ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 796 สำนักอักขระเทพ!
“คุณชาย จะปล่อยให้สำนักอักขระเทพไปตรวจสอบพื้นที่ฝังกระดูก จริงๆ น่ะหรือขอรับ?”
เกาหันเต็มไปด้วยความกังวลใจ “ท่านเตรียมการมานานก็เพื่อเดินไป ทางยังดินแดนดาวตกแล้วยึดครองดินแดนแห่งนั้นให้ตกเป็นของสำนัก ภูเขาพันกระบี่ จู่ๆ สำนักอักขระเทพมายื่นมือเข้าแทรก ทำให้แผนการ ของท่านวุ่นวาย แบบนี้จะทำอย่างไรกันดี?”
สิ่งป่ายที่อยู่ในเรือนั่งลงอย่างเหนื่อยล้า “ในเมื่อดินแดนดาวตก เปิดเผยต่อหน้าสำนักอักขระเทพและสำนักทองไพศาลแล้ว หากสำนัก ภูเขาพันกระบี่คิดจะฮุบเอาไว้คนเดียว เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้เท่าไหร่นัก”
“ยังดี ยังดีที่พวกเขาไม่รู้เรื่องที่พวกเราแอบไปมาหาสู่กับเผ่าโครง กระดูกอย่างลับๆ”
“ขอแค่เรื่องนี้ไม่ถูกเปิดโปง เรื่องอื่นก็ไม่มีปัญหา ดินแดนดาวตกถูก กำหนดมาแล้วว่าต้องตกเป็นของดินแดนพงฟ้า ถึงเวลาพวกเราก็เตรียม ตัวกันให้พร้อม หวังว่าตอนที่แบ่งดินแดนกัน เราจะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบ”
เกาหันถอนหายใจเบาๆ “หากตลอดทั้งดินแดนดาวตกถูกพวกเรายึด ครองมาได้ ตำแหน่งของคุณชายในสำนักก็จะไม่มีทางสั่นคลอน”
“จะให้ทุกเรื่องเป็นดังใจปรารถนาได้อย่างไร?” สิ่งป่ายเองก็จนใจไม่ น้อย
ปลงอนิจจังอยู่พักหนึ่งเขาก็ปล่อยเกาหันไว้ ก่อนจะเข้าไปยังห้องลับที่ มีเผยฉีฉีอยู่
เขาเหม่อมองเผยฉีฉีพลางพึมพำเบาๆ “ยังดีที่ยังมีเจ้าอยู่ เมื่อได้เจ้า มาครอบครอง ต่อให้เสียผลประโยชน์ในดินแดนดาวตกไปบ้าง ข้าก็พอจะ รับได้”
……
“ฉีฉียังมีชีวิตอยู่!”
บนเรืออีกลำหนึ่ง เจดีย์ซวีหลิงพลันบินออกมาจากกลางหว่างคิ้วของ จ้าวซานหลิง
ต้วนสือหู่และจิ่งโหรวที่กำลังเดินลงบันไดมาจึงได้ยินเสียงอุทานเบาๆ ของเขาพอดี
หัวมู่และฉีป๋ายลู่พลันตื่นเต้น
“เจ้าแน่ใจรึ?” หัวมู่ตวาด
ก่อนหน้านี้ไม่นาน จิ่งโหรวจากสำนักอักขระเทพเพิ่งบอกพวกเขาว่า สำนักภูเขาพันกระบี่สังหารคนจากดินแดนดาวตกไปสองคน
ในใจพวกเขาเศร้าอาดูร ยังนึกว่าเผยฉีฉีก็ถูกสำนักภูเขาพันกระบี่ลง มือสังหารอย่างโหดเหี้ยมเช่นเดียวกับเจินฮุ่ยหลัน
ทว่าจู่ๆ ได้รู้จากปากของจ้าวซานหลิงว่าเผยฉีฉียังมีชีวิตอยู่ พวกเขาก็ พลันฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง
“น่าจะเป็นนาง” เจดีย์ซวีหลิงลดระดับจากหว่างคิ้วของจ้าวซานหลิง มายังใต้หนังตาของเขา “อาวุธห้วงมิติของข้าชิ้นนี้ลึกลับเกินคาดเดา ก่อน หน้านี้พอจะสัมผัสได้ถึงคลื่นเคลื่อนไหวทางมิติที่ผิดปกติ หากไม่ผิดจากที่ คาดเดาไว้ล่ะก็ ความเคลื่อนไหวนั้นน่าจะเกิดจากเผยฉีฉี เพียงแต่ว่าคลื่น ห้วงมิติที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความคิดเสี้ยวหนึ่งที่ผลุบๆ โผล่ๆ ของนาง เท่านั้น ไม่ได้มีพลังห้วงมิติอยู่ด้วย”
“ข้ามั่นใจว่านางถูกกักตัวเอาไว้ มหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนถูก ผนึก”
“แต่ว่าความรู้ที่นางมีต่อพลังห้วงมิตินั้นมีความพิเศษเฉพาะตัว ลำพัง เพียงแค่ความคิดเสี้ยวเดียวก็ทำให้ห้วงมิติเกิดคลื่นเปลี่ยนแปลงได้”
ต้วนสือหู่ถามอย่างแปลกใจ “ฉีฉีที่พวกเจ้าพูดถึงคืออีกคนหนึ่งที่มา จากดินแดนดาวตกอย่างนั้นรึ?”
หัวมู่พยักหน้ารับเบาๆ
จิ่งโหรวคิดอยู่ครู่หนึ่งก็แสดงท่าทีออกมา “บางทีนางอาจยังมีชีวิตอยู่ จริงๆ ข่าวที่สำนักอักขระเทพของพวกเราได้มา ล้วนมาจากลูกศิษย์รอบ นอกของสำนักภูเขาพันกระบี่ พวกเขาไม่ใช่คนรู้ใจของสิ่งป่าย”
เนี่ยเทียนถลันลุกพรวดขึ้นยืน “ศิษย์พี่ ด้วยพลังของพวกเรามาก พอจะทำลายเรือรบทางช้างเผือกลำนั้นของสำนักภูเขาพันกระบี่ได้ หรือไม่?”
“เรื่องนี้…” ต้วนสือหู่ลูบศีรษะครุ่นคิด “ข้าเองก็ไม่ค่อยแน่ใจนักว่า ด้านในเรือรบทางช้างเผือกของสิ่งป่ายมีผู้แข็งแกร่งอยู่มากน้อยแค่ไหน”
“อย่าเพิ่งวู่วาม” จิ่งโหรวส่ายหน้า
หยุดไปครู่หนึ่ง นางก็พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ด้วยกำลังของสำนัก อักขระเทพเราย่อมไม่กลัวสำนักภูเขาพันกระบี่อยู่แล้ว แต่ต่อให้เป็นพวก เรา หากไม่มีข้ออ้างที่สมเหตุสมผลก็ไม่สามารถลงมือกับสิ่งป่ายได้ ข้า และสือหู่ต่างเป็นตัวแทนของสำนักอักขระเทพ หากพวกเราลงมือกับสิ่ง ป่ายย่อมชักนำให้ดินแดนพงฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่”
“เมื่อถึงเวลานั้นสำนักอักขระเทพก็อาจจะเปิดศึกนองเลือดไม่ตายไม่ ยอมเลิกรากับสำนักภูเขาพันกระบี่ แล้วก็มีความเป็นไปได้ว่าสำนักทอง ไพศาลจะทำตัววุ่นวาย ยื่นมือเข้าแทรกโดยการยืนอยู่ข้างสำนักภูเขาพัน กระบี่”
