ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 809 ตั้งกฎอีกครั้ง
รูปปั้นสีเทาซีดพลันมีแสงแวววาวแผ่ปกคลุม เรือนกายของรูปปั้นหิน ที่ใหญ่โตเกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าตกใจ คล้ายกลายสภาพจากหินมาเป็น หยก
แทบจะเวลาเดียวกัน ทิศทางของตระกูลฉู่ก็มีเสียงร้องอุทานยินดีดัง ลอยมา
ผู้ฝึกลมปราณหญิงคนหนึ่งของตระกูลฉู่เหมือนจะบรรลุความลี้ลับได้ เช่นเดียวกับคนของสำนักฟูากลม
เงาร่างที่พร่าเลือนอีกร่างหนึ่งซึ่งมีพลังวิญญาณของนางเป็นต้นกำเนิด ค่อยๆ ก่อรูปร่างขึ้นมาช้าๆ
เสียงโหวกเหวกของฝั่งตระกูลฉู่ย่อมดึงดูดความสนใจของทุกคนได้ แน่นอน
โจวซ่างสีหน้าเย็นชา ตวาดอีกครั้ง “ถอนจิตวิญญาณของทุกคนที่รับ สัมผัสกับรูปปั้นนั่นออกให้หมด!”
พอได้ยินเสียงเขาตวาด พวกคนของสี่สำนักสามตระกูลที่ทำความ เข้าใจอยู่ แต่ยังไม่ได้รับผลพวงใดๆ ก็พากันถอนพลังจิตวิญญาณที่ไป รวมตัวกันอยู่บนรูปปั้นที่มีเขากลับไปนานแล้ว
ทว่าคนจากตระกูลฉู่ผู้นั้นที่เนื่องจากทำความเข้าใจกับรูปปั้นเดียวกัน ย่อมไม่มีทางยอมแพ้ง่ายๆ
กระแสจิตวิญญาณของนางยังคงอยู่ในรูปปั้นหินนั่นและทำความ เข้าใจต่อไป
ดวงตาของโจวซ่างพลันฉายแววดุร้าย “ไอ้พวกไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง!”
กล่าวจบ กระแสจิตวิญญาณที่มาจากโจวซ่างก็พลันพุ่งไปในรูปปั้นหิน แล้วคว้าจับกระแสจิตวิญญาณของคนตระกูลฉู่ราวคว้าจับแมลงเล็กๆ ตัว หนึ่งแล้วกระชากพาออกมา
หญิงสาวตระกูลฉู่มีตบะแค่เขตสามัญช่วงต้น จะต้านทานเขาได้ อย่างไร?
เมื่อกระแสจิตวิญญาณหลุดออกมา สีหน้าของหญิงสาวคนนั้นก็แสดง ความเจ็บปวด เรือนกายที่ผอมบางพลันสั่นสะท้าน เงาร่างที่นางใช้พลัง วิญญาณสร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบากพลันสลายหายไป
การรับสัมผัสระหว่างนางและรูปปั้นหินก้อนนั้นถูกขัดจังหวะ และไม่ อาจทำซ้ำได้อีก
สีหน้าของนางซีดขาว มองไกลๆ ไปยังโจวซ่าง ในใจเปี่ยมล้นไปด้วย ความเดือดดาลและความไม่เป็นธรรม
“ผู้อาวุโสโจว!”
