ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 780 วิมานสวรรค์ขออภัย!
หลังจากที่ฝานข่ายและเหลยเทียนฉี่พยักหน้าทักทายกันก็ไม่ได้พูด อะไรกันมากความอีก เพียงมองไปยังปุาไผ่เขียวอย่างนิ่งสงบ
พวกหัวมู่ก็ทยอยกันเงียบเสียงลง เด็กรุ่นเล็กอย่างพวกต่งลี่ก็ยิ่งไม่กล้า ออกเสียงเข้าไปใหญ่
สายตาของทุกคนต่างก็คอยเหลือบมองมายังฝานข่ายเหมือนตั้งใจ และเหมือนจะไม่ตั้งใจ แต่ละคนสีหน้านิ่งขรึม
ไม่มีใครรู้ว่าฝานข่ายมาด้วยสาเหตุอันใด
ในความเป็นจริงแล้ว ก่อนหน้าที่เหลยเทียนฉี่ยังไม่ได้เดินทางมาถึงที่นี่ ฝานข่ายก็คือบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนดาวตก
คนผู้นี้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั้งดินแดนดาวตก ทุกคนที่รู้จักเขาต่างก็ให้ ความเคารพเขาอย่างลึกล้ำ
รวมไปถึงพวกหัวมู่ จงเจิง และฉีป๋ายลู่ด้วย
“แดนว่างเปล่า เขาเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าได้สำเร็จ วิมานสวรรค์…จะ ไม่ยอมอยู่นิ่งเฉยอีกหรือเปล่า?”
“เขามาหาเนี่ยเทียนก็เพื่อมาข่มขู่งั้นหรือ?”
“วิมานสวรรค์คิดจะทำอะไรกันแน่?”
ในใจของพวกเขาต่างก็มีความคิดมากมายผุดขึ้นมา แต่ละคนต่างก็ เป็นกังวล
พวกเขาเริ่มคุ้นชินกับความสงบสุขที่หาได้ยากของดินแดนดาวตกแล้ว หลังจากสิ้นสุดเหตุการณ์ที่ชนต่างเผ่ารุกรานเข้ามาเป็นครั้งที่สองและ พวกเซี่ยอี้เทพเพลิงตายไป สำนักต่างๆ ในเก้าอาณาจักรของดินแดนดาว ตกก็ไม่มีความขัดแย้งอะไรเกิดขึ้นมาอีก
ทุกคนต่างเข้าใจดีว่าคนที่ทำให้เกิดทุกอย่างนี้ขึ้นมาได้ก็คือเนี่ยเทียน
ฝานข่ายเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าจะทำให้ความเงียบสงบที่อยู่ตรงหน้านี้ ถูกทำลายลงแล้วเกิดมรสุมลูกใหม่ขึ้นมาหรือไม่?
ทว่าเมื่อเส้นสายตาของพวกหัวมู่ย้ายจากร่างของฝานข่ายไปยังจ้าวลั่ว เฟิงหลิงตง ความกังวลที่อัดแน่นอยู่ในใจของพวกเขาก็พลันหายวับไปไม่มี เหลือ
แม้ว่าจ้าวลั่วเฟิงและหลิงตงจะมองดูเหมือนนิ่งสงบ แต่กลับมีความ เศร้าสลดเบาบางแผ่ออกมาจากในร่างของพวกเขา
ความเศร้าสลดเช่นนี้เต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้ ทว่าต่อให้ไม่ยอมแพ้ ก็ทำได้เพียงยอมรับชะตากรรมเท่านั้น…
“หรือว่า…?”
ต่งหวังหลิงนิ่วหน้า พลันเข้าใจอะไรบางอย่าง ดวงตาจึงเปล่งประกาย
หลังจากนั้นความกังวลในดวงตาของพวกหัวมู่ฉีป๋ายลู่และจงเจิงก็จาง หายไป
และเวลานี้เอง เนี่ยเทียนก็เดินออกมาจากในปุาไผ่เขียวเพียงลำพัง
เขาใช้สายตาที่ค่อนข้างประหลาดใจมองไปยังทุกคนที่รวมตัวอยู่นอก ปุาไผ่เขียว แล้วพูดอยู่ในใจ “ทำไมจู่ๆ พวกเขาถึงเงียบเสียงซะแล้วล่ะ?”
ตอนที่เนี่ยตงไห่บอกให้เขาออกมา เขายังได้ยินเสียงพูดคุยจอแจจาก ข้างนอกอยู่เลย ทว่าพอเขาเดินออกมาจริงๆ เสียงเอะอะเหล่านั้นกลับ ขาดหายไปกลางคัน
เขาเพ่งสมาธิมองไปก็เห็นจ้าวลั่วเฟิงหลิงตง และยังมีฝานข่ายอีกคน
เขาแค่มองฝานข่ายปราดเดียวก็เข้าใจว่าผู้เฒ่าวัยไม้ใกล้ฝั่งคนนี้ต้อง เป็น “คนผู้นั้น” ที่เขาได้ยินคนพูดถึงมาหลายครั้ง —ผู้แข็งแกร่งสูงสุด ของวิมานสวรรค์แน่นอน
“แดนว่างเปล่า!”
เคยเจอกับพวกเยว่เหยียนสี่ เจียงเฟิงเคอจินเผิงมาก่อน เขาจึงมั่นใจ ว่า “คนผู้นั้น” ของวิมานสวรรค์ได้ฝุาทะลุขั้นสำเร็จแล้ว และกลายมาเป็น แดนว่างเปล่าคนแรกของดินแดนดาวตกอย่างที่ทุกรอคอยกันมาเนิ่นนาน
หากเปลี่ยนมาเป็นเมื่อก่อน เมื่อเจอกับผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าคน หนึ่ง อีกทั้งผู้แข็งแกร่งคนนี้ยังมาจากวิมานสวรรค์ เขาต้องหน้าเปลี่ยนสี แน่นอน
ทว่าสีหน้าของเขาในเวลานี้กลับนิ่งสงบผิดปกติ
—เพราะเขาเจอเคยแดนว่างเปล่ามามากมายยิ่งนัก
“ข้าผู้อาวุโสคือฝานข่ายแห่งวิมานสวรรค์” ตอนที่เขาเดินออกมาจาก ปุาไผ่เขียว คนผู้นั้นก็ปรี่ขึ้นหน้ามาหนึ่งก้าว ก่อนจะโค้งตัวคำนับ
ท่ามกลางสายตาคนมากมาย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงใจ “ข้าผู้อาวุโสมา เพื่อขออภัยโทษ”
“ขออภัยโทษ!”
จบคำพูดนี้ บรรยากาศที่เงียบสงัดจนผิดปกติก็เหมือนทะเลสาบที่ถูก โยนหินยักษ์จึงพลันเกิดคลื่นลูกใหญ่
ต่อให้มีการคาดเดากันมาก่อนแล้ว แต่พอคำว่า “ขออภัยโทษ” ดัง ออกมาจากปากของฝานข่ายจริงๆ พวกเขาก็ยังตื่นตะลึงกันอยู่ดี
คำว่า “ขออภัยโทษ” ของฝานข่ายหมายความว่าวิมานสวรรค์ที่ยืน หยัดอยู่ในดินแดนดาวตกอย่างทระนงตนมาหลายร้อยหลายพันปีกำลัง ยอมรับความพ่ายแพ้ต่อหน้าเนี่ยเทียน!
แม้แต่ผู้เฒ่าคนนี้ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งชีวิตจนในที่สุดก็เลื่อนสู่แดน ว่างเปล่าได้สำเร็จ ก็ยังไม่เพียงแต่ไม่เอาโทษ กลับยังมาเป็นฝุายขออภัย โทษจากเนี่ยเทียนด้วย แล้วแบบนี้ในดินแดนดาวตกจะยังมีสำนักไหนกล้า มาแข็งข้อกับเนี่ยเทียนอีก?
“ขออภัยโทษ?” เนี่ยเทียนหรี่ตา ยิ้มบางๆ “จะขออภัยโทษอย่างไร กัน?”
