ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 810 ค ำเตือนจำกเนี่ยเทียน!
ไม่พอใจก็ส่วนไม่พอใจ แต่เพราะมีการตกลงกันก่อนแล้ว แม้โจวซ่าง จะไม่สบอารมณ์มากแค่ไหน แต่ในเมื่อเขาพูดไปแล้วก็ได้แต่ต้องทำตาม กฎที่เพิ่งตั้งกันไป
เขาเหลือบตามองลูกศิษย์คนนั้นของสำนักฟูากลมปราดหนึ่ง
ลูกศิษย์สำนักฟูากลมที่เชื่อมโยงกับรูปปั้นหินได้หลังหญิงสาวตระกูลฉู่ ถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที ก่อนจำต้องดึงเอากระแสจิตวิญญาณที่รวมไว้ตรง กลางหว่างคิ้วกลับออกมาเงียบๆ
รูปปั้นสามรูป สองในนั้นลูกศิษย์ของสำนักฟูากลมเป็นผู้เชื่อมโยงได้ ส่วนอีกรูปหนึ่งเป็นหญิงสาวตระกูลฉู่ที่รับสัมผัสได้
รูปปั้นทั้งสามที่ทยอยกันเกิดการเปลี่ยนแปลง เมื่อเปรียบเทียบกับห้า รูปที่เหลือจึงนับว่ามีการเปลี่ยนแปลงที่โดดเด่น มันเปลี่ยนจากหินสีเทา ซีด กลายมาเป็นหยกใสแวววาว
รูปปั้นหินที่ได้รับการเชื่อมโยงปลดปล่อยแสงแวววาวออกมา ตลอดเวลา มองดูแล้วมหัศจรรย์อย่างยิ่ง
รูปปั้นอีกห้ารูปที่เหลือยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ลูกศิษย์ของห้า สำนักสามตระกูลต่างก็ทยอยกันปล่อยกระแสจิตวิญญาณออกมาอีกครั้ง หมายเชื่อมโยงกับรูปปั้นหินทั้งห้านั้นให้ได้
เนี่ยเทียนมองอยู่นาน ด้วยความเบื่อหน่ายจึงลอยปล่อยกระแสจิต วิญญาณออกมาบ้าง
กระแสจิตวิญญาณกลุ่มนั้นของเขาล่องลอยไปยังรูปปั้นหินที่มีรูปร่าง เป็นเหมือนกิ้งก่า บางครั้งก็เจอกับจิตสำนึกของคนอื่นที่ว่ายวนอยู่บนรูป ปั้นนั่น
ยามใดที่กระแสจิตวิญญาณของเขาปะทะเข้ากับของคนอื่น พวกมัน จะแยกตัวออกจากกันทันที
ทุกคนล้วนถูกพันธนาการเอาไว้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้แต่ละคนเกิดการ ปะทะ จนเป็นเหตุให้ในรูปปั้นมีการเปิดศึกทางจิตวิญญาณกัน
กระแสจิตวิญญาณของเนี่ยเทียนว่ายวนอยู่ตรงรูปปั้นหินนั่นรอบหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ สัมผัสได้ว่ากระแสจิตวิญญาณของพวกคนจากสำนักฟูา กลมล้วนมารวมตัวกันอยู่ตรงหว่างคิ้วของรูปปั้นกิ้งก่า
ส่วนกระแสจิตวิญญาณของคนตระกูลฉู่นั้นรวมกันอยู่ที่หัวใจไม่ขยับ ไปไหน
“สำนักฟูากลมและตระกูลฉู่ต่างก็ทยอยกันเชื่อมโยงกับรูปปั้นได้ พวก เขาก็น่าจะมีวิธีการอะไรบางอย่าง ฝุายหนึ่งอยู่ตรงหว่างคิ้ว อีกฝุายหนึ่ง อยู่ตรงหัวใจ เกรงว่าสองตำแหน่งนี้คงเป็นกุญแจสำคัญ”
