ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 772 ก็จะคิดไม่ดีกับเจ้าแล้วจะทำไม!
มู่ปี้ฉงพลิ้วกายลงไปบนเรือดารา แล้วเลือกนั่งเงียบอยู่ตรงมุมหนึ่งที่ ห่างจากเนี่ยเทียนที่สุด
สายตาที่นางมองเนี่ยเทียนเต็มไปด้วยความรังเกียจ สีหน้าก็เย็นชา อย่างถึงที่สุด
เนี่ยเทียนกวาดตามองนางหนึ่งครั้งโดยไม่เอ่ยคำใด เพียงขับเคลื่อน เรือดาราให้บินออกห่างจากเรือโบราณทองคำของเขาสุขาวดีเท่านั้น
ที่เขาต้องการตัวมู่ปี้ฉงเอาไว้ก็เพราะคิดจะใช้หญิงสาวคนนี้มาเป็นตัว ประกันเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์จากเขาสุขาวดี
เพราะคนเหล่านั้นของเขาสุขาวดี ไม่มีใครที่เหมาะสมยิ่งไปกว่ามู่ปี้ฉง
หากเอาตัวพวกเจียงเฟิง เหยาจื่อหลันไว้ รอจนค่ายกลใหญ่พลิกกลับ สองขั้วกลับทำงานอีกครั้ง และหินเทพคืนพลังไม่สำแดงอานุภาพอีกต่อไป พลังวิญญาณที่คนเหล่านั้นสูญเสียไปก็จะฟื้นกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว
รอจนพวกเยว่เหยียนสี่ออกไปจากที่นี่ การที่เอาพวกเจียงเฟิง เหยาจื่ อหลันไว้ข้างกายก็เท่ากับเอาพยัคฆ์เอาหมาปุามาอยู่ใกล้ตัวเอง มีแต่จะนำ หายนะไร้ที่สิ้นสุดมาสู่ตน
ส่วนจะเอาพวกที่ขอบเขตค่อนข้างต่ำอย่างเขตสามัญของเขาสุขาวดี เอาไว้ก็ไม่มีความหมายอะไรมากนัก พวกเจียงเฟิงไม่มีทางสนใจความเป็น ความตายของคนเหล่านั้น และหากเอามาใช้ข่มขู่ก็ยิ่งไม่ได้ผล
ทว่ามู่ปี้ฉงที่ถึงแม้จะมีตบะเขตสามัญ แต่เนี่ยเทียนก็มั่นใจว่าหลังจาก ที่กำลังของนางฟื้นคืนกลับมา เขาก็ยังสามารถกำราบนางได้อย่างอยู่หมัด
อีกทั้งนางยังเป็นเทพธิดาของเขาสุขาวดี ถูกสุขาวดีมอบความหวัง ยิ่งใหญ่ ทั้งยังทุ่มเททรัพยากรมากมายในการฝึกตนให้กับนาง ดังนั้นเขา สุขาวดีย่อมไม่มีทางยอมให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับนางแน่นอน
“อู้!”
โครงกระดูกปีศาจเลือดเองก็บินขึ้นไปท้องฟูา อยู่ใต้เรือดารา ทะยาน ตัวไปข้างหน้าพร้อมกับเนี่ยเทียน
สายตาของเนี่ยเทียนมองไปข้างหน้า หันหลังให้กับมู่ปี้ฉง ความคิด มากมายไหล่บ่าอยู่ในสมองของเขา เขากำลังคิดว่าหลังจากที่เปิดค่ายกล กลับด้านแล้วจะกลับไปดินแดนดาวตกทันที หรือว่าอยู่ที่นี่เพื่อฝึกตนต่อ อีกสักพักดี
“เจ้ามีเฉียวอวิ๋นซีกับอินย่าหนันอยู่แล้ว เหตุใดยังต้องการตัวข้าไว้?” มู่ปี้ฉงขมวดคิ้วมองแผ่นหลังของเขา นางเงียบไปนาน แต่สุดท้ายก็อดไม่ ไหวจึงพูดขึ้นว่า “ข้าไม่เหมือนกับพวกนาง ข้าไม่มีทางทำในสิ่งที่เจ้า ปรารถนา!”
