ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 807 ทะเลสีครามนอกอาณาจักร
เนี่ยเทียนเคยอยู่กับคู่สามีภรรยาต้วนสือหู่ จิ่งโหรวในดินแดนพงฟ้ามา ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จึงรู้ว่าดินแดนดวงดาวที่เผ่ามนุษย์ครอบครองมี มากมายหลายแห่ง
ดินแดนปราการดวงดาวและดินแดนพงฟ้าเป็นเพียงแค่สองดินแดน ดวงดาวที่มีเผ่ามนุษย์อยู่มากมายเท่านั้น ไม่นับว่าโดดเด่นอะไร
ดินแดนดวงดาวเกิดจากอาณาจักรหลายแห่งมารวมตัวกัน อาณาจักร นั้นแบ่งออกเป็นอาณาจักรขนาดเล็ก อาณาจักรขนาดกลาง อาณาจักร ขนาดใหญ่ และอาณาจักรขนาดมหึมา
ดินแดนดวงดาวเองก็มีการแบ่งระดับเช่นเดียวกัน ได้แก่ดินแดน ดวงดาวระดับต้น ดินแดนดวงดาวระดับกลางและดินแดนดวงดาว ระดับสูง
ตามคำบอกเล่าของจิ่งโหรว โดยทั่วไปแล้วอาณาจักรที่มีผู้ฝึก ลมปราณแดนว่างเปล่าถือกำเนิดขึ้นมาล้วนถูกเรียกว่าเป็นดินแดน ดวงดาวระดับต้นเท่านั้น ส่วนดินแดนที่มีแดนเอตทัคคะนั่งบัญชาการณ์ถึง จะเรียกว่าเป็นดินแดนดวงดาวระดับกลาง มีเพียงดินแดนที่มีแดนเทพเจ้า ครอบครองเท่านั้นถึงจะคู่ควรให้เรียกว่าดินแดนดวงดาวระดับสูง
ก่อนหน้าที่ฝานข่ายยังไม่เลื่อนสู่แดนว่างเปล่า อันที่จริงดินแดนดาว ตกไม่ถือว่าเป็นดินแดนดวงดาวระดับต้นด้วยซ้ำ
ดินแดนพงฟ้าต่างหากถึงจะเรียกได้ว่าเป็นดินแดนดวงดาวระดับกลาง
มีเพียงพระราชวังโบราณสะเก็ดดาวและอาณาจักรขนาดใหญ่ยักษ์ที่มี ผู้แข็งแกร่งแดนเทพเจ้านั่งบัญชาการณ์เช่นเดียวกับพระราชวังโบราณ สะเก็ดดาวเท่านั้นถึงจะเรียกได้ว่าเป็นดินแดนดวงดาวระดับสูงอย่าง แท้จริง
บรรพบุรุษหุนเทียนยังขาดอีกครึ่งก้าวถึงจะเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะ ใน สายตาของเนี่ยเทียนจึงไม่นับว่าร้ายกาจอะไร
“บรรพบุรุษหุนเทียนไม่ได้ไปยังพื้นที่ที่ถูกปิดผนึกเพราะว่ามีการ ค้นพบอย่างอื่น” ขณะที่เนี่ยเทียนกำลังครุ่นคิด เยว่เหยียนสี่ก็กล่าวว่า “ในถิ่นของบรรพบุรุษหุนเทียนมีอาณาจักรดวงดาวที่มอดดับอยู่หลาย แห่ง ซึ่งตรงกลางของพื้นที่แห่งนั้นมีมหาสมุทรลึกลับอยู่หนึ่งผืน มหาสมุทรนั่นกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต มันลอยตัวอยู่นอกอาณาจักร แฝงเร้น ไว้ด้วยความลึกลับมากมาย”
“สำนักกลมฟ้าไม่ได้เดินทางไปที่นั่นก็เพราะค้นพบว่ากลางมหาสมุทร นั่นมีรูปปั้นหินที่ลึกลับลอยขึ้นมาเป็นระยะ”