ทางฝุายของตระกูลฉู่ อีกคนหนึ่งที่เข้าร่วมการสังเกตรูปปั้นหินตวาด ขึ้นอย่างทนไม่ไหว “ทั้งๆ ที่น้องสาวของข้าก็สัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์ที่ อยู่ในรูปปั้นหินก้อนนั้น เจ้าดึงพลังจิตวิญญาณของนางออกมา นี่ไม่ เกินไปหน่อยหรือ? เจ้าเป็นคนโตรังแกเด็ก สำนักฟูากลมจะอธิบายกับทุก
คนอย่างไร? ตระกูลฉู่ของพวกเราก็จ่ายหยกวิเศษหนึ่งหมื่นก้อน ทำตาม กฎของพวกเจ้าเหมือนกัน”
คนตระกูลฉู่ที่เอ่ยประโยคนี้ขอบเขตสูงกว่าเล็กน้อย แต่ก็มีตบะแค่เขต ลี้ลับเท่านั้น
โจวซ่างคร้านจะใส่ใจเขา แม้แต่ปรายตามองก็ยังไม่ทำ เพียงเอ่ยด้วย น้ำเสียงเย่อหยิ่ง “เรื่องนี้ต้องดูที่ว่าใครมาก่อนมาหลัง จางเทียนจากสำนัก ข้ารับสัมผัสกับรูปปั้นหินนี้ได้ก่อน วาสนานี้ย่อมต้องเป็นของเขา น้องสาว ของเจ้าเพิ่งจะทำความเข้าใจได้ก็เกรงว่าคงเป็นเพราะแรงบันดาลใจจาก จางเทียนเสียมากกว่า แล้วนางจะมีสิทธิ์อะไรมาช่วงชิงโชควาสนาที่เป็น ของจางเทียน?”
คนตระกูลฉู่ผู้นั้นสีหน้าเคียดแค้น ทำท่าจะพูดต่อ
โจวซ่างโบกมือ กล่าวอย่างหงุดหงิด “ฐานะของเจ้าต่ำต้อยเกินไป ไม่ มีสิทธิ์มาต่อรองกับข้า หากตระกูลฉู่ของพวกเจ้าไม่พอใจก็จงยกเลิกสิทธิ์ การทำความเข้าใจของที่นี่ แล้วถอยออกไปซะ”
คนตระกูลฉู่ทุกคนที่อยู่บนอาวุธวิเศษประเภทบินลำนั้นเห็นว่าเขายืน กรานแข็งขันก็ได้แต่โกรธเกรี้ยว ทว่ากลับไม่กล้าเอ่ยตำหนิ
“สำนักฟูากลมช่างบ้าอำนาจซะจริง”
ผู้ฝึกลมปราณคนหนึ่งของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ข้างกายเฉียวอวิ๋นซี ขมวดคิ้วพูดขึ้นเบาๆ
“ฟิ้ว!”
เงาร่างสีม่วงเส้นหนึ่งบินออกมาจากเรือรบทางช้างเผือกของตระกูลฉู่ ที่อยู่ห่างไปไกล พริบตาเดียวก็มาถึง
คนที่มามีท่วงท่าสง่าผ่าเผย รัศมีไม่ธรรมดา เขาก็คือคนของตระกูลฉู่ที่ เฝูาบัญชาการณ์อยู่ในที่แห่งนี้ มีนามว่าฉู่เทียนลวี่ ตบะแดนว่างเปล่าช่วง ต้น
หลังจากที่เขามาถึงก็ขมวดคิ้วมองไปยังโจวซ่างแล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียง ไม่พอใจ “พี่โจว ทำแบบนี้กับเด็กรุ่นเล็ก ดูไม่เหมาะกระมัง?”