เนี่ยเทียนตะลึงงัน ก่อนจะหมุนตัวกลับมาอย่างคนที่ทั้งฉิวทั้งขำ “เจ้า พูดอะไร?”
มู่ปี้ฉงสวมผ้าคลุมหน้า เรียวขาที่เพรียวยาวขัดสมาธิเข้าด้วยกัน ดวงตาที่ลึกล้ำเย็นชาของนางมีความเดือดดาลแฝงอยู่อย่างเห็นได้ชัด
“อย่ามาเล่นลูกไม้นี้กับข้า” มู่ปี้ฉงถอนหายใจเบาๆ “คนอย่างเจ้า ข้า เห็นมานักต่อนักแล้ว ก็แค่อาศัยว่าชาติกำเนิดไม่ธรรมดา อายุยังน้อยจึง เสาะหาความสุขใส่ตัวอย่างบ้าคลั่งไม่ใช่หรอกหรือ? ข้าไม่รู้ว่าผู้หญิงสอง คนนั้นคิดอะไรอยู่ แต่ข้าไม่เหมือนกับพวกนาง ข้าแนะนำว่าเจ้ารีบถอดใจ เสียเถอะ อย่าได้หวังว่าจะคิดไม่ดีกับข้า”
“คิดไม่ดีกับเจ้า?” เนี่ยเทียนยิ้มบางๆ
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็รู้ว่าผู้หญิงคนนี้คงเข้าใจผิดแล้ว
“แล้วไม่ใช่หรือไง?” มู่ปี้ฉงกล่าวเสียงเย็นเยียบ
เนี่ยเทียนลูบคลำปลายคาง ก่อนจะใช้สายตาลวนลามกวาดมองไปทั่ว เรือนกายนาง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสนุกสนาน “ถูกต้อง ข้าคิดไม่ดีกับเจ้า แล้วเจ้าจะทำไม? ข้าเคยได้ยินคนบอกว่า เทพธิดาเขาสุขาวดีอย่างเจ้า หน้าตางดงามไม่ธรรมดา และคนแบบนี้ก็ดึงดูดใจข้าได้ดีเป็นพิเศษ”
“ในเมื่อเจ้าตกมาอยู่ในกำมือของข้า ข้าก็ย่อมคิดหาวิธีเอาเจ้ามา ครอบครองให้จงได้”
แต่ไรไหนมาเขาก็ไม่เคยมีความรู้สึกอันดีใดๆ ต่อมู่ปี้ฉงอยู่แล้ว ทั้งยัง ถึงขั้นอคตินิดๆ ด้วยซ้ำ
นี่ก็เป็นเพราะผู้หญิงคนนี้เป็นผู้วางแผนการในการเหยียบย่างเข้าไปยัง โบราณสถานของซวีหลิงจื่อปีนั้น พวกคนจำนวนมากที่ฝึกฝนเรือนกาย เพื่อเข้าไปในโบราณสถานแห่งนั้นก็ได้รับคำสั่งจากนาง ซึ่งเขาสุขาวดีได้ เลือกมาจากคนของอาณาจักรต่างๆ ในดินแดนปราการดวงดาว
คนเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ตัวหมากเท่านั้น ไม่ว่าภารกิจในโบราณสถาน ของซวีหลิงจื่อจะสำเร็จหรือไม่ พวกเขาก็ต้องถูกทอดทิ้งอยู่ดี
ผู้หญิงคนนี้ใจคออำมหิตมากด้วยแผนการ มองคนอื่นไร้ค่า วิธีการก็ดุ ร้ายทารุณ ตอนที่คนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์รอรับเขาอยู่บนหินอุกกาบาต นางยังลอบสังหารผู้ฝึกลมปราณของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ไปอีกไม่น้อย และ มีเพียงเฉียวอวิ๋นซีคนเดียวที่ขับวิหคเพลิงหนีรอดไปได้
คนเช่นนี้ย่อมไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่ายอย่างแน่นอน
เนี่ยเทียนไม่คิดจะอธิบายว่านางเข้าใจผิด ทั้งยังจงใจปั่นหัวนางตาม การคาดเดาของนางอีกด้วย