นับตั้งแต่ที่เขาได้ตราประทับสะเก็ดดาวมา สำหรับเขาแล้ว วิมาน สวรรค์ก็เป็นเหมือนภูเขาใหญ่ยักษ์ที่กดทับลงมาบนร่างของเขา ตลอดเวลา ทำให้เขาหายใจไม่ออก
เขาถูกบีบให้ต้องออกจากอาณาจักรหลีเทียน ปกปิดชื่อแซ่ไปซ่อนตัว อยู่ในอาณาจักรเลี่ยคง ไม่กล้าโผล่หน้าให้ใครเห็น
เขากลัวว่าวิมานสวรรค์จะตามตัวเจอแล้วช่วงชิงทุกอย่างของเขาไป
ตอนที่ชนต่างเผ่ารุกรานเข้ามา วิมานสวรรค์บีบบังคับให้ทุกฝุายไป ช่วยรบที่อาณาจักรเสวียนเทียน และด้วยเหตุผลหลากหลายประการ เขา ก็ถูกบีบให้ไปที่นั่นด้วย
สุดท้ายเขาใช้ค่ายกลลับที่พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวทิ้งไว้ทำลาย เรือรบทางช้างเผือกของเผ่าอสูรกาย สำแดงศักยภาพในการพลิกเปลี่ยน ฟูาดิน นั่นถึงทำให้วิมานสวรรค์ยอมอยู่อย่างสงบ
ภายหลังเมื่อเยว่เหยียนสี่จากสำนักกไฟศักดิ์สิทธิ์แสดงความเป็นมิตร กับเขา ให้เหลยเทียนฉี่อยู่ต่อเพื่อสร้างความยำเกรงให้กับทุกฝุาย นั่นถึง จะสร้างภัยคุกคามให้กับวิมานสวรรค์ได้อย่างแท้จริง
มาถึงวันนี้ หากไม่เพราะอาศัยพลังจากภายนอก หลังจากที่ฝานข่าย เลื่อนสู่แดนว่างเปล่าได้สำเร็จ เขาก็คงยังทำอะไรวิมานสวรรค์ไม่ได้
ทว่าจู่ๆ วิมานสวรรค์กลับเปลี่ยนท่าทีเป็นฝุายมาขออภัยโทษด้วย ตัวเอง นี่ทำให้เขาแปลกใจอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็ไม่แน่ใจว่าวิมาน สวรรค์คิดจะเล่นลูกไม้อะไรกันแน่
“นับแต่วันนี้ไป วิมานสวรรค์จะยอมเป็นผู้พึ่งพาเจ้า” ฝานข่ายคำราม เบาๆ
“ผู้พึ่งพา?”
ทุกคนพากันฮือฮา
เหลยเทียนฉี่อึ้งไปครู่ เขามองฝานข่ายด้วยสายตาลึกล้ำ ก่อนจะพูด กับตัวเองในใจ “ก็ไม่นับว่าสายไปนัก จะอย่างไรก็เป็นบุคคลอันดับหนึ่ง ของดินแดนดาวตก สุดท้ายเขาก็มองเหตุการณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง รู้ว่า ควรจะทำอย่างไรถึงจะรักษาวิมานสวรรค์เอาไว้ไม่ให้ล่มสลายได้”
ดวงตาของหลิงตง จ้าวลั่วเฟิงเต็มไปด้วยความเสียใจ
เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่จึงพยักหน้ารับ “ข้าเข้าใจแล้ว ในเมื่อวิมาน สวรรค์ยินดีเป็นผู้พึ่งพาของข้า ข้าก็จะไม่ซักไซ้เอาความต่อไปอีก”
สีหน้าของฝานข่ายคลายลงได้ “หากไม่มีข้อแนะนำอื่น พวกเราคง ต้องขอตัวก่อน พวกเราจะสร้างสำนักขึ้นที่อาณาจักรเสวียนเทียน วันหน้า เจ้ามีคำสั่งอะไร วิมานสวรรค์ของพวกเราพร้อมจะปฏิบัติตามอย่างเต็ม กำลัง”
“ก็ดี” เนี่ยเทียนเห็นด้วย
