ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 808 ท ำควำมเข้ำใจกับรูปปั้นหิน
หลังจากเจียงเฟิงพามู่ปี้ฉงไปถึงอาวุธวิเศษประเภทบินลำที่ผู้ฝึก ลมปราณของเขาสุขาวดีรวมตัวกันอยู่ ตัวเขาเองก็จากไปอย่างเงียบเชียบ
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เป็นหนึ่งในคนที่ทำความเข้าใจกับสถานที่แห่งนี้
ตอนที่เขาไปจากมหาสมุทรสีครามซึ่งมีรูปปั้นหินแปดรูปลอยขึ้นมา ดวงตาก็เป็นประกายแล้วติดตามเยว่เหยียนสี่ไป
เยว่เหยียนสี่พาเนี่ยเทียนมา ไม่เพียงแต่ทำให้เจียงเฟิงตกใจ ผู้ แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าสองคนของตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานต่างก็ตื่น ตะลึงกันอย่างหนัก
สองคนนั้นก็เป็นบุคคลที่เนี่ยเทียนคุ้นเคยมากเช่นกัน เขาก็คือเจี่ยนถง และกวานฝู่
เรือรบทางช้างเผือกที่พวกเขาใช้เดินทางมาที่นี่จอดอยู่ริมขอบของ ทะเลสีคราม มีเพียงคนสิบคนของแต่ละตระกูลเท่านั้นที่ลอยตัวนิ่งๆ ทำ ความเข้าใจกับพื้นที่แห่งนั้น
เจี่ยนถง กวานฝู่มองหน้ากัน ก่อนจะบินออกมาจากเรือรบทาง ช้างเผือก ใช้ตบะแดนว่างเปล่าแหวกอากาศมาถึง
ไม่นานนักเจียงเฟิง เจี่ยนถง กวานฝู่สามคนก็พากันมาหาเยว่เหยียนสี่
เยว่เหยียนสี่ในเวลานี้อยู่ห่างจากเนี่ยเทียนมากแล้ว โจวซ่างจากสำนัก ฟ้ากลมก็ไม่ได้สนใจการกระทำแปลกประหลาดของพวกเขา
เพราะว่าคนเหล่านั้นไม่ได้ทำผิดกฎที่สำนักฟ้ากลมตั้งเอาไว้
ทั้งที่ยังอยู่ห่างจากเรือรบทางช้างเผือกของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์อีกไกล มาก เยว่เหยียนสี่กลับหยุดชะงักกลางคัน
เขาพยักหน้าส่งยิ้มให้กับเจี่ยนถง กวานฝู่ ก่อนจะเก็บรอยยิ้มกลับคืน แล้วมองไปยังเจียงเฟิงด้วยสายตาหม่นมัว “มีอะไรจะแนะนำรึ?”
แต่ไรไหนมาสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ถูกกับเขาสุขาวดี เมื่ออยู่ในดินแดน ปราการดวงดาวก็เคยปะทะกันหลายครั้ง หากไม่เป็นเพราะเหตุนี้ เฉียวอวิ๋นซีของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่มีทางถูกมู่ปี้ฉงลอบสังหารตอนอยู่ใน พื้นที่ที่ถูกปิดผนึกแห่งนั้น
ตอนที่อยู่ในอาณาจักรโพ่สุ้ย เพราะว่าพวกเคอจินเผิงจากสำนักภูเขา พันกระบี่ไปถึง ทั้งสอฝ่ายจึงรักษาความสงบต่อกันในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ทว่าพอกลับมายังดินแดนปราการดวงดาว ความขัดแย้งระหว่างพวกเขาก็ ยังคงมีอยู่
“ให้คำแนะนำนั้นคงมิกล้า” เจียงเฟิงยิ้มบางๆ พูดเบาๆ “สำนักฟ้า กลมไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในพื้นที่ที่ถูกปิดผนึก พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าเนี่ยเทียน …มีตัวตนเป็นบุตรแห่งดวงดาว”
หลังกลับมาจากพื้นที่ที่ถูกปิดผนึก คนจากเขาสุขาวดี ตระกูลเจี่ยน และตระกูลกวานต่างก็เก็บทุกเรื่องเอาไว้เป็นความลับ ไม่แพร่งพราย ออกไป