“เจ้าก็แค่อาศัยว่าเป็นคนจากสำนักพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวและ มีหุ่นเชิดเลือดตนหนึ่งเท่านั้น” ดวงตาของมู่ปี้ฉงเต็มไปด้วยแววดูหมิ่น “อาศัยพลังภายนอก จะถือว่าเป็นวีรบุรุษชายชาตรีได้อย่างไร? เจ้ามันก็ แค่เกิดมาฐานะดีเท่านั้น หากสูญเสียที่พึ่งอย่างพระราชวังโบราณสะเก็ด ดาวไป เจ้าก็ไม่ใช่อะไรสักอย่าง ไม่มีอะไรที่ร้ายกาจตรงไหน”
“ฮ่าๆ ข้าอาศัยพลังภายนอก แล้วเจ้าจะทำไม?” เนี่ยเทียนหัวเราะ ฮ่าๆ เสียงดัง
ดวงตาของมู่ปี้ฉงยิ่งฉายแววรังเกียจ ความเย็นชาก็ยิ่งเข้มข้น แต่จู่ๆ นางก็หลับตาลงแล้วไม่ให้ความสนใจเขาอีก
เนี่ยเทียนหัวเราะเบาๆ แต่ก็ไม่ได้หยอกล้อนางต่อ
ไม่นานเรือดาราก็มาหยุดอยู่หน้าพระราชวัง
ตรงหน้าประตูหินที่เปิดออก พวกเยว่เหยียนสี่ กวานฝูุและเจี่ยนถง กำลังพูดคุยกันเบาๆ
มองเห็นว่าเขาพามู่ปี้ฉงมา ทั้งสามคนต่างก็มีสีหน้าประหลาด ราวกับ ว่าพวกเขาเองก็…คิดไปไกลแล้วเหมือนกัน
เนี่ยเทียนกระแอมเบาๆ หนึ่งที ก่อนจะบอกเป็นนัยให้มู่ปี้ฉงลงไป
มู่ปี้ฉงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนด้วยหน้าตาบูดบึ้ง แค่เรือนกายที่เพรียวบาง ของนางเปลี่ยนจากนั่งมาลุกขึ้นยืนก็เหมือนจะเต็มไปด้วยความงามน่า หลงใหล ทำให้คนอดคิดฟุูงซ่านไม่ได้
เนี่ยเทียนหรี่ตา แล้วก็พบว่าหญิงสาวคนนี้ตัวสูงมาก นางเตี้ยกว่าเขา แค่นิดเดียวเท่านั้น
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เคยได้เห็นดวงหน้าที่อยู่ใต้ผ้าคลุมของมู่ปี้ฉง ใน ใจจึงเกิดความคาดหวังเล็กน้อย และจู่ๆ ก็เกิดความวู่วามอยากจะ กระชากผ้าของนางออกเพื่อยลโฉมหน้าที่แท้จริงของนาง
“อู้!” มู่ปี้ฉงบินออกมาจากเรือดารา
เนี่ยเทียนเก็บเรือดาราเข้าไปไว้ในแหวนเก็บของ แล้วพูดกับนางว่า “เจ้ารออยู่ข้างนอก”
กล่าวจบเขาก็เดินผ่านประตูหิน เข้าไปในพระราชวัง
“เนี่ยเทียน เจ้าพานังหนูนั่นมาทำไม?” เยว่เหยียนสี่ถามอย่างแปลก ใจ
เฉียวอวิ๋นซียื่นหน้าออกมามองมู่ปี้ฉงปราดหนึ่ง แล้วพูดเสียงเย็น “นางฆ่าคนของพวกเราไปมากมาย”
เยว่เหยียนสี่หรี่ตาลงน้อยๆ “ข้ารู้”
“ข้าต้องการเอานางมายื่นข้อเสนอกับเขาสุขาวดี” เนี่ยเทียนอธิบาย อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะแผ่กระแสจิตวิญญาณเข้าไปในพระราชวังแล้ว เปลี่ยนค่ายกลใหญ่พลิกกลับสองขั้ว
พระราชวังพลันส่องแสงดาวเจิดจ้า
ไม่นานทุกคนก็สัมผัสได้ว่าแผ่นดินที่อยู่ใต้ฝุาเท้า และกระแสพลังงาน ที่อยู่จุดลึกของท้องฟูาเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบเชียบ
ความรู้สึกย่ำแย่ที่พลังวิญญาณในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนถูก ดูดดึงออกไปอย่างต่อเนื่องค่อยๆ จางหายไป
เงาร่างมากมายที่ซ่อนตัวอยู่ในพระราชวังทยอยกันเดินออกมาสูด อากาศข้างนอก พอสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของฟูาดินแห่งนี้ พวกเขา ก็พากันเลิกคิ้วสูง เห็นได้ชัดว่าปราณวิญญาณของที่แห่งนี้เข้มข้นเปี่ยมล้น กว่าตอนที่พวกเขาเข้ามาอีกหลายเท่า
พอมาคิดอีกทีพวกเขาก็รู้ว่าหินเทพคืนพลังได้ดูดเอาพลังวิญญาณของ คนจากเขาสุขาวดี สำนักภูเขาพันกระบี่มาก็น่าจะเพื่อหล่อเลี้ยงแผ่นดิน แห่งนี้ ทำให้ปราณวิญญาณเข้มข้นมากกว่าเดิม
พวกเคอจินเผิง เจียงเฟิงล้วนเป็นแดนว่างเล่า พลังวิญญาณที่พวกเขา สั่งสมไว้มากมหาศาลดุจมหาสมุทร ซึ่งเห็นได้ชัดว่ามันช่วยบำรุงแผ่นดิน แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี”
“อีกเดี๋ยวเรือโบราณทองคำของเขาสุขาวดีจะไปจากที่นี่” เนี่ยเทียน นิ่งไปครู่ ก่อนกล่าวต่อว่า “พวกเจ้าล่ะ?”
“เนี่ยเทียน พวกเราเองก็ย่อมเลือกจะออกไปจากที่แห่งนี้” เยว่เห ยียนสี่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าเองก็รู้ว่าสถานที่แห่งนี้ซุกซ่อนความลี้ ลับเอาไว้มากมาย หากทำความเข้าใจกับความลับที่อยู่ในแผ่นดินวิเศษห้า ธาตุนั่นได้ ย่อมช่วยในการฝึกตนของตนในสำนัก”
“แต่ว่าจะอย่างไรแล้วที่แห่งนี้ก็เป็นของเจ้า เป็นรากฐานของเจ้า”
“หากวิชาลับที่อยู่ในพื้นที่วิเศษเหล่านั้นถูกคนของสำนักพวกเขาทำ ความเข้าใจจนบรรลุ พวกมันก็จะหายไปอย่างสิ้นเชิง พวกเรามีช่องทาง อย่างอื่น มีตำราคาถาวิเศษมากมายอยู่ในสำนัก ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาที่ แห่งนี้โดยเฉพาะ”
“ที่นี่ควรจะเก็บไว้ให้คนที่สำคัญที่สุดกับเจ้าจะดีกว่า”
เนี่ยเทียนพยักหน้า จากนั้นจึงกล่าวว่า “ผู้อาวุโสเยว่ ท่านเตรียมจะไป จากที่นี่ หรืออาศัยค่ายกลนำส่งห้วงมิติไปที่…”
เรื่องของดินแดนดาวตกมีเพียงสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่รู้ กวานฝูุ และ เจี่ยนถงต่างก็ไม่รู้เรื่องด้วย ดังนั้นเขาจึงไม่ได้พูดออกมาอย่างชัดเจน
ความหมายของเขาก็คืออนุญาตให้สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ใช้ค่ายกลนำส่ง ของที่นี่เดินทางไปยังดินแดนดาวตก จากนั้นค่อยใช้ค่ายกลของตระกูล เหลยเดินทางไปยังหินอุกกาบาตก้อนที่เขามาเยือนและเปลี่ยนสถานีจน กลับไปถึงดินแดนปราการดวงดาว
