ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 778 การเดินทางตามเส้นทางดวงดาว
เป็นอย่างที่เนี่ยเทียนคาดการณ์ไว้ หลังจากที่เติมหินวิเศษจนเต็ม ค่าย กลนำส่งหลังนั้นก็สามารถเปิดใช้งานได้อย่างราบรื่น มันพาเขาและอิน ย่าหนันสองคนไปส่งยังอาณาจักรเลี่ยคงได้สำเร็จ
“พระราชวังลักษณะเดียวกันอีกหลังหนึ่งแล้ว”
อินย่าหนันยืนอยู่ในพระราชวังที่ตั้งตระหง่านอยู่ในจุดลึกของ อาณาจักรเลี่ยคง มองไปรอบๆ ด้าน ภาพที่สะท้อนอยู่ในสายตาของนาง ไม่ต่างจากพระราชวังหลังที่นางจากมาเท่าไหร่นัก
นางยังถึงขั้นเกิดความรู้สึกเหมือนว่าตัวเองไม่ได้จากมา และยังอยู่ใน พระราชวังหลังเดิมด้วยซ้ำ
เนี่ยเทียนปลดปล่อยกระแสจิตวิญญาณออกไปรับสัมผัสกับโลกนอก พระราชวัง
เขาสัมผัสได้ทันทีว่าพวกเนี่ยตงไห่และคนของตระกูลเนี่ยกำลังฝึกตน กันอยู่ในป่าไผ่เขียวรอบพระราชวังอย่างสงบสุข
พวกเนี่ยตงไห่สบายดี นั่นก็หมายความว่าหลังจากที่เขาจากไป ดินแดนดาวตกไม่ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อะไร
หากมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น ป่าไผ่เขียวที่อยู่รอบพระราชวังจะกลายมาเป็น สิ่งแรกที่โดนโจมตี
“ที่นี่ก็คือดินแดนดาวตกหรือ?” อินย่าหนันถามอย่างแปลกใจ
เนี่ยเทียนพยักหนารับเบาๆ “ถูกต้อง หนึ่งในอาณาจักรของดินแดน ดาวตก”
อินย่าหนันครุ่นคิด “ค่ายกลนำส่งของที่แห่งนี้เชื่อมโยงไปยังพื้นที่ที่ถูก ปิดผนึก ในพระราชวังทั้งสองเหมือนกันอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ค่ายกลนำส่ง ของพระราชวังแห่งนั้นมีพิกัดห้วงมิติสองแห่ง แห่งหนึ่งเชื่อมโยงมายัง ดินแดนดาวตก ส่วนอีกแห่งหนึ่ง…”
ตอนนั้นที่เนี่ยเทียนพูดคุยกับคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์อยู่หน้าค่ายกล นำส่งของแผ่นดินที่ถูกเถาวัลย์รัดพัน นางก็ได้ยินด้วยพอดี
“ตามความเห็นของข้า ทุกอย่างนี้ที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจัด วางไว้ก็คือเส้นทางดวงดาวที่ให้เจ้าเดินทางกลับไป” อินย่าหนันครุ่นคิด ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ “เริ่มจากดินแดนดาวตก ไปถึงพื้นที่ที่ถูก ปิดผนึก เมื่อได้รับสิทธิ์และอำนาจของแผ่นดินแห่งนั้นก็ค่อยไปยังพื้นที่ ถัดไป”
“และเจ้าก็แค่เดินไปตามการชักนำที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวจัด วางไว้เท่านั้น ซึ่งสุดท้ายแล้วเจ้าจะได้กลับคืนไปยังพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว”
“รอจนเจ้ากลับไปถึงที่นั่น เจ้าก็ต้องสั่งสมกำลังที่มากพอแล้ว และ ขอบเขตของเจ้า…ก็น่าจะฝ่าทะลุไปถึงระดับใหม่”
“ถึงเวลานั้นเจ้าจะกลายมาเป็นที่จับตามองของคนมากมาย ด้วย ตัวตนของบุตรแห่งดวงดาวคนที่เจ็ดของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว เจ้า จะส่องสกาวเจิดจ้าอยู่ในจุดลึกของทางช้างเผือก”
