ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 806 ส ำนักฟ้ำกลม
ในบรรดาห้าสำนักในดินแดนปราการดวงดาว สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์อยู่ อันดับที่สาม
ตลอดทั้งดินแดนดวงดาว สำนักที่มีรากฐานเหนือกว่าสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ก็มีแค่สำนักฟ้ากลมและสำนักคุมสัตว์เท่านั้น
ส่วนที่เหลืออย่างสำนักสามกระบี่ สำนักเขาสุขาวดี และยังมีสาม ตระกูลอย่างตระกูลฉู่ ตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวาน ศักยภาพของพวก เขาต่างก็เทียบสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้
อาณาจักรที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่แต่เดิมชื่อว่าอะไร เป็นเรื่องที่ไม่มี ใครรู้อีกแล้ว ทว่าหลังจากที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ตั้งสำนักขึ้นมา อาณาจักรนี้ ก็ถูกสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ตั้งชื่อใหม่ให้เป็นอาณาจักรไฟศักดิ์สิทธิ์
ที่ดินที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ครอบครองกว้างขวางยิ่งกว่าอาณาจักรเลี่ย คง ปราณวิญญาณฟ้าดินของที่แห่งนี้ปะปนไปด้วยพลังวิญญาณธาตุไฟที่ เปี่ยมล้น
มีภูเขาไฟที่ยังปะทุอยู่หลายลูก ทุกพื้นที่ในอาณาจักรไฟศักดิ์สิทธิ์ต่าง ก็มีหินวิเศษเปลวเพลิงจำนวนมากจนน่าตกใจ
ลูกศิษย์สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เองก็กระจายตัวอยู่ตามที่แห่งนี้ ทุกคนล้วน หาภูเขาไฟเพื่อฝึกตน มีเพียงพบเจอปัญหาระหว่างที่ฝึกตนเท่านั้นถึงจะ เดินทางกลับมาสำนักเพื่อขอคำปรึกษาจากเหล่าผู้อาวุโส
เมื่อพวกเนี่ยเทียนเดินออกมาจากค่ายกลนำส่งของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ พอเงยหน้ามองเขาก็พบว่าตัวเขายืนอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง
บริเวณใกล้ๆ มีภูเขาไฟขนาดเท่าเทียมกันอยู่หกลูก แต่ละลูกล้วนสูง หลายพันเมตร ตลอดทั้งตัวภูเขาเป็นสีชาด บนหินที่แข็งแกร่งสลัก ลวดลายค่ายกลเอาไว้แน่นขนัด
ยอดเขาของภูเขาไฟทุกลูกต่างก็มีหอเรือนหินหลายหลังตั้งตระหง่าน หุบเขากลางภูเขาไฟมีเงาร่างของคนเดินสวนกันขวักไขว่ บ้างก็ฝึกตน บ้าง ก็พูดคุยกันเกี่ยวกับปัญหาที่พบระหว่างฝึกตน
ภูเขาไฟหกลูกนี้มีความคล้ายคลึงกับสำนักอาวุธของอาณาจักรต้าฮ วาง ใจกลางของภูเขาไฟถูกค่ายกลพิเศษกำราบเอาไว้จึงไม่มีทางมีเปลว เพลิงปะทุได้อีกตลอดกาล
คนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ใช้ค่ายกลมารวบรวมพลังงานความร้อนที่อยู่ ใจกลางภูเขาไฟ ให้มันปลดปล่อยพลังงานออกไปแปดทิศช้าๆ โดยที่ไม่ ไหลหายออกไปข้างนอก
ยืนอยู่ตรงปากทางเข้าของภูเขา เนี่ยเทียนเพ่งสมาธิรับสัมผัสก็แน่ใจ ว่าน้ำวนเปลวเพลิงในมหาสมุทรวิญญาณจุดตันเถียนโคจรได้เร็วขึ้นเพราะ อยู่ที่นี่
ต่อให้ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง น้ำวนเปลวเพลิงก็ยังเป็นฝ่ายดึงเอาพลัง วิญญาณเปลวเพลิงมาได้ด้วยตัวเอง ทั้งยังเร็วกว่าปกติหลายเท่าตัว
ค่ายกลนำส่งแห่งมิติอยู่บนยอดภูเขาไฟ ทั้งยังไม่มีห้องลับอะไรอำ พราง
