ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 804 ตัวปัญหา
พื้นที่อันเป็นถิ่นของสำนักอักขระเทพในอาณาจักรวอหลิว หอเรือน หินตั้งตระหง่านเป็นที่พักประจำการของเมิ่งหลีแดนว่างเปล่าช่วงกลาง
ต้วนสือหู่ จิ่งโหรวสองคนที่เนื่องจากเนี่ยเทียนอยู่ที่นี่ ช่วงนี้จึงมา อาศัยอยู่ที่นี่เช่นกัน
ทว่าจิ่งโหรวและต้วนสือหู่ต่างก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย หากไม่ศึกษาวิถีแห่ง อักขระเทพก็ใช้ช่องทางต่างๆ สืบหาข่าวของสิ่งป่ายกับเผ่าโครงกระดูก
เมื่อเนี่ยเทียนมาเผยกายอยู่ต่อหน้าคนทั้งสาม แล้วบอกว่าตัวเองคิด จะอาศัยพื้นที่ของสำนักอักขระเทพในอาณาจักรวอหลิวมาสร้างค่ายกล นำส่งแห่งมิติหลังหนึ่งเพื่อเชื่อมโยงไปยังดินแดนดาวตก จิ่งโหรวก็พลัน เห็นด้วยทันที
นางเห็นแก่ที่เนี่ยเทียนเป็นศิษย์น้องของต้วนสือหู่ ทั้งยังมีตัวตนเป็น บุตรแห่งดวงดาว
นางยังแบ่งหอเรือนห้าชั้นหลังหนึ่งไปให้กับเนี่ยเทียน เพื่อสะดวกให้ จ้าวซานหลิงสร้างค่ายกลนำส่งแห่งมิติ
อาณาจักรวอหลิวคือพื้นที่การแลกเปลี่ยนที่ลึกลับที่สุดของดินแดนพง ฟ้า วัตถุดิบหลายอย่างที่จำเป็นสำหรับการสร้างค่ายกลนำส่งแห่งมิติจึง รวบรวมขึ้นมาได้ง่าย
และเดิมทีในมือของจ้าวซานหลิงก็มีวัตถุดิบมากมายสำหรับการสร้าง ค่ายกลนำส่งเก็บไว้อยู่แล้ว เขาให้สำนักอักขระเทพช่วยหาวัตถุบางอย่าง ไม่กี่ชิ้นก็ลงมือจัดการทันที
ค่ายกลนำส่งแห่งมิติหลังหนึ่งที่สามารถเชื่อมโยงไปยังอาณาจักรเลี่ย คง สำหรับสำนักอักขระเทพแล้ว มีหรือไม่มีก็ไม่แตกต่าง
ในสายตาของพวกเมิ่งหลี ดินแดนดาวตกเป็นเพียงอาณาจักรเล็กๆ ที่ ทุรกันดาร แม้แต่การเลื่อนขั้นของแดนว่างเปล่าสักคนก็ยังเต็มไปด้วย ความอันตรายและยากลำบาก ทั้งยังจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนกับภูตผีปีศาจ ถึงจะสามารถรวบรวมวัตถุดิบสำคัญในการสร้างดินแดนได้ครบ
อาณาจักรเช่นนี้ ยากที่จะอยู่ในสายตาของสำนักอักขระเทพ
ทว่าสำหรับทุกสำนักในดินแดนดาวตกแล้ว มีค่ายกลนำส่งหลังหนึ่งที่ เชื่อมโยงมายังดินแดนพงฟ้า ถือว่ามีความหมายอย่างใหญ่หลวง
นี่หมายความว่านับแต่นี้ไป ผู้ฝึกลมปราณของดินแดนดาวตกจะ สามารถเข้าออกดินแดนระดับสูงอย่างดินแดนพงฟ้าได้
และอีกฝั่งหนึ่งของค่ายกลนำส่งยังตั้งอยู่ในอาณาจักรวอหลิวที่พิเศษ ที่สุดในดินแดนพงฟ้า ขอแค่ผู้แข็งแกร่งจากดินแดนดาวตกที่มาเยือน อาณาจักรวอหลิวมีวัตถุล้ำค่าอยู่ในมืออย่างแท้จริง ก็สามารถนำมา แลกเปลี่ยนกับชนต่างเผ่า สัตว์โบราณได้โดยตรง
