวได้แล้ว ขอแค่รู้ว่าเจ้าเป็น ตัวแทนของอะไร พวกเขาย่อมไม่มีทางกล้าเข้ามาเหยียบที่นี่ และไม่มีทาง กล้าผูกปมแค้นกับเจ้าต่อเพื่อเสี่ยงให้สำนักต้องถูกทำลายอีกแน่นอน” เยว่เหยียนสี่กล่าว “สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์มีความแค้นกับเขาสุขาวดีก็จริง แต่ อันที่จริงเจ้าไม่มีความแค้นกับพวกเขา”
“ส่วนรายละเอียดควรจะจัดการอย่างไร เจ้าก็ลองชั่งน้ำหนักเอาเอง เถอะ”
เขาแค่ให้ข้อเสนอแนะเท่านั้น
“ตกลง” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ ก่อนจะขับเคลื่อนเรือดาราให้ตรงไป หาเรือโบราณทองคำที่พวกคนของเขาสุขาวดีซ่อนตัวอยู่
หลังจากที่โครงกระดูกปีศาจเลือดเหยียบร่างของพวกเคอจินเผิงตาย ไป มันก็ไล่ตามหาปราณของเขา
ครู่หนึ่งเรือดาราและโครงกระดูกปีศาจเลือดจึงมาถึงเรือโบราณ ทองคำแทบจะพร้อมๆ กัน
ในตัวเรือ เจียงเฟิงมองเรือดาราและโครงกระดูกปีศาจเลือดด้วยสี หน้าห่อเหี่ยว ทำท่าเตรียมพร้อมยอมรับชะตากรรม
พวกมู่ปี้ฉงและเหยาจื่อหลันเองก็ไร้ซึ่งความลำพองใจและเหิมเกริม อย่างก่อนหน้านี้
ผู้ฝึกลมปราณเขาสุขาวดีส่วนใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่ล้วนมีเขตลี้ลับและ เขตวิญญาณ พวกเขาเงยหน้ามองเรือดาราและโครงกระดูกปีศาจเลือด ตนนั้นด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความเศร้ารันทดใจ
เจียงเฟิงบอกให้พวกเขารู้แล้วว่าผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าห้าคนที่มา จากสำนักภูเขาพันกระบี่ได้ถูกเนี่ยเทียนฆ่าตายไปแล้ว
จิตวิญญาณที่แท้จริงของคนทั้งห้าที่หลุดออกมาจากร่างก็ยังหนีไม่พ้น ความอำมหิตของเนี่ยเทียน ถูกเขาใช้อาวุธลึกลับบางอย่างมาดูดซับไปจน หมด
นี่หมายความว่าด้วยฝีมือของพวกเขาในตอนนี้ หากเนี่ยเทียนคิดจะลง มือด้วยจริงๆ พวกเขาก็ย่อมต้องตายไปทั้งเรือนกายและสลายไปทั้งจิต วิญญาณ ไม่มีความหวังที่จะรอดชีวิตแม้แต่เสี้ยวเดียว
“เนี่ยเทียน…”
เจียงเฟิงที่ยืนอยู่บนเรือโบราณทองคำเงยหน้ามองเรือดาราด้วยความ ขมขื่น “ข้าเห็นสิ่งที่เจ้าทำกับพวกเคอจินเผิงแล้ว ครั้งนี้ที่เจ้ามาก็เพราะ คิดจะสังหารพวกเราให้สิ้นซากโดยไม่ทิ้งภัยร้ายไว้ข้างหลังอย่างนั้นรึ?”