หลังจากที่ใคร่ครวญจนเข้าใจ เขาก็ตระหนักได้ว่าศิษย์ผู้กล้าที่เฉลียว ฉลาดอย่างเฉียวอวิ๋นซี มู่ปี้ฉง อินย่าหนันต่างก็สังเกตเห็นในจุดนี้เช่นกัน
ไม่นานเขาก็สัมผัสได้ว่ามีกระแสจิตวิญญาณมากกว่าเดิมมารวมตัวกัน อยู่ตรงหว่างคิ้วและหัวใจของรูปปั้น
นิ่งคิดไปพักใหญ่ กระแสจิตวิญญาณของเขาก็ลอยไปที่หว่างคิ้วของ รูปปั้นกิ้งก่าเช่นกัน
เขารวบรวมสมาธิรับสัมผัส ตรวจสอบอย่างละเอียด
ตำแหน่งกลางหว่างคิ้วของรูปปั้นกิ้งก่ามีกระแสจิตวิญญาณสิบกว่า กลุ่มมารวมกัน ซึ่งต่างก็เป็นของลูกศิษย์จากแต่ละฝุาย
พื้นที่แคบๆ เมื่อมีกระแสจิตวิญญาณมากเกินไปมารวมอยู่ด้วยกัน ความคิดของแต่ละฝุายย่อมตัดสลับกัน และเขาก็สัมผัสได้ถึงปราณของ อินย่าหนันจากสำนักคุมสัตว์ที่อยู่ตรงนั้นด้วย
เขาเข้าใจทันทีว่าอินย่าหนันเองก็จ้องไปที่รูปปั้นหินนั่นเช่นกัน
ตอนที่กระแสจิตวิญญาณของเขาสัมผัสเข้ากับกระแสจิตวิญญาณของ คนอื่น กลับไม่มีอะไรที่ผิดปกติ
ทว่าพอกระแสจิตวิญญาณของเขาสัมผัสโดนกับกระแสจิตวิญญาณ ของอินย่าหนัน เขากลับเกิดความรู้สึกยอดเยี่ยมบางอย่าง
ความรู้สึกเช่นนี้ เขาเคยมีประสบการณ์มาก่อนแล้ว…
ตอนนั้นที่อยู่ในพื้นที่ที่ถูกปิดผนึก เพื่อช่วยต้านทานการกลืนกินของ วิญญาณอสูรกาย อินย่าหยันเคยส่งกระแสจิตวิญญาณเข้ามาในสมองของ เขา
พอวิญญาณอสูรกายสัมผัสได้ก็เป็นล่าถอยออกไป แต่กลับใช้อารมณ์ ปรารถนามาล่อลวงเนี่ยเทียน สร้างผลกระทบให้กับเขาและอินย่าหนัน แทน
ตอนนั้นกระแสจิตวิญญาณของเขาผสานรวมเข้ากับกระแสจิต วิญญาณของอินย่าหนัน ทำให้สายเลือดของเขาเดือดพล่าน ความ ปรารถนาในใจเพ้อฝันไปไกล
อาจเป็นเพราะมีประสบการณ์ครั้งนั้นมาก่อน เมื่อกระแสจิตวิญญาณ ของทั้งสองฝุายสัมผัสเข้าด้วยกันอีกครั้งจึงบังเกิดความมหัศจรรย์ขึ้นมา
ทางฝุายของสำนักคุมสัตว์ เรือนกายเร่าร้อนแข็งแกร่งประดุจนางเสือ ดาวของอินย่าหนันพลันสั่นสะท้าน ลมหายใจหอบหนักอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้ามีสีหน้าแปลกประหลาด
ผู้ฝึกลมปราณสำนักคุมสัตว์คนหนึ่งที่อยู่ใกล้กับนางสังเกตเห็นท่าทาง ของนาง ไม่เพียงไม่ตกใจกลับดีใจด้วยซ้ำ “ศิษย์น้อง รับสัมผัสได้แล้ว หรือ?”
