ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 773 ปัญหาของอินย่าหนัน
ผืนแผ่นดินกลับคืนมานิ่งสงบอีกครั้ง หินเทพคืนพลังที่อยู่ในจุดลึกใต้ ดินก็ไม่สำแดงอานุภาพอีกต่อไป
หลังจากที่พวกคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ตระกูลกวานและตระกูลเจี่ย นจากไป อินย่าหนันและมู่ปี้ฉงต่างก็ถูกจำกัดให้ฝึกตนเงียบๆ อยู่ใกล้กับ พระราชวังเท่านั้น
ต่อให้ไม่ได้ไปพื้นที่วิเศษทั้งห้าแห่ง ทว่าปราณวิญญาณฟูาดินของที่ แห่งนี้ก็ยังเข้มข้นมากเกินปกติอยู่ดี
ดูเหมือนว่าเวทลับที่หญิงสาวทั้งสองใช้ฝึกตนจะไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร กับพลังห้าธาตุ ในมือพวกนางมีหินวิเศษ ซึ่งต่างคนต่างกำลังฝึกตนแบบ ลืมตัวเอง และไม่มีใครที่คิดจะหาเรื่องมาพัวพันอยู่ใกล้กับเนี่ยเทียน
เนี่ยเทียนเองก็ตั้งใจฝึกตนอยู่ในแผ่นดินแห่งนี้อย่างมานะบากบั่น และ ตกอยู่ในสภาวะลืมตัวเองอย่างรวดเร็ว
เขาคอยใช้เวทลับที่ได้มาจากสถานที่ที่เทพยักษ์ค้ำฟูาฝังร่างเอาไว้ อาศัยปราณวิญญาณฟูาดินที่เข้มข้นของที่แห่งนี้มารวบรวมลูกปราณ วิญญาณอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะชักนำปราณวิญญาณที่ถูกชุบหลอมให้ บริสุทธิ์เข้าไปยังมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนแล้วทำการชุบหลอมครั้ง แล้วครั้งเล่า
บางครั้งเขาก็จะไปที่เขตพื้นที่แห่งเปลวเพลิง ใช้พลังเปลวเพลิงที่ ร้อนแรงมาเพิ่มความเร็วในการหมุนของน้ำวนเปลวเพลิง รวบรวมพลัง เปลวเพลิงให้มากขึ้น
บางครั้งเขาก็จะเดินทางไปยังจุดที่ที่มีพื้นหญ้าขึ้นเขียวขจีเพื่อสร้าง หยดพืชหญ้าให้กับน้ำวนพืชหญ้า
แต่ว่าเขาไม่ได้ทำความเข้าใจกับสัจธรรมความจริงหรือความลี้ลับของ เปลวเพลิงและพืชหญ้าที่นาบประทับอยู่ในที่แห่งนั้น
เขาเพียงแค่พยายามชุบหลอมน้ำวนพลังวิญญาณสามธาตุที่อยู่ใน มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียน หวังเพิ่มความเร็วในการฝุาทะลุขั้น
เขาเข้าใจดีว่าเนื่องจากตัวเองฝึกคาถาสามธาตุทั้งเปลวเพลิง ดวงดาว และพืชหญ้า นี่จึงเป็นเหตุให้ความเร็วในการฝึกตนของเขาช้ากว่าผู้ฝึก วิญญาณทั่วไปซึ่งฝึกวิชาธาตุอย่างเดียว
ร่างกายของเขาผิดปกติไม่เหมือนคนอื่น สายเลือดแห่งชีวิตที่ซ่อนแฝง อยู่ในร่างกายของเขาเป็นตัวกำหนดที่ทำให้เส้นทางการฝึกตนของเขา แตกต่างจากคนอื่น
เวลาผันผ่านไปโดยไม่รู้ตัว
ครึ่งเดือนล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว ระหว่างนี้ไม่มีคนหรือชนต่างเผ่าเข้า มารบกวนยังที่แห่งนี้
เขาเองก็ตั้งใจฝึกตนอย่างลืมกินลืมนอน มีอิสระเสรีเต็มที่
วันนี้เขามาอยู่ในพื้นที่วิเศษที่มีจิงชี่พืชหญ้าเข้มข้นดุจน้ำ และใช้ค่าย กลกำเนิดไม้โบราณมารวบรวมพลังพืชหญ้าเข้าไปในน้ำวนพืชหญ้าและ ชุบหลอมขึ้นมาเป็นหยดพืชหญ้า ทว่าทันใดนั้นเขาก็พลันเลิกคิ้วสูง