“รูปปั้นหินพวกนั้นเหมือนจะแฝงเร้นสัจธรรมความจริงของพลังงาน ฟ้าดิน บรรพบุรุษหุนเทียนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างถึงที่สุด แล้วก็ เพราะระดมกำลังทั้งหมดไปตามหารูปปั้นหิน ดังนั้นจึงไม่สามารถเดินทาง ไปยังพื้นที่ที่ถูกปิดผนึกแห่งนั้นได้”
เนี่ยเทียนถามอย่างแปลกใจ “มหาสมุทรที่ลอยอยู่นอกอาณาจักร ก้น มหาสมุทรมีรูปปั้นหินลอยขึ้นมา? น่าสนใจนะ”
“น่าสนใจล่ะสิ?” เยว่เหยียนสี่หรี่ตากล่าว “ตามคำบอกของเจ้า จะ อย่างไรซะก็ยังไม่ถึงเวลาที่สนามรบสุ้ยเมี่ยจะเปิดขึ้น อยากจะไปดู มหาสมุทรนอกอาณาจักรผืนนั้นก่อนหรือไม่? รูปปั้นหินพวกนั้นมีหลาย รูปที่ถูกสำนักฟ้ากลมดึงออกมาจากก้นทะเลได้แล้ว ผู้แข็งแกร่งและศิษย์ผู้ กล้าจากสำนักต่างๆ ของดินแดนปราการดวงดาวเราล้วนเดินทางไปดูรูป ปั้นหินเพื่อทำความเข้าใจกับความลี้ลับของพวกมัน”
“อินย่าหนันกลับสำนักคุมสัตว์ไปได้ไม่นานก็ได้ยินว่าที่นั่นมีความ มหัศจรรย์จึงเร่งรุดไปที่นั่นแล้ว”
“ส่วนนังหนูเฉียวอวิ๋นซีก็ถูกส่งตัวไปนานแล้ว”
“เดิมทีข้าเองก็คิดจะไปดูที่นั่นเหมือนกัน หากเจ้าสนใจก็ไปพร้อมกับ ข้าเลยดีไหม?”
เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่ก็พยักหน้ารับ “ตกลง”
“ข้าล่ะ?” มู่ปี้ฉงเอ่ยแทรก
“เจ้าไปกับพวกเรา จะอย่างไรซะคนของเขาสุขาวดีก็เดินทางไปที่นั่น แล้ว” เยว่เหยียนสี่กล่าว
“อ้อ” มู่ปี้ฉงพยักหน้ารับแต่โดยดี
ค่ายกลนำส่งของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เปิดขึ้นอีกครั้ง เนี่ยเทียน เยว่เห ยียนสี่และมู่ปี้ฉงพากันเข้าไปยืนอยู่ข้างใน
เพียงแค่นำส่งครั้งเดียว เนี่ยเทียนก็มาปรากฏกายอยู่ริมขอบ อาณาจักรของดวงดาวที่มอดดับ อาณาจักรแห่งนี้ไม่ใหญ่มากนัก พื้นดิน เป็นสีเทาเข้ม มองเห็นยอดเขาได้รำไร
เนี่ยเทียนตั้งใจรับสัมผัสอยู่ชั่วครู่แต่กลับไม่รู้สึกถึงปราณวิญญาณฟ้า ดินใดๆ ปลดปล่อยกระแสจิตวิญญาณออกไปก็สัมผัสไม่ได้ถึงปราณของ แมลงหรือพืชพรรณใดๆ
เขาจึงรู้ว่าอาณาจักรดวงดาวใต้ฝ่าเท้าของตัวเองได้ตายไปแล้ว
ค่ายกลนำส่งที่เขาเดินออกมาสร้างอยู่เหนือเรือรบทางช้างเผือกลำ หนึ่งของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ เรือรบลำนี้ลอยอยู่ริมขอบของอาณาจักร ดวงดาวที่มอดดับ
เมื่อถอนสายตากลับมาจากดวงดาวที่มอดดับบริเวณใกล้เคียง เนี่ย เทียนตรวจสอบอย่างละเอียดอีกพักหนึ่งก็พลันตัวสั่นเยือก
อาณาจักรดวงดาวที่มอดดับเจ็ดแห่งกระจายอยู่ทั่วทุกแห่ง ดวงดาวที่ มอดดับดวงหนึ่งซึ่งอยู่ข้างกายเขาก็คือหนึ่งในนั้น