“เนี่ยเทียน ยินดีต้อนรับเจ้ามาเป็นแขกของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เรา”
เยว่เหยียนสี่หัวเราะฮ่าๆ พอเห็นเนี่ยเทียนเดินออกมา เขาก็ปรี่ขึ้นมา รับหน้าด้วยท่าทางกระตือรือร้นอย่างถึงที่สุด
“ขอโทษด้วย เดิมทีข้านึกว่าคนที่มาจะมีแค่ตระกูลต่งจากดินแดนดาว ตกของพวกเจ้า คาดไม่ถึงว่าเจ้าจะเดินทางมาด้วยตัวเอง” เยว่เหยียนสี่ กล่าวด้วยน้ำเสียงเกรงใจ “ตอนนี้เจ้าสำนักของสำนักข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ หาไม่ แล้วเขาก็คงออกมาพบบุตรแห่งดวงดาวอย่างเจ้าด้วยตัวเองแน่ๆ”
“คารวะผู้อาวุโสเยว่”
พอเห็นเขาปรากฏตัว คนตระกูลต่งที่มีต่งหวังหลิงเป็นผู้นำ รวมไป ถึงมู่ปี้ฉงจากเขาสุขาวดีต่างก็พากันโค้งตัวคำนับ
เยว่เหยียนสี่ผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์มีตำแหน่งเป็นรอง เพียงแค่เจ้าสำนักเท่านั้น
ต่อให้เป็นทั้งดินแดนปราการดวงดาว เขาเองก็ยังเป็นบุคคลที่เป็นที่ จับตามองของคนมากมาย ผู้แข็งแกร่งอย่างต่งหวังหลิงที่เมื่อเผชิญหน้า กับเขาก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่มาจากตำแหน่งฐานะของอีกฝ่าย
ต่งหวังหลิงเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง แต่คราวก่อนที่เขามา เยว่เหยียนสี่ กลับไม่ได้ปรากฏตัว
แต่เป็นผู้แข็งแกร่งอีกคนหนึ่งของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ออกมาพบหน้า ช่วยโคจรค่ายกลใหญ่ส่งเขาไปยังสำนักคุมสัตว์
เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่าหากครั้งนี้ไม่เพราะมีเนี่ยเทียนมาด้วย เกรงว่าผู้ อาวุโสใหญ่แห่งสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ใต้คนคนเดียวอยู่เหนือคนนับหมื่น ผู้นี้คงไม่โผล่หน้ามาให้เขาพบ
การที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ออกมาให้การรับรอง ไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้า เขา แต่เป็นเพราะเนี่ยเทียนต่างหาก
“ไม่ต้องเกรงใจ” เยว่เหยียนสี่โบกมือ มองต่งหวังหลิงปราดหนึ่งแล้ว กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ยินดีกับตระกูลต่งของพวกเจ้าด้วยที่นับแต่วันนี้ไปจะ ได้ผูกสัมพันธ์แนบแน่นกับสำนักคุมสัตว์ มองพวกเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของ สำนักคุมสัตว์ก็ไม่นับว่าเกินไป”
จากนั้นเขาก็เปลี่ยนหัวข้อพูดว่า “พวกเจ้าจะเดินทางไปยังสำนักคุม สัตว์ทันที หรือว่าจะไปเดินเล่นในสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราก่อน?”
ต่งหวังหลิงตอบรับ “อยากไปเลือกสัตว์วิเศษที่เหมาะสมในการฝึกตน ให้กับเด็กรุ่นเล็กโดยเร็วที่สุด”
เยว่เหยียนสี่พยักหน้ารับ ก่อนจะโบกมือสั่งความ “เปิดค่ายกลอีกครั้ง ส่งพวกเขาไปยังสำนักคุมสัตว์”
ในสายตาของเขา คนจากตระกูลต่งเหล่านี้เทียบความสำคัญกับเนี่ย เทียนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย เขาจึงไม่คิดจะรั้งให้อยู่ต่อ
คนของตระกูลต่งพากันเดินกลับเข้าไปในค่ายกลนำส่งอีกครั้ง รอให้ ถูกนำส่งไปยังสำนักคุมสัตว์
ต่งลี่หันมาพูดกับเนี่ยเทียนด้วยท่าทางอิดออด “เจ้าจะอยู่ในดินแดน ปราการดวงดาวนานเท่าไหร่?”