เขตวิญญาณส่วนใหญ่ที่คิดอยากจะเลื่อนสู่แดนว่างเปล่ามักต้องอาศัย สมบัติล้ำค่า ซึ่งทุกอย่างล้วนมีหวังที่จะหาเจอในอาณาจักรวอหลิว
เนื่องจากเป็นค่ายกลที่สามารถข้ามผ่านทางช้างเผือกอันกว้างไกลไร้ที่ สิ้นสุด ค่ายกลนำส่งหลังนั้นที่จ้าวซานหลิงสร้างขึ้นมาจึงจำเป็นต้องใช้ เวลาที่ยาวนานมาก
ระหว่างนี้เนี่ยเทียนไม่ได้ให้ความสนใจกับการแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้น ตลอดเวลาในอาณาจักรวอหลิว เขาเพียงตั้งใจฝึกตนอย่างมุ่งมั่น
เมื่ออยู่ในห้องฝึกตนของสำนักอักขระเทพ เขาก็ใช้หินวิเศษต่างธาตุมา ชุบหลอมโอสถวิญญาณครั้งแล้วครั้งเล่า ชำระล้างน้ำวนวิญญาณทั้งสาม ลูก ตบะพัฒนาไปมาก
ท้องฟ้าของอาณาจักรวอหลิวคล้ายปากบ่อแห่งหนึ่งที่ไม่มีดวงอาทิตย์ หรือดวงจันทร์ มีเพียงดาวเปล่งประกายอยู่ตลอดกาล
เขาฝึกตนอยู่ที่นี่ บุปผาเก้าดาราที่ฝังรากลึกลงในน้ำวนดวงดาวของ เขาก็คอยดึงเอาพลังดวงดาวมาตลอดเวลา เป็นเหตุให้มันค่อยๆ เติบโต ขึ้นเรื่อยๆ
แก่นเลือดทั้งสิบหยดของเขาก่อตัวขึ้นมาใหม่ได้นานแล้ว สายเลือด แห่งชีวิตก็อยู่ในระยะของการจำศีลอีกครั้ง รอให้การแปรสภาพครั้งใหม่ มาถึง และจากนั้นพรสวรรค์ทางสายเลือดของเขาก็จะตื่นขึ้นมา
พริบตาเดียวเวลาก็ผ่านไปแล้วสามเดือน
เนี่ยเทียนจมจ่อมอยู่กับการฝึกตนโดยไม่รู้สึกนิดว่าเวลาผ่านไปนาน เท่าไหร่แล้ว แล้วก็ไม่เคยมีใครมารบกวนเขาด้วย
วันนี้
เขาที่กำลังฝึกตนอย่างยากลำบากพลันสะดุ้งตื่นเพราะเสียงจอแจจาก โลกภายนอก เขาจึงเดินออกมาจากห้องฝึกตน
มองเห็นว่าในลานกว้างที่ด้วยปูอิฐเขียวซึ่งอยู่กลางวงล้อมของหอ เรือนหินมากมายมีเงาร่างหลายเงายืนตระหง่านอยู่ มีเมิ่งหลี มีตู้เจิ้งจาก สำนักภูเขาพันกระบี่ และยังมีหญิงชรานามว่าอู๋อวิ๋นจากสำนักทองไพศาล รวมถึงจ้งจือซูที่เนี่ยเทียนเคยเจอหน้ามาแล้วครั้งหนึ่ง
เมิ่งหลี ตู้เจิ้งและอู๋อวิ๋นต่างก็มีแดนว่างเปล่าช่วงกลาง พวกเขาคือ ตัวแทนจากสำนักอักขระเทพ สำนักภูเขาพันกระบี่ และสำนักทองไพศาล ที่นั่งบัญชาการณ์อยู่ในอาณาจักรวอหลิว
สีหน้าของคนทั้งสามค่อนข้างมืดคล้ำ
“ศิษย์น้อง” ต้วนสือหู่เห็นว่าเขาเดินออกมาจึงกวักมือบอกเป็นนัยให้ เขาเดินไปหา ก่อนจะแนะนำเขาให้ทุกคนรู้จัก “เขาชื่อเนี่ยเทียน คือศิษย์ น้องของข้าจากดินแดนดาวตก”
ตู้เจิ้งและอู๋อวิ๋นพยักหน้าเบาๆ แต่ไม่ได้ให้ความสนใจเท่าไหร่
พวกเขาไม่รู้ตัวตนบุตรแห่งดวงดาวของเนี่ยเทียน