ต้วนสือหู่พยักหน้ารับ “สำนักภูเขาพันกระบี่แห่งเดียวไม่น่ากลัว แต่ หากบวกสำนักทองไพศาลเข้าไปด้วย…” ขนาดเขายังรู้สึกว่ารับมือได้ยาก
“เนี่ยเทียน เจ้าอย่าใจร้อน เรื่องนี้จำเป็นต้องค่อยๆ ดำเนินการไปที ละขั้นตอน” จิ่งโหรวยิ้มบางๆ พูดเกลี้ยกล่อม “ในเมื่อเผยฉีฉีผู้นั้นยังมี ชีวิตอยู่ก็หมายความว่าในช่วงเวลาสั้นๆ นี้สิ่งป่ายย่อมไม่คิดจะเอาชีวิต ของนาง สิ่งป่ายเก็บนางไว้ต้องเป็นเพราะมีจุดประสงค์อย่างอื่นแน่นอน หาไม่คงสังหารนางทิ้งไปนานแล้ว”
“เจ้าให้เวลาข้าสักหน่อย ข้าจะไปตรวจสอบสถานการณ์ให้รู้แน่ชัด เสียก่อน”
“ขอแค่แน่ใจว่าผู้ที่สมคบคิดกับเผ่าโครงกระดูกไม่ใช่พวกเจ้า แต่เป็น สิ่งป่ายจากสำนักภูเขาพันกระบี่ พวกเราก็มีสิทธิ์เป็นฝ่ายเปิดฉากต่อสู้”
“เมื่อแน่ใจในข้อนี้ ต่อให้เป็นสำนักทองไพศาลก็ต้องมาอยู่ฝ่าย เดียวกับพวกเรา เจ้าสิ่งป่ายนั่นต้องตายอย่างไร้ที่ฝังศพ!”
หัวมู่เองก็กล่าวว่า “ทำแบบนี้ถึงจะมั่นคงอย่างแท้จริง”
ต้วนสือหู่เดินมากดไหล่เนี่ยเทียนให้นั่งลงแล้วพูดรับรอง “ศิษย์น้อง เจ้าวางใจได้เลย ขอแค่พวกเราตรวจสอบจนรู้แน่ชัดว่าสิ่งป่ายผู้นั้นสมคบ คิดกับเผ่าโครงกระดูก ข้ารับรองว่าเจ้าสิ่งป่ายต้องถูกลบชื่อออกจาก ดินแดนพงฟ้าแน่นอน!”
ผู้ที่มีเรือนกายแข็งแกร่งเช่นเนี่ยเทียน เมื่อถูกมือใหญ่ของเขากดลงมา ก็ยังรู้สึกเหมือนมีภูเขาลูกใหญ่ทับลงบนไหล่
“ก็ได้” เนี่ยเทียนก็ไม่แข็งขืน ยอมนั่งลงตามที่เขาต้องการ “แล้ว ตอนนี้…พวกเราควรจะไปที่ไหน?”
“กลับไปยังถิ่นของข้าก่อน พวกเราต้องวางแผนรับมือในระยะยาว เจ้าเองก็ช่วยเล่าให้ข้าฟังหน่อยเถอะว่าช่วงที่ผ่านมาท่านอาจารย์เป็น อย่างไรบ้าง รวมไปถึงเรื่องที่ว่าเจ้าสิ่งป่ายเฉินตายอย่างไรด้วย” ต้วนสือหู่ ยิ้มเห็นฟันขาว
“พวกเจ้าคุยกันไปก่อน ข้าจะไปเตรียมอาหารมาเพิ่มให้” จิ่งโหรวยิ้ม อ่อนหวาน
ขณะที่เรือรบทางช้างเผือกลำนี้ทะยานไปท่ามกลางเส้นทางแห่ง ดวงดาว เนี่ยเทียนเองก็ได้จับเข่าพูดคุยกับต้วนสือหู่
เขาจึงได้รู้ว่าต้วนสือหู่คือศิษย์คนแรกของอูจี้ ซึ่งก็คือศิษย์พี่ใหญ่ของ เขา
ต้วนซืออู่มาจากเมืองจิงเหลยซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเฮยอวิ๋นนัก ทั้งยัง ไม่มีธาตุการฝึกตนที่แน่นอน ตอนเด็กๆ ไม่ได้รับความสำคัญจากผู้ใด สิ่งที่ เขาใช้ฝึกตนคือปราณวิญญาณฟ้าดินที่บริสุทธิ์อย่างเดียวเท่านั้น