จบประโยคนี้ เนี่ยเทียนก็พลันตัวสั่นสะท้าน
เขายังคิดไม่ได้ทะลุปรุโปร่งอย่างอินย่าหนัน เดิมทีเขาแค่รู้สึกได้อย่าง เลือนรางเท่านั้นว่าการจัดการทั้งหมดที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งไว้ ก็คือการทดสอบตัวเขาอย่างหนึ่ง
หากเขาคิดจะใช้ตัวตนของบุตรแห่งดวงดาวเดินทางไปยังพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาวและได้รับการยอมรับ ก็ดูเหมือนว่าจะต้องผ่านขั้นตอน ที่ยากลำบากอย่างหนึ่งก่อน
พอได้ยินอินย่าหนันพูดเช่นนี้ เขาถึงกระจ่างแจ้งและรู้จุดประสงค์ที่ แท้จริงของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว
“เดินตามเส้นทางดวงดาวที่พวกเขาทิ้งไว้ ขัดเกลาตัวเองไปทีละก้าว …”
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ยกยิ้มมุมปากด้วยจิตใจเบิกบาน
จากนั้นเขาก็ผลักประตูหินที่ปิดสนิทออกแล้วก้าวออกไปข้างนอก
อินย่าหนันเองก็เดินตามออกไปด้วย
“อาณาจักรแห่งหนึ่งของดินแดนดวงดาว” นางสูดเอาปราณวิญญาณ ฟ้าดินของอาณาจักรเลี่ยคงเข้าไปเบาๆ แล้วเงยหน้ามองพระอาทิตย์ ร้อนแรงที่อยู่บนฟ้า “แม้ว่าปราณวิญญาณของที่แห่งนี้จะไม่เปี่ยมล้นเท่า ฟ้าดินแห่งนั้น แต่ก็ไม่แตกต่างจากอาณาจักรในดินแดนปราการดวงดาว ของพวกเราเท่าไหร่นัก”
เนี่ยเทียนหัวเราะหึหึ ไม่ได้พูดอะไรมาก
แต่ในใจเขารู้ดีว่าอาณาจักรเลี่ยคงแตกต่างจากสิ่งที่อินย่าหนันคิดไว้ อย่างสิ้นเชิง เทือกเขาฮว้านคงที่อยู่ห่างไปไม่ไกลมีรอยแยกห้วงมิติจำนวน มากที่มีปราณพลังงานหลากชนิดรั่วไหลออกมาอยู่ตลอดเวลา
ตอนที่พระราชวังหลังนี้ยังไม่ผุดออกมาจากพื้นดิน ปราณพลังงาน เหล่านั้นที่แผ่ออกมาในอาณาจักรเลี่ยคงทำให้อาณาจักรแห่งนี้ไม่ เหมาะสมกับการฝึกตนของเผ่ามนุษย์อีกต่อไป และสุดท้ายสถานที่แห่งนี้ ก็ถูกแต่ละฝ่ายทอดทิ้ง
ทว่าพอพระราชวังปรากฏขึ้นมา ทุกอย่างกลับเปลี่ยนแปลงไปหมด
พลังงานนอกโลกที่แผ่ออกมาจากรอยแยกห้วงมิติเหล่านั้นค่อยๆ ถูก ชำระล้าง กลายมาเป็นปราณวิญญาณฟ้าดินที่บริสุทธิ์ซึ่งคอยหล่อเลี้ยง อาณาจักรที่ถูกทอดทิ้งแห่งนี้ทีละนิด
เขาสามารถสัมผัสได้ว่าปราณวิญญาณฟ้าดินของอาณาจักรเลี่ยคง เข้มข้นมากกว่าตอนที่เขาจากไปหลายเท่า
“นายน้อยเนี่ย!”
การมาถึงของเขาดึงดูดความสนใจจากหลี่หลางเฟิงได้ทันที
หลังจากที่เขาจากไป หลี่หลางเฟิงที่อยู่ที่นี่ตลอดก็ได้อาศัย ความสามารถของตัวเองคอยปกป้องพวกเนี่ยตงไห่ที่อยู่ในป่าไผ่เขียว อย่างเต็มที่
เวลาผ่านไปเกือบสองปีแล้ว เขายังนึกว่าต่อให้เนี่ยเทียนจะกลับมาก็ น่าจะกลับมาโดยใช้ค่ายกลนำส่งของตระกูลเหลย จะอย่างไรก็คาดไม่ถึง ว่าเนี่ยเทียนจะโผล่ออกมาจากในพระราชวังโดยตรงเช่นนี้
หลี่หลางเฟิงรีบทะยานตัวมาหยุดอยู่ด้านหน้าเนี่ยเทียนด้วยใบหน้าที่ เต็มไปด้วยความปิติยินดี “ท่าน…ทำไมท่านถึงกลับออกมาจากพระราชวัง ได้?”