พลังเลือดลมที่พลุ่งพล่านขุมหนึ่งทะยานมาจากทางพระราชวัง ทั้งยัง ถึงขั้นกระตุ้นเร้าสายเลือดแห่งชีวิตของเขา
เขาอึ้งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขับเคลื่อนเรือดาราให้บินไปยังจุดที่ตั้งของ พระราชวัง
มุมหนึ่งของพระราชวัง อินย่าหนันจากสำนักคุมสัตว์กัดฟัน กลืนยาลง ไปหลายเม็ด เรือนกายที่เร่าร้อนแข็งแกร่งประดุจเสือดาวตัวเมียของนาง เหมือนเหล็กที่ถูกเผาไฟ พลังเลือดลมที่พลุ่งพล่านบ้าระห่ำปะทะกันอยู่ใน ร่างของนางอย่างต่อเนื่อง
ลายสักของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่อยู่ตรงหน้าท้องซึ่งเปิดเปลือยของ นางเริ่มเปลี่ยนมาเป็นชัดเจน ทว่ากลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
มู่ปี้ฉงที่ฝึกตนอยู่ในบริเวณใกล้เคียงก็เดินมาหยุดอยู่ห่างจากข้างกาย นางไปประมาณสิบกว่าเมตร จุดลึกในดวงตาของนางจ้องนิ่งไปที่อิน ย่าหนันตาไม่กะพริบ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
มองเห็นว่าเรือดารามาถึง มู่ปี้ฉงก็ถอยไปข้างหลัง รักษาระยะห่าง ระหว่างอินย่าหนัน ก่อนจะกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าจะมีปัญหาเล็กน้อย”
“ปัญหา?” เนี่ยเทียนงุนงง
“วิชาเรือนกายที่นางฝึกตนเหมือนจะเป็นเวทลับเฉพาะของสำนักคุม สัตว์ น่าเสียดายที่วิชาเรือนกายนี้อันตรายอย่างถึงที่สุด” มู่ปี้ฉงขมวดคิ้ว “วิชาเรือนกายเช่นนี้คือการนำเลือดของสัตว์วิเศษมาชุบหลอมเข้ากับ เลือดเนื้อของตัวเอง เลือดของสัตว์วิเศษที่ไม่เหมือนกันจะมีการปะทะ กันเอง และจะระเบิดออกในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง”
“ก่อนหน้านี้สำนักคุมสัตว์ก็มีคนที่ฝึกวิชาเรือนกายนี้เหมือนกัน ทว่า คนพวกนั้นส่วนใหญ่ล้วนตายเพราะถูกพลังโจมตีกลับของเลือดสัตว์ ทั้งสิ้น”
“หลายปีมานี้นางก็น่าจะได้รับการโจมตีอยู่หลายครั้ง ทว่าเพราะมีงู เหลือมเลือดน้ำแข็งอยู่ มันจึงช่วยให้นางกำราบเลือดลมที่พลุ่งพล่าน เหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย”
“ครั้งนี้งูเหลือมเลือดน้ำแข็งของนางอยู่ในช่วงเวลาสำคัญในการแปร สภาพสายเลือดจึงไม่สามารถช่วยนางได้”
“หากต้านทานพลังโจมตีกลับของเลือดสัตว์ไม่ได้ บางทีหลังจากที่งู เหลือมเลือดน้ำแข็งแปรสภาพสำเร็จแล้ว นางอาจจะตายไปแล้วก็เป็นได้”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ดวงตาของมู่ปี้ฉงก็มีความไม่สบายใจเสี้ยวหนึ่งวาบ ผ่าน
“งูเหลือมเลือดน้ำแข็งตัวนั้นได้ซากศพของงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ไปใช่ หรือไม่?” นางเอ่ยถาม
แม้ว่านางจะไม่ได้ไปกับพวกเหยาจื่อหลัน แต่นางก็ยังรู้เรื่องการต่อสู้ บนหินอุกกาบาต
