ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 793 โอกาสพลิกฟื้น
เรือดาราห้อทะยานไปอย่างรวดเร็ว
จ้าวซานหลิงสีหน้าเคร่งเครียด คอยอธิบายให้เนี่ยเทียนฟังถึงความ อันตรายของท้องฟูานอกอาณาจักร และบอกกับเขาว่าการที่คนใน อาณาจักรต่างๆ สามารถแพร่พันธ์สืบทอดต่อเนื่องยาวนานได้นั้นก็เป็น เพราะอาณาจักรดวงดาวส่วนใหญ่ถูกล้อมวนไว้ด้วยกระแสปราณ วิญญาณที่ช่วยสกัดกั้นความอันตรายไว้ด้านนอก
หากผู้ฝึกลมปราณออกมานอกอาณาจักรดวงดาวและเหยียบลงบน ท้องฟูานอกอาณาจักรอย่างแท้จริงก็เหมือนปลาที่ออกมาจากน้า ทุกย่าง ก้าวเต็มไปด้วยความยากล้าบาก
มีเพียงผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าหรือชนต่างเผ่าที่สายเลือดระดับสูง เท่านั้นถึงจะต้านทานการรุกรานของสิ่งเจือปนนอกอาณาจักร และข้าม ผ่านทางช้างเผือกไปได้
หลายพันปีที่ผ่านมา ที่ผู้แข็งแกร่งมากมายของดินแดนดาวตกถูก พันธนาการอยู่ในเก้าอาณาจักรใหญ่ก็เพราะน้อยคนนักที่จะได้เลื่อนเป็น แดนว่างเปล่า
ส้านักใหญ่ต่างๆ ในดินแดนดาวตกไม่มีความสามารถในการสร้างเรือ รบทางช้างเผือก จึงได้แต่อยู่ในเก้าอาณาจักรใหญ่เท่านั้น
คิดจะไปจากดินแดนดาวตก มีเพียงวิธีเดียว นั่นคืออาศัยรอยแยกห้วง มิติในเทือกเขาฮว้านคงที่ไม่รู้ว่าเชื่อมโยงไปยังที่ไหน
ทว่าผู้คนมากมายที่เข้าไปตรวจสอบรอยแยกห้วงมิติมักจะหายตัวไป ตลอดกาล ไม่เคยได้หวนกลับมาอีก
ในเรือดารา เนี่ยเทียนรับฟังจ้าวซานหลิงอธิบาย คอยปรับทิศทางของ เรือดาราพลางใช้พลังเปลวเพลิงมาชุบหลอมสิ่งเจือปนที่เข้ามาในร่างกาย ด้วย
เปลวเพลิงเป็นกลุ่มๆ เผาไหม้อยู่นอกกายของเขา สิ่งเจือปนของนอก อาณาจักรจ้านวนมากที่แทรกซึมเข้ามาในร่างต่างก็หลอมละลายหายไป อย่างรวดเร็ว
ผ่านไปไม่นานนัก สิ่งเจือปนนอกอาณาจักรทั้งหมดก็ถูกพลังเปลว เพลิงละลายหายไปจนเกลี้ยง
จากนั้นเขาก็ใช้เวทไม้สวรรค์เกิดใหม่มารักษาอาการบาดเจ็บให้หายดี ในระยะเวลาสั้นๆ
ก้มหน้าลงมองหินดวงดาวที่ปูอยู่บนพื้นเรือ เขาก็ขมวดคิ้วกล่าวว่า “หินดวงดาวคือต้นก้าเนิดพลังงานของเรือดารา เรือดาราจะบินได้นานแค่ ไหนต้องอาศัยจ้านวนของหินดวงดาวทั้งหมด แต่หินดวงดาวในมือของข้า มีจ้ากัด ไปได้ไม่ไกลเท่าไหร่ก็คงเผาผลาญหมดสิ้น”
“นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้จริงๆ” จ้าวซานหลิงถอนหายใจเบาๆ “ข้า เองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าพวกคนของส้านักภูเขาพันกระบี่จะอ้ามหิตได้ ถึงเพียงนี้ พวกเราถูกพวกเขาหลอกใช้เป็นแพะรับบาป ทั้งหุ่นเชิดเลือด ของเจ้าและเขตแห่งความตายของข้าก็ดันมีความสัมพันธ์กับเผ่าโครง กระดูกจริงๆ เสียด้วย”
“ตอนนี้พวกเราอธิบายอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้นจริงๆ คนของส้านักทอง ไพศาลไม่มีทางเชื่อถือค้าพูดของพวกเราแน่นอน”
“อู้!”
