ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 779 ผู้ที่ฝ่าเขตแดน
“เนี่ยเทียน!”
หลิงตงร้องอุทานเสียงหลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ็บแค้นและขุ่น เคืองใจ
จ้าวลั่วเฟิงที่เป็นเจ้าสำนักวิมานสวรรค์เงียบงันไม่เอ่ยคำใด
ผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ ของวิมานสวรรค์ต่างก็ก้มหน้าก้มตา สีหน้าเคร่ง ขรึม
“พวกเราเข้าใจผิดกันทั้งหมด” ฝานข่ายถอนหายใจหนักหน่วง “ตอน ที่หนิงหยางล้มเหลวในการประลองของประตูสวรรค์และตราประทับ สะเก็ดดาวสามดวงถูกเนี่ยเทียนผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่าง พวกเรา ควรจะยอมรับความพ่ายแพ้ และยอมรับความจริงอย่างตรงไปตรงมา”
“เพียงแต่ว่าวิมานสวรรค์ของพวกเราที่อยู่ในดินแดนดาวตกนั้น ลำพองตนเกินไป จึงมิอาจรับเรื่องนี้ได้”
“ทว่าเรื่องบางเรื่องไม่ใช่สิ่งที่วิมานสวรรค์ของพวกเราจะเปลี่ยนแปลง ได้ ในเมื่อเขาได้รับตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงไปครองก็เท่ากับว่า ได้รับการยอมรับจากพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว”
“ก่อนหน้านี้พวกเราเพ้อฝันว่าเมื่อกรีดเถือตราประทับสะเก็ดดาวสาม ดวงมาจากเนี่ยเทียนจะเปลี่ยนแปลงเรื่องที่ถูกชะตากำหนดนี้ไว้ได้”
“ทว่าพระราชวังหลังนั้นลอยขึ้นมาจากพื้นที่ต้องห้ามแห่งชีวิตของ อาณาจักรเลี่ยคงแล้ว ซึ่งมันลอยขึ้นมาก็เพราะเขา แค่นี้ก็อธิบายเรื่อง ทั้งหมดได้แล้ว”
“เขาคือคนที่ถูกพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวเลือก”
ตงหลิงพูดเสียงดังราวตะคอก “อาจารย์อา แต่ท่านเลื่อนสู่แดนว่าง เปล่าแล้วนะขอรับ!”
“แล้วจะอย่างไรเล่า?” ฝานข่ายยิ้มเจื่อน “นับตั้งแต่ที่เขาผงาดโดด เด่นขึ้นมา สถานการณ์ของดินแดนดาวตกก็เปลี่ยนไปแล้ว วิมานสวรรค์ ไม่ใช่ผู้ควบคุมอีกต่อไป ผู้แข็งแกร่งคนนั้นจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของ ดินแดนดวงดาวอื่นมีขอบเขตสูงกว่าข้าหนึ่งระดับ แต่เขาก็ยังพยายามตี สนิทผูกมิตรกับเนี่ยเทียนไม่ใช่หรือ?”
“เพื่อเนี่ยเทียน เขายังสังหารเซี่ยอี้เทพเพลิง ลัทธิอูตู๋และวังวิญญาณ ต่างก็สิ้นชื่อกันไปหมด”
“แค่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ วิมานสวรรค์ของพวกเราก็ยังต้านทานไม่ได้ แล้วมีหรือที่จะกล้าเป็นปรปักษ์กับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว?”