“ไม่นานนัก” เนี่ยเทียนตอบอย่างจนใจ “สำหรับเจ้าแล้ว สำนักคุม สัตว์ถึงจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ขอบเขตของเจ้า วิชาการฝึกตนของเจ้าจะ เพิ่มพูนขึ้นมาได้เมื่ออยู่ในสำนักคุมสัตว์ เมื่อเจอสัตว์วิเศษที่เหมาะสมกับ ตัวเจ้าเองก็จะยิ่งทำให้พลังการต่อสู้ของเจ้าเลื่อนขั้นได้เร็วขึ้นยิ่งกว่าเดิม รอให้ข้าจัดการธุระในดินแดนพงฟ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วจะไปหาเจ้าที่ สำนักคุมสัตว์”
นับตั้งแต่ที่เขาเข้าไปในพื้นที่ห้วงมิติปั่นป่วนพร้อมกับจ้าวซานหลิง เขากับต่งลี่ก็จากกันมากกว่าเจอ
ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เขาเองก็อยู่นอกอาณาจักรตลอดทั้งปี น้อย ครั้งที่จะอยู่ในดินแดนดาวตกนานๆ
เขาเองก็เข้าใจดีว่า อันที่จริงต่งลี่ไม่พอใจ แต่เรื่องราวบนโลกก็ยากจะ จินตนาการเช่นนี้ หลายครั้ง เขาเองก็อับจนปัญญาเหมือนกัน
“ถ้าอย่างนั้นก็ได้ ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่สำนักคุมสัตว์” ต่งลี่คลี่ยิ้ม “หาก ข้ารอเจ้าแล้วเจ้ายังไม่มา ข้าก็จะไปหาเจ้าที่ดินแดนพงฟ้า”
“อืม” เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
หลังจากนั้นค่ายกลนำส่งก็เปิดการทำงาน คนตระกูลต่งที่มีต่งหวังห ลิงเป็นผู้นำจึงอาศัยค่ายกลนำส่งของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เดินทางไปยัง สำนักคุมสัตว์
“ดินแดนพงฟ้า?” เยว่เหยียนสี่จากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์นิ่วหน้า
มู่ปี้ฉงเทพธิดาจากเขาสุขาวดีที่พอได้ยินชื่อนี้ก็แอบขมวดคิ้ว สีหน้า ฉงนสนเท่ห์
เยว่เหยียนสี่และมู่ปี้ฉงสองคนต่างก็เคยเดินทางไปยังอาณาจักรโพ่สุ้ย มาก่อน จึงเคยเจอกับเคอจินเผิงจากสำนักภูเขาพันกระบี่
จากบทสนทนาระหว่างเคอจินเผิงและสิ่งเป่ยเฉิน พวกเขาจึงรู้ว่า สำนักภูเขาพันกระบี่ที่เป็นสำนักของคนเหล่านั้นก็คือขั้วอิทธิพลใน ดินแดนพงฟ้า
หลังจากที่เนี่ยเทียนอาศัยค่ายกลในอาณาจักรโพ่สุ้ยสังหารพวกเคอ จินเผิงและสิ่งเป่ยเฉิน เขาก็ได้กำชับคนของเขาสุขาวดีไม่ให้แพร่งพราย เรื่องนี้ออกไป
เดิมทีเขายังจงใจมองข้ามดินแดนพงฟ้าไปด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่าจะไป ดึงดูดความสนใจจากสำนักภูเขาพันกระบี่
แต่เหตุใดจู่ๆ เนี่ยเทียนถึงบอกว่าจะไปดินแดนพงฟ้าขึ้นมา?
“เกิดอุบัติเหตุขึ้นนิดหน่อย” เนี่ยเทียนยิ้มบางๆ ก่อนจะหันไปอธิบาย ให้เยว่เหยียนสี่ฟัง “ผู้อาวุโสคนหนึ่งของข้าถูกศิษย์ผู้กล้าคนหนึ่งของ สำนักภูเขาพันกระบี่ฆ่าตาย ข้าจึงจะเดินทางไปยังดินแดนพงฟ้า…”
เขาอธิบายให้อีกฝ่ายฟังก็จริง แต่รายละเอียดส่วนใหญ่กลับปกปิด เอาไว้
“อาณาจักรวอหลิว! สนามรบสุ้ยเมี่ย!”
ทว่าพอเยว่เหยียนสี่ได้ยินว่าดินแดนพงฟ้ามีอาณาจักรแห่งหนึ่งที่ผู้คน สามารถติดต่อกับชนต่างเผ่า อีกทั้งหลังจากนี้ไม่นานจะมีรอยแยกห้วงมิติ ที่เชื่อมโยงไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ยเปิดขึ้น เขาก็พลันตัวสั่นเยือก แสดงความ สนใจอย่างลึกล้ำ
รอบๆ มีลูกศิษย์ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์อยู่ไม่น้อยที่แสดงท่าทาง ประหลาดใจ หมายมั่นปั้นมืออยากเดินทางไปด้วย
มู่ปี้ฉงเองก็สูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตาเป็นประกาย ดูท่าน่าจะเกิด ความสนใจเช่นกัน
“ทางฝ่ายของเขาสุขาวดี เจ้าคิดจะใช้นังหนูคนนี้ไปรีดไถอะไร?” เยว่ เหยียนสี่ยิ้มกว้าง ข่มกลั้นความต้องการที่จะพูดเรื่องไปเยือนอาณาจักรวอ หลิวอย่างละเอียดกับเนี่ยเทียนเอาไว้ ก่อนหรี่ตาถาม
มู่ปี้ฉงมีท่าทีไม่พอใจ
เนี่ยเทียนกวาดตามองนางปราดหนึ่ง “ช่วงระยะเวลาที่นางถูกข้ากัก ตัวเอาไว้ ไม่เคยต้องเสียเปรียบอะไร ทั้งยังเลื่อนสู่เขตสามัญช่วงท้ายได้ สำเร็จ ตอนนี้ขอบเขตของนางสูงกว่าข้าหนึ่งระดับ ยังไม่ต้องพูดเรื่องที่ข้า กักตัวนางไว้เป็นนักโทษ ลำพังเพียงแค่เรื่องที่นางได้รับผลประโยชน์จาก พื้นที่ของข้า เขาสุขาวดีก็ควรต้องซาบซึ้งใจในตัวข้ากระมัง?”