เจดีย์ซวีหลิงบินออกจากกลางหว่างคิ้วของเขาอีกครั้ง
ลวดลายห้วงมิติจ้านวนมากเคลื่อนไหวอยู่ตรงพื้นผิวภายนอกของ เจดีย์ซวีหลิง จ้าวซานหลิงร่ายอาคมและคอยถ่ายทอดกระแสจิตวิญญาณ เข้าไปในเจดีย์เก้าชั้นหลังนั้น
เนี่ยเทียนพอจะสัมผัสได้ว่าจิตวิญญาณของจ้าวซานหลิงลอดผ่าน เจดีย์ซวีหลิง ทะลวงพันธนาการห้วงมิติหนาหนักไปยังฟูาดินแห่งอื่น
และเพียงแค่ไม่กี่วินาที จ้าวซานหลิงก็เก็บเอาเจดีย์ซวีหลิงกลับคืนมา อีกครั้ง
“ซุ้มประตูโค้งกระดูกขาวในพื้นที่ฝังกระดูกหายไปแล้ว” สีหน้าของ จ้าวซานหลิงยิ่งย่้าแย่เข้าไปใหญ่ “หลังจากที่พวกเราจากมา คนของส้านัก ทองไพศาลและเรือรบทางช้างเผือกอีกล้าหนึ่งได้ท้าลายซุ้มประตูโค้ง กระดูกขาวนั่นทิ้ง เมื่อไม่มีซุ้มประตูโค้งกระดูกขาวระบุต้าแหน่ง ต่อให้ข้า มีเจดีย์ซวีหลิงก็ไม่สามารถพาพวกเจ้ากลับไปยังต้าแหน่งที่จากมาได้อีก”
จบค้าพูดของเขา พวกหัวมู่ที่ฝึกตนอยู่เงียบๆ ก็พากันตกตะลึง
“พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าพวกเราไม่มีแม้แต่หนทางให้เดินทางกลับ ดินแดนดาวตกแล้วอย่างนั้นรึ?” ฉีป๋ายลู่ถามเสียงขื่น
“แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ความจริงเป็นเช่นนี้” จ้าวซานหลิงเองก็ พูดอย่างจนใจ
“พวกเราหาพื้นที่ฝังกระดูกนั้นไม่เจอ แต่ที่นั่น คนของส้านักภูเขาพัน กระบี่ต้องเข้าไปได้แน่นอน” หัวมู่สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง “ในเมื่อ ศพของฮุ่ยหลันถูกคนของส้านักภูเขาพันกระบี่ส่งกลับไป ส้านักภูเขาพัน กระบี่ก็ต้องรู้ต้าแหน่งของรอยแยกห้วงมิติที่ถูกอ้าพรางไว้เส้นนั้น จู่ๆ ข้าก็ นึกได้ถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง…”
ทุกคนตัวสั่นทั้งที่ไม่หนาว
ความเป็นไปได้ที่หัวมู่พูดถึง พวกเขาแค่ครุ่นคิดเล็กน้อยก็นึกออก
“ส้านักภูเขาพันกระบี่จะลอดผ่านรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นเข้าไปยัง อาณาจักรเลี่ยคง?” เนี่ยเทียนอุทานตกใจ
หัวมู่พยักหน้ารับหนักๆ “แถมพวกเขายังมีข้ออ้างที่สมบูรณ์แบบโดย การบอกว่าพวกเราคบคิดกับเผ่าโครงกระดูก ส่งศพของเผ่าเดียวกัน จ้านวนมากไปให้เผ่าโครงกระดูก รอจนพวกเขายกทัพไปถึงดินแดนดาว ตกก็ย่อมต้องท้าให้ส้านักทองไพศาลเชื่อได้แน่นอน และส้านักทองไพศาล จะไม่เพียงไม่เอาผิดพวกเขา กลับยังลงมือช่วยพวกเขาด้วยซ้า”
“แย่แล้ว” สิ่งหวนเยว่หน้าเปลี่ยนสี