“เขตลี้ลับช่วงกลาง คาถาวิเศษที่ฝึกฝนคือ…พลังแห่งพิษร้าย! ” อิน ย่าหนันเหลือบมองเขาแวบหนึ่งก็หน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ “ปราณเช่นนี้ คล้ายคลึงกับเผ่าทมิฬ หรือว่าวิชาที่เขาฝึกมาจากเผ่าทมิฬที่ร่างมีแต่พิษ ร้าย?”
“ยินดีกับเจ้าด้วยที่เลื่อนขั้นได้สูงถึงเพียงนี้แล้ว” เนี่ยเทียนเอ่ยชม
หลี่หลางเฟิงโค้งตัวลงน้อยๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ “หากไม่มี นายน้อยเนี่ย ก็ไม่มีข้าหลี่หลางเฟิงในวันนี้ นายน้อยเนี่ยมอบวัตถุล้ำค่า และตำราของเผ่าทมิฬให้ข้ามากมาย มีหรือที่ข้าจะไม่รีบคว้าโอกาส พยายามเลื่อนขั้นและพลังการต่อสู้ให้ได้โดยเร็วที่สุด”
“คนผู้นี้…อันตรายมาก” อินย่าหนันขมวดคิ้ว พึมพำกับตัวเอง
นางฝึกวิชาเรือนกายที่ลึกลับ ทั้งยังผสานรวมเลือดลมของสัตว์วิเศษไว้ ในร่าง ตอนนี้มีตบะเขตลี้ลับช่วงต้น นางเชื่อว่าต่อให้เจอกับเขตลี้ลับช่วง กลางทั่วไป หากไม่ใช้งูเหลือมเลือดน้ำแข็ง นางก็ยังมีพลังให้ต่อสู้ได้
ทว่าหลี่หลางเฟิงที่เรือนกายผ่ายผอมเหมือนโครงกระดูก ใบหน้าซีด ขาวซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าผู้นี้กลับทำให้นางรู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง
นางมีความรู้สึกว่าหากไม่ยืมใช้งูเหลือมเลือดน้ำแข็งจริงๆ ต่อให้เลือด ลมของนางจะสมบูรณ์เปี่ยมล้นแค่ไหน ก็อาจจะยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนที่อยู่ เบื้องหน้าผู้นี้
“ไหนบอกว่าดินแดนดาวตกคือดินแดนดวงดาวที่ล้าหลัง ไม่มีแม้แต่ผู้ แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าอย่างไรล่ะ? เหตุใดคนแรกที่ข้าเจอถึงได้แปลก ประหลาดขนาดนี้ ทั่วร่างมีแต่พิษร้าย ทำให้เลือดลมของข้าอยู่ไม่เป็น สุข?” จู่ๆ นางก็พลันเกิดความรู้สึกกริ่งเกรงต่อดินแดนดาวตกที่ก่อนหน้า นี้นางดูหมิ่นขึ้นมาเสี้ยวหนึ่ง
“ในเมื่อที่นี่มีเนี่ยเทียนซึ่งเป็นบุตรแห่งดวงดาวที่ถูกพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวเลือก ก็แสดงว่ามันต้องมีความลี้ลับอยู่แน่นอน!”
คิดมาถึงตรงนี้ อินย่าหนันก็พลันกล่าวว่า “เนี่ยเทียน หากเจ้าไม่ถือสา จะอนุญาตให้ข้าไปได้มาไหนเองได้หรือไม่? ข้าอยากไปทำความรู้จักกับ ดินแดนดาวตกดูสักหน่อย”
เนี่ยเทียนหรี่ตา กล่าวว่า “ข้าหวังว่าหลังจากที่งูเหลือมเลือดน้ำแข็ง ของเจ้าเลื่อนสู่ระดับแปดได้สำเร็จแล้ว เจ้าเองก็จะอยู่อย่างสงบ ไม่ทำตัว วุ่นวาย”
หากงูเหลือมเลือดน้ำแข็งเลื่อนสู่สายเลือดระดับแปดเมื่อไหร่ ศักยภาพของอินย่าหนันจะเพิ่มพูน และเมื่ออาศัยพลังของงูเหลือมเลือด น้ำแข็งระดับแปด นางก็จะบุกตะลุยไปได้ทั่วทุกอาณาจักรในดินแดนดาว ตก
เว้นเสียแต่ว่าผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าท่านนั้นของตระกูลเหลยลงมือ หาไม่แล้วใครก็ควบคุมผู้หญิงคนนี้ไม่ได้
“ข้ารับปากเจ้าว่าจะไม่ทำตัวเหลวไหล” อินย่าหนันรีบรับปาก ก่อน จะหันไปมองพระราชวังหลังนั้นอีกครั้ง “ในเมื่อพระราชวังหลังนี้ตั้ง ตระหง่านอยู่ที่นี่ แถมเจ้ายัง…เป็นบุตรแห่งดวงดาวของพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาว ตลอดทั้งดินแดนดาวตกก็ต้องถูกมองเป็นถิ่นของพระราชวัง โบราณสะเก็ดดาว ข้าย่อมไม่กล้าสร้างเรื่องอยู่แล้ว”
“และนับประสาอะไรกับที่…”
นางลังเลไปครู่ ก่อนจะกล่าวว่า “ข้ายังต้องอาศัยเจ้าเดินทางกลับไป ยังดินแดนปราการดวงดาว ข้าก็ย่อมกริ่งเกรงในตัวเจ้า”
เนี่ยเทียนพยักหน้า “เจ้าระวังตัวด้วยก็แล้วกัน”
อินย่าหนันยิ้มอย่างลำพองใจ “วางใจเถอะ อีกไม่นานข้าก็จะกลับ มาแล้ว”
กล่าวจบ นางก็ออกเดินทางไปเพียงลำพัง
พอนางจากไป พวกเนี่ยตงไห่ เนี่ยเฉี่ยนที่สัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของ เขาจึงรีบพากันเดินออกมาจากในป่าไผ่เขียว
“ท่านตา ท่านป้า!”