โจวซ่างหรี่ตา เอ่ยด้วยน้ำเสียงมึนตึง “เจ้าคงรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น รูป ปั้นหินทั้งหกนั่น พวกเด็กรุ่นเล็กทำความเข้าใจกันอยู่นาน แต่กลับไม่ได้ รับผลพวงใด”
“กว่าจางเทียนจากสำนักข้าจะทำความเข้าใจกับรูปปั้นจนบรรลุได้ ไม่ใช่เรื่องง่าย”
“การประจักษ์แจ้งของเขาเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างใหญ่หลวง มิอาจให้ เกิดข้อผิดพลาด หากปล่อยให้นังหนูตระกูลฉู่ของพวกเจ้าลงมือพร้อมกับ เขา อาจจะไปส่งผลกระทบกับเขา สุดท้ายก็ไม่มีใครได้ผลประโยชน์”
“แทนที่จะให้เป็นอย่างนี้ก็สู้ให้เขาทำความเข้าใจคนเดียว หากเขาทำ สำเร็จ หมายความว่าเรื่องนี้สำเร็จ แล้วนับประสาอะไรกับที่เมื่อครู่นี้เขา เป็นคนแรกที่กระตุ้นให้รูปปั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างแท้จริง”
ฉู่เทียนลวี่นิ่งคิดอยู่ชั่วครู่ก็พยักหน้ารับ “เจ้าหมายความว่า หลังจากนี้ ใครที่ชักนำความลี้ลับให้เกิดขึ้นได้ก่อนก็สามารถครอบครองรูปปั้นนั้นได้ เพียงลำพัง และจิตวิญญาณของคนอื่นก็ต้องถอนออกมา?”
โจวซ่างผงกศีรษะรับ “ถูกต้อง”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี เราจะทำตามกฎของสำนักฟูากลมพวกเจ้า” ฉู่ เทียนลวี่เองก็ไม่อยากแตกหักกับเขาจึงตะโกนเสียงดัง “ทุกคนล้วนได้ยิน กันแล้ว หลังจากนี้หากใครที่มีวาสนาชักนำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับ รูปปั้นหินได้ก่อน จิตวิญญาณของคนอื่นๆ ล้วนจำเป็นต้องถอนออกไป ทันที”
“ตกลง!”
“ทำตามกฎของสำนักฟูากลม!”
“หวังแค่ว่าสำนักฟูากลมจะไม่กลับคำก็พอ”
ผู้ฝึกลมปราณของสี่สำนักสามตระกูลที่หยุดการรับสัมผัสเพราะเรื่อง ของจางเทียนต่างก็พากันตอบรับ
โจวซ่างยิ้มเสแสร้ง “ก็ควรจะเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว”
ฉู่เทียนลวี่ที่เร่งรุดเดินทางมาพลิ้วกายไปยังอาวุธวิเศษประเภทบินลำ ที่พวกตระกูลฉู่อยู่แล้วเอ่ยปลอบใจหญิงสาวตระกูลฉู่เบาๆ ก่อนจะบิน ออกไป ไม่รบกวนพวกเขาอีก
“ผู้อาวุโสโจว…”
คนผู้หนึ่งของสำนักฟูากลมที่ทำความเข้าใจอยู่กับรูปปั้นหินเอ่ยขึ้น เบาๆ นัยน์ตามีแววสอบถาม
โจวซ่างหัวเราะหึหึ มองผู้ร่วมทำความเข้าใจที่ชื่อจางเทียนแล้วเอ่ย เบาๆ “ขอแค่จางเทียนทำสำเร็จ ก็ทำกับว่าพวกเรารู้วิธีในการทำความ
เข้าใจกับรูปปั้นหิน เขาย่อมเอาประสบการณ์ความสำเร็จมาบอกแก่พวก เจ้า ความเป็นไปได้ที่พวกเจ้าจะประจักษ์แจ้งกับรูปปั้นพวกนั้นย่อม เหนือกว่าสำนักอื่นๆ”
คนของสำนักฟูากลมได้ยินเข้าอธิบายเช่นนี้ก็เข้าใจได้โดยพลัน
พวกเขาต่างก็ใช้สายตารอคอยมองไปยังเพื่อนร่วมสำนักที่ชื่อจาง เทียน รอให้จางเทียนทำสำเร็จแล้วบอกความลี้ลับแก่พวกเขา จากนั้น พวกเขาก็จะได้ใช้วิธีการเดียวกันไปทำความเข้าใจรูปปั้นหินรูปอื่นๆ
จางเทียนที่ดวงตาเป็นประกายระยับจ้องรูปปั้นนั้นเขม็ง พักใหญ่เขา ถึงได้หลับตาลง
เหนือศีรษะของเขามีเงามายาของรูปปั้นที่เขาใช้พลังวิญญาณสร้างขึ้น ปรากฏขึ้นมา เงานั้นผลุบๆ โผล่ๆ คล้ายอยู่ในช่วงระยะเวลาที่กำลังจะก่อ ตัวขึ้นมาเป็นของจริง
ทุกคนไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไร เอาแต่จับจ้องทุกการกระทำของ จางเทียน หมายจะมองให้ออกถึงกุญแจสำคัญจากตัวของเขา
ทว่าคนพวกนั้นกลับไม่กล้าปลดปล่อยกระแสจิตวิญญาณออกมา แล้ว แทรกซอนเข้าไปสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงในร่างของจางเทียนอย่าง ละเอียด เกรงว่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับโจวซ่าง
“สำนักฟูากลม…” เนี่ยเทียนหัวเราะหยันอยู่ในใจ “วิธีการของสำนัก นี้เลวร้ายยิ่งกว่าวิมานสวรรค์ของดินแดนดาวตกเสียอีก”
เขาไม่ได้ให้ความสนใจการกระทำของจางเทียนเท่าไหร่นัก
เขามาที่ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวแห่งนี้ เดิมทีก็แค่หวังว่าจะมาหา ความรู้ มาดูความมหัศจรรย์ของมหาสมุทรนอกอาณาจักรเท่านั้น
ตราประทับสะเก็ดดาวสามดวงที่อยู่ในร่างของเขา เขายังไม่ทันได้ทำ ความเข้าใจทั้งหมด พื้นที่แต่ละแห่งในอาณาจักรโพ่สุ้ย เขาก็ยังไม่ได้ สำรวจอย่างละเอียด
จะได้รับผลพวงใดไปจากทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวหรือไม่ เขาไม่สนใจ
เนิ่นนานหลังจากนั้น
เงามายาที่แปลงมาจากพลังวิญญาณของจางเทียนพลันแตกทลาย ทว่ารูปปั้นหินนั่นกลับยังคงส่องแสงแวววาว
“จางเทียน เป็นอย่างไรบ้าง?” โจวซ่างถาม
“ข้าบรรลุวิธีการโคจรพลังวิญญาณอย่างหนึ่ง เพียงแต่ว่าความ มหัศจรรย์ของการโคจรพลังวิญญาณเช่นนั้นไม่ค่อยเหมือนกับเผ่ามนุษย์ ของพวกเราเท่าไหร่นัก ตอนนี้ข้าจึงยังไม่รู้วิธีที่จะทำความเข้าใจมันอย่าง เต็มที่” จางเทียนมีตบะแค่เขตสามัญช่วงต้น อีกทั้งยังไม่ได้อยู่ในอันดับ ต้นๆ ของบรรดาศิษย์ผู้กล้าแห่งสำนักฟูากลม
เขาอายุมากแล้ว หากไม่รีบฝุาทะลุขั้นโดยเร็วก็อาจจะถูกตัดออกจาก อันดับของศิษย์ผู้กล้า
“เจ้าทำได้ดีมาก” เมื่อพูดคุยกับเขา โจวซ่างมีสีหน้าเมตตาปราณี น้ำเสียงก็อ่อนโยน “ไหนลองพูดให้ฟังหน่อยสิว่าเจ้าไปกระตุ้นรูปปั้นหิน
นั้นได้อย่างไร รวมไปถึงประสบการณ์ทั้งหมดของเจ้า จะได้ช่วยเวลาคน อื่นทำความเข้าใจกับรูปปั้นหิน ดังนั้นเจ้าห้ามปิดบังเด็ดขาด”
จางเทียนพยักหน้าแสดงว่าเข้าใจ “ข้าเอากระแสจิตวิญญาณกลุ่ม หนึ่งไปรวมกันอยู่ตรงกลางหว่างคิ้วของรูปปั้นหิน หว่างคิ้วของรูปปั้นหิน เหมือนจะคล้ายทวารของเผ่ามนุษย์เรา แต่ทวารที่ว่านั่นหาเจอยากมาก ข้าเองก็ไม่รู้ทำไม จู่ๆ กระแสจิตวิญญาณกลุ่มนั้นของข้าก็หลุดเข้าไปใน ทวารนั่น ข้ากับเขาจึงเหมือนมีการเชื่อมโยงกันบางอย่าง”
“หว่างคิ้ว! ทวาร!” โจวซ่างดวงตาเป็นประกายน้อยๆ ราวกับเกิด ความมั่นใจในฉับพลัน ก่อนจะหันไปพูดกับคนของสำนักฟูากลมว่า “ตอนนี้พวกเจ้าก็น่าจะมีแนวทางแล้วใช่ไหม?”