ส้านักภูเขาพันกระบี่มีแดนเอตทัคคะนั่งบัญชาการณ์ แดนว่างเปล่าก็ น่าจะมีไม่น้อย หากพวกเขายกทัพเข้าไปรุกรานจริงๆ ด้วยก้าลังของ ดินแดนดาวตก เกรงว่าคงไร้เรี่ยวแรงให้ต่อต้านได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ ตลอดทั้งดินแดนดาวตกก็จะตกอยู่ในก้ามือของส้านัก ภูเขาพันกระบี่ กลายมาเป็นอาณาจักรในสังกัดของส้านักภูเขาพันกระบี่
พอคิดถึงความเป็นไปได้ข้อนี้ ทุกคนก็พากันเงียบงัน สีหน้า เคร่งเครียดไม่ต่างกัน
“อย่าเพิ่งคิดอะไรมากเลย” จ้าวซานหลิงเยือกเย็นมากที่สุด ดู เหมือนว่าความเป็นความตายของดินแดนดาวตกจะไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อเขาแม้แต่น้อย “ในเมื่อพวกเราออกมาแล้ว อีกทั้งคนของส้านักทอง ไพศาลและส้านักภูเขาพันกระบี่ต่างก็เคยไปยังพื้นที่ปิดผนึกแห่งนั้น นี่ หมายความว่าพวกเรายังมีวิธีอื่นให้กลับไป”
ดวงตาเนี่ยเทียนเป็นประกายน้อยๆ
สิ่งเปุยเฉินเรียกตัวพวกเคอจินเผิงให้เข้าไปยังพื้นที่ปิดผนึกแห่งนั้น นี่ หมายความว่าพื้นที่แห่งนั้นต้องมีค่ายกลลับบางอย่างที่เชื่อมโยงกับ ดินแดนพงฟูาอยู่แน่นอน
หากพวกเขาไปถึงพื้นที่ที่ถูกปิดผนึก หรือหากเจอดินแดนปราการ ดวงดาว เนี่ยเทียนก็มีวิธีที่จะพาพวกเขากลับไปยังดินแดนดาวตก
เรือดาราบินทะยานไปเรื่อยๆ
ระหว่างทางเขาเห็นศพของเผ่าโครงกระดูกที่ระเบิดกระจายลอยอยู่ นิ่งๆ เป็นจ้านวนมาก
เห็นได้ชัดว่าเผ่าโครงกระดูกผ่านการต่อสู้นองเลือดกับส้านักทอง ไพศาลในพื้นที่นอกอาณาจักรมาก่อน
เผ่าโครงกระดูกเป็นฝุายที่พ่ายแพ้ เรือรบกระดูกขาวที่พวกมัน โดยสารมาถูกโจมตีอย่างหนักจึงร่วงลงไปในดาวที่มอดดับแห่งหนึ่ง พวก มันจึงรีบกลับไปที่พื้นที่ฝังกระดูกเพื่อหมายฟื้นพลัง หรือไม่ก็ติดต่อคนใน ตระกูลที่แข็งแกร่งให้มาช่วยเหลือ
และขณะที่เรือดาราค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ดวงดาวมอดดับซึ่งเป็น เปูาหมาย จู่ๆ กลับมีเรือรบทางช้างเผือกล้าหนึ่งพุ่งออกมาจากดาวดวง นั้น
เรือรบทางช้างเผือกล้านั้นมีขนาดเล็กกว่าเรือโบราณทองค้าของส้านัก ทองไพศาลอย่างเห็นได้ชัด
พื้นผิวของเรือรบทางช้างเผือกล้านั้นเต็มไปด้วยอักขระแน่นขนัด อักขระส่วนใหญ่เหมือนถูกเผาไหม้ท้าให้เรือรบทางช้างเผือกล้านั้นทะยาน อย่างรวดเร็วถึงขีดสุด
จ้าวซานหลิงหน้าเปลี่ยนสีน้อยๆ “เรือรบทางช้างเผือกอีกล้าหนึ่ง แล้ว!”
