ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 786 ตัดสินใจเด็ดขาด!
“สำนักภูเขาพันกระบี่คือสำนักอย่างไร?”
หัวมู่เงยหน้าขึ้น ดวงตาอบอวลไปด้วยปราณสังหาร
คนอื่นๆ ก็พากันหันมามองเนี่ยเทียน
พวกเขาต่างก็คาดไม่ถึงว่าเนี่ยเทียนแค่มองภาพที่กรีดเถือไว้บนแผ่น หลังของศพเจินฮุ่ยหลันก็สามารถชี้ตัวฆาตกรที่แท้จริงได้แล้ว
“สำนักภูเขาพันกระบี่คือสำนักที่มาจากดินแดนพงฟ้า สำนักนี้… แข็งแกร่งยิ่งกว่าห้าสำนักสามตระกูลในดินแดนปราการดวงดาวเสียอีก” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว แล้วก็ไม่คิดจะปิดบังอะไร “เท่าที่ข้ารู้มา สำนักภูเขา พันกระบี่มีแดนเอตทัคคะอยู่ด้วย”
“แดนเอตทัคคะ!”
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างสูดลมเย็นๆ เข้าปอดดังเฮือก สีหน้าเคร่งเครียด ถึงขีดสุด
สำหรับพวกเขาแล้ว แค่ห้าสำนักสามตระกูลในดินแดนปราการ ดวงดาวก็นับว่าเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่มากพออยู่แล้ว
ขนาดตระกูลเหลยที่เป็นผู้พึ่งพาสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ยังมีแดนว่างเปล่า ช่วงต้นอย่างเหลยเทียนฉี่นั่งบัญชาการณ์ และผู้แข็งแกร่งสูงสุดของสำนัก ไฟศักดิ์สิทธิ์ก็คือแดนว่างเปล่าช่วงท้ายอย่างพวกเยว่เหยียนสี่
หากกองกำลังใหญ่ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ยกทัพมาเยือน ด้วยพลังการ ต่อสู้ของดินแดนดาวตกในตอนนี้ย่อมเสียดินแดนไปในช่วงเวลาสั้นๆ แน่นอน
ด้วยพละกำลังของดินแดนดาวตก ไม่ว่าจะเผชิญหน้ากับห้าสำนักสาม ตระกูลใดๆ ในดินแดนปราการดวงดาวก็ล้วนไม่มีทางเอาชนะได้เลย
แล้วนับประสาอะไรกับสำนักภูเขาพันกระบี่ที่มีแดนเอตทัคคะนั่ง บัญชาการณ์?
“ต่อให้มีแดนเอตทัคคะ แค้นนี้ก็ต้องชำระ” หัวมู่ลังเลแค่ไม่กี่วินาทีก็ ตัดสินใจเฉียบขาด “ข้าจะเดินทางไปตามรอยแยกห้วงมิติที่นางเคยไป เพื่อไปยังจุดที่นางสิ้นใจ!”
“พวกเราจะไปกับเจ้าด้วย” หลี่มู่หยางและสิ่งหวนเยว่พูดขึ้นพร้อมกัน
เจินฮุ่ยหลันมีพระคุณยิ่งใหญ่ต่อพวกเขาสามีภรรยา หากไม่ได้เจิน ฮุ่ยหลันช่วยอุ้มชู สั่งสอน ก็คงไม่มีหลี่เหย่ในวันนี้ พวกเขาติดหนี้บุญคุณ นาง
พอได้ยินว่าพ่อแม่ตัดสินใจจะไป หลี่เหย่ที่ดวงตาแดงก่ำก็ตะโกนขึ้น “ข้าไปด้วย!”