“ไม่จำเป็นล่ะ” เยว่เหยียนสี่โบกมือ “พวกเราไปจากที่นี่ก็แล้วกัน บางทีฟูาดินที่ถูกปิดผนึกแห่งนี้อาจยังมีความมหัศจรรย์อย่างอื่นอยู่อีก พวกเราไม่คิดจะกลับไปยังดินแดนปราการดวงดาวทันที ยังคิดจะทำการ สำรวจต่อไป ดูสิว่าพื้นที่อื่นยังมีความลี้ลับอยู่อีกหรือไม่”
กวานฝูุเองก็แสดงท่าที “พวกเราก็คิดจะทำเช่นนี้เหมือนกัน”
“ก็ดี” เนี่ยเทียนพยักหน้าเบาๆ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นข้า…ก็ ไม่รั้งพวกท่านไว้แล้ว”
เขาเองก็อยากจะใช้เวลาอยู่อย่างสงบสักพัก ยังไม่คิดจะกลับไปที่ดิน แดนดาวตก แต่เลือกที่จะฝึกตนอยู่ที่นี่ก่อน
“คือว่า…” อินย่าหนันจากสำนักคุมสัตว์ลังเลอยู่ครู่ก็กล่าวขึ้นด้วย น้ำเสียงเกรงใจ “เนี่ยเทียน อนุญาตให้ข้าอยู่ที่นี่ก่อนสักพักหนึ่งได้หรือไม่? เจ้าวางใจได้ ข้าจะไม่แตะต้องพืชหญ้าของที่แห่งนี้แม้แต่ต้นเดียว แล้วก็ จะไม่ทำความเข้าใจกับความลี้ลับของที่แห่งนี้ด้วย ข้าแค่ แค่อยากให้งู เหลือมเลือดน้ำแข็งของข้าแปรสภาพทางสายเลือดให้เสร็จสิ้นเสียก่อน แล้วค่อยไปจากที่นี่”
เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่ก็พยักหน้ารับ
“นังหนูอิน เจ้าอย่าได้สร้างปัญหาที่ไม่จำเป็นให้กับสำนักคุมสัตว์ของ เจ้า” เยว่เหยียนสี่เอ่ยเตือน
อินย่าหนันแค่นเสียงตอบ “ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าเป็นห่วง”
ได้ที่สุดค่ายกลใหญ่พลิกกลับสองขั้วก็ทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ นานนัก เรือโบราณทองคำของเขาสุขาวดีก็ทะยานขึ้นฟูาพร้อมเสียงดัง ครืนครั่นอีกครั้ง
พวกเขาไม่รอให้พลังวิญญาณฟื้นคืนมาอย่างเต็มที่เสียก่อน ราวกับ กลัวว่าจะเกิดปัญหาแทรกซ้อน กลัวว่าเนี่ยเทียนจะกลับคำ
ครั้งนี้เรือโบราณทองคำไม่ได้เจออุปสรรคจากกระแสพลังงานอีก จึง สามารถพุ่งออกไปได้สำเร็จ
พลังวิญญาณของคนสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ตระกูลกวาน ตระกูลเจี่ยนที่อ ยู่ในพระราชวังฟื้นคืนกลับมาแล้วไม่น้อย ในมือของพวกเขามีหินวิเศษ มากพอ จึงไม่กลัวว่าเมื่อออกไปแล้วจะหาเวลามาเติมเต็มมหาสมุทร วิญญาณจุดตันเถียนไม่ได้
ไม่นานหลังจากนั้น เยว่เหยียนสี่ กวานฝูุและเจี่ยนถงก็ร่ายตบะแดน ว่างเปล่าพาคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ตระกูลกวาน ตระกูลเจี่ยนทยอย กันไปจากที่แห่งนี้
ฟูาดินวิเศษที่ถูกปกคลุมไปด้วยเลือดลมของชนต่างเผ่าและสัตว์ โบราณแห่งนี้จึงเหลือแค่เนี่ยเทียน อินย่าหนันและมู่ปี้ฉงสามคนเท่านั้น