เขาหรี่ตาลง เพ่งสมาธิมองไป ทั้งยังปลดปล่อยกระแสจิตวิญญาณ จ้านวนมากไปรับสัมผัส ก่อนที่ดวงตาจะพลันเป็นประกาย “มีแค่สองคน แถมยังไม่มีผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณด้วย!”
เขาพลันฮึกเหิม “เนี่ยเทียน! รีบเข้าไปใกล้เรือรบทางช้างเผือกล้านั้น พวกเราจับตัวพวกเขามาก่อนค่อยว่ากัน!”
เนี่ยเทียนรีบโคจรค่ายกลอย่างไม่เสียดายหินดวงดาว เพิ่มความเร็ว ให้กับเรือดาราทันที
“ฟิ้ว!”
เรือดาราเหมือนดาวตกเส้นหนึ่งที่ปลดปล่อยแสงดาวเจิดจ้าซึ่งพุ่งเข้า หาเรือรบทางช้างเผือกขนาดเล็กล้านั้นอย่างรวดเร็ว
รอจนเรือดาราอยู่ห่างจากเรือรบทางช้างเผือกล้านั้นอีกแค่ไม่กี่พัน เมตร ในเรือรบทางช้างเผือกก็มีชายหนุ่มรูปร่างอ้วนท้วนซึ่งบนร่างแผ่ ปราณแห่งความเผด็จการคนหนึ่งเดินออกมา
หลี่เหย่ก็อ้วนมากพออยู่แล้ว แต่เมื่อเทียบกับชายคนนี้ หลี่เหย่กลับตัว เล็กไปเลย
“ตึง!”
อักขระห้าสีหกแสงบินออกมาจากเรือรบทางช้างเผือก แล้วก่อตัวขึ้น เป็นผนังชั้นหนึ่งที่สกัดกั้นสิ่งเจือปนนอกอาณาจักร
เขายืนเอามือไพล่หลังอยู่บนเรือรบทางช้างเผือก ทอดสายตามา มองเห็นเรือดาราไกลๆ ด้วยสีหน้าแปลกประหลาดเล็กน้อย
“ท้าลายมันซะ!”
จ้าวซานหลิงเรียกเอาเจดีย์ซวีหลิงออกมา ก่อนที่มีดแสงห้วงมิติจะ รวมตัวกันอยู่ในความว่างเปล่าแล้วกลายมาเป็นมีดแสงห้วงมิติขนาดใหญ่ ยักษ์ราวมหาสมุทรแสงเล่มหนึ่ง
มีดแสงห้วงมิติฟาดฟันลงไปบนอักขระเหนือเรือรบทางช้างเผือกอย่าง แรง
อักขระจ้านวนนับไม่ถ้วนบินหมุนคว้างคล้ายผีเสื้อ ก่อนจะแผ่สนาม ค่ายกลลึกลับที่คล้ายสามารถสื่อสารกับฟูาดินให้ไหลบ่าออกมา
อักขระเหล่านั้นเหมือนฝูงตั๊กแตนที่กระโจนเข้าใส่ใบมีดของมีดแสง ห้วงมิติที่ฟันลงไป ทั้งยังกัดท้าลายมีดแสงที่แหลมคมอย่างถึงที่สุดให้ ละลายหายไปทีละน้อย
รอจนเรือดารามาถึงอย่างแท้จริง การโจมตีด้วยเจดีย์ซวีหลิงของจ้าว ซานหลิงก็หายวับไปไม่เหลือรอย
จ้าวซานหลิงตกตะลึงตัวสั่น ตวาดกร้าว “การปูองกันของเรือรบทาง ช้างเผือกล้านั้นร้ายกาจยิ่งนัก!”