เขาเข้าใจผิดไปว่าอินย่าหนันหาวิธีในการเชื่อมโยงกับรูปปั้นเจอแล้ว
อินย่าหนันลำบากใจแต่ก็พูดไม่ออก พลันฝืนดึงเอากระแสจิตวิญญาณ ที่พัวพันอยู่กับกระแสจิตวิญญาณของเนี่ยเทียนตรงกลางหว่างคิ้วของรูป ปั้นหินกลับมา
ห่างกันไกลหลายพันเมตร นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ มองไกลๆ มา ยังเนี่ยเทียน นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเดือดดาล
นางเข้าใจไปว่าเนี่ยเทียนจงใจหยามเกียรตินาง
ทว่าเนี่ยเทียนกลับไม่ได้ทำอย่างที่นางคิด เมื่อเจอกับสายตาเป็นเดือด เป็นแค้นของนาง เขาก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนส่งกลับไป และไม่คิดจะอธิบายอะไร
ขณะเดียวกัน กระแสจิตวิญญาณกลุ่มนั้นของเนี่ยเทียนก็ไม่คิดจะแย่ง ชิงพื้นที่เล็กๆ ตรงกลางหว่างคิ้วกับกระแสจิตวิญญาณมากมายเหล่านั้น แต่เป็นฝุายถอนกระแสจิตวิญญาณของตัวเองกลับมาก่อน
ความคิดที่อ่อนแอแต่กลับชัดเจนพลันส่งออกมาจากในเกราะมังกร เพลิงที่อยู่ในแหวนเก็บของ “นายท่าน รูปปั้นหินพวกนั้นอันตรายมาก ข้า สัมผัสได้ถึงความน่าหวาดกลัวของมันโดยสัญชาตญาณ ในความทรงจำที่ ลึกล้ำซึ่งอยู่ในสายเลือดของข้ามีตราประทับที่พร่าเลือนบางอย่าง ตรา ประทับนั่นทำให้ข้าหวาดกลัวมาก ท่านรีบจากไปซะ อย่าลองเสี่ยงอีก เด็ดขาด”
ความคิดกลุ่มนั้นขาดๆ หายๆ เห็นได้ชัดว่ามาจากในวิญญาณวัตถุของ แกนเลือด
ตอนอยู่ที่อาณาจักรคูเหยียน วิญญาณวัตถุได้แก่นเลือดเขาไปสิบหยด ทั้งยังได้รับแก่นเพลิงพิภพและเส้นผลึกเพลิงพิภพมากมาย ขณะนี้จึงอยู่ ในช่วงของการแปรสภาพ
ความทรงจำกระจัดกระจายที่นาบประทับอยู่ในจุดลึกทางสายเลือด ของวิญญาณวัตถุเหมือนจะถูกแก่นเลือดของเนี่ยเทียนปลุกให้ตื่นขึ้นมา ทำให้วิญญาณวัตถุสัมผัสได้ว่าสถานการณ์ไม่ดี
เนี่ยเทียนพลันหน้าเปลี่ยนสี กำลังจะซักถามรายละเอียดกลับพบว่า วิญญาณวัตถุได้เป็นฝุายตัดการติดต่อไปแล้ว
เขาเข้าใจทันทีว่าคำเตือนที่วิญญาณวัตถุให้กับเขาคือขีดสุด ความสามารถที่มันทำได้ในตอนนี้แล้ว
หากไม่เป็นเพราะวิญญาณวัตถุสัมผัสได้ถึงอันตราย มันย่อมไม่มีทาง เป็นฝุายติดต่อเขาในขณะที่อยู่ในช่วงเวลาอันเป็นกุญแจสำคัญของการ แปรสภาพนี้
มีคำเตือนจากวิญญาณวัตถุ ไม่รู้ว่าทำไม ตอนที่เขามองไปยังรูปปั้นทั้ง แปดถึงพลันรู้สึกว่ารูปปั้นพวกนั้นคล้ายเปลี่ยนมาเป็นดุร้ายน่ากลัว
“ความทรงจำที่เหลืออยู่ในสายเลือดทำให้มันรู้สึกหวาดกลัว มันเป็น ถึงมังกรเพลิง มังกรเพลิงคือสายเลือดของมังกรยักษ์ คือเผ่าวิญญาณ โบราณ”
“ความหวาดกลัวที่ตราตรึงอยู่ในสายเลือดของมัน หมายความว่า ความเป็นมาของรูปปั้นหินต้องน่ากลัวมากแน่นอน!”