สำนักฟ้ากลมรู้เพียงแค่ว่าพวกเขาสี่สำนักสามตระกูลไม่เพียงแต่ไม่ได้ รับผลพวงใดๆ จากพื้นที่ที่ถูกปิดผนึกแห่งนั้น กลับยังเสียหายอย่างใหญ่ หลวงด้วย
สำนักฟ้ากลมยังสมหน้าพวกเขาไม่น้อย
เจียงเฟิงกลับไปยังเขาสุขาวดีและบอกเรื่องนี้ให้กับแดนว่างเปล่าช่วง ท้ายของเขาสุขาวดีฟัง คนผู้นั้นกริ่งเกรงในตัวตนบุตรแห่งดวงดาวของเนี่ย เทียนอย่างมากจึงสั่งความให้เจียงเฟิงปิดปากให้สนิท
สำหรับเรื่องที่เนี่ยเทียนและจ้าวซานหลิงช่วงชิงโบราณสถานของซวีห ลิงจื่อไป ทั้งยังสังหารเขตวิญญาณของเขาสุขาวดีไปหลายคน แม้แต่เรื่อง ของมู่ปี้ฉง คนผู้นั้นก็ยังไม่กล้าซักไซ้เอาความ
คนผู้นั้นแค่กำชับเจียงเฟิงว่าห้ามไปมีเรื่องกับเนี่ยเทียนเด็ดขาด ส่วน เรื่องที่มู่ปี้ฉงถูกกักตัวเอาไว้ก็ให้พยายามหาวิธีมาจัดการ
ในใจของเจียงเฟิงรู้ดีว่าคนผู้นั้นหวั่นเกรงพระราชวังโบราณสะเก็ดดาว ที่อยู่เบื้องหลังของเนี่ยเทียนจึงเลือกที่จะข่มกลั้นความเดือดดาลนี้เอาไว้
“อย่าให้สำนักฟ้ากลมรู้เรื่องนี้ดีที่สุด” เยว่เหยียนสี่ยิ้มแปลกแปร่ง มองไกลๆ ไปยังตำแหน่งที่โจวซ่างยืนอยู่ สีหน้าพลันเย็นเยียบ “เดิมที สำนักฟ้ากลมก็โอหังมากพออยู่แล้ว นึกไม่ถึงว่าตอนนี้จะร้ายกาจหนักยิ่ง กว่าเดิม ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวคือสถานที่ที่ลึกลับที่สุดของดินแดน ปราการดวงดาว เดิมทีควรจะอยู่ในการครอบครองของห้าสำนักสาม ตระกูล ร่วมกันตรวจสอบสืบหาความลี้ลับ”
“สำนักฟ้ากลมอาศัยว่ามีบรรพบุรุษหุนเทียนที่เป็นบุคคลอันดับหนึ่ง ของดินแดนปราการดวงดาว ซึ่งกำลังจะเลื่อนเป็นแดนเอตทัคคะ จึงฮุบ เอาทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวมาครองคนเดียวก็ยังพอทำเนา”
“นึกไม่ถึงเลยว่าหลังจากที่รูปปั้นหินลอยขึ้นมา เมื่อทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาวมีความมหัศจรรย์ พวกเขาจะยังคิดฮุบเอาไว้คนเดียวอีก”
“หากไม่เป็นเพราะพวกเขาปิดข่าวไม่ดีจนข่าวนี้เล็ดรอดออกมา เป็น เหตุให้พวกเราร่วมมือกันกำราบ แม้แต่โอกาสที่พวกเราจะเงยหน้ามองรูป ปั้นหินพวกนั้นก็คงยังไม่มี”
“การมาสังเกตการณ์รูปปั้นหิน พวกเราทุกฝ่ายส่งคนมาได้แค่สิบคน แถมต้องจ่ายหยกวิเศษหนึ่งหมื่นก้อนทุกครึ่งเดือน สำนักฟ้ากลมช่างมีหัว การค้านัก”
ในน้ำเสียงของเยว่เหยียนสี่เต็มไปด้วยความตำหนิติเตียน เห็นได้ชัดว่า ไม่พอใจโจวซ่างและการวางอำนาจของสำนักฟ้ากลมอย่างถึงที่สุด
พอพูดมาถึงตรงนี้ พวกเจียงเฟิง กวานฝู่ เจี่ยนถงต่างก็รู้สึกแบบ เดียวกัน พวกเขามีศัตรูร่วมกันแบบนี้ก็ดูเหมือนว่าระยะห่างระหว่างกัน จะขยับเข้ามาใกล้อีกไม่น้อย