ในหินอุกกาบาตสามก้อน ก้อนหนึ่งมีงูเหลือมน้ำแข็งยักษ์ ก้อนหนึ่งมี สัตว์เพลิงฟูา ตอนที่พวกเหยาจื่อหลันเข้ามาที่นี่ก็ได้เล่าให้นางฟังอย่าง ชัดเจนตั้งแต่แรกแล้ว
พอมองเห็นลายสักรูปงูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่นอนขดตัวนิ่งอยู่ตรงหน้า ท้องของอินย่าหนัน นางก็เดาได้ว่างูเหลือมเลือดน้ำแข็งคงช่วงชิงงูเหลือม น้ำแข็งยักษ์มาได้จากมือของคนตระกูลกวาน ตระกูลเจี่ยน นั่นถึงทำให้งู เหลือมเลือดน้ำแข็งอยู่ในสภาวะจำศีลเพื่อรอการแปรสภาพสู่สายเลือด ใหม่
“ถูกต้อง” เนี่ยเทียนตอบรับการคาดเดาของนาง
“จะให้เกิดเรื่องกับนางไม่ได้เด็ดขาด” ดวงตาของมู่ปี้ฉงมีความ หนักใจปรากฏขึ้นเสี้ยวหนึ่ง “หากนางตายไปก่อน แล้วงูเหลือมเลือดน้ำ แข็งตัวนั้นเลื่อนสู่ระดับแปดได้สำเร็จ เมื่อไม่มีเจ้านาย เกรงว่ามันคงคลุ้ม คลั่งน่าดู”
“เจ้าและข้าอาจจะกลายมาเป็นเปูาหมายที่มันหันมาระบายโทสะใส่ และอาจถูกงูเหลือมเลือดน้ำแข็งสายเลือดระดับแปดฆ่าตายได้”
จบคำพูดประโยคนี้ เนี่ยเทียนก็หน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ
หากเปิดใช้ค่ายกลใหญ่พลิกกลับสองขั้วในฟูาดินแห่งนี้ มันจะแค่ดึง เอาปราณวิญญาณในจุดตันเถียนของผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์มาเท่านั้น
ค่ายกลใหญ่พลิกกลับสองขั้วไม่มีผลใดๆ สำหรับเลือดลมของสัตว์ วิเศษหรือชนต่างเผ่า
ตอนนั้นที่เขาใช้คาถาดาวตกมาเคลื่อนย้ายหินอุกกาบาตจากแปดทิศ หินอุกกาบาตก็เหมือนจะแค่บินวนเวียนอยู่นอกฟูาดินแห่งนี้เท่านั้น ไม่ สามารถเข้ามาข้างในนี้ได้
หากอินย่าหนันตายไป งูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่เลื่อนขั้นสู่สายเลือด ระดับแปดก็จะกลายมาเป็นผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าของที่แห่งนี้ไป ในทันที
ต่อให้โครงกระดูกปีศาจเลือดของเขาจะฟื้นคืนพละกำลังกลับมาเต็มที่ ก็ยังได้แค่สู้กับเขตวิญญาณช่วงสูงสุดเท่านั้น
ตอนนี้เลือดลมของโครงกระดูกปีศาจเลือดถูกเผาผลาญไปมาก มันก็ ยิ่งไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของโครงกระดูกปีศาจเลือดที่สายเลือดฝุาทะลุสู่ขั้น แปดได้เลย
หากพลังของงูเหลือมเลือดน้ำแข็งไม่ได้รับผลกระทบจากค่ายกลใหญ่ พลิกกลับสองขั้ว แล้วถ้ามันแสดงความคลุ้มคลั่งออกมาในฟูาดินแห่งนี้ เกรงว่าเขาก็คงได้แต่ซ่อนตัวอยู่ในพระราชวังโดยไม่กล้าออกมาเท่านั้น
“เป็นปัญหามากจริงๆ”
เขาขมวดคิ้ว มองอินย่าหนันด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนจะแอบสร้างทิพย์ จักษุขึ้นมาสำรวจนางอย่างละเอียด
ไม่นานเขาก็สังเกตเห็นว่าเวทลับเรือนกายที่อินย่าหนันฝึกฝนมีความ คล้ายคลึงกับเวทหลอมเลือดของสำนักโลหิตอยู่หลายส่วน
สำนักโลหิตก็อาศัยการชุบหลอมเลือดสดของสัตว์วิเศษมาเพิ่มความ แข็งแกร่งให้กับตนเองเช่นกัน
ที่ไม่เหมือนก็คือเลือดสดของสัตว์วิเศษที่สำนักโลหิตดูดซับมา พอเข้า มาในร่างกายแล้วพลังเลือดจะถูกรับเข้าไปอยู่ในจุดตันเถียน กลายมาเป็น น้ำวนเลือดลูกหนึ่ง ไม่ใช่แผ่ไปทั่วร่างกาย
นี่เป็นเหตุให้ผู้ฝึกลมปราณของสำนักโลหิตมีเรือนกายแข็งแกร่งกว่าผู้ ฝึกตนทั่วไปเล็กน้อย แต่ถึงกระนั้นระดับความแข็งแกร่งของพวกเขาก็มี จำกัด
ส่วนวิชาเรือนกายที่อินย่าหนันใช้ฝึกตนคือการชักนำพลังเลือดสดของ สัตว์วิเศษให้มาชุบหลอมกระดูกและอวัยวะภายใน ซึ่งคล้ายคลึงกับการ หล่อหลอมร่างกายของเวทไม้สวรรค์เกิดใหม่
และก็ด้วยเหตุนี้ ในเรือนกายของอินย่าหนันจึงแฝงเร้นไว้ด้วยพลัง เลือดลมที่ทั้งมากไพศาลและทั้งพลุ่งพล่าน ร่างกายก็แข็งแกร่งอย่างถึง ที่สุด
แต่ที่น่าเสียดายก็คืออินย่าหนันไม่เหมือนกับเขา
ไม่ว่าจะเป็นการเผาผลาญผ่านอวัยวะหรือการใช้การสูบดึงพลังชีวิต มาดึงเอาจิงชี่เลือดเนื้อของสัตว์วิเศษ เขาก็สามารถนำมาผสานรวมกับ ร่างกายได้โดยที่ไม่เกิดพลังโจมตีกลับ
เลือดสดและร่างกายของเขามีความลี้ลับทางสายเลือดแห่งชีวิตซ่อน แฝงอยู่ ซึ่งมันช่วยแก้ไขปัญหาทุกอย่างให้กับเขา
“ฟูุวๆ!”
เส้นแสงเลือดลมหลายเส้นพลันไหลออกมาจากรูขุมขนบนผิวหนังของ อินย่าหนัน ปราณเลือดที่เล็กละเอียดราวเส้นใยซึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยปราณ ของสัตว์วิเศษหลายตัวที่แตกต่างกันที่ต่อให้หลุดออกมาจากเนื้อหนังของ อินย่าหนันก็ยังเกิดการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง
อินย่าหนันร้องคำรามเหมือนสัตว์ที่ติดกับดัก หลอดเลือดและเส้นเอ็น ใต้ผิวหนังปูดพองขึ้นมา
เนี่ยเทียนเงยหน้ามองท้องฟูา จ้องนิ่งไปยังท้องฟูาที่ปะปนไปด้วย ปราณเลือดของชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณ แล้วก็พลันนึกได้ว่าพลังเลือด ลมพวกนั้นยังคงดำรงอยู่ยาวนาน ต่อให้ผ่านกาลเวลามานับล้านปีก็ยังไม่ จางหาย และพวกมันก็ยังคงต่อสู้กันอยู่ตลอดเวลา สภาพการณ์เช่นนี้ เหมือนสภาพของอินย่าหนันในตอนนี้อย่างน่าแปลกใจ
“ข้าแนะนำว่าพวกเราควรไปหลบภัยอยู่ในพระราชวังแล้วคอยดูการ เปลี่ยนแปลงก่อนจะดีกว่า” มู่ปี้ฉงเอ่ยขึ้นกะทันหัน
“นางจะเป็นจะตายก็เรื่องของนางงั้นสิ?” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว
มู่ปี้ฉงกล่าวเสียงเย็นชา “ปัญหาของนางต้องให้นางแก้ไขด้วยตัวเอง เจ้าอยู่ต่อแล้วจะช่วยนางได้อย่างนั้นรึ?”
“ใครว่าไม่ได้ล่ะ?” เนี่ยเทียนถามกลับ
มู่ปี้ฉงกล่าวเยาะหยัน “หากเจ้าช่วยนางได้ก็ลงมือเสียสิ ข้ารอดูอยู่ ข้า เชื่อว่าหากเจ้าช่วยนางได้ต้องทำให้นางเบิกบานใจ ทำให้นางซาบซึ้งใจ อย่างหาที่สุดไม่ได้ และบางทีนางอาจจะยอมเป็นของเจ้าก็เป็นได้”
“อันที่จริงข้าค่อนข้างสนใจในตัวเจ้ามากกว่า” เนี่ยเทียนกล่าวพร้อม ยิ้มตาหยี
“ไร้ยางอาย!”