ฝานข่ายอมยิ้มน้อยๆ ก่อนจะกลับเข้าไปในรถศึกทองคำก่อนผู้ใด แล้วจึงหันมาพูดกับจ้าวลั่วเฟิงหลิงตงว่า “กลับอาณาจักรเสวียนเทียน นับจากวันนี้เป็นต้นไป พวกเราสามารถสร้างสำนักขึ้นมาได้ใหม่แล้ว”
จ้าวลั่วเฟิงและหลิงตงทำท่าจะพูดแต่กลับหยุดชะงักไปก่อน สุดท้ายก็ ไม่ได้พูดอะไรออกมา ครั้นจึงบินตามเข้าไปในรถศึกทองคำอย่างเชื่อฟัง
รถศึกทองคำทะยานตัวขึ้นสูง
“ยังคงเลือกสร้างวิมานสวรรค์อยู่ในอาณาจักรเสวียนเทียน นี่คือท่าที อย่างหนึ่ง” หัวมู่ยิ้มบางๆ มองออกถึงความคิดของฝานข่าย “ใน อาณาจักรเสวียนเทียนของพวกเขายังคงมีค่ายกลลับที่พระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวทิ้งไว้อยู่ ซึ่งเนี่ยเทียนสามารถเอามาใช้ได้ตลอดเวลา ค่ายกล ดวงดาวนั้นสามารถทำลายเรือรบทางช้างเผือกของเผ่าอสูรกายให้ย่อยยับ ได้ ก็สามารถบดขยี้สำนักวิมานสวรรค์ที่สร้างขึ้นใหม่ได้อย่างง่ายดาย เช่นกัน”
“วิมานสวรรค์ไม่ได้เลือกอาณาจักรอั้นหมิง อาณาจักรเฮยเจ๋อ แต่ยัง เลือกลงหลักปักฐานอยู่ที่อาณาจักรเสวียนเทียน นี่ก็คือการมอบชีวิตไว้ใน กำมือของเนี่ยเทียน”
“เขาคิดว่ามีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะได้รับความเชื่อใจและการอภัยจาก เนี่ยเทียน”
คำพูดพึมพำกับตัวเองของหัวมู่ หลายคนต่างก็ได้ยินกันอย่างชัดเจน พอมาลองคิดตาม ทุกคนจึงพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย
พวกเขาเองก็เข้าใจความต้องการของฝานข่าย
“นายน้อยเนี่ย ไม่ทราบว่าเจ้าได้เจอกับผู้อาวุโสใหญ่ในพื้นที่ที่ถูกปิด ผนึกแห่งนั้นหรือไม่ แล้วมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกันแน่?” หลังจากฝานข่าย จากไป เหลยเทียนฉี่ที่มีสีหน้าเคร่งเครียดก็เอ่ยถามเบาๆ
คนมากมายที่ยังครุ่นคิดตามคำพูดของฝานข่ายต่างก็หันมามองเนี่ย เทียนอีกครั้งเพราะได้ยินคำถามของเขา
นี่ก็คือสาเหตุที่พวกเขาต้องรีบมาที่นี่อย่างอดใจรอไม่ได้
“ย่อมต้องพบผู้อาวุโสเยว่อยู่แล้ว” เนี่ยเทียนยิ้มกว้าง “ไม่เพียงแต่ผู้ อาวุโสเยว่เท่านั้น แม้แต่เจียงเฟิงจากเขาสุขาวดี กวานฝูุแห่งตระกูลกวาน และเจี่ยนถงจากตระกูลเจี่ยน ข้าก็ล้วนได้พบมาแล้ว”
“พอจะสะดวกเล่าเรื่องให้ฟังหรือไม่?” เหลยเทียนฉี่ทำตัวอ่อนน้อม อย่างยิ่ง
เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก็เอาเรื่องที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ถูกปิดผนึกซึ่ง สามารถเล่าได้มาถ่ายทอดให้พวกเขาฟังอย่างเนิบช้า