ลูกศิษย์มากมายของสำนักฟูากลมพากันพยักหน้ารับอย่างตื่นเต้น ก่อนจะนั่งลงไปอีกครั้งแล้วปลดปล่อยกระแสจิตวิญญาณให้ไปรวมอยู่ตรง หว่างคิ้วของรูปปั้นหิน
บทสนทนาของพวกเขาถูกโจวซ่างใช้กระแสจิตวิญญาณปิดผนึกเอาไว้ จึงไม่มีใครได้ยิน
ทางฝุายของตระกูลฉู่
หลังจากที่ฉู่เทียนลวี่กลับไป พวกคนตระกูลจู่ก็กำลังสอบถามหญิง สาวคนที่ชักนำให้รูปปั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงสำเร็จเบาๆ
“หน้าอกของรูปปั้นหินนั่นมีจุดที่เหมือนหัวใจของเผ่ามนุษย์เรา กระแสจิตวิญญาณกลุ่มหนึ่งของข้าลอยเข้าไปในนั้นก็คล้ายจะมีความ เชื่อมโยงกับมัน” หญิงสาวตระกูลฉู่ครุ่นคิดพลางพูดเบาๆ “แต่ข้ายังไม่
ทันรับสัมผัสดีๆ กระแสจิตวิญญาณก็ถูกโจวซ่างกระชากออกมา จากนั้นก็ มิอาจรับสัมผัสอะไรได้อีก”
“หัวใจ!” คนของตระกูลฉู่พากันตื่นเต้น
จากนั้นคนของสำนักฟูากลมและคนตระกูลฉู่ต่างก็พากันรับสัมผัสตรง หว่างคิ้วและหัวใจของรูปปั้นหิน
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ลูกศิษย์อีกคนหนึ่งของสำนักฟูากลมก็เชื่อมโยงกับรูปปั้นหินอีกรูป หนึ่งได้สำเร็จ ทำให้รูปปั้นหินนั้นกลายมามีสภาพเป็นเหมือนหยก
โจวซ่างหัวเราะร่า ก่อนจะสั่งให้ทุกคนถอนกระแสจิตวิญญาณที่ไป รวมอยู่บนรูปปั้นหินนั่นกลับไปให้หมด
เพราะว่าก่อนหน้านี้มีการตกลงกันแล้ว สี่สำนักสามตระกูลจึงไม่มีข้อ โต้แย้ง พวกเขาพากันถอนกระแสจิตวิญญาณกลับไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ ถูกโจวซ่างฝืนกระชากกระแสจิตวิญญาณออกมาเอง
สองชั่วยามต่อมา ยังคงเป็นหญิงสาวคนนั้นของตระกูลฉู่ที่ชักนำให้รูป ปั้นหินเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
หลังจากนาง คนผู้หนึ่งของสำนักฟูากลมก็เกิดการเชื่อมโยงกับรูปปั้น หินรูปนั้น
คราวนี้นางทำได้ก่อนคนผู้นั้นของสำนักฟูากลม
ดวงตาของโจวซ่างฉายแววเย็นเยียบ แค่นเสียงในลำคอหนึ่งที เห็นได้ ชัดว่าไม่พอใจอย่างมาก