“หามิได้” เนี่ยเทียนเอ่ยเสียงเรียบ
จบคำพูดของเขา ไฟแห่งความหวังก็ถูกจุดขึ้นมาใหม่ดวงตาของคน จากเขาสุขาวดีทุกคน
เจียงเฟิงตื่นเต้น “ถ้าอย่างนั้นเจ้า…”
เนี่ยเทียนไม่ได้ตอบรับทันที
เขาก้มหน้าลงมองแผ่นดินด้านล่างแล้วก็พบว่าเขาสุขาวดีไม่ได้เก็บเอา ต้นไม้ใบหญ้าของที่แห่งนี้ไปแม้แต่ชิ้นเดียว ทุกอย่างของสถานที่แห่งนี้ ยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์แบบ
เขาคิดจะรีดไถสมบัติมาจากเขาสุขาวดีบ้างเล็กๆน้อยๆ แต่ก็ยังนึกไม่ ออกว่าเขาสุขาวดีมีอะไรดี เลยไม่รู้ว่าควรจะรีดไถสิ่งใด
นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง เขาก็พลันหันไปยิ้มบางๆ ให้กับมู่ปี้ฉง “อีกสักครู่ข้า จะเปลี่ยนค่ายกลใหญ่ของที่แห่งนี้ เมื่อถึงเวลานั้นกระแสพลังงานด้าน นอกน่าจะไม่มีพันธนาการอะไรที่ขัดขวางการจากไปของเรือโบราณ
ทองคำลำนี้อีก อีกไม่นานพวกเจ้าจะได้ไปจากที่นี่ แต่เทพธิดาของพวก เจ้าต้องอยู่ต่อ”
“เทพธิดา?” เจียงเฟิงอึ้งไปครู่ ก่อนจะหันไปมองมู่ปี้ฉงด้วยสายตา สงสัย
มู่ปี้ฉงมีสีหน้านิ่งเฉย นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ปล่อยพวก เขาไป แล้วข้าจะทำตามที่เจ้าต้องการ”
“เนี่ยเทียน เหตุใดเจ้าถึงต้องการตัวเทพธิดาของเรา?” เจียงเฟิงถาม
ผู้ฝึกลมปราณคนอื่นๆ ของเขาสุขาวดีมีสีหน้าเดือดดาลไม่พอใจ แต่ กลับไม่มีใครกล้าคัดค้าน
“ช่วงนี้ข้าอาจจะไปที่ดินแดนปราการดวงดาวเพื่อพูดคุยกับเขา สุขาวดีของพวกเจ้าสักหน่อย” เนี่ยเทียนกล่าวอย่างมีเลศนัยลึกล้ำ
“พูดคุย?” เจียงเฟิงครุ่นคิดอยู่กับตัวเอง “ความงามของเสี่ยวฉงเลื่อง ลือไปทั่วทุกอาณาจักรในดินแดนปราการดวงดาว หรือว่าเขาถูกใจใน ความงามของเสี่ยวฉง? ใช่แล้ว ต้องเป็นอย่างนี้แน่นอน เด็กคนนี้อายุยัง น้อย เกรงว่าคงเป็นพวกหลงใหลในสาวงาม! ดูจากท่าทีที่เขามีต่ออิน ย่าหนัน เฉียวอวิ๋นซี ข้าก็ควรคิดได้ตั้งแต่แรกแล้ว!”
พอคิดมาถึงตรงนี้ เจียงเฟิงไม่เพียงแต่ไม่โมโห กลับยังรู้สึกตื่นเต้น นิดๆ ด้วย
“ความงามของเสี่ยวฉงเหนือกว่านังหนูสองคนนั่นอยู่ระดับหนึ่ง! นอกจากนี้เสี่ยวฉงยังฉลาดเฉลียว ทั้งยังงามเฉิดฉายมาตั้งแต่เกิด! หาก
นางเป็นฝุายเสนอตัว เจ้าเด็กหนุ่มคนนี้ก็ไม่มีทางรอดพ้นมือนางไปได้ แน่นอน!”
“เขามาจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ทั้งยังได้ครอบครองพื้นที่ วิเศษแห่งนี้ อนาคตย่อมยาวไกลไร้ขีดจำกัด!”
“หากเสี่ยวฉงได้ใจของเขาไปครอง กลายมาเป็นภรรยาของเขา เขา สุขาวดีก็จะจับเขาไว้อย่างอยู่มือและได้ขึ้นไปยืนอยู่บนรถศึกที่แข็งแกร่ง ที่สุดอย่างพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว!”
ความคิดมากมายแล่นผ่านสมองของเจียงเฟิงไปอย่างรวดเร็ว มุมปาก ของเขาจึงค่อยๆ ยกยิ้มดีใจ
“ตกลง! พวกเราจะทิ้งเสี่ยวฉงไว้!” เจียงเฟิงกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว
เนี่ยเทียนหัวเราะหึหึ “เป็นแบบนี้นับว่าดีที่สุด นอกจากนี้เรื่องที่คน ของสำนักภูเขาพันกระบี่ถูกสังหารที่นี่ พวกเจ้าต้องรักษาความลับไว้ให้ แน่นหนา”
เจียงเฟิงมองลูกศิษย์ในสำนักปราดหนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เรื่องนี้เจ้าวางใจได้เลย คนที่รอดชีวิตอยู่ตอนนี้ล้วนเป็นคนเก่าแก่ของ สำนักเรา พวกเขาปิดปากได้สนิทแน่นอน! หลังจากที่พวกเรากลับไปจะไม่ มีทางพูดว่าเคยเจอกับคนของสำนักภูเขาพันกระบี่ที่นี่ แล้วเราก็ไม่เคยเจอ กับสิ่งเปุยเฉินมาก่อนด้วย!”