“นั่นสิ เดิมทีบรรพบุรุษหุนเทียนคือบุคคลอันดับหนึ่งของดินแดน ปราการดวงดาวอยู่แล้ว ทั้งตอนนี้ยังเริ่มทำการเลื่อนขั้น” เจี่ยนถงถอน หายใจเบาๆ “ความเผด็จการของบรรพบุรุษหุนเทียน พวกเจ้าเองก็รู้กันดี ตอนที่เขายังไม่เลื่อนสู่แดนเอตทัคคะก็ทำให้สำนักฟ้ากลมยึดครองทะเลสี ครามเจ็ดดวงดาวมานานหลายปี รอจนเขาเลื่อนสู่แดนเอตทัคคะได้สำเร็จ
ก็ไม่รู้ว่าในดินแดนปราการดวงดาวจะยังมีตำแหน่งที่ว่างให้พวกเราหรือ เปล่า”
พอพูดถึงบรรพบุรุษหุนเทียน หลายคนก็มีสีหน้าเคร่งเครียด คำพูดคำ จาก็น้อยลง
ในสายตาของผู้ฝึกลมปราณทุกคนในดินแดนปราการดวงดาว บรรพ บุรุษหุนเทียนคือภูเขาลูกใหญ่ที่ยากจะข้ามผ่านไปได้ หลายพันปีที่ผ่านมา เขาแทบจะยึดครองดินแดนปราการดวงดาวไว้ในกำมือของตัวเองคนเดียว
เจียงเฟิงนิ่งเงียบไปนาน ก่อนจะเกิดแรงบันดาลใจ พลันกล่าวว่า “พี่ เยว่ เจ้าพาเนี่ยเทียนมาที่นี่ ทั้งยังจงใจไม่บอกตัวตนของเขาให้โจวซ่างรู้ หรือว่า…คิดจะให้เนี่ยเทียนมองสำนักฟ้ากลมเป็นศัตรู?”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจอะไรทั้งนั้น แต่โจวซ่างกลับเห็นว่าเขาเป็นคนนอกเลย ยืนกรานจะเก็บหยกวิเศษมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัวให้ได้” เยว่เหยียนสี่ กล่าว
“อ้อ” เจียงเฟิงพยักหน้าอย่างเข้าใจเป็นอย่างดี ก่อนจะพูดต่อว่า “ข้า เริ่มคาดหวังซะแล้ว คาดหวังว่าเนี่ยเทียนผู้นั้นจะบรรลุความลี้ลับได้จาก รูปปั้นหินทั้งแปด หากเขาที่เป็นคนนอกได้รับผลประโยชน์และมีการ เลื่อนขั้นเพราะเหตุนี้ หยกวิเศษสองหมื่นก้อนนั่นก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว”
“เมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่รู้ว่าสำนักฟ้ากลมจะมีสีหน้าเช่นไร จะยังพูดและ ทำอะไรกับคนนอกอย่างเนี่ยเทียนได้”
ผู้เฒ่าประหลาดสองคนอย่างกวานฝู่และเจี่ยนถงต่างก็มีสายตา ประหลาดคล้ายนึกได้ถึงเรื่องน่าสนใจ มุมปากจึงเผยเป็นรอยยิ้ม เห็นได้ ชัดว่าพวกเขาเองก็รอคอยมากเหมือนกัน
……
บนวิหคเพลิง
เนี่ยเทียนไม่ได้นั่งนิ่งๆ มองสังเกตรูปปั้นหินในทะเลเฉกเช่นพวก เฉียวอวิ๋นซี
เขามองประเมินไปรอบด้านอย่างไม่รีบไม่ร้อน
มองเห็นว่าหลังจากที่เข้ามา มู่ปี้ฉงก็บินเข้าไปยังอาวุธวิเศษประเภท บินที่เป็นของเขาสุขาวดีแล้วเพ่งสมาธิจ้องไปยังรูปปั้นหินรูปหนึ่งทันที
สายตาของเขากวาดไปทั่วจึงพอจะมองเห็นคนของตระกูลกวาน ตระกูลเจี่ยนและตระกูลฉู่ที่มีฝั่งละสิบคน ซึ่งกำลังทำความเข้าใจกับรูป ปั้นหินได้รำไร
ห่างออกไปไกล อินย่าหนันที่แยกจากกับเขาตอนอยู่อาณาจักรเลี่ยคง ก็นั่งนิ่งๆ อยู่กับชายหญิงอีกเก้าคนของสำนักคุมสัตว์
เขายังคงมองต่อไป แล้วก็เห็นว่ามีคนที่สวมอาภรณ์ของสำนักสาม กระบี่กระจายตัวกันอยู่ในจุดที่ห่างออกไป
สี่สำนักสามตระกูลนี้ ทุกฝ่ายต่างก็มีคนสิบคนนั่งอยู่บนอาวุธวิเศษ ประเภทบิน
ทว่าสำนักฟ้ากลมกลับต่างจากทุกคนอย่างเห็นได้ชัด
โจวซ่างที่จากไปนั่งอยู่ในอาวุธวิเศษประเภทบินของสำนักฟ้ากลม ลูก ศิษย์ของสำนักฟ้ากลมที่อยู่ในอาวุธวิเศษประเภทบินเกรงว่าคงมีมากถึง ห้าสิบหกสิบคน