เมื่อเห็นว่าแม้แต่การโจมตีของจ้าวซานหลิงก็ยังไม่สามารถท้าลายการ ปูองกันของอักขระหลากสีได้ เนี่ยเทียนที่เตรียมจะกระตุ้นใช้แสงดาว โจมตีก็พลันหยุดชะงัก
หินดวงดาวของพวกเขาเหลืออีกไม่มากแล้ว อีกอย่างเขายังแอบรู้สึก ว่าต่อให้ใช้พลังการโจมตีทั้งหมดของเรือดาราก็อาจจะเทียบเคียงพลังของ มีดห้วงมิติที่จ้าวซานหลิงสร้างขึ้นมาไม่ได้
“พวกเจ้าก็คือคนของดินแดนดาวตกที่ส้านักทองไพศาลตามหาน่ะ รึ?”
ชายหนุ่มที่แผ่ปราณดุร้าย เรือนกายเหมือนภูเขาเนื้อลูกมหึมายืน ตระหง่านอยู่ใต้อักขระหลากสีจ้านวนนับไม่ถ้วน แล้วจู่ๆ เขาก็พลันแย้ม ยิ้ม “เจอกันครั้งแรก เหตุใดต้องรบราฆ่าฟันกันด้วยเล่า? หากพวกเจ้า อยากเข้ามาก็แค่เก็บอาวุธประเภทบินก็เข้ามาได้แล้ว”
ทุกคนอึ้งงัน
“ทุกท่านมาจากอาณาจักรใดในดินแดนดาวตก?” ชายหนุ่มผู้นั้น หัวเราะร่า ก้าลังจะพูดต่อ แต่พลันสังเกตเห็นฉีป๋ายลู่เข้าเสียก่อน จึงพูด ด้วยน้าเสียงแปลกใจ “เอ๋ ท่านคือ…ผู้อาวุโสฉีป๋ายลู่ส้านักอาวุธจาก อาณาจักรต้าฮวางใช่หรือไม่?”
“เจ้า เจ้ารู้จักข้าได้อย่างไร?” ฉีป๋ายลู่งงงัน
“เมื่อหลายปีก่อนข้าเคยมีโอกาสได้ไปเยือนอาณาจักรต้าฮวาง และได้ เข้าร่วมงานหลอมอาวุธที่ส้านักอาวุธจัดขึ้น จึงเคยได้เห็นท่านผู้อาวุโส ไกลๆ ครั้งหนึ่ง” ชายหนุ่มเก็บรอยยิ้มกลับคืน แล้วจู่ๆ ก็ถามว่า “ในเมื่อ ทุกท่านมาจากดินแดนดาวตก ไม่ทราบว่าพอจะรู้สถานการณ์ล่าสุดของอู จี้แห่งอาณาจักรหลีเทียนหรือไม่?”
“อูจี้!” หัวมู่ตัวสั่นเยือก
นาทีถัดมา สายตาของพวกจ้าวซานหลิง ฉีป๋ายลู่ต่างก็พากันหันมา มองเนี่ยเทียนอย่างพร้อมเพรียงกัน
“อูจี้คืออาจารย์ของข้า” เนี่ยเทียนกล่าวเสียงหนัก
ชายหนุ่มที่ตัวใหญ่โตดุจขุนเขาพลันตัวสั่นเทิ้ม ดวงตาพยัคฆ์ของเขา แดงก่้า ก่อนจะกวักมือเรียก “ศิษย์น้อง เข้ามาในนี้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน เถอะ”