และท่ามกลางอาณาจักรดวงดาวที่มอดดับทั้งเจ็ดแห่งก็มีทะเลลึกสี ครามซึ่งกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุดผืนหนึ่ง ทะเลผืนนี้ลอยอยู่นอกอาณาจักร อย่างแท้จริง เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว อาณาจักรดวงดาวที่มอดดับเจ็ด แห่งนั้นนับว่าเล็กกระจิดริดจนเทียบกันไม่ติด
มองไม่ออกเลยว่ามหาสมุทรสีครามลึกลับสุดจะหยั่งผืนนั้นลึกมากแค่ ไหน
ทะเลลึกนั่นทำให้เนี่ยเทียนรู้สึกว่าก้นทะเลได้ทอดยาวไปอย่างไร้ที่ สิ้นสุดจนมิอาจคำนวณได้
ทะเลลึกอยู่นอกอาณาจักร ตามหลักแล้วต้องมีสิ่งเจือปนนอก อาณาจักรจำนวนนับไม่ถ้วนปะปนอยู่มากมาย ซึ่งสิ่งเจือปนเหล่านั้นจะ เป็นภัยต่อร่างกายและจิตวิญญาณของผู้ฝึกลมปราณ
จุดนี้เนี่ยเทียนสัมผัสได้อย่างลึกล้ำเมื่อครั้งที่เข้าออกดินแดนพงฟ้า พร้อมกับจ้าวซานหลิงอยู่หลายครั้ง
ว่ากันว่ามีเพียงแดนว่างเปล่าที่อยู่ในดินแดนของตัวเองเท่านั้นถึงจะ แบกรับการรุกรานจากพิษร้ายที่อยู่นอกอาณาจักรได้
และก็ด้วยเหตุนี้จึงมีคำบอกว่ามีเพียงแดนว่างเปล่า หรือผู้ที่มีเรือรบ ทางช้างเผือกเท่านั้นถึงจะมาทำการสำรวจทางช้างเผือกที่กว้างใหญ่ ไพศาลได้
ทว่าทั้งๆ ที่ทะเลลึกแห่งนี้อยู่นอกอาณาจักร อยู่ระหว่างดวงดาวที่ มอดดับเจ็ดดวง แต่กลับไม่มีสิ่งเจือปนใดๆ แทรกซึมเข้ามา
นี่จึงนับเป็นจุดที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง
เขาหรี่ตาลง ทอดสายตามองไปทิศไกลจึงเห็นว่าจุดลึกของมหาสมุทร สีครามมีจุดแสงเท่าเมล็ดข้าวสารเปล่งประกาย
เยว่เหยียนสี่อธิบาย “ในบรรดาอาวุธวิเศษประเภทบินเหล่านั้นมีวิหค เพลิงของนังหนูเฉียวอยู่ด้วย นอกจากนี้แล้วยังมีอาวุธวิเศษประเภทบิน
ของอีกห้าสำนักสามตระกูล จุดที่พวกเขาอยู่ก็คือตำแหน่งที่มีรูปปั้นหิน ลอยขึ้นมา”
กล่าวจบเขาก็เรียกอาวุธวิเศษประเภทบินลำหนึ่งออกมา ให้เนี่ยเทียน และมู่ปี้ฉงขึ้นไปแล้วบินไปยังจุดที่มีแสงสว่างเหล่านั้น
ระหว่างทางที่บินไปยังจุดแสงแห่งนั้น เนี่ยเทียนคอยมองไปรอบด้าน อย่างต่อเนื่อง จึงพอจะมองเห็นได้อย่างเลือนรางว่าบริเวณใกล้เคียงกับ ดวงดาวมอดดับอื่นๆ ก็มีเรือรบทางช้างเผือกจอดอยู่อีกหลายลำเช่นกัน
เรือรบทางช้างเผือกเหล่านั้นน่าจะมาจากฝ่ายอื่นๆ ในห้าสำนักสาม ตระกูล เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเองก็มาที่นี่เพื่อทำการสำรวจ
ในที่สุดอาวุธวิเศษประเภทบินลำที่เยว่เหยียนสี่โดยสารมาก็มาถึงจุด ลึกของมหาสมุทรสีคราม
วิหคเพลิงของเฉียวอวิ๋นซีจอดนิ่งอยู่เหนือมหาสมุทร มีผู้ฝึกลมปราณ หลายคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ยืนจ้องมองไปยังทะเลลึกที่อยู่ข้างวิหค เพลิงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
กลางมหาสมุทรมีรูปปั้นหินอยู่แปดรูป ใบหน้าของรูปปั้นพร่าเลือน พวกมันลอยนิ่งๆ อยู่ในทะเล
รูปปั้นหินทั้งแปดมีลักษณะแตกต่างกันออกไป บ้างก็เป็นรูปคน บ้างก็ คล้ายรูปชนต่างเผ่า และบางรูปก็เหมือนสัตว์วิเศษ แต่และรูปล้วนมีขนาด ใหญ่อย่างหาที่เปรียบไม่ได้
ม่านแสงขมุกขมัวถูกปลดปล่อยออกมาจากบนรูปปั้น เนี่ยเทียนมอง อย่างละเอียดก็พบว่าใบหน้าของรูปปั้นเหล่านั้นพร่าเลือนราวกับว่ายัง สลักไม่เสร็จสิ้น
ขณะที่เขากำลังมองสำรวจอย่างละเอียดอยู่นั้น ผู้เฒ่าคนหนึ่งจาก สำนักฟ้ากลมก็บินทะยานมาถึง
“พี่เยว่ เจ้าน่าจะรู้กฎดีนะ” คนผู้นั้นคือแดนว่างเปล่าช่วงกลาง มีนาม ว่าโจวซ่าง เขาขมวดคิ้วพูด “ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้มาสำรวจความลี้ลับของ รูปปั้นหินมีเพียงห้าสำนักสามตระกูล แต่ละครั้งทุกฝ่ายส่งคนมาได้แค่สิบ คนเท่านั้น ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายหยกวิเศษหนึ่งหมื่นก้อน ซึ่งจะอยู่ได้นาน ครึ่งเดือน”
“พี่โจว คนผู้นี้คือแขกของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ข้า ข้า… ” เยว่เหยียนสี่ หมายจะอธิบาย
“ข้าไม่สนใจว่าเขาเป็นใคร” โจวซ่างตัดบทคำพูดของเขาด้วยน้ำเสียง ไม่เกรงใจ “หากเขาคิดจะมาทำความเข้าใจที่นี่ เจ้าก็ต้องให้คนผู้หนึ่งใน สำนักจากไป นอกจากนี้เนื่องจากเขาไม่ใช่คนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์พวก เจ้า เขาจำเป็นต้องจ่ายหยกวิเศษมากกว่าเดิมหนึ่งเท่าตัว นั่นคือสองหมื่น ก้อน”
เยว่เหยียนสี่แอบขมวดคิ้ว
เนี่ยเทียนเองก็อึ้งตะลึงไปเหมือนกัน
ผู้เฒ่าของสำนักฟ้ากลมผู้นี้มีสีหน้าเย่อหยิ่ง ทั้งยังไม่เกรงใจเยว่เหยียน สี่ที่มีขอบเขตเท่ากันแม้แต่น้อย นี่ทำให้เขาแปลกใจอย่างมาก
การมาสำรวจรูปปั้นหิน ห้าสำนักสามตระกูลส่งคนมาได้แค่ครั้งละสิบ คน และห้ามเกินขีดจำกัดที่กำหนด แถมทุกคนยังต้องจ่ายหยกวิเศษหนึ่ง หมื่นก้อน
หยกวิเศษหนึ่งหมื่นก้อนเท่ากับหินวิเศษหนึ่งล้านก้อน ต่อให้เป็นเขาที่ ใช้จ่ายมือเติบแค่ไหนก็ยังรู้สึกว่าหินวิเศษหนึ่งล้านก้อนแลกกับเวลาแค่ ครึ่งเดือน ราคานี้ออกจะเกินควรไปสักหน่อย
ทว่าคนผู้นั้นกลับยังคิดจะเก็บค่าใช้จ่ายเขามากกว่าเดิมถึงหนึ่งเท่าตัว เพียงเพราะเขาไม่ใช่คนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์
“เสี่ยวฉง!”
ขณะที่เยว่เหยียนสี่กำลังพูดคุยกับเขา เจียงเฟิงจากเขาสุขาวดีก็เร่ง ร้อนมาหาด้วยสีหน้ายินดี
หลังจากที่เจียงเฟิงมาถึงก็มองเขาปราดหนึ่งด้วยสีหน้าซับซ้อน “นึก ไม่ถึงว่าเจ้าก็จะมาด้วย”
เนี่ยเทียนยิ้มบางๆ ตอบกลับ
เยว่เหยียนสี่ส่งสายตาให้กับเจียงเฟิง เพราะมีโจวซ่างอยู่ด้วย คำพูด หลายอย่างจึงมิอาจกล่าวได้ เขาใช้สายตาบอกเป็นนัยกับมู่ปี้ฉง ให้มู่ปี้ฉง ขยับไปใกล้เจียงเฟิง
จากนั้นเขาก็หันไปพูดกับโจวซ่างจากสำนักฟ้ากลมว่า “ได้ ข้าจะทำ ตามกฎที่สำนักฟ้ากลมตั้งเอาไว้ ข้าจะให้คนในสำนักคนหนึ่งกลับไปที่เรือ
รบทางช้างเผือกก่อน และให้เขาอยู่ต่อเพื่อทำความเข้าใจกับสถานที่แห่ง นี้ นอกจากนี้ข้ายังจะจ่ายหยกวิเศษเพิ่มให้อีกหนึ่งหมื่นก้อน”
“อืม” โจวซ่างเห็นด้วย
เยว่เหยียนสี่ลงมือทันที เขาขยับไปใกล้จุดที่วิหคเพลิงจอดอยู่แล้วพูด เบาๆ กับคนผู้หนึ่งของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์
คนผู้นั้นมีท่าทีไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ แต่ก็ยังคงลุกขึ้นยืนอย่างเชื่อฟัง จากนั้นก็บินไปยังจุดจอดเรือรบทางช้างเผือกของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์
เยว่เหยียนสี่จ่ายหยกวิเศษสองหมื่นก้อนแทนเนี่ยเทียนแล้วจัดการให้ เนี่ยเทียนขึ้นไปยืนอยู่บนวิหคเพลิง “เจ้าอยู่ที่นี่และทำความเข้าใจกับ ความลี้ลับของรูปปั้นหิน”
“ตกลง” เนี่ยเทียนตอบรับอย่างเป็นธรรมชาติ
เฉียวอวิ๋นซีที่อยู่ด้านข้างมองเห็นว่าเขามาก็พยักหน้าให้เบาๆ ถือว่า เป็นการทักทาย จากนั้นก็ย้ายสมาธิทั้งหมดไปไว้ที่รูปปั้นทั้งแปดใน มหาสมุทรอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว
“เรื่องอื่นไว้ค่อยคุยกันหลังออกไปจากที่นี่แล้ว” เจียงเฟิงพูดกับเนี่ย เทียนเบาๆ หนึ่งประโยคแล้วจึงรีบพามู่ปี้ฉงจากไปราวกับกลัวว่าจะเป็น การรบกวนคนอื่น
เขาโบกมือหนึ่งครั้ง ชายหนุ่มคนหนึ่งของเขาสุขาวดีก็ลุกขึ้นยืนอย่าง ไม่เต็มใจ ก่อนจะเรียกอาวุธวิเศษประเภทบินออกมาแล้วบินจากไปด้วย ความหดหู่
สถานที่แห่งนั้นจึงตกอยู่ในความเงียบสงัดอีกครั้ง