เขาเคยไปกราบไหว้อาจารย์ที่หอหลิงเป่า หุบเขาเทา แต่เนื่องจากไม่ มีธาตุที่แน่ชัดจึงถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าสำนัก
ทว่าเขากลับมีความรู้สึกที่เฉียบไวต่อพลังวิญญาณมาตั้งแต่เด็ก ชื่น ชอบการสร้างค่ายกลมากเป็นพิเศษ ตอนที่เขาเข้าร่วมการประลองรับลูก ศิษย์ของสำนักหลิงอวิ๋นจึงได้ถูกอูจี้หมายตาและรับเข้าเป็นศิษย์
อูจี้ตั้งใจอบรมสั่งสอนเขาเป็นอย่างดี ทั้งยังสรรหาตำรามากมาย เกี่ยวกับค่ายกลมามอบให้เขา ทำให้เขาบรรลุถึงความลี้ลับของมัน
เขาได้แสดงพรสวรรค์อันน่าตะลึงในด้านภาพค่ายกลหลากหลาย ประเภท เขาที่ไม่มีธาตุฝึกตนแน่นอนกลับเลื่อนขอบเขตได้อย่างว่องไว และเคยมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วอาณาจักรหลีเทียนอยู่ช่วงหนึ่ง
เมื่อเขาเดินออกมาจากอาณาจักรหลีเทียนก็ได้ไปที่อาณาจักรเลี่ยคง หมายจะตามหาร่องรอยของซวีเฉิงและใช้ค่ายกลโบราณที่ซวีเฉิงทิ้งไว้มา ทำให้ขอบเขตของตัวเองฝ่าทะลุ
เขาอยู่ในอาณาจักรเลี่ยคงหลายปี เคยเป็นนักล่าอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง มี ครั้งหนึ่งได้เข้าไปล่าเหยื่อในจุดลึกของเทือกเขาฮว้านคงแล้วจับผลัดจับ
ผลูได้เจอรอยแยกห้วงมิติเส้นหนึ่งพอดี แล้วจู่ๆ ก็มาโผล่ที่ดินแดนพงฟ้า อย่างน่าแปลกใจ
รอยแยกห้วงมิติที่เขาผลัดหลงเข้าไปไม่ใช่เส้นเดียวกับที่พวกเนี่ยเทียน เข้ามา รอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นพาเขาไปยังพื้นที่ประหลาดแห่งหนึ่งใน ดินแดนพงฟ้าแล้วก็หายวับไปไม่เคยปรากฏอีก
นับแต่นั้นมาเขาจึงหาทางย้อนกลับไปยังดินแดนดาวตกไม่ได้
อยู่ในสถานที่แห่งนั้นของดินแดนพงฟ้า เขาก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาโดย การเข้าร่วมกับองค์กรนักล่าแห่งทางช้างเผือกที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่ซึ่งมีนาม ว่าองค์กรเจาจาง
องค์กรนั้นเหมือนกับองค์กรของพวกนักล่าในอาณาจักรเลี่ยคงที่ สังหารผู้ฝึกลมปราณและช่วงชิงสมบัติของพวกเขามาโดยเฉพาะ
ผ่านไปเพียงไม่นาน เขาก็กลายมาเป็นสมาชิกที่โดดเด่นที่สุดของ องค์กรนั้น
ภายหลังองค์กรแห่งนั้นกล้าหาญชาญชัยถึงขั้นปล้นชิงเรือสินค้าลำ หนึ่งของสำนักอักขระเทพ