เนี่ยเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้งแล้วพลันตัดสินใจได้
เวลานี้มีลูกศิษย์อีกคนของสำนักฟูากลมที่เชื่อมโยงรูปปั้นอีกรูปหนึ่ง ได้
โจวซ่างจากสำนักฟูากลมหัวเราะร่า สีหน้าเบิกบาน
ทว่าเนี่ยเทียนที่มองไปยังรูปปั้นหินซึ่งส่องแสงหยกแวววาวออกมา กลับรู้สึกได้ถึงความน่าหวาดกลัวบางอย่าง
“นังหนูเฉียว…”
เนี่ยเทียนลดเสียงต่ำ พูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ขับวิหคเพลิงไปบอก โจวซ่างว่าสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์สละสิทธิ์ในการทำความเข้าใจรูปปั้นเหล่านี้”
เฉียวอวิ๋นซีที่ยังพยายามทำความเข้าใจกับรูปปั้นหินอย่างยากลำบาก ดึงเอากระแสจิตวิญญาณกลับมา นางมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วย ความคลางแคลงใจ “เจ้าพูดอะไรอยู่น่ะ? เพื่อทำความเข้าใจกับรูปปั้นหิน เหล่านี้ พวกเราทุกคนต้องจ่ายหยกวิเศษไปคนละหนึ่งหมื่นก้อน สำนักฟูา กลม ตระกูลฉู่ต่างก็เชื่อมโยงกับรูปปั้นหินได้แล้ว พวกเขาต้องพบกับ ความมหัศจรรย์มากมาย และนี่หมายความว่ารูปปั้นหินพวกนี้มีประโยชน์ กับพวกเราด้วย”
นางและเนี่ยเทียนจงใจลดระดับเสียงลงต่ำ โจวซ่างที่ไม่ได้สังเกตมายัง ตรงจุดนี้ และยังคงตกอยู่ในความปิติยินดีอย่างบ้าคลั่งจึงสัมผัสไม่ได้ยิน บทสนทนาของพวกเขา
ทว่าพวกคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์อีกแปดคนที่อยู่ข้างกายนางย่อม ต้องได้ยิน
คนทั้งแปดพากันลืมตาอย่างเงียบเชียบ สายตาที่มองเนี่ยเทียนไม่เป็น มิตรอย่างยิ่ง
ต่อให้เป็นฝุายในของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เอง ก็ยังไม่มีใครรู้ตัวตนบุตร แห่งดวงดาวของเนี่ยเทียนเท่าไหร่นัก
คนทั้งแปดต่างก็ยังหนุ่มยังสาว แล้วก็ไม่เคยไปสำรวจพื้นที่ที่ถูกปิด ผนึกมาก่อน จึงรู้แค่ว่าเนี่ยเทียนคือแขกที่เยว่เหยียนสี่เชิญมาจากต่าง ดินแดนเท่านั้น ไม่รู้รายละเอียดไปมากกว่านี้
การมาถึงของเนี่ยเทียน ทำให้คนผู้หนึ่งของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ที่เดิมที ควรได้รับโอกาสครั้งนี้กลับต้องสละสิทธิ์ทิ้ง
ตอนที่คนผู้นั้นถูกเยว่เหยียนสี่ไล่กลับไป สีหน้าของเขาเต็มไปด้วย ความไม่เต็มใจ นี่จึงทำให้คนทั้งแปดไม่สบอารมณ์อย่างมาก
ทำไมคนนอกแค่คนเดียว ผู้อาวุโสใหญ่ถึงต้องยอมจ่ายหยกวิเศษสอง พันก้อนเพื่อให้เขาได้อยู่ที่นี่ ทั้งยังบีบคนคนหนึ่งในสำนักของตัวเองให้ จากไป?