“การเลื่อนขอบเขตของนางเกี่ยวข้องกับสถานที่แห่งนั้นด้วยรึ?” เยว่ เหยียนสี่ตะลึง
“แน่นอน” เนี่ยเทียนแค่นเสียงเบาๆ “ไม่เพียงแค่นางเท่านั้น อิน ย่าหนันเองก็เลื่อนสู่เขตลี้ลับได้อย่างรวดเร็ว ทั้งงูเหลือมเลือดน้ำแข็งของ นางยังใกล้จะแปรสภาพทางสายเลือดได้สำเร็จก็เพราะสถานที่แห่งนั้น”
“เฮ้อ ตอนนี้จู่ๆ ข้าก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาซะแล้ว ข้าควรจะทิ้งนังหนู เฉียวให้อยู่ที่นั่นด้วย” เยว่เหยียนสี่ยิ้มเจื่อน “หลังจากที่พวกเรามาจาก สถานที่แห่งนั้นก็เตร็ดเตร่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงนานมาก ทว่าไม่ได้รับผล พวงอะไรสักอย่าง ฟ้าดินที่ถูกปิดผนึกแห่งนั้น เกรงว่าคงมีแค่สถานที่ที่ พระราชวังโบราณสะเก็ดดาวครอบครองเท่านั้นถึงจะสำคัญอย่างแท้จริง”
หยุดไปครู่ เยว่เหยียนสี่ก็พูดขึ้นอีกครั้งอย่างมีความหวัง “เนี่ยเทียน เจ้ามาได้จังหวะพอดี ดินแดนปราการดวงดาว ของเรามีเรื่องมหัศจรรย์ เรื่องหนึ่งเกิดขึ้นพอดี เจ้าน่าจะไปดูสักหน่อย”
“เรื่องอะไรหรือ?” เนี่ยเทียนแปลกใจ
“ดินแดนปราการดวงดาวของเรามีห้าสำนักสามตระกูล ตอนนั้นที่เข้า ไปในพื้นที่ปิดผนึกมีสี่สำนักสามตระกูล มีเพียงสำนักเดียวที่ไม่ได้เข้าไปที่ นั่น เจ้าพอจะจำได้ไหม?” เยว่เหยียนสี่ถาม
หลังจากที่คิดอย่างละเอียด เนี่ยเทียนก็กล่าวว่า “สำนักคุมสัตว์ สำนัก ไฟศักดิ์สิทธิ์ สำนักสามกระบี่ สำนักเขาสุขาวดี ตระกูลฉู่ ตระกูลเจี่ยน และตระกูลกวานต่างก็เดินทางไปที่นั่น มีเพียงสำนักฟ้ากลมแห่งเดียวที่ เหมือนจะไม่มีคนไป ท่านหมายถึงสำนักฟ้ากลมรึ?”
“ใช่แล้ว สำนักฟ้ากลม!” เยว่เหยียนสี่สีหน้าเอาจริงเอาจัง “สำนักฟ้า กลมต่างหากถึงจะเป็นสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของดินแดน
ปราการดวงดาวเรา นับพันปีที่ผ่านมา บรรพบุรุษหุนเทียนของสำนักฟ้า กลมยึดครองตำแหน่งผู้นำที่แข็งแกร่งที่สุดของดินแดนปราการดวงดาวมา โดยตลอด ขาดอีกแค่ก้าวเดียว เขาก็จะเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ สร้างความ เปลี่ยนแปลงให้กับทั้งดินแดน!”
“บรรพบุรุษหุนเทียนทำไมหรือ?” เนี่ยเทียนถามอย่างเฉยเมย
เมื่อมีประสบการณ์จากดินแดนพงฟ้ามาก่อน เขาจึงรู้ว่าสำนักอักขระ เทพ สำนักภูเขาพันกระบี่และสำนักทองไพศาลต่างก็มีแดนเอตทัคคะอยู่ ดังนั้นสำหรับบรรพบุรุษหุนเทียนที่เป็นแดนว่างเปล่าช่วงท้ายแล้ว เขาจึง ไม่ได้รู้สึกอะไรเท่าไหร่นัก