จิ่งโหรวแห่งสำนักอักขระเทพได้รับคำสั่งจากสำนักให้มาทำลายล้าง องค์กรนั้นทิ้ง แต่ว่าตอนที่นางไล่ฆ่าเขา เขากลับรอดพ้นเงื้อมมือของนาง ไปได้หลายครั้ง
รอจนจิ่งโหรวจับตัวเขาได้อย่างแท้จริงก็ค้นพบด้วยความตกตะลึงว่า เขาพกพาเอาภาพค่ายกลประหลาดติดตัวไว้มากมายเพื่อคอยหาโอกาส ทำความเข้าใจกับมัน
พรสวรรค์อันน่าทึ่งที่เขาแสดงออกมาสอดคล้องกับวิชาลับของสำนัก อักขระเทพอย่างถึงที่สุด จิ่งโหรวเสียดายคนมีฝีมือ ไม่เพียงไม่สังหารเขา ทิ้ง ยังพาเขากลับสำนักอักขระเทพด้วย
สำนักอักขระเทพทำการทดสอบเขาแล้วค้นพบว่าเขามีพรสวรรค์และ ความสามารถด้านค่ายกลและอักขระอย่างน่าหวาดกลัว
สำนักอักขระเทพจึงพลันมองเขาเป็นสมบัติล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่ง
เมื่อสำนักอักขระเทพทุ่มเททรัพยากรให้กับเขา เขาที่ศึกษาในด้าน อักขระจึงทำลายสถิติคนมากมายของสำนักอักขระเทพ ถูกสำนักอักขระ เทพมองเป็นศิษย์คนสำคัญ
เขาและจิ่งโหรวที่ใกล้ชิดกันนานวันเข้าจึงเกิดเป็นความรักและผูก สมัครเป็นคู่บำเพ็ญตนกัน
และจิ่งโหรวก็คือบุตรสาวเพียงคนเดียวของผู้ฝึกลมปราณแดน เอตทัคคะสองท่านของสำนักอักขระเทพ
เมื่อเขาและจิ่งโหรวแต่งงานกันจึงทำให้เขากลายมาเป็นผู้สูงศักดิ์คน ใหม่แห่งสำนักอักขระเทพและดินแดนพงฟ้า
สำนักที่แข็งแกร่งที่สุดของดินแดนพงฟ้ามีอยู่ด้วยกันสามสำนัก นั่นคือ สำนักอักขระเทพ สำนักภูเขาพันกระบี่และสำนักทองไพศาล
ซึ่งสำนักภูเขาพันกระบี่และสำนักทองไพศาลต่างก็มีผู้ที่เลื่อนเป็นแดน เอตทัคคะขั้นต้นแค่สำนักละคนเดียวเท่านั้น
ทว่าสำนักอักขระเทพกลับมีแดนเอตทัคคะขั้นต้นถึงสองคน!
และก็ด้วยเหตุนี้ สำนักอักขระเทพถึงกลายมาเป็นสำนักอันดับหนึ่ง แห่งดินแดนพงฟ้า
สำนักภูเขาพันกระบี่และสำนักทองไพศาลเป็นมิตรกันมานาน พวก เขาจำเป็นต้องร่วมแรงร่วมใจกันถึงจะต้านทานสำนักอักขระเทพและ รักษาสมดุลของขั้วอิทธิพลในดินแดนพงฟ้าไว้ได้
ที่สิ่งป่ายมีท่าทีระมัดระวังยามเผชิญหน้าต้วนสือหู่กับจิ่งโหรวก็เพราะ ความแข็งแกร่งของสำนักอักขระเทพ
เมื่อได้พูดคุยเปิดใจกับต้วนสือหู่มาพักใหญ่ ในที่สุดเนี่ยเทียนก็เข้าใจ ว่าศิษย์พี่ของเขาคนนี้มีตำแหน่งสูงล้ำแค่ไหนในดินแดนพงฟ้า
ก็ไม่น่าแปลกที่สิ่งเป่ยเฉินล่วงเกินเขาแล้วก็ได้แต่ถูกบีบให้ออกไปจาก ดินแดนพงฟ้า ไม่กล้ากลับมาเป็นนาน