เจ้าบีบให้คนหนึ่งจากไปก็ยังพอทำเนา แต่นี่ ขณะที่สำนักฟูากลม ตระกูลฉู่ได้รับผลเก็บเกี่ยว เขากลับเสนอให้ทุกคนสละที่แห่งนี้ทิ้งไป คิด อะไรอยู่กันแน่?
คนทั้งแปดเดือดดาลอยู่ในใจ มองเนี่ยเทียนด้วยสายตาเย็นชา
พวกเขาต่างก็ต้องจ่ายหยกวิเศษหนึ่งหมื่นก้อน หยกวิเศษพวกนั้นพวก เขาล้วนต้องจ่ายเอง ซึ่งหลังจากนี้พวกเขายังจำเป็นต้องสร้างคุณความดี ใช้หนี้ ไม่เหมือนกับเนี่ยเทียนที่มีเยว่เหยียนสี่จ่ายให้
“เจ้าน่าจะสามารถติดต่อกับผู้อาวุโสเยว่ผ่านทางหินส่งข้อความเสียง ได้กระมัง?” เนี่ยเทียนเริ่มร้อนใจ
เขาเชื่อว่า ด้วยคำพูดของเขา ยากที่จะทำให้คนเหล่านี้ยอมเชื่อฟังได้ เขาจึงได้แต่อาศัยบารมีที่เยว่เหยียนสี่มีอยู่ในสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
เฉียวอวิ๋นซีพยักหน้ารับอย่างจนใจ “ติดต่อได้”
“เจ้าติดต่อกับผู้อาวุโสเยว่ แล้วก็บอกอย่างที่ข้าบอก ให้พวกเจ้าสละที่ แห่งนี้ทิ้งแล้วรีบไปจากที่นี่ทันที” เนี่ยเทียนคำรามเบาๆ
เฉียวอวิ๋นซีเต็มไปด้วยความกังขา แต่เพื่อปูองกันไม่ให้เยว่เหยียนสี่ กล่าวโทษหลังจบเรื่อง นางจึงได้แต่ยอมเอาหินส่งข้อความเสียงออกมา ติดต่อหาเยว่เหยียนสี่แต่โดยดี
“ผู้อาวุโสใหญ่ เนี่ยเทียนบอกว่าให้พวกเรารีบออกไปจากทะเลสีคราม เจ็ดดวงดาว เขาบอกว่าให้พวกเราเป็นฝุายสละสิทธิ์ อย่าอยู่ทำความ เข้าใจที่นี่ต่อไป”
ด้านนอกทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว เยว่เหยียนสี่ที่ยืนอยู่บนเรือรบทาง ช้างเผือกของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ยังคงพูดคุยอยู่กับเจียงเฟิง กวานฝูุและ เจี่ยนถง
สีหน้าพวกเขาต่างก็เย็นเยียบ กำลังพูดกันถึงเรื่องที่โจวซ่างตั้งกฎใหม่ ที่บอกว่าใครเชื่อมต่อกับรูปปั้นได้ก่อน คนนั้นก็เป็นผู้ที่มีสิทธิ์ทำความ เข้าใจก่อน ทั้งยังประณามความเผด็จการของโจวซ่างและสำนักฟูากลม
เยว่เหยียนสี่ที่ได้ข่าวกะหันทันพลันอึ้งงัน
เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบกลับมา
เฉียวอวิ๋นซีกำหินส่งข้อความเสียงเอาไว้แน่น เหลือบมองเนี่ยเทียน “ผู้อาวุโสใหญ่ถามว่าเป็นเพราะสาเหตุใด”
“รูปปั้นหินมีอันตราย มันไม่ได้เป็นโชควาสนาอย่างที่พวกเจ้าคิด มี ความเป็นไปได้มากว่าจะซ่อนความอันตรายใหญ่หลวงเอาไว้!” เนี่ยเทียน กล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว
