ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 776 ดอกไม้ที่ขึ้นข้างแก้ม
“ไม่!”
มู่ปี้ฉงกรีดร้องเสียงแหลม
ผ้าคลุมหน้าร่วงหล่น ใบหน้าที่งามเลิศล้ำพลันสะท้อนเข้าสู่ดวงตาของ เนี่ยเทียน
ดวงหน้าของมู่ปี้ฉงขาวใสไร้ตำหนิ ประหนึ่งภาพวาดของสาวงามที่ จิตรกรเอกตั้งใจรังสรรค์ขึ้นมา
มองดวงหน้านั้น ขนาดเนี่ยเทียนที่เห็นสาวงามมานักต่อนักก็ยังตื่น ตะลึงอย่างอดไม่อยู่
“งามล้ำจริงเสียด้วย” อินย่าหนันแค่นเสียงเย็น ก่อนจะพูดด้วย น้ำเสียงที่แฝงความริษยาน้อยๆ “ทั้งๆ ที่สวยขนาดนี้ แต่ดันเอาผ้าปิด หน้าทั้งปีทั้งชาติ ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเจ้าคิดอะไรอยู่”
เนี่ยเทียนถอนหายใจไม่หยุด ก่อนจะปรบมือแล้วพูดว่า “สวยมาก อย่างแท้จริง”
ทว่าบนใบหน้าของมู่ปี้ฉงกลับไร้ซึ่งความลำพองใจ กลับกันคือนางมีสี หน้าหวาดกลัวไม่เป็นสุขด้วยซ้ำ
และนาทีถัดมา เนี่ยเทียนก็ค้นพบด้วยความตะลึงพรึงเพริดว่ามี ดอกไม้สดสองดอกค่อยๆ ลอยขึ้นมาจากใต้ใบหน้าที่งามล้ำของนาง
ดอกไม้สดนี้เหมือนซ่อนตัวอยู่ใต้ผิวหนังของนาง เมื่อผ้าคลุมของนาง หลุดหายไป มันถึงได้ค่อยๆ เผยตัวออกมา
ดอกไม้ทั้งสองดอกเปลี่ยนจากอ่อนจางมาเป็นชัดเจนอย่างรวดเร็ว
ดอกไม้สดดอกหนึ่งเป็นสีดำราวน้ำหมึก แผ่ปราณทะมึนทึบน่าพิศวง ส่วนอีกดอกหนึ่งกลับมีสีสันสดใส งามเย้ายวน
ดอกไม้ทั้งสองโผล่ขึ้นมาจากข้างแก้มทั้งสองฝั่งของนางจนแทบจะ กลบทับใบหน้าทั้งหมดของนางไว้จนมิด
ดอกไม้ทั้งสองมาจากรากเดียวกัน ซึ่งรากนั้นอยู่ตรงปลายคางที่แหลม มนแล้วทอดยาวลงไปตามลำคอของนาง
พอดอกไม้ทั้งสองนั้นปรากฏขึ้นมา รากของพวกมันก็ค่อยๆ ลอย ขึ้นมาทีละนิด
เนี่ยเทียนเพ่งมองก็สังเกตเห็นว่ารากของดอกไม้ทอดยาวจากลำคอ ขาวผ่องราวหิมะของนางลงไปยังทรวงอกทั้งสองข้างที่ตั้งตระหง่าน ก่อน จะไล่มาปรากฏตัวตรงหน้าท้องแล้วเหมือนจะฝังรากลึกลงไปยังจุดตันเถีย นของนาง
“นี่…”
อินย่าหนันพลันอึ้งค้าง ตกตะลึงไปกับดอกไม้สดและรากยาวที่ปรากฏ ขึ้นกะทันหันเช่นกัน
มู่ปี้ฉงที่แต่เดิมงดงามอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้ พอมีดอกไม้สองดอกและ รากของต้นไม้ปรากฏ เมื่อมองไปอีกครั้ง เนี่ยเทียนก็พลันเกิดความรู้สึก แปลกประหลาดบางอย่าง
ในสายตาของเนี่ยเทียน ดอกไม้สีดำที่อยู่ข้างซีกแก้มของนาง ทำให้ เขารู้สึกว่ามันเริ่มเปลี่ยนมาเป็นดุร้ายน่ากลัว
ส่วนดอกไม้หลากสีอีกข้างหนึ่งกลับงดงามเลิศล้ำ เป็นความงาม เพริศพริ้งที่บอกไม่ถูก
ลักษณะของมู่ปี้ฉงก็เหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่องด้วย เดี๋ยวๆ นางก็ดูงามล้ำ ทว่าอีกเดี๋ยวกลับดูน่ากลัวเหมือนผีร้าย ทำให้เนี่ย เทียนแอบหน้าเปลี่ยนสี
“อินย่าหนัน! ข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่!”
มือเรียวยาวของมู่ปี้ฉงที่เดิมทีไขว้กันอยู่ตรงหน้าอก บัดนี้ถูกยกขึ้น มาแล้วใช้ฝุามือกดลงบนดอกไม้ประหลาดสองข้างแก้ม ทันใดนั้นนางก็พุ่ง ตัวจากไปด้วยท่าทางเจ็บแค้น
อินย่าตกตะลึงไปกับการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของนางจึงลืม ขัดขวาง ปล่อยให้นางค่อยๆ จากไปไกล
ไม่นานเรือนกายที่เปิดเปลือยไปครึ่งหนึ่งของนางก็หายไปจากสายตา ของเนี่ยเทียนอย่างเงียบเชียบ
“ดอกไม้บนใบหน้านางคือเรื่องอะไรกันแน่?” เนี่ยเทียนถามอย่าง แปลกใจ
อินย่าหนันขมวดคิ้วแน่น ส่ายหน้า “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าแค่เคย ได้ยินมาว่า นางงามเลิศล้ำ ทว่าเอาแต่ปกปิดใบหน้าตลอดทั้งปี ทำให้ข้า ขัดหูขัดตา รู้สึกว่านางเสแสร้งเกินไป”
“ทั้งๆ ที่สวยมากขนาดนี้ แต่ทำไมต้องเอาผ้าคลุมปิดหน้าปิดตา หาก ไม่อยากให้คนอื่นมองก็เอาหน้ากากมาปิดหน้าไม่ดีกว่าหรือ?”
เนี่ยเทียนย้อนนึกถึงการเปลี่ยนแปลงประหลาดบนใบหน้าของมู่ปี้ฉง เขานิ่งคิดไปครู่แล้วกล่าวว่า “ตามความเห็นข้า ไม่ว่าหน้ากากอะไรก็ล้วน อำพรางไม่ได้ ดอกไม้สองดอกบนใบหน้าของนางแผ่ปราณประหลาด ออกมา หากมันปรากฏตัวเมื่อใด รากก็จะปรากฏออกมาด้วย จากนั้นจึง ทอดยาวจากลำคอไปถึงจุดตันเถียนตรงหน้าท้องของนาง”
“อืม เป็นเรื่องประหลาดยากคาดเดาอย่างแท้จริง” อินย่าหนันพยัก หน้ารับเบาๆ แล้วเอ่ยอธิบาย “ตอนที่ข้าถูกสายเลือดสัตว์โจมตีกลับ นาง แอบลับๆ ล่อๆ เข้ามาใกล้ข้าด้วยเจตนาไม่บริสุทธิ์ พอเจ้ามาถึงนางก็ ล้มเลิกความคิด และทิ้งระยะห่างจากข้า ข้าเลยคิดอยากจะสั่งสอนนาง สักหน่อย ให้โฉมหน้าที่แท้จริงของนางเปิดเผยออกมาก็ถือว่าตอบแทน น้ำใจเจ้าครั้งหนึ่ง”
“ตอบแทนน้ำใจข้าครั้งหนึ่ง?” เนี่ยเทียนงงงัน
“เจ้าพาข้าไปยังพื้นที่ที่เลือดลมของสัตว์โบราณและชนต่างเผ่าปะปน กัน ทำให้ข้ากำราบความพลุ่งพล่านของเลือดลมในกายได้ ทั้งยังทำให้ข้า เลื่อนขั้นได้อย่างราบรื่น นี่ย่อมเป็นน้ำใจครั้งใหญ่” อินย่าหนันกล่าวอย่าง เต็มไปด้วยเหตุผล
พอได้ยินนางพูดเช่นนี้ เนี่ยเทียนถึงตระหนักได้ “เจ้าเลื่อนสู่เขตลี้ลับ แล้วรึ?”
นับตั้งแต่เดินออกมาจากพระราชวัง ความสนใจของเขาก็ไปอยู่บนร่าง ที่เกือบเปลือยของมู่ปี้ฉงทั้งหมด จึงไม่ทันสังเกตการเปลี่ยนแปลงของอิน ย่าหนันอย่างละเอียด ดังนั้นจึงไม่เห็นว่านางเลื่อนขั้นได้สำเร็จแล้ว
“ถูกต้อง” อินย่าหนันมีสีหน้าภาคภูมิใจในตัวเอง มุมปากยกยิ้มยินดี “งูเหลือมเลือดน้ำแข็งยังแปรสภาพทางสายเลือดไม่สำเร็จ แต่ข้ากลับ เลื่อนขั้นได้เร็วกว่าก้าวหนึ่ง”
“ยินดีกับเจ้าด้วย” เนี่ยเทียนอวยพร ก่อนจะทำสีหน้าประหลาด “ต่อ ให้เจ้ารู้สึกว่าติดค้างบุญคุณของข้า ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องฉีกทึ้งเสื้อผ้าของ ผู้หญิงคนนั้นกระมัง?”
“อย่ามาแกล้งทำตัวเป็นคนดีมีคุณธรรมกับข้า!” อินย่าหนันเบ้ปาก กล่าวดูหมิ่น “นึกหรือว่าข้าไม่เข้าใจความต้องการของผู้ชายอย่างพวก เจ้า? เจ้าปล่อยตัวทุกคนของเขาสุขาวดีไปหมด แต่กลับรั้งตัวนางไว้คน เดียวก็ไม่ใช่เพราะได้ยินมาว่าชื่อเสียงด้านความงามของนางเลื่องลือไปทั้ง ดินแดนปราการดวงดาวหรอกหรือ?”
“ก็ไม่ใช่น่ะสิ” เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน
“ข้าไม่เชื่อ!” อินย่าหนันแค่นเสียงเย็น แล้วจู่ๆ ก็พลันหันกลับไปมอง ยังทิศทางที่มู่ปี้ฉงหนีหายไป “ผู้หญิงคนนั้นมีอะไรประหลาดไม่น้อย ดอกไม้ที่ลอยขึ้นมาบนใบหน้าของนางทำให้ข้ารู้สึกถึงความอันตราย เขา
สุขาวดีเลือกนางเป็นเทพธิดาจะต้องมีเหตุผลที่พิเศษแน่นอน หรือว่าเป็น เพราะดอกไม้สองดอกนั่น?”
“เจ้าไม่รู้ที่มาของดอกไม้สองดอกนั่นหรือ?” เนี่ยเทียนถามอย่าง แปลกใจ
“ข้าไม่เคยเห็นดอกไม้ประหลาดแบบนี้มาก่อน เพียงแต่ข้าแอบรู้สึกว่า ดอกไม้ทั้งสองนั่น…น่าจะมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง” อินย่าหนันพูด ด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ดอกไม้ที่มีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง?” เนี่ยเทียนพลันหน้าเปลี่ยนสี “วัตถุดิบวิเศษระดับใต้ดิน?”
“มีความเป็นไปได้สูงมาก” อินย่าหนันพยักหน้ารับเบาๆ “เพียงแต่ไม่ รู้ว่าดอกไม้สองดอกนั่นมีความมหัศจรรย์อย่างไรกันแน่ ตอนนี้ขอบเขต ของผู้หญิงคนนั้นยังไม่เพียงพอ จึงอาจจะยังไม่สามารถปลดปล่อย อานุภาพของดอกไม้ทั้งสองออกมาได้ นอกจากนี้ข้ายังรู้สึกว่าดอกไม้ทั้ง สองอาจจะไม่ได้มีเจตนาที่ดีต่อนางเท่าไหร่นัก”
เนี่ยเทียนสีหน้าหนักอึ้ง เขากล่าวน้ำเสียงเรียบเฉย “ดูท่าจากนี้ข้าคง ต้องจับตามองนางให้ดีๆ ซะแล้ว”
“ชิ!” อินย่าหนันกล่าวด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “ไม่เห็นมีอะไรให้ ต้องจับสังเกต ขอบเขตของนางยังไม่มากพอ ต่อให้มีระดับเดียวกับข้าก็มี แต่จะพ่ายแพ้ให้ข้าเท่านั้น หากไม่เป็นเพราะตกใจไปกับดอกไม้ประหลาด บนใบหน้าของนาง เมื่อครู่นี้ข้าคงฉีกเสื้อผ้านางออกให้หมดไปแล้ว ดูสิว่า หลังจากนี้นางยังจะกล้าเสแสร้งต่อหน้าข้าอีกไหม!”
หลังจากที่เลื่อนสู่เขตลี้ลับได้สำเร็จ ความมั่นใจของอินย่าหนันก็ เพิ่มพูน รู้สึกว่าต่อให้สิ่งเปุยเฉินยังไม่ตายก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง
นางยังมีงูเหลือมเลือดน้ำแข็งที่กำลังเลื่อนสู่สายเลือดระดับแปดอีก หนึ่งตัวให้ใช้ วันหน้าในบรรดาเด็กรุ่นเยาว์ของดินแดนปราการดวงดาว ใครจะยังมาเป็นคู่ต่อสู้ของนางได้?
“ก็ไม่แน่เสมอไป” เนี่ยเทียนเอ่ยเสียงหนัก
และเวลานี้เอง เขาก็สัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่ามีปราณพืชหญ้าเป็น เส้นๆ กำลังเคลื่อนไหว
ปราณพวกนั้นไม่ได้มาจากพื้นที่วิเศษที่มีพืชพรรณรกครึ้มซึ่งเขาไปฝึก ตนมาเมื่อครู่นี้ แต่มาจากริมขอบของแผ่นดินใหญ่ซึ่งก่อนหน้านี้เขาเห็นว่า มีเถาวัลย์ขนาดใหญ่ยักษ์รัดพันอยู่
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาอยู่นอกแผ่นดินใหญ่ครึ่งวงกลมนี้ เขาก็มองเห็น แต่แรกแล้วว่ามีเถาวัลย์ใหญ่ยักษ์ที่ทั้งหนาและยาวเกินจินตนาการรัดพัน แผ่นดินเอาไว้
ทว่าพอเขามาข้างในกลับมองไม่เห็นรากของเถาวัลย์พวกนั้น มีเพียง อยู่ริมสุดของแผ่นดินผืนนี้เท่านั้นถึงจะพอมองเห็นร่องรอยการฝังรากลึก ลงในพื้นดินของพวกมันได้รำไร
เถาวัลย์ยักษ์นั่นสร้างความตื่นตะลึงให้เขาอย่างใหญ่หลวง ทว่าพอเข้า มาแล้ว เขาเจอปัญหามากมายจึงยังไม่ทันได้สำรวจอย่างละเอียด
และเวลานี้ก็ไม่รู้ว่าเพราะสาเหตุใด เถาวัลย์ยักษ์ที่เหมือนนอนหลับมา ยาวนานถึงได้ฟื้นตื่นขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ และคล้ายสัมผัสได้ถึงมู่ปี้ฉงจึง ปลดปล่อยปราณพืชหญ้าออกมาตามหานางด้วยวิธีการที่เนี่ยเทียนไม่รู้จัก
“มีอะไรหรือ?” อินย่าหนันสัมผัสไม่ได้ถึงความผิดปกติแม้แต่น้อย
“ก่อนหน้าที่เจ้าและข้าจะเข้ามาในนี้เคยได้เห็นเถาวัลย์หนายาวไร้ที่ สิ้นสุดจำนวนมากที่รัดพันแผ่นดินคล้ายปูองกันไม่ให้แผ่นดินแตกแยกออก จากกันมาก่อน” เนี่ยเทียนหรี่ตา ใบหน้าแฝงความหมายลึกล้ำ “ตอนนี้ เถาวัลย์ยักษ์พวกนั้นเหมือนจะสังเกตเห็นมู่ปี้ฉง”
“แต่ธาตุที่มู่ปี้ฉงฝึกตนเหมือนจะไม่ใช่ธาตุไม้นะ” อินย่าหนันอึ้งงัน แล้วก็พลันตระหนักได้ “หรือว่าเป็นเพราะดอกไม้ที่ลอยขึ้นมาบนใบหน้า ของนาง?”
“มีความเป็นไปได้ถึงแปดเก้าส่วนว่าจะเป็นเช่นนี้” เนี่ยเทียนกล่าว
“สำหรับนางแล้ว การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้นับว่าดีหรือร้ายกันแน่?” อิน ย่าหนันถามอีกครั้ง
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน” เนี่ยเทียนลังเลไปครู่แล้วพลันพูดขึ้นมา “หากคิดจะรู้คำตอบ คงต้องตามไปดูกันแล้วล่ะ”
อินย่าหนันผุดลุกขึ้นยืนแล้วไล่ตามมู่ปี้ฉงไปทันที
เนี่ยเทียนเองก็ตามไปติดๆ