จ้าวลั่วเฟิงถอนหายใจกล่าว “เขากลับมาแล้ว แถมยังไม่ได้กลับมา จากค่ายกลนำส่งของตระกูลเหลย แต่เดินออกมาจากในพระราชวังหลัง นั้นโดยตรง”
ฝานข่ายตะลึง จากนั้นก็ถอนหายใจเบาๆ “ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว นับตั้งแต่ที่หนิงหยางไม่ได้ตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงมา ยุคสมัยที่ เป็นของวิมานสวรรค์เราก็ผ่านไปแล้ว”
“นับแต่วันนี้เป็นต้นไป กลุ่มอิทธิพลทั้งหมดในดินแดนดาวตกก็ได้แต่ ต้องยอมอ่อนข้อให้กับเขา เพราะมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะมีที่ยืนอยู่ใน ดินแดนดาวตกแห่งนี้”
“วิมานสวรรค์เองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น”
จ้าวลั่วเฟิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “อาจารย์อา พวกเราอยากไป พบเขา แต่เขากลับไม่เปิดโอกาสให้พวกเราได้แม้แต่พบหน้า”
“ข้าจะไปพบเขาด้วยตัวเอง” ฝานข่ายกล่าว
……
อาณาจักรเลี่ยคง
บริเวณใกล้เคียงกับพระราชวังที่ลอยขึ้นมาจากพื้นดินมีอาวุธวิเศษ ประเภทบินจำนวนมากทยอยกันทะยานดิ่งมายังที่ตั้งของป่าไผ่เขียวอย่าง ต่อเนื่อง
หัวมู่ จงเจิง ต่งป่ายเจี๋ย ฉีป๋ายลู่…
ผู้แข็งแกร่งแต่ละคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วดินแดนดาวตกพากัน เดินทางมารวมตัวกันยังอาณาจักรเลี่ยคงโดยอัตโนมัติ
แม้แต่เหลยเทียนฉี่จากตระกูลเหลยที่อยู่ในอาณาจักรคุนหลัวก็ยัง เดินทางมาที่นี่
พวกเด็กรุ่นเล็กอย่างต่งลี่เองที่พอได้ยินว่าเนี่ยเทียนกลับมาแล้วก็พา กันกรูเกรียวมาจากอาณาจักรต่างๆ
ในป่าไผ่เขียว ท่ามกลางหอไม้ไผ่มากมาย เนี่ยเทียนพูดคุยกลั้วเสียง หัวเราะ บอกเล่าความอันตรายต่างๆ ที่เขาประสบพบเจอมาในพื้นที่ปิด ผนึกให้เนี่ยตงไห่และเนี่ยเฉี่ยนฟัง
เนี่ยตงไห่รับฟังเงียบๆ อยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่ได้เอ่ยถามออกมาแม้แต่ คำเดียว เพียงแต่ว่าทุกครั้งที่ได้ยินเขาเล่าถึงอันตรายต่างๆ เนี่ยตงไห่ก็อด ไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วเป็นกังวลแทนเนี่ยเทียน
เสียงอาวุธวิเศษประเภทบินที่บินทะยานอยู่นอกป่าไผ่เขียวยิ่งดังถี่มาก ขึ้นเรื่อยๆ ปราณหลายขุมที่ถูกอำพรางไม่แผ่ออกมาทำให้เนี่ยตงไห่เข้าใจ ว่ามีบุคคลยิ่งใหญ่หลายคนได้มารออยู่นอกไผ่ป่าเขียวอย่างเงียบเชียบ
“คนมากมายล้วนรอเจ้าอยู่” เนี่ยตงไห่พลันเอ่ยขึ้นเบาๆ
“คนพวกนั้นก็เร็วกันซะจริง” เนี่ยเทียนถอนหายใจเบาๆ “ข้ายังไม่ ทันได้พูดคุยกับพวกท่านอย่างหนำใจเลย”
“เดิมทีพวกเขาเองก็รู้ดีว่าควรให้เวลาเจ้าได้พูดคุยกับพวกเราเสียก่อน เพียงแต่พวกเขาก็ยังคงอดไม่ไหว เพราะมีเรื่องมากมายยิ่งนักที่ต้องถาม เจ้า” เนี่ยตงไห่สีหน้านิ่งสงบ “พวกเขามาถึงก็จริง แต่กระนั้นก็ยังให้เวลา เจ้า”
“พวกเรายังมีเวลาคุยกันอีกมาก แต่ไม่ควรให้พวกเขารอนาน เจ้า ออกไปเถอะ”
ในป่าไผ่เขียวมีเด็กตระกูลเนี่ยไม่น้อยที่มีพรสวรรค์ซึ่งได้ถูกเนี่ยตงไห่ พามาจากสำนักหลิงอวิ๋น เขาจึงกลัวว่าพวกคนนอกที่มาเยือนจะทำอะไร ให้เด็กที่ไม่รู้ประสาเหล่านั้นหวาดกลัวและตกใจ
“งั้นก็ได้ ข้าจะออกไปพบพวกเขาก่อนแล้วกัน” เนี่ยเทียนพยักหน้า รับ
……
นอกป่าไผ่เขียว
พวกหัวมู่ จงเจิง ต่งป๋ายเจี๋ยกำลังพูดคุยกันเบาๆ แต่ละคนมีท่าทีนิ่ง สงบ ทว่าในใจกลับร้อนรนผิดปกติ
คนที่ร้อนใจมากที่สุดก็คือเหลยเทียนฉี่ เขาจ้องนิ่งไปยังป่าไผ่เขียว พร้อมหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น
เนี่ยเทียนจากไปโดยค่ายกลนำส่งของตระกูลเหลยเพื่อไปรวมตัวกับ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ที่พื้นที่ต้องห้าม ผลกลับกลายเป็นว่าเขากลับออกมา จากพระราชวังหลังนี้ เรื่องนี้นับว่าประหลาดอย่างมาก
หลังจากที่พวกเยว่เหยียนสี่จากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ไปจากที่แห่งนั้นก็ ไม่ได้รีบร้อนกลับไปยังดินแดนปราการดวงดาว
คนจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานยังคงสำรวจ พื้นที่ต้องห้ามแห่งนั้น หมายจะให้ค้นพบความลี้ลับมากกว่าเดิม ดังนั้นจึง ไม่ได้เดินทางกลับมาโดยผ่านค่ายกลนำส่งในหินอุกกาบาตที่สามารถ เชื่อมโยงมายังตระกูลเหลยได้
เหลยเทียนฉี่เองก็ไม่ได้รับข่าวจากทางฝ่ายของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ เหมือนกัน
เขาอยากจะรู้ว่าเนี่ยเทียนได้เจอกับคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์หรือไม่ อยากรู้ว่าที่นั่นเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
“อู้!”
เหลยเทียนฉี่เลิกคิ้วขึ้น พลันสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง
ฝานข่ายที่แก่หง่อมเดินทางโดยรถศึกทองคำมาพร้อมกับจ้าวลั่วเฟิง และหลิงตงซึ่งมุ่งหน้ามาจากทิศทางของซากปรักหักพัง
รถศึกทองคำจอดนิ่ง พอพวกหัวมู่ จงเจิงและฉีป๋ายลู่เห็นฝานข่ายก็พา กันหน้าเปลี่ยนสี
“คนผู้นั้น…”
พันปีมานี้ ที่วิมานสวรรค์สามารถตั้งตระหง่าน เป็นผู้พิชิตหนึ่งเดียว อยู่ได้ในดินแดนดาวตก สิ่งที่พวกเขาอาศัยก็คือผู้เฒ่าที่อยู่เบื้องหน้าคนนี้
เขาเคยเป็นคนแรกของดินแดนดาวตกที่เลื่อนสู่เขตวิญญาณช่วงท้าย
วันนี้เขาโผล่มา ผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณมากมายรับสัมผัสเพียง เล็กน้อยก็เข้าใจได้ทันทีว่าเขาได้กลายมาเป็นบุคคลที่เลื่อนสู่แดนว่างเปล่า ก่อนผู้ใด!
“ฝานเหล่า!”
ต่อให้เป็นพวกหัวมู่ที่พอได้กลิ่นอายของเขาก็ยังเผยแววตาเคารพ ทั้ง ยังโค้งตัวเคารพน้อยๆ
ฝานข่ายลงจากรถศึกทองคำ ผงกศีรษะรับการคารวะจากพวกเขา ด้วยสีหน้าเป็นปกติ
หลังจากนั้นเขาก็หันไปทางเหลยเทียนฉี่แล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ “คารวะพี่ เหลย”
ทุกคนที่อยู่ในตรงนั้น มีเพียงเขาและเหลยเทียนฉี่เท่านั้นที่เป็นแดน ว่างเปล่า
เหลยเทียนฉี่แสดงสีหน้าสนใจ รีบตอบกลับการคารวะและกล่าวว่า “อยู่ในดินแดนดาวตก แต่สามารถเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าได้สำเร็จ นับว่าไม่ ธรรมดาจริงๆ” เขาปลงอนิจจังออกมาด้วยใจจริง
เขาอยู่ในดินแดนดาวตกมานานมากแล้ว เขาย่อมรู้ดีว่าในดินแดนดาว ตกขาดแคลนวัตถุดิบในการสร้างดินแดนอย่างมาก การเลื่อนสู่เขต ดินแดนจึงนับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายอย่างยิ่ง
ทว่าฝานข่ายกลับฝ่าดินแดนได้สำเร็จ
ต่อให้เป็นในดินแดนปราการดวงดาวของพวกเขาที่มีทรัพยากรในการ ฝึกตนมากกว่าดินแดนดาวตกหลายเท่า การเลื่อนจากเขตวิญญาณสู่แดน ว่างเปล่านั้นยังคงอันตรายอย่างถึงที่สุด อัตราการทำสำเร็จก็ไม่มากนัก
ก่อนหน้านี้ตระกูลเหลยของพวกเขามีเขตดินแดนสามคน ซึ่งต่างก็ ล้มเหลวในการฝ่าดินแดนทั้งๆ ที่รวบรวมวัตถุดิบได้ครบถ้วนสมบูรณ์
การที่ฝานข่ายสามารถเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าได้สำเร็จทั้งๆ ที่อยู่ใน ดินแดนดาวตก เขาจึงยิ่งรู้สึกว่าไม่ง่ายเลย
บุคคลประเภทนี้ทำให้เขานับถือยิ่งนัก