ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 787 ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลต่งและสำนักคุมสัตว์
- Home
- ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี
- บทที่ 787 ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลต่งและสำนักคุมสัตว์
“ข้าฝึกวิชาอะไร แล้วเกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย?”
ต่งลี่ยิ้มหวานดุจร้อยบุปผาผลิบาน งามจนไม่มีสิ่งใดมาทัดเทียม
นับตั้งแต่รู้ว่าเนี่ยเทียนไม่ได้กลับมาคนเดียว แต่พาผู้หญิงคนหนึ่งมา ด้วย นางก็แอบจับตามองอินย่าหนันอย่างลับๆ เพราะอยากรู้ว่าอิน ย่าหนันกับเนี่ยเทียนมีความสัมพันธ์อันใดต่อกัน
ทว่าพออินย่าหนันมาถึงกลับหายตัวไปอย่างรวดเร็ว นางเองก็ไม่รู้ว่า อินย่าหนันไปที่ไหนหรือไปทำอะไร
แต่พอได้เห็นอินย่าหนัน นางก็ย่อมรู้ว่าผู้หญิงคนนี้ก็คือคนที่เนี่ยเทียน พากลับมาด้วย
นางเองก็รู้ว่าเนี่ยเทียนไม่ใช่คนเจ้าชู้เสเพลไปทั่ว แต่เป็นเพราะเนี่ย เทียนยอดเยี่ยมมากเกินไป ไม่แน่ว่าอาจมีผู้หญิงคนไหนสนใจอยากพาตัว มาแนบชิดเขาก็เป็นได้
ในสายตาของนาง อินย่าหนันก็คือผู้หญิงหน้าไม่อายประเภทนั้น
“บางทีอาจจะมีความเกี่ยวข้องจริงๆ นั่นแหละ” อินย่าหนันพูดด้วย น้ำเสียงจริงจัง
หลังจากที่นางแยกกับเนี่ยเทียนก็ไม่ได้ไปที่อาณาจักรอื่น เพียง เดินทางไปยังซากปรักหักพัง พื้นที่ที่ถูกทิ้งร้างและเมืองโพ่เมี่ยเท่านั้น
และนั่นก็พอจะทำให้นางเข้าใจสถานการณ์ของดินแดนดาวตกได้อย่าง คร่าวๆ แล้ว
แม้ว่าดินแดนดาวตกจะไม่ได้แตกต่างจากที่นางคิดไว้เท่าไหร่นัก แต่ก็ มีผู้มากพรสวรรค์มากมายเช่นกัน แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังไม่เห็นคน เหล่านั้นอยู่ในสายตา
ทว่าตอนที่ได้กลิ่นอายของวิญญาณหงส์ดำจากร่างของต่งลี่ นางก็ตก ตะลึงไม่น้อย
ต่งลี่ใช้แก่นเลือดและวิญญาณของสัตว์วิเศษมาชุบหลอมเป็นเวทลับ วิญญาณสัตว์ ซึ่งค่อนข้างจะคล้ายคลึงกับเวทลับในสำนักคุมสัตว์ของนาง
นางแอบรู้สึกว่าวิชาที่ต่งลี่ใช้ฝึกตนน่าจะเกี่ยวข้องกับสำนักคุมสัตว์ ของพวกนาง
“อ้อ มีความเกี่ยวข้องกันอย่างไรล่ะ?” ต่งลี่กล่าว
“ข้ามาจากสำนักคุมสัตว์แห่งดินแดนปราการดวงดาว สำนักของพวก เราขึ้นชื่อด้านการควบคุมสัตว์ในดินแดนปราการดวงดาว แต่ว่าวิชาของ สำนักคุมสัตว์เราไม่ใช่การฆ่าสัตว์วิเศษแล้วเอามันมาชุบหลอมเข้าใน ร่างกาย” อินย่าหนันอธิบาย “สำหรับพวกเราแล้ว สัตว์วิเศษคือสหาย คู่ใจ พวกเราสามารถสื่อสารกับวิญญาณสัตว์ ให้สัตว์วิเศษช่วยพวกเรา ต่อสู้”
“มีเวทลับหลายอย่างของสำนักคุมสัตว์ที่สามารถผสานรวมกับจิต วิญญาณของสัตว์วิเศษและยืมพลังของสัตว์วิเศษมาใช้ฝึกตนได้”
“สัตว์วิเศษที่ถูกสำนักคุมสัตว์ของพวกเราควบคุมยังสามารถทำการ แปรสภาพทางสายเลือดเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเองได้อย่าง ต่อเนื่อง”
“วิชาที่เจ้าฝึกคือการสังหารสัตว์วิเศษให้ตายแล้วผนึกจิตวิญญาณของ พวกมันไว้ในร่างเพื่อให้ช่วยเจ้าเวลาที่ต่อสู้ อันที่จริงนี่ก็เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยม มาก เพียงแต่ว่าสัตว์วิเศษที่ถูกเจ้าปิดผนึกไม่มีร่างกายที่แท้จริง เกรงว่าคง ไม่สามารถแปรสภาพทางสายเลือดได้ เมื่อตายไปแล้วก็ได้แต่สำแดงพลัง ก่อนตายออกมาเท่านั้น”
ต่งลี่อึ้งตะลึงไปครู่ “เจ้ารู้ได้อย่างไร?”
วิชาวิญญาณสัตว์ของตระกูลต่งเป็นอย่างที่อีกฝุายพูดจริง นั่นคือใช้ แก่นเลือดและจิตวิญญาณของสัตว์วิเศษมาชุบหลอมเป็นวิญญาณสัตว์ แล้วปิดผนึกไว้ในร่างกาย
หลังจากที่สัตว์วิเศษถูกชุบหลอมเป็นวิญญาณสัตว์ พลังอำนาจของ พวกมันจะถูกลดทอนลงไปเยอะมาก ต่อให้ภายหลังจะพยายามอีกแค่ ไหนก็ได้แต่ฟื้นคืนพลังการต่อสู้ส่วนใหญ่ของตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น
วิญญาณสัตว์แบบนี้จะสูญเสียเรือนกายที่มีเลือดเนื้อไป ซึ่งไม่มีความ เป็นไปได้ที่จะแปรสภาพทางสายเลือดอย่างแท้จริง
แต่หากวิญญาณสัตว์ตามการพัฒนาของเจ้านายไม่ทันก็จะถูกทอดทิ้ง และหาวิญญาณสัตว์ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่ามาแทนที่
“ข้าเชื่อว่าวิชาที่เจ้าฝึกตนมีความเกี่ยวข้องกับสำนักคุมสัตว์ของพวก เรา” อินย่าหนันใคร่ครวญถึงถ้อยคำที่จะนำมาใช้ “ก่อนหน้านี้ สำนักคุม
สัตว์ของเราก็มีคนที่เดินไปบนเส้นทางอื่นโดยใช้วิธีการทำนองเดียวกันนี้ นั่นคือเอาวิญญาณของสัตว์วิเศษที่แข็งแกร่งมาปิดผนึกไว้ในร่างเพื่อเพิ่ม พลังการต่อสู้ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่กลับไม่สามารถทำให้สัตว์วิเศษแข็งแกร่ง มากกว่าเดิมได้อีก”
“วิธีการฝึกตนเช่นนี้ถูกสำนักคุมสัตว์ยกเลิก ผู้ที่ฝึกด้วยวิชาเช่นนี้ก็ถูก ขับไล่ออกจากสำนัก”
“มีความเป็นไปได้มากว่าวิชาที่พวกเจ้าฝึกตนจะมาจากฝีมือของคน เหล่านั้น”
ต่งลี่สีหน้าเย็นเยียบ “เจ้าหมายความว่ายังไง?”
“ข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย” อินย่าหนันลังเลไปครู่ถึงกล่าวว่า “วิชาของ สำนักคุมสัตว์คือการเลือกเอาสัตว์วิเศษที่มีพลังแฝงไร้ขีดจำกัดมาฝึกฝน ตั้งแต่ยังเด็กและเติบโตไปพร้อมกับสัตว์วิเศษตัวนั้น สัตว์วิเศษเช่นนี้จะ แปรสภาพทางสายเลือดได้ต่อไปเรื่อยๆ และยิ่งเปลี่ยนมาเป็นแข็งแกร่ง มากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ที่ควบคุมสัตว์ก็จะแข็งแกร่งตามสัตว์วิเศษ มีพลังการ ต่อสู้ที่แกร่งกล้ากว่าเดิม”
“ในเมื่อพวกเจ้ามีความเกี่ยวข้องกับสำนักคุมสัตว์ของพวกเรา ข้าก็ รู้สึกว่าวิชาการฝึกตนของพวกเจ้าสามารถปรับเปลี่ยนได้”
ต่งลี่แค่นเสียงตอบกลับ “ไม่จำเป็น!”
เนี่ยเทียนที่ยืนอยู่ด้านข้างฟังบทสนทนาของหญิงสาวทั้งสองก็เริ่ม เข้าใจเรื่องราว
ความหมายของอินย่าหนันก็คือวิชาวิญญาณสัตว์ที่ตระกูลต่งใช้ฝึกตน มาจากผู้ฝึกลมปราณของสำนักคุมสัตว์ที่เดินบนเส้นทางอื่น
ในสายตาของอินย่าหนัน วิชาวิญญาณสัตว์ของตระกูลต่งคือหนทางที่ ผิด ไม่ถูกต้อง
นางมีใจอยากช่วยต่งลี่และตระกูลต่ง อยากให้วิชาวิญญาณสัตว์ของ ตระกูลต่งเดินไปในเส้นทางที่ถูกต้อง
“วิชาวิญญาณ สำนักคุมสัตว์ ต่งลี่ชุบหลอมวิญญาณสัตว์ไว้ในร่าง งู เหลือมเลือดน้ำแข็งของอินย่าหนันก็ผสานรวมเข้าไปในร่างของนาง เช่นกัน แต่งูเหลือมเลือดน้ำแข็งของอินย่าหนันมีเลือดมีเนื้อ ไม่ใช่แค่ วิญญาณอย่างเดียว จึงยังสามารถแปรสภาพทางสายเลือดได้ ส่วนต่งลี่ที่ ต่อให้จะผสานรวมวิญญาณของสัตว์วิเศษที่แข็งแกร่งไว้ในร่างกาย ทว่า สัตว์วิเศษนั้นไม่มีเลือดเนื้อจึงไม่มีทางที่จะเลื่อนขั้นทางสายเลือดได้อีก ตลอดกาล”
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกว่าวิชาวิญญาณสัตว์ของตระกูลต่งอาจมี พลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งกว่าสำนักคุมสัตว์ในชั่วระยะเวลาสั้นๆ แต่หาก มองจากในระยะยาว เกรงว่าคงมิอาจสู้สำนักคุมสัตว์ได้
เมื่อเทียบกับวิชาของสำนักคุมสัตว์แล้ว จะบอกว่าวิชาวิญญาณสัตว์ ของตระกูลต่งเป็นวิชาที่ผิด ก็ใช่ว่าจะเกินจริง
“เพราะข้ารู้ความสัมพันธ์ของเจ้ากับเนี่ยเทียนถึงมีใจอยากชี้นำ หาก เจ้าไม่ยินดี ก็คิดเสียว่าข้าไม่ได้พูดก็แล้วกัน” อินย่าหนันเองก็ไม่ฝืนใจอีก ฝุาย
เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่ก็กล่าวว่า “เอาอย่างนี้ ข้าจะให้คนไปเชิญ ประมุขตระกูลต่งมา เจ้าก็ลองคุยกับเขาดู”
“เนี่ยเทียน! วิชาการฝึกตนของตระกูลต่งไม่ได้มีปัญหาอะไร เจ้าจะไป สนใจนางทำไม?” ต่งลี่กล่าวอย่างไม่พอใจ
“บางทีอาจไม่มีปัญหา แต่แค่พูดคุยกับสำนักคุมสัตว์ก็ไม่น่าจะ เสียหายอะไร หากวิชาของสำนักคุมสัตว์สามารถทำให้วิชาวิญญาณสัตว์ ของตระกูลต่งเกิดทิศทางในการฝึกตนและมีแนวทางใหม่ๆ ก็อาจช่วยให้ บรรพบุรุษตระกูลต่งของเจ้าเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าได้อย่างราบรื่น” เนี่ย เทียนเอ่ยเกลี้ยกล่อม “ตระกูลต่งของพวกเจ้ายังไม่มีใครที่เลื่อนสู่แดนว่าง เปล่า แต่สำนักคุมสัตว์ของพวกเขากลับมีหลายคนที่เลื่อนสู่แดนว่างเปล่า ได้สำเร็จนานแล้ว”
ต่งลี่เงียบเสียงทันที
ในเมื่อเนี่ยเทียนยกต่งหวังหลิงมาพูด ทั้งยังบอกว่าวิชาของสำนักคุม สัตว์อาจช่วยต่งหวังหลิงและคนอื่นๆ ในตระกูลต่งได้ ต่อให้นางจะไม่ พอใจอินย่าหนันมากแค่ไหนก็ไม่คิดจะยืนกรานปฏิเสธ
“ตกลง ข้าเองก็อยากจะคุยกับประมุขตระกูลต่งเหมือนกัน” อิน ย่าหนันพยักหน้ารับ “อันที่จริงพวกคนที่ถูกสำนักคุมสัตว์ของพวกเราขับ ไล่ออกมาในปีนั้นก็คือลูกชายเจ้าสำนักคนเก่าของสำนักคุมสัตว์เรา รวม ไปถึงพวกคนที่พึ่งพาเขา แล้วก็บังเอิญที่เจ้าสำนักคนเก่ารวมถึงเจ้าสำนัก ของเรารุ่นนี้ต่างก็แซ่ต่ง”
“ก่อนที่อดีตเจ้าสำนักจะตายไปก็เสียใจกับเรื่องนี้อย่างมาก รู้สึกว่าปี นั้นเขาจัดการกับคนเหล่านั้นเข้มงวดเกินไป ตอนหลังมาคิดๆ ดูอย่าง ละเอียดก็รู้สึกว่าวิชาเช่นนั้นหาใช่จะนำมาใช้ไม่ได้เสียเลย”
“น่าเสียดายที่พอคนเหล่านั้นหายตัวไป วิชารูปแบบใหม่ที่พวกเขา สร้างขึ้นมาก็หายสาบสูญตามไปด้วย”
จบคำพูดนี้ ต่งลี่ก็มีสีหน้าตื่นตะลึง “เจ้าสำนักของสำนักคุมสัตว์ทั้ง สองรุ่นต่างก็แซ่ต่ง?”
อินย่าหนันพยักหน้ารับเบาๆ “เป็นเช่นนี้จริง”
เนี่ยเทียนเองก็แปลกใจไม่น้อย
ในเมื่อเจ้าสำนักทั้งสองรุ่นของสำนักคุมสัตว์ต่างก็แซ่ต่ง ลูกชายของ อดีตเจ้าสำนักที่ถูกขับไล่มาในปีนั้นก็ย่อมแซ่ต่งด้วย
มีความเป็นไปได้ถึงแปดเก้าส่วนว่าวิชาวิญญาณสัตว์ของตระกูลต่งจะ เป็นของคนผู้นั้น
เมื่อมองเช่นนี้ ตระกูลต่งและสำนักคุมสัตว์ก็น่าจะมีความสัมพันธ์ลึก ล้ำยิ่งกว่าที่เขาคิดเอาไว้
“ข้าจะรีบให้คนไปตามบรรพบุรุษตระกูลต่งมา!” เนี่ยเทียนกล่าว
ต่งลี่ไม่โต้แย้งอีก
ครึ่งวันต่อมา ต่งหวังหลิงก็พาพวกต่งเชียนฉีต่งปุายเจี๋ยเร่งรุดเดินทาง มาจากอาณาจักรปุายจั้น
หลังจากที่ต่งหวังหลิงพูดคุยกับอินย่าหนันก็ตัดสินใจที่จะอาศัยค่าย กลนำส่งของตระกูลเหลยเดินทางไปยังดินแดนปราการดวงดาวเพื่อพูดคุย กับเจ้าสำนักของสำนักคุมสัตว์ดูสักครั้ง
อินย่าหนันคือเมล็ดพันธ์คนสำคัญของสำนักคุมสัตว์ สำนักคุมสัตว์ ไม่ได้เป็นศัตรูกับสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ มีนางช่วยออกหน้าให้ บวกกับเห็นแก่ เนี่ยเทียน เหลยเทียนฉี่ย่อมไม่ปฏิเสธ
ตระกูลต่งสั่งความให้ต่งลี่ ต่งปุายเจี๋ยสองคนเดินทางไปทำความเข้าใจ กับความลี้ลับของฟูาดินแห่งนั้นพร้อมกับเนี่ยเทียน
ไม่นานหลังจากนั้นหอหันปิงก็ส่งตัวเสวียนเข่อและเสวียนเยว่มา ส่วน พวกฉินแยน เฉียนซิน เฉาชิวสุ่ยและกู่ฮ่าวเฟิงจากอาณาจักรปุายจั้นก็ ทยอยกันตามมาถึง
ทางฝุายสำนักหยินและสำนักหยางส่งตัวเย่ฉินและเฉินฮ่าวให้เดินทาง ไปพร้อมกับเนี่ยเทียน
ส่วนสำนักอื่นๆ ที่เป็นมิตรกับเนี่ยเทียนต่างก็ทยอยส่งตัวผู้กล้าที่ถูก พวกเขามองเป็นคนสำคัญมาที่อาณาจักรเลี่ยคง หวังจะให้พวกเขาทำ ความเข้าใจกับความลี้ลับของฟูาดินแห่งนั้นเพื่อให้ขอบเขตมีการพัฒนา
ผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณที่รู้ข่าวการตายของเจินฮุ่ยหลันเป็นกังวลว่า หลังจากรอยแยกห้วงมิติที่เชื่อมโยงกับสำนักภูเขาพันกระบี่ถูกเปิดออกจะ ทำให้ดินแดนดาวตกเผชิญหน้ากับหายนะอีกครั้ง ดังนั้นจึงอยู่ต่อเพื่อ ปูองกันภัยที่อาจเกิดขึ้น
หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จ เนี่ยเทียนก็พาผู้กล้ารุ่นเล็ก บวกกับคน ของตระกูลเนี่ย และยังมีพี่น้องอันซืออี๋อันอิ่ง หลายคนที่สนิมสนมกับเขา เดินทางผ่านค่ายกลนำส่งในพระราชวังเพื่อส่งตัวพวกเขาไปยังฟูาดินที่ มหัศจรรย์แห่งนั้น
คนพวกนั้นทยอยกันเดินออกมาจากในค่ายกลนำส่ง เนี่ยเทียนไม่ได้ รีบร้อน เพียงเอาฝุามือกดลงไปบนพิกัดของค่ายลเพื่อทดลองดูว่าจะ สามารถตั้งพิกัดห้วงมิติแห่งที่สองได้หรือไม่
พิกัดห้วงมิติแห่งที่สองคือพื้นที่ที่เขาไม่รู้ว่าเป็นที่ใด
ตอนนี้เขาเลื่อนสู่เขตสามัญช่วงกลางแล้วจึงทดลองดูอีกครั้ง อยากจะ ดูว่าพันธนาการนั้นจะคลี่คลายไปแล้วหรือไม่
น่าเสียดายที่เขายังคงไม่สามารถตั้งพิกัดห้วงมิติแห่งที่สองได้อยู่ดี
“ดูท่าคงต้องผ่านเขตสามัญ เลื่อนสู่เขตลี้ลับไปให้ได้เสียก่อนแล้วค่อย ทดลองดูใหม่” เนี่ยเทียนถอนหายใจหนึ่งครั้ง ก่อนจะเดินไปเปิดประตูหิน ของพระราชวัง ปล่อยให้พวกคนที่เดินทางมาพร้อมกันออกไปข้างนอก และอธิบายให้พวกเขาฟังถึงความมหัศจรรย์ของแผ่นดินแห่งนี้ รวมไปถึง พูดถึงอันตรายตรงพื้นที่กระแสพลังงานซึ่งสัตว์โบราณและชนต่างเผ่าทิ้ง เอาไว้
“ปราณวิญญาณฟูาดินเข้มข้นและบริสุทธิ์ยิ่งนัก!”