“ไม่! เจ้าอยู่ที่นี่!” หลี่มู่หยางมองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบอย่างที่ไม่ ยอมให้คัดค้านได้ “เจ้าไม่เหมือนกับคนอื่น การต่อสู้ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าถนัด เจ้าแค่ศึกษาการหลอมอาวุธก็พอ นั่นถึงจะทำให้เจ้ามีประโยชน์สูงสุดยาม ที่เกิดสงคราม”
สิ่งหวนเยว่กล่าวอย่างเมตตา “เจ้าวางใจเถอะ พวกเราต้องหาตัว ฆาตกรให้เจอแล้วแก้แค้นแทนอาจารย์เจ้าให้ได้”
“ศิษย์พี่หญิงไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดี ข้าจะไปตามหาศิษย์พี่หญิง” หลี่ เหย่กล่าวอย่างร้อนใจ
“ทุกอย่างให้พวกเราจัดการเอง!” หลี่มู่หยางพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
“ข้าก็จะไปด้วย” ฉีป๋ายลู่แห่งสำนักอาวุธเอ่ยเสียงต่ำ
เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปชั่วครู่ ก่อนพูดว่า “ข้าจะไปกับพวกท่านด้วย”
“เจ้า?” ฉีป๋ายลู่อึ้งไปครู่ “เจ้ายังมีเรื่องที่สำคัญกว่าให้ต้องทำ ดินแดน ดาวตกและแผ่นดินแห่งนั้นล้วนขาดเจ้าไม่ได้”
“ไม่เป็นไร” เนี่ยเทียนสีหน้าเคร่งขรึม “ผู้อาวุโสเจินมีพระคุณยิ่งใหญ่ ต่อข้า หากข้าไม่ไปคงรู้สึกผิดไปตลอดชีวิต ข้าจะรีบไปจัดการพาคนพวก นั้นไปที่แผ่นดินซึ่งถูกปิดผนึก เสร็จแล้วข้าจะรีบกลับมาทันทีเพื่อเดินทาง ไปพร้อมพวกท่าน ไปดูให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
ต่งลี่ที่อยู่ด้านข้างทำท่าจะพูดแต่กลับหยุดชะงักไปก่อน
ในเมื่อรู้ว่าเจินฮุ่ยหลันถูกฆ่าด้วยฝีมือของคนสำนักภูเขาพันกระบี่ที่มี แดนเอตทัคคะนั่งบัญชาการณ์ นางก็คิดว่าการเข้าไปในรอยแยกห้วงมิติ เวลานี้ ไม่ใช่การตัดสินใจที่ชาญฉลาดเอาเสียเลย
การกระทำที่ฉลาดก็คือไม่เพียงแต่ไม่รีบไป กลับยังต้องรีบปิดผนึก รอยแยกห้วงมิติเส้นนั้น ป้องกันไม่ให้ผู้แข็งแกร่งของสำนักภูเขาพันกระบี่ ตามมาเจอ
จากนั้นผู้แข็งแกร่งของแต่ละสำนักในดินแดนดาวตกก็ต้องรีบเพิ่มพลัง การต่อสู้ให้ได้โดยเร็วที่สุด
รอจนพวกหัวมู่ฉีป๋ายลู่เลื่อนสู่แดนว่างเปล่าและมีศักยภาพมาก พอที่จะต่อสู้กับสำนักภูเขาพันกระบี่ได้เมื่อไหร่ ค่อยเปิดรอยแยกห้วงมิติ เส้นนั้นใหม่อีกครั้งแล้วไปแก้แค้นสำนักภูเขาพันกระบี่
แต่นางก็เข้าใจอีกว่าที่นางสามารถมองเรื่องนี้ได้อย่างมีสติก็เพราะนาง กับเจินฮุ่ยหลันและเผยฉีฉีไม่ได้มีความผูกพันลึกซึ้งใดๆ ต่อกัน
แต่พวกหัวมู่นั้นมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งอย่างยิ่งกับเจินฮุ่ยหลัน จู่ๆ มา เห็นศพของนางที่ตายอนาถเช่นนี้จะยังมีสติอยู่ได้อย่างไร?
เพราะเข้าใจความรู้สึกที่เนี่ยเทียนมีต่อเจินฮุ่ยหลัน ดังนั้นทั้งๆ ที่นางรู้ ว่าการตัดสินใจของทุกคนไร้เหตุผล แต่นางก็ยังไม่เอ่ยห้ามปราม
“รอยแยกห้วงมิติเส้นนี้ ตอนนี้กลับอุดตันมิอาจผ่านไปได้ หากคิดจะ ลอดผ่านมันไปก็จำเป็นต้องอาศัยผู้ที่เชี่ยวชาญเวทลับห้วงมิติ” ฉีป๋ายลู่ เหลือบมองไปยังรอยแยกห้วงมิติที่เปิดออกแวบหนึ่งแล้วพูดต่อว่า “นอกจากจ้าวซานหลิงแล้ว ศิษย์น้องหญิงของข้าก็คือคนที่เข้าใจเวทลับ ห้วงมิติที่สุด นางตายไปแล้ว พวกเราก็ได้แต่พึ่งคนอื่นแล้วล่ะ”
เนี่ยเทียนตะโกนลั่น “จ้าวซานหลิง!”