ใบหน้าของเนี่ยเทียนเต็มไปด้วยรอยยิ้มยินดีที่ออกมาจากใจจริง เขา รีบเดินเร็วๆ ขึ้นไปรับหน้าคนเหล่านั้น
……
“เนี่ยเทียนกลับมาแล้ว!”
“เขาไม่ได้กลับมาโดยใช้ค่ายกลของตระกูลเหลย แต่เดินออกมาจาก ในพระราชวังมหัศจรรย์หลังนั้น!”
“เกือบสองปีแล้ว เขาไปที่ไหนมากันแน่ แล้วมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง?”
“รีบเดินทางไปอาณาจักรเลี่ยคง!”
เพราะการกลับมาของเนี่ยเทียน คำพูดทำนองนี้ก็ดังไปทั่วทุกสำนักใน เก้าอาณาจักรของดินแดนดาวตก
กลุ่มอิทธิพลที่มีความสัมพันธ์อันดีกับเนี่ยเทียนอย่างพรรคคิชฌกูฏ ตระกูลต่ง หอหันปิง สำนักอาวุธ ฯลฯ ซึ่งพอได้ข่าวของเขาก็พากัน เดินทางมายังอาณาจักรเลี่ยคง
มุมหนึ่งของอาณาจักรเสวียนเทียน
จ้าวลั่วเฟิง หลิงตง อู๋หยา และยังมีผู้แข็งแกร่งเขตลี้ลับจำนวนมาก ของวิมานสวรรค์ต่างก็ยืนตั้งท่ารออยู่ตรงทะเลสาบมืดดำแห่งหนึ่ง
นัยน์ตาพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นฮึกเหิม
ครู่ต่อมา ชายชราแก่หง่อมคนหนึ่งก็ปรากฏตัวอย่างเงียบเชียบอยู่ใน ค่ายกลนำส่งที่เชื่อมโยงไปยังโลกลับ
บนใบหน้าของผู้เฒ่าเต็มไปด้วยริ้วรอยร่องลึก เขาดูแก่อย่างมาก ทว่า บนร่างกลับมีปราณที่ล่องลอยจับต้องไม่ได้อย่างหนึ่ง
“อาจารย์อา!”
จ้าวลั่วเฟิงและหลิงตงที่พอเห็นเขาเดินออกมาก็ปรี่ขึ้นไปรับหน้าด้วย ความยินดี
“ท่านอาจารย์อา ในที่สุดท่านก็เลื่อนสู่แดนว่างเปล่าได้สำเร็จ วิมาน สวรรค์มีความหวังแล้ว” หลิงตงกล่าวเสียงหนัก
ฝานข่ายที่จมจ่อมอยู่กับการฝ่าทะลุขั้นในช่วงเวลาที่ชนต่างเผ่ารุกราน เข้ามาสองครั้ง บัดนี้แม้จะเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าขั้นต้นได้สำเร็จ ทว่าสีหน้า เขากลับไร้ความปลาบปลื้ม กลับกันคือยังขมวดคิ้วมุ่น “วิมานสวรรค์จะ ได้มีตำแหน่งอยู่ในดินแดนดาวตกหรือไม่ ไม่ใช่ข้าเป็นคนตัดสิน”
“แล้วใครเป็นคนตัดสิน?” หลิงตงถามอย่างไม่เข้าใจ
“เนี่ยเทียน”