วินาทีที่ก้าวเดินออกไปจากประตู ทุกคนรวบรวมสมาธิรับสัมผัสก็ต้อง ร้องอุทานด้วยความตกใจ
เงาร่างหนึ่งพลันห้อทะยานมาถึง “เนี่ยเทียน! เมื่อไหร่เจ้าจะส่งข้า กลับไป?”
มู่ปี้ฉงที่สวมผ้าคลุมหน้าและกำลังรับสัมผัสกับคลื่นพลังวิญญาณจึงรู้ ว่ามีผู้ฝึกลมปราณจำนวนมากมาถึงที่แห่งนี้จึงเร่งรุดเดินทางมา
“ผู้หญิงคนนี้เป็นใครอีกล่ะ?” ต่งลี่แค่นเสียงในลำคอ
“เชลย” เนี่ยเทียนอธิบายอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันไปพูดกับมู่ปี้ฉง “ข้ายังมีธุระเร่งด่วนให้ต้องทำ ตอนนี้จึงยังไม่กลับไปยังดินแดนปราการ ดวงดาว เจ้าจงรอข้าอยู่ที่นี่”
“อินย่าหนันล่ะ?” มู่ปี้ฉงดวงตาวาววับ
เนี่ยเทียนรับสัมผัสอย่างละเอียดก็พบว่าเมื่อผ่านเคราะห์จากดอกไม้ ปีศาจนั่นไปได้ มู่ปี้ฉงก็เลื่อนสู่เขตสามัญช่วงท้ายได้สำเร็จ บนร่างจึงล้อ มวนไปด้วยปราณอันตราย
มู่ปี้ฉงย่อมต้องเคียดแค้นที่อินย่าหนันฉีกทึ้งเสื้อผ้า ดึงผ้าคลุมหน้าของ นาง จึงคิดจะแก้แค้นอินย่าหนัน
“นางกลับไปยังดินแดนปราการดวงดาวโดยเส้นทางอื่นก่อนแล้ว ส่วน เจ้ารออยู่ที่นี่อีกพักหนึ่ง ข้าย่อมส่งตัวเจ้ากลับแน่นอน” เนี่ยเทียนกล่าว
มู่ปี้ฉงเงียบไปครู่ก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร พอหมุนตัวได้ก็จากไปทันที
“ผู้หญิงคนนี้ค่อนข้างอันตราย” ต่งปุายเจี๋ยเอ่ยเบาๆ
“ไม่เป็นไร นางไม่น่าจะกล้าทำตัวเหลวไหลที่นี่” เนี่ยเทียนมองไปยัง ทุกคน “พวกเจ้ามีกันหลายคน ไม่จำเป็นต้องเกรงนาง ต่างคนต่างฝึกตน ไป”
หลังจากสั่งความอีกสองสามคำ เนี่ยเทียนก็เดินกลับเข้าไปใน พระราชวังเพียงลำพังแล้วใช้ค่ายกลนำส่งเดินทางกลับไปยัง อาณาจักรเลี่ยคง
รอจนเขาขับเรือดารามาถึงเทือกเขาฮว้านคงจึงเห็นว่าจ้าวซานหลิงที่ หายตัวไปนานเอาเจดีย์ซวีหลิงออกมา และกำลังฝืนเปิดรอยแยกห้วงมิติ นั้นให้ขยายโล่งอีกครั้ง
“เจ้ามาพอดี” จ้าวซานหลิงสีหน้านิ่งเฉย “ข้าจะเข้าไปก่อน”
กล่าวจบเขาก็บินนำทุกคนเข้าไปในรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้น
คนอื่นๆ จึงทยอยกันตามเข้าไป