“สถานที่แห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลอีกทั้งยังมีชนต่างเผ่ามากมายบุกเข้า มา สิ่งเปุยเฉินอาจตายที่ไหนก็ได้!”
ดวงตาของเนี่ยเทียนเต็มไปด้วยความชื่นชม พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “พูดกับคนฉลาดก็สบายใจเช่นนี้ เอาล่ะ เจ้าให้เทพธิดาของเจ้ามากับข้า เถอะ”
“รอเดี๋ยว!” เจียงเฟิงลังเลอยู่ครู่ก็กล่าวอย่างเกรงใจ “ขอให้ข้าพูดกับ เสี่ยวฉงตามลำพังสักหน่อยได้ไหม?”
“ไม่มีปัญหา ข้าจะไปรอยู่อีกฝั่งหนึ่ง” เนี่ยเทียนกระตุ้นให้เรือดารา บินห่างไปจากเรือโบราณทองคำ
หลังจากที่เรือดาราจากไปไกล เจียงเฟิงก็สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ดวงตาเต็มไปด้วยความดีใจและตื่นเต้น แล้วพูดกับมู่ปี้ฉงว่า “นังหนู เกรง ว่าเจ้าเด็กนั่นคงถูกใจเจ้าเข้าแล้วล่ะ!”
ดวงตาของมู่ปี้ฉงเต็มไปด้วยความเดือดดาล “หรือเขาคิดจะจี้ตัวข้าไว้ เป็นตัวประกัน?”
“น่าจะไม่ใช่” เจียงเฟิงส่ายหัว “เจ้าเองก็สังเกตเห็นแล้วว่าเขา ค่อนข้างดูแลอินย่าหนันจากสำนักคุมสัตว์และเฉียวอวิ๋นซีจากสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างดี ตามความเห็นข้า ที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เกาะติดเขาก็ น่าจะเป็นเพราะนังหนูเฉียวอวิ๋นซี! เหอๆ นังหนูนั่นยังเด็กไม่รู้ประสาอะไร จะสู้กับเจ้าได้อย่างไร?”
“เสี่ยวฉง สำนักของพวกเราจะได้รับการโปรดปรานจากพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวหรือไม่ก็อยู่ที่เจ้าแล้ว”
ดวงตาของมู่ปี้ฉงยิ่งแสดงความแค้นเคืองมากกว่าเดิม “จะให้ข้าอ่อน ข้อทำดีต่อเขา?”
“นังหนู นี่คือเรื่องดีสำหรับเจ้านะ!” เจียงเฟิงพูดเกลี้ยกล่อมด้วย ความหวังดี “เขาเป็นถึงคนของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว อีกอย่าง เกรงว่าเขาเองก็น่าจะได้รับความสำคัญจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว อย่างมาก หาไม่แล้วคงไม่ได้รับการยอมรับจากที่แห่งนี้! หากเจ้าได้ แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเขา กลายเป็นภรรยาของเขา ความสำเร็จในวัน หน้าของเจ้าจะไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ดินแดนปราการดวงดาวเล็กๆ อีก ต่อไป!”
“มีอินย่าหนันกับเฉียวอวิ๋นซีแล้วก็ยังไม่พอ ยังคิดจะแตะต้องข้า? ข้า ล่ะรังเกียจคนแบบเขามากที่สุด!” มู่ปี้ฉงพูดเสียงเย็นเยียบ
“อย่าให้ความโกรธมาบังตา!” เจียงเฟิงขมวดคิ้ว “ข้าหวังดีต่อเจ้า”
“ข้าไม่มีทางเป็นฝุายเข้าไปตีสนิทกับเขาแน่นอน!” มู่ปี้ฉงกล่าวด้วย น้ำเสียงแข็งกระด้าง
เหยาจื่อหลันและเถียนจื่อผิงเข้าใจความต้องการของเจียงเฟิง แล้วก็ รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเป็นอย่างเขาพูด จึงพากันพูดเกลี้ยกล่อมไม่ หยุดปาก
ทว่ามู่ปี้ฉงกลับเอาแต่ส่ายหน้า ไม่ยอมทำตามความประสงค์ของพวก เขา
สุดท้ายเจียงเฟิงทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่ถอนหายใจ ก่อนพูดว่า “ช่าง เถอะ เอาตามนี้ไปก่อนก็แล้วกัน เจ้าไม่อยากสนิทสนมกับเขาก็ช่าง แต่ อย่าได้ล่วงเกินเขาเด็ดขาด ถือว่าทำเพื่อสำนัก ได้ไหม?”
“ข้าจะพยายาม” มู่ปี้ฉงกล่าวอย่างจนใจ
“ไปเถอะ เขารอเจ้าอยู่” เจียงเฟิงจึงโบกมือไล่