เห็นทีว่ากฎเกณฑ์ทั้งหมดที่สำนักฟ้ากลมสร้างขึ้นก็เพียงแค่เพื่อเล่น งานฝ่ายอื่น แต่ไม่ได้ตั้งขีดจำกัดให้กับตัวพวกเขาเอง
มองอยู่นาน ในที่สุดเขาก็ดึงสายตากลับคืนมา ก้มหน้ามองทะเลลึกที่ อยู่เบื้องล่าง
เขาไม่ได้ใช้กระแสจิตวิญญาณ เพียงแค่ใช้สายตามองจึงไม่ได้รู้สึกถึง ความลี้ลับใดๆ จากรูปปั้นหินทั้งแปด
รูปปั้นหินสูงประมาณหนึ่งร้อยเมตร ความกว้างไม่เท่ากัน ทำมาจาก หินยักษ์บางประเภทที่มีสีเทาซีด ใบหน้าของพวกมันพร่าเลือน พื้นผิว ภายนอกก็ไม่มีลวดลายอะไรที่พิเศษ
เมื่อเทียบเคียงกับแขนของเทพยักษ์ค้ำฟ้าในพื้นที่พิเศษที่เกราะมังกร พาเขาไปแล้ว รูปปั้นหินทั้งแปดก็ดูเล็กกระจิดริดกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด
ลำพังเพียงแค่แขนของเทพยักษ์ค้ำฟ้าที่โผล่พ้นออกมาจากพื้นดินก็ เหมือนเทือกเขาที่ตั้งตระหง่าน อานุภาพยิ่งใหญ่เกรียงไกร สร้างความ สะท้านสะเทือนให้กับสายตาคนมอง
เมื่อเคยเห็นเทพยักษ์ค้ำฟ้ามาก่อน พอมาเจอกับรูปปั้นหินแปดรูปที่มี ขนาดร้อยเมตรนี้ เนี่ยเทียนจึงไม่รู้สึกตกตะลึงแม้แต่น้อย
เขาเคลื่อนพลังจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งไปยังรูปปั้นหนึ่งในนั้นที่เป็นรูป คน
ด้านในรูปปั้นที่เป็นรูปคนมีเส้นใยจิตวิญญาณเป็นเส้นๆ ที่เหมือนกับ ของเขา เห็นได้ชัดว่ามาจากพวกคนของห้าสำนักสามตระกูลที่ทำความ เข้าใจกับความลี้ลับของที่แห่งนี้
เส้นใยจิตวิญญาณของผู้ฝึกลมปราณจากสำนักที่ต่างกันมีการแบ่งแยก กันอย่างชัดเจน ไม่มีทางปะทะกันเอง
เส้นใยจิตวิญญาณทั้งหมดต่างก็เคลื่อนไหวอยู่ข้างในรูปปั้นหิน หมาย ทำความเข้าใจกับความลี้ลับของมันเพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้กับขอบเขต และตบะของตัวเอง หวังตามหาวิชาหรือไม่สัจธรรมความจริงที่เหมาะสม กับตัวเอง
เส้นใยจิตวิญญาณที่เป็นของเนี่ยเทียนว่ายวนอยู่ในรูปปั้นคนรอบหนึ่ง ทว่ากลับไม่ได้รับผลพวงใดๆ กลับคืนมา
จากนั้นเส้นใยจิตวิญญาณของเขาก็บินออกจากรูปปั้นคนไปยังรูปปั้น อีกเจ็ดรูปที่เหลือซึ่งบ้างก็เป็นรูปของชนต่างเผ่า รูปสัตว์โบราณ หรือไม่ก็ เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่มีใครรู้จัก ว่ายวนอยู่ในรูปปั้นพวกนั้นพักหนึ่ง แต่กระนั้น กลับยังไม่มีความรู้สึกที่พิเศษใดๆ
เขาทำทุกอย่างนี้เสร็จโดยใช้เวลาแค่สองชั่วยามเท่านั้น
จิตวิญญาณกลับคืนมาสู่กาย ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็หันไปพูดกับ เฉียวอวิ๋นซีที่อยู่ข้างกาย “ไง ไม่เจอกันนานเลยนะ ผู้ฝึกลมปราณของห้า สำนักสามตระกูลของพวกเจ้าล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่เพื่อทำความเข้าใจ
กับความลี้ลับของรูปปั้นหินทั้งแปด แต่มีใครที่ได้รับผลพวงอย่างแท้จริง หรือไม่?”
เฉียวอวิ๋นซีเหลือบมองเขาแวบหนึ่งอย่างไม่เต็มใจ ก่อนเอ่ยอย่าง หงุดหงิด “ตอนนี้ยังไม่มี”
“อ้อ” เนี่ยเทียนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย “เหตุใดผู้อาวุโสเยว่และผู้ แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าอย่างพวกเจียงเฟิงถึงไม่มาทำความเข้าใจ? อีก อย่าง รูปปั้นหินพวกนี้…ทำไมสำนักฟ้ากลมถึงต้องทิ้งมันไว้ในทะเล แต่ไม่ ลากออกมา เอากลับสำนักฟ้ากลม เพื่อให้คนได้สัมผัสและตรวจสอบ อย่างละเอียดยิ่งกว่าเดิม?”
เฉียวอวิ๋นซีแค่นเสียงในลำคอ “ทำความเข้าใจกับความลี้ลับของรูป ปั้นหาใช่ว่าขอบเขตยิ่งสูงก็ยิ่งง่าย เรื่องราวมากมายล้วนต้องดูที่โชค วาสนา ไม่มีวาสนานั้น ธาตุและวิชาการฝึกตนไม่สอดคล้องกับรูปปั้นหิน ต่อให้ขอบเขตสูงล้ำก็ไม่มีประโยชน์”
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกเจียงเฟิงไม่ได้มาทำความเข้าใจ? พอพวกเขา มาที่นี่ก็สังเกตการณ์รูปปั้นหินพวกนั้นแล้ว แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไร เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่มีโอกาสย่อมต้องละทิ้งไปเอง”
“ดังนั้นพวกเขาถึงได้ส่งลูกศิษย์ในสำนักมา หวังให้คนฉลาดและคนที่ มีโชควาสนาในสำนักมาทำความเข้าใจกับที่แห่งนี้”
“ส่วนที่ว่าทำไมพวกรูปปั้นหินเหล่านั้นถึงไม่ถูกสำนักฟ้ากลมลาก ออกมาก็เพราะยังต้องมีรูปปั้นหินใหม่ๆ ทยอยผุดออกมาอย่างต่อเนื่อง”
“สำนักฟ้ากลมกำลังรอ รอให้รูปปั้นหินทั้งหมดลอยขึ้นมา อีกอย่างคือ หากรูปปั้นถูกเอากลับไปยังสำนักฟ้ากลมก็จะไม่อนุญาตให้สำนักอื่นๆ ทำ ความเข้าใจอีก”
“ที่รูปปั้นหินพวกนั้นยังอยู่ในทะเลให้พวกเราได้ทำความเข้าใจก็ถือว่า เป็นผลลัพธ์จากการที่อีกสี่สำนักสามตระกูลช่วยกันคิดแทบล้มประดา ตาย”
กล่าวมาถึงตรงนี้ ทางฝั่งของสำนักฟ้ากลมก็พลันมีเสียงอุทานด้วย ความยินดีดังลอยมา
โจวซ่างที่ยืนอยู่ข้างชายหนุ่มร่างกายสูงใหญ่คนหนึ่งมีสีหน้าตื่นเต้น แทบจะกระโดดโลดเต้น
ชายหนุ่มผู้นั้นมองไปยังรูปปั้นหนึ่งที่บนศีรษะมีเขางอกขึ้นมาซึ่งเห็น ได้ชัดว่าไม่ใช่รูปปั้นของเผ่ามนุษย์ด้วยดวงตาเป็นประกาย ดูท่าทางว่าจะ มีการค้นพบบางอย่าง
เงาร่างพร่าเลือนเงาหนึ่งก่อเป็นรูปร่างขึ้นมาโดยพลังวิญญาณของ ชายหนุ่มผู้นั้น และบนศีรษะของเขาก็คล้ายจะมีเขางอกขึ้นมาด้วย
เงาร่างนั้นเหมือนกับรูปปั้นหินที่ชายหนุ่มคนนั้นกำลังมองอย่างไม่มี ผิดเพี้ยน
โจวซ่างสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที ตะโกนเสียงดังลั่น “ทุกคนจงรีบ ถอนกระแสจิตวิญญาณออกมาจากรูปปั้นรูปนั้น ห้ามใครทำความเข้าใจ กับมันอีก”