“ได้รับการยืนยันแล้วว่าสิ่งป่ายสมคบคิดกับเผ่าโครงกระดูก” จิ่งโหรว นิ่งไปครู่แล้วเอ่ยอธิบาย “ตอนที่เขาและคนของตระกูลสิ่งเดินทางไปพบ กับเผ่าโครงกระดูกที่ดวงดาวมอดดับแห่งหนึ่งถูกพวกเราจับได้ น่า เสียดายที่สิ่งเหอและสิ่งลี่เฟิงจากตระกูลสิ่งผู้นั้นได้รับความช่วยเหลือจาก เผ่าโครงกระดูก ทำให้หลุดพ้นการโจมตีของพวกเราไปได้”
“ตระกูลสิ่งของสิ่งลี่เฟิงพึ่งพิงอยู่กับสำนักภูเขาพันกระบี่ คนผู้นี้มีตบะ แดนว่างเปล่าช่วงกลาง”
“เพราะเรื่องบางอย่าง ทำให้แดนว่างเปล่าของสำนักภูเขาพันกระบี่ ต้องสูญเสียอย่างหนัก จึงไม่สามารถสังหารสิ่งลี่เฟิงและสิ่งป่ายสองคนได้ การที่พวกเขาหนีไปยังถิ่นของเผ่าโครงกระดูกก็ดูเหมือนว่าคิดจะอาศัย พื้นที่ลับของเผ่าโครงกระดูกเดินทางไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ย”
ตู้เจิ้งแห่งสำนักภูเขาพันกระบี่พูดด้วยสีหน้าเย็นชา “หากไม่เพราะ พวกเคอจินเผิงถูกเด็กรุ่นเล็กของตระกูลสิ่งอีกคนอย่างสิ่งเป่ยเฉินล่อลวง ให้ไปยังพื้นที่ลับนอกอาณาจักรแห่งหนึ่งและจากนั้นก็ไม่ได้ข่าวอีกเลย พวกสิ่งลี่เฟิงก็ย่อมไม่มีทางหนีรอดไปได้แน่นอน”
“ทุกการกระทำของตระกูลสิ่ง สำนักภูเขาพันกระบี่ไม่รู้เรื่องด้วย ใน เมื่อพวกเขาสมคบคิดกับเผ่าโครงกระดูก ช่วยส่งศพของมนุษย์มากมายให้ เผ่าโครงกระดูกเอาไปทำพื้นที่ฝังกระดูก ตระกูลสิ่งก็ย่อมถูกฆ่าล้างโคตร ด้วย”
“น่าเสียดายที่ไม่สามารถตัดรากถอนโคน ยังทิ้งภัยร้ายไว้ข้างหลัง”
สิ่งป่ายและสิ่งเป่ยเฉินต่างก็เป็นศิษย์เอกของสำนักภูเขาพันกระบี่ คน ทั้งสองมีรายชื่ออยู่ในอันดับต้นๆ ของบรรดาศิษย์ผู้กล้ามากมายของ สำนักภูเขาพันกระบี่
เมื่อสูญเสียแดนว่างเปล่าห้าคนอย่างพวกเคอจินเผิงไป สำนักภูเขาพัน กระบี่จึงได้รับความเสียหายอย่างใหญ่หลวง ตอนนี้สิ่งป่ายผู้เป็นศิษย์เอก อันดับต้นแห่งสำนักยังสร้างปัญหา นี่จึงทำให้ตู้เจิ้งหงุดหงิดเป็นที่สุด
ศักยภาพของสำนักภูเขาพันกระบี่ลดลงฮวบฮาบ ตระกูลสิ่งก็ถูกดับ ทำลาย และเรื่องที่สิ่งป่ายสมคบคิดกับเผ่าโครงกระดูก ทั้งยังหาเรื่องไป ให้กับสำนักทองไพศาลก็เป็นเหตุให้สำนักทองไพศาลที่แต่ไหนแต่ไรมายืน อยู่ฝั่งเดียวกับสำนักภูเขาพันกระบี่มาโดยตลอดไม่พอใจอย่างถึงที่สุด แน่นอนว่าพวกเขาย่อมต้องการคำอธิบายจากสำนักภูเขาพันกระบี่
ตู้เจิ้งแสดงตัวว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวพันกับสำนักภูเขาพันกระบี่ ทั้งยังบอก ว่าจะทำลายตระกูลสิ่งทิ้ง ทว่าเรื่องไล่ฆ่าสิ่งลี่เฟิง และสิ่งป่ายนั้น พวกเขา กลับแสดงท่าทีว่าจะไม่ข้องเกี่ยวด้วย
“พวกทรยศของตระกูลสิ่งจะเดินทางไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ย ทว่าที่นั่น สถานการณ์ซับซ้อนมากแค่ไหน พวกเราต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจ” ตู้เจิ้งกล่าว อย่างจนใจ “ช่วงที่ผ่านมานี้สำนักภูเขาพันกระบี่ของพวกเรามีปัญหามาก เกินไป ไม่มีกำลัง แล้วก็ไม่มีความสามารถที่จะไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ยเพื่อ สังหารเจ้าพวกทรยศของตระกูลสิ่งได้”
“เพื่อแสดงการขออภัย เรื่องของดินแดนดาวตก สำนักภูเขาพันกระบี่ ของพวกเราจะไม่ยื่นมือเข้าแทรกอีก”
กล่าวจบตู้เจิ้งก็หมุนตัวจากไปโดยไม่มองเนี่ยเทียนแม้แต่หางตา
เขารู้แล้วว่าแม้ดินแดนดาวตกจะเป็นดินแดนดวงดาวแห่งหนึ่งเช่นกัน ทว่ากลับมีอาณาจักรเพียงแค่เก้าแห่งเท่านั้น
อีกทั้งวัตถุดิบที่ถือกำเนิดในดินแดนดาวตกก็ไม่สมบูรณ์มากนัก แดน ว่างเปล่าจึงยังไม่มีมากเท่าไหร่
ในสายตาของตู้เจิ้ง มูลค่าของดินแดนดาวตกไม่ถือว่ามากมายอะไร ต่อให้สำนักภูเขาพันกระบี่จะสามารถช่วงชิงอาณาจักรมาจากดินแดนดาว ตกได้ แต่เขาก็ไม่คิดว่านั่นจะทำให้ศักยภาพของสำนักภูเขาพันกระบี่เพิ่ม ขึ้นมาสักเท่าไหร่
หลังจากตู้เจิ้งจากไป อู๋อวิ๋นหญิงชราจากสำนักทองไพศาลก็พูดขึ้น ด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ดินแดนดาวตกแห่งนั้น…”
เมิ่งหลีขยับเข้ามาใกล้นางแล้วกระซิบเบาๆ “ดินแดนดาวตกน่าจะมี ความสัมพันธ์กับพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ข้ามีหลักฐานยืนยันแน่ชัด ว่าในดินแดนดาวตกเคยมีประตูสวรรค์เปิดขึ้นหลายครั้ง!”
อู๋อวิ๋นพลันหน้าเปลี่ยนสี
นางลังเลเพียงแค่ไม่กี่วินาทีก็กล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “ดินแดน ดาวตกไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสำนักทองไพศาลของเรา คนของพวกเราจะ ไม่มีทางย่างกรายเข้าไปในดินแดนดาวตกเด็ดขาด!”
ไม่รอให้จ้งซื่อซูแสดงความคิดเห็น นางก็ถลึงตาใส่เขาหนึ่งครั้งแล้วพา อีกฝ่ายจากไป
“ผู้อาวุโสหลี ท่านพูดอะไรกับนางหรือ?” เนี่ยเทียนงงงัน
“ข้าแค่บอกว่าที่นั่นเคยมีประตูสวรรค์เปิดขึ้นมาก่อน แค่นั้นนางก็ ตกใจกลัวและเป็นฝ่ายสลัดดินแดนดาวตกทิ้งเสียเอง” เมิ่งหลีหัวเราะ เบาๆ “ชื่อเสียงของพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวใช้ได้ผลดีจริงๆ”
“ฟิ้ว!”
เงาร่างของจ้าวซานหลิงพลันบินออกมาจากหอเรือนหินหลังที่อยู่ ข้างๆ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“ไม่ทำให้ผิดหวัง ข้าสร้างค่ายกลนำส่งขนาดใหญ่โดยใช้อาวุธล้ำค่า แห่งมิติเป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมโยง มันจึงสามารถส่งข้ากลับไปยัง อาณาจักรเลี่ยคงได้สำเร็จ” เขายืนอยู่ข้างกายเมิ่งหลี ต่อให้เผชิญหน้ากับ แดนว่างเปล่าช่วงกลางอย่างเมิ่งหลีผู้มีตำแหน่งสูงส่งของสำนักอักขระ เทพ เขาก็ยังไม่แสดงตัวอ่อนน้อม ทั้งสีหน้ายังผ่อนคลายอย่างมาก “ข้า เพิ่งกลับมาจากอาณาจักรเลี่ยคง รอยแยกห้วงมิติเส้นที่สามารถเชื่อมโยง ไปยังพื้นที่ฝังกระดูกของเผ่าโครงกระดูกได้ถูกข้าทำลายทิ้งอย่างสิ้นซาก แล้ว”
“นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ผู้ฝึกลมปราณจากดินแดนพงฟ้า รวมไปถึงเผ่า โครงกระดูกล้วนอย่าได้หวังว่าจะอาศัยรอยแยกห้วงมิติเส้นนั้นเดินทางไป ยังดินแดนดาวตกได้อีก”
“คิดจะไปดินแดนดาวตกก็มีแต่ต้องใช้ค่ายกลนำส่งที่ข้าสร้างขึ้น และ ยังจำเป็นต้องมีอาวุธล้ำค่าแห่งห้วงมิติของข้าอยู่ด้วยถึงจะเดินทางไปได้ อย่างราบรื่น”
เขาไม่ได้บอกกล่าวกับคนของสำนักอักขระเทพ แต่เลือกจะทำลาย รอยแยกห้วงมิติที่เชื่อมโยงเทือกเขาฮว้านคงกับพื้นที่ฝังกระดูกของเผ่า โครงกระดูกทำลายทิ้งทันที
ทำเช่นนี้ก็เพื่อป้องกันไม่ให้คนของสำนักภูเขาพันกระบี่และสำนักทอง ไพศาลมีโอกาสได้เข้าไปยังดินแดนดาวตก
อีกทั้งก่อนที่เขาจะมาที่นี่ก็ไม่รู้ด้วยว่าสำนักภูเขาพันกระบี่และสำนัก ทองไพศาลล้มเลิกความคิดที่จะเดินทางไปยังดินแดนดาวตกแล้ว
นี่หมายความว่าในสายตาของคนผู้นี้ เขายังให้ความสำคัญกับดินแดน ดาวตก ยังคงคิดเป็นห่วงความปลอดภัยของดินแดนดาวตก โดยที่ไม่คิด จะสนใจท่าทีของสำนักภูเขาพันกระบี่ สำนักทองไพศาล และสำนัก อักขระเทพแม้แต่น้อย!
พวกคนที่มาพร้อมกับเนี่ยเทียน ฉีป๋ายลู่มีนิสัยอ่อนโยน หัวมู่เป็นคน เจ้าเล่ห์แสนกล จ้าวซานหลิงดื้อรั้นไม่อยู่ในการควบคุมของผู้ใด
อยู่ในดินแดนดาวตก เขาก็คือบุคคลที่ทำให้สำนักใหญ่ๆ รู้สึกปวดหัว แต่ไรไหนมาก็ทำอะไรตามแต่ใจตัวเองมาโดยตลอด เอาผลประโยชน์ของ ตัวเองเป็นที่ตั้ง ทุกอย่างเอาตัวเองเป็นหลัก น้อยครั้งที่จะนึกถึงความรู้สึก ของผู้อื่น
นึกไม่ถึงว่าเมื่อมาอยู่ในดินแดนพงฟ้า เขาก็จะยังทำแบบเดิม
เมิ่งหลีจากสำนักอักขระเทพเห็นว่าอยู่ดีๆ เขาก็ทำลายรอยแยกห้วง มิติที่เชื่อมโยงไปยังดินแดนดาวตกโดยไม่คิดจะบอกกันสักคำก็ให้โกรธ เคืองอยู่ในใจ
ต่อให้สำนักอักขระเทพของพวกเขาที่เมื่อรู้ตัวตนบุตรแห่งดวงดาวของ เนี่ยเทียนแล้วจะไม่คิดข้องเกี่ยวกับฟ้าดินแห่งนั้น ทว่าสำนักอักขระเทพก็ ได้บอกไปแล้วว่าจะเข้าไปสำรวจที่ดินแดนดาวตก
จ้าวซานหลิงทำเช่นนี้ทำให้สำนักอักขระเทพไปต่อไม่ถูก
“หลังจากที่สนามรบสุ้ยเมี่ยเปิดขึ้น ข้าจะเข้าไปในนั้นและสังหารพวก กบฏของตระกูลสิ่งทิ้ง และจะพยายามพาเผยฉีฉีกลับมาโดยที่ยังมีชีวิตอยู่ ให้ได้” จ้าวซานหลิงทิ้งประโยคนี้ไว้ก็พูดอีกว่า “ก่อนหน้านั้น ข้าจะทิ้ง อาวุธล้ำค่าชิ้นนั้นไว้เป็นแกนกลางของค่ายกลนำส่ง และพยายามเลื่อนสู่ แดนว่างเปล่าให้ได้โดยเร็วที่สุด”
กล่าวจบเขาก็บินไปยังน้ำวนนอกอาณาจักรวอหลิว ก่อนจะหายวับไป ในรอยแยกห้วงมิติมากมายที่อยู่บนม่านน้ำ
“คนผู้นี้ตอนอยู่ในดินแดนดาวตกของพวกเจ้าน่าจะเป็นตัวปัญหาคน หนึ่งเลยใช่ไหม?” จิ่งโหรวเอ่ยขึ้นเบาๆ
เนี่ยเทียนพยักหน้ายิ้มเจื่อน
“เขามีความมั่นใจขนาดนี้เชียวหรือว่าจะเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าได้ สำเร็จ?” เมิ่งหลีหรี่ตาลง สีหน้ามีแววขบคิด “เลื่อนสู่แดนว่างเปล่าก็จะ ไปสนามรบสุ้ยเมี่ย ทั้งยังคิดจะสังหารสิ่งลี่เฟิง เขาไปเอาความมั่นใจมา จากไหน? ผู้ที่ฝึกเวทลับห้วงมิติต้องใช้วัตถุดิบที่พิเศษมากในการสร้าง ดินแดนของตัวเอง เขารวบรวมมันครบแล้วหรือไง?”
“น่าจะเป็นเช่นนั้น” เนี่ยเทียนกล่าว
เขาเข้าใจดีว่าตอนที่จ้าวซานหลิงอยู่ในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนและได้ ของที่ซวีหลิงจื่อทิ้งไว้มาครอบครอง อีกฝ่ายก็น่าจะรวบรวมวัตถุดิบสำคัญ ที่ใช้เลื่อนสู่แดนว่างเปล่าครบแล้ว
จ้าวซานหลิงผู้นี้ไม่เคยไว้หน้าใครในดินแดนดาวตก เขาไปไหนมาไหน คนเดียว ไม่ยำเกรงผู้ใด ซึ่งเรียได้ว่าเป็นคนพยศที่ทำให้คนปวดหัวได้มาก ที่สุดอย่างแท้จริง
“กริ๊ง!”
เสียงหนึ่งพลันดังกังวานขึ้นมาจากกำไลหยกที่อยู่บนข้อมือของจิ่ง โหรว
นางรับฟังอยู่ชั่วครู่ สีหน้าก็เปลี่ยนมาเป็นแปลกประหลาด “เนี่ยเทียน ดูเหมือนว่าคู่สามีภรรยาที่อยู่ในอาณาจักรคูเหยียนต่างก็เลื่อนสู่เขต วิญญาณช่วงท้ายได้เกือบพร้อมๆ กัน”
เนี่ยเทียนตัวสั่นเยือก
เมิ่งหลีเองก็อึ้งไปพักใหญ่ ก่อนจะทอดถอนใจปลงอนิจจัง “ดูท่า ดินแดนดาวตกเล็กๆ แห่งนี้จะเป็นพื้นที่วิเศษที่มีผู้มากพรสวรรค์เกิดขึ้น บ่อยๆ”