จ้าวซานหลิงสามารถปิดผนึกรอยแยกห้วงมิติทั้งหกเส้นนั้นได้ และพอ ได้เจดีย์ซวีหลิงมา พลังการต่อสู้ของเขาก็ทะยานพรวดพราด หากคิดจะ เปิดรอยแยกที่เชื่อมโยงไปยังสำนักภูเขาพันกระบี่ขึ้นมาอีกครั้ง ก็น่าจะ เป็นเรื่องที่ง่ายมากสำหรับเขา
เพียงแต่ว่าคนผู้นี้หายตัวไปนานมากแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน
“ข้าจะปล่อยข่าวการตายของศิษย์น้องหญิงออกไป” ฉีป๋ายลู่นิ่งคิด “ข่าวนี้จะแพร่ไปทั่วทุกมุมในดินแดนดาวตก เว้นเสียแต่ว่าเขาอยู่ใน สภาวะที่ปิดด่านยาวนาน หาไม่แล้วย่อมได้ยินข่าวนี้”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ฉีป๋ายลู่ก็พูดเสียงแผ่ว “หากข้าตายไป บางทีเขา อาจจะไม่สนใจ แต่เมื่อศิษย์น้องหญิงตายไป เขาไม่มีทางนิ่งดูดายอย่าง แน่นอน!”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับเบาๆ
ทุกคนต่างก็บอกว่าจ้าวซานหลิงเหี้ยมโหดไร้ปราณี แม้แต่พี่ชายแท้ๆ อย่างจ้าวลั่วเฟิงก็ยังไม่ไว้หน้า เหมือนว่าเขาตัดขาดความเป็นพี่น้องกันไป แล้ว
แต่เนี่ยเทียนกลับเข้าใจดีว่า ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนี้
อย่างน้อยหลังจากที่สุสานสวีอิงหลงอาจารย์ของจ้าวซานหลิงถูก ตระกูลเหลยทำลายย่อยยับ เขาก็ได้เห็นความเดือดดาลของจ้าวซานหลิง
หลายปีมานี้ เขาและจ้าวซานหลิงมีโอกาสได้ไปไหนมาไหนด้วยกัน หลายครั้ง เขาจึงพอจะรู้สึกว่านอกจากสวีอิงหลงแล้ว อันที่จริงจ้าวซานห ลิงก็ค่อนข้างจะเป็นห่วงเป็นใยศิษย์น้องหญิงอย่างเจินฮุ่ยหลันไม่น้อย
หากจ้าวซานหลิงรู้ว่าเจินฮุ่ยหลันถูกสำนักภูเขาพันกระบี่ฆ่าตาย รู้ว่า เขาจำเป็นต้องเปิดรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งในโล่งว่าง ก็มีความเป็นไปได้ ถึงแปดเก้าส่วนว่าเขาจะปรากฏตัว
“ถ้าอย่างนั้นก็รบกวนผู้อาวุโสฉีช่วยแพร่ข่าวนี้ไปทั่วดินแดนดาวตก ด้วย พวกเราจะรอให้จ้าวซานหลิงมาถึง” เนี่ยเทียนผุดลุกขึ้นยืนพลาง กล่าวว่า “นอกจากนี้ขอให้สำนักต่างๆ รีบส่งคนมารวมตัวกันที่หน้า พระราชวัง ข้าจะพาพวกเขาเดินทางไปฝึกตนยังแผ่นดินที่มีพลังห้าธาตุ”
“พรรคคิชฌกูฏจะรับเรื่องนี้ไปจัดการให้เอง” หัวมู่กล่าวเสียงหนัก
“ข้าจะไปรออยู่ที่นั่นก่อนล่ะ” เนี่ยเทียนกวักมือเรียกให้ต่งลี่เข้าไปใน เรือดารา จากนั้นเรือดาราก็บินจากมา
“วิธีการของพวกเจ้า นับว่าไม่ฉลาดเอาเสียเลย” เมื่ออยู่ในเรือดารา ต่งลี่ก็ถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที “ข้าได้ยินท่านป้าบอกว่าเมื่ออยู่ที่แผ่นดิน แห่งนั้นเจ้าสามารถอาศัยค่ายกลลี้ลับมาสังหารพวกเคอจินเผิงจากสำนัก ภูเขาพันกระบี่ให้ตายได้ แล้วก็สั่งความไม่ให้คนของเขาสุขาวดี สำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์แพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป”
“นี่หมายความว่าต่อให้เจ้าได้สิทธิ์ครอบครองแผ่นดินแห่งนั้น แต่ก็ไม่ อยากมีข้อพิพาทกับสำนักภูเขาพันกระบี่เร็วนัก”
“การตัดสินใจของเจ้าในตอนนั้นนับว่าถูกแล้ว ทว่าเหตุใดครั้งนี้ถึงได้ คิดไม่ตก?”
“สำนักในจุดลึกของทางช้างเผือกที่มีแดนเอตทัคคะนั่งบัญชาการณ์ ไม่ใช่ธรรมดา สำนักแบบนี้บางทีอาจมีความสัมพันธ์กับสำนักที่แข็งแกร่ง เฉกเช่นพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว จึงอาจจะไม่เกรงในตัวตนของเจ้า เสมอไป”
“แถมเจ้าสังหารแดนว่างเปล่าของสำนักภูเขาพันกระบี่ไปตั้งห้าคน อันที่จริงเจ้าควรจะหลบเลี่ยงการมีปัญหากับสำนักภูเขาพันกระบี่ให้ได้ มากที่สุด”
“ดังนั้น ข้ารู้สึกว่า…”
ไม่รอให้นางพูดจบ เนี่ยเทียนก็เอ่ยตัดบท “สถานการณ์ต่างกันการ ตัดสินใจย่อมต่างกัน หากท่านเจินไม่ตาย ข้าย่อมหลีกเลี่ยงการมีปัญหา กับสำนักภูเขาพันกระบี่ แต่ตอนนี้นางตายไปแล้ว”
“แต่อีกฝ่ายมีผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะเชียวนะ” ต่งลี่เป็นกังวล
“ผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะอาจจะไม่ได้อยู่ที่สำนักภูเขาพันกระบี่ ตลอดทั้งปี ต่อให้อยู่ก็อาจอยู่ในสภาวะปิดด่านเป็นเวลานาน หากไม่ถึง ช่วงเวลาความเป็นความตายของสำนักจริงๆ พวกเขาไม่มีทางบุ่มบ่ามลง มือ” เนี่ยเทียนหรี่ตา “ในสายตาของสำนักภูเขาพันกระบี่ การตายของ ท่านเจินน่าจะเป็นแค่เรื่องเล็กเรื่องหนึ่งเท่านั้น ไม่มีทางดึงดูดความสนใจ จากผู้แข็งแกร่งแดนเอตทัคคะได้แน่นอน”
“ไม่มีแดนเอตทัคคะก็มีแดนว่างเปล่านี่นา” ต่งลี่ยังพูดอย่างเป็นกังวล
“แดนว่างเปล่าของพวกเขาตายไปห้าคนแล้ว” เนี่ยเทียนสีหน้าบึ้งตึง “ข้าไม่เชื่อหรอกว่าผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าของสำนักภูเขาพันกระบี่จะมี มากจนนับไม่หมด! นอกจากนี้ข้ายังได้สำรวจปราณกระบี่เย็นเยียบที่ สังหารท่านเจินอย่างละเอียดแล้ว นั่นไม่ใช่ฝีมือของผู้แข็งแกร่งแดนว่าง เปล่า อีกฝ่ายน่าจะเป็นแค่เขตวิญญาณช่วงกลางหรือช่วงท้ายเท่านั้น”
“พวกเราแค่ไปที่นั่น หาฆาตกรตัวจริงให้เจอแล้วสังหารเขาทิ้ง ยืนยัน ให้แน่ใจว่าศิษย์พี่หญิงเผยเป็นหรือตาย หากนางยังมีชีวิตอยู่ ข้าจะพานาง กลับมา ก็แค่นั้น”
เห็นว่าเขาตัดสินใจดีแล้ว ต่งลี่รู้ว่าตัวเองมิอาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้จึง กล่าวว่า “ให้ข้าไปกับเจ้าด้วยดีไหม?”
“ไม่ เจ้าไปที่แผ่นดินแห่งนั้นแล้วตั้งใจฝึกตนให้ดี” เนี่ยเทียนปฏิเสธ
แม้ปากเขาจะพูดว่าไม่น่าจะเป็นอะไร แต่ในใจกลับรู้ดีว่าก่อนหน้าที่ ยังไม่เข้าไปในรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้น และยังไม่ไปถึงถิ่นของสำนักภูเขา พันกระบี่ ทุกเรื่องล้วนมิอาจคาดเดาได้
หากรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นเชื่อมโยงไปยังที่ตั้งของสำนักภูเขาพัน กระบี่ล่ะ?
พวกเขาเดินเข้าไปในนั้น ก็อาจต้องเผชิญหน้ากับผู้แข็งแกร่งจำนวน มากของสำนักภูเขาพันกระบี่ก็เป็นได้
ดังนั้นเขาจึงไม่อยากให้ต่งลี่ไปเสี่ยงอันตราย
รอจนเรือดาราบินมาถึงหน้าพระราชวังในพื้นที่ต้องห้ามแห่งชีวิต เขา ก็มองเห็นอินย่าหนันจากสำนักคุมสัตว์ ดูเหมือนว่าเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่วัน อินย่าหนันจะเดินทางไปทั่วอาณาจักรเลี่ยคงและกลับมารอเขานานแล้ว
เรือดาราจอดลง ต่งลี่เดินเอื่อยๆ ลงมา ดวงตาคู่งามของนางมอง ประเมินอินย่าหนันด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร
อินย่าหนันที่สีหน้าเคร่งเครียดก็จ้องมองต่งลี่ด้วยสายตาลึกล้ำ แล้วจู่ๆ ก็ถามว่า “เจ้าฝึกวิชาอะไร? เหตุใดในร่างของเจ้าถึงมีวิญญาณสัตว์หงส์ดำ ที่แข็งแกร่งอยู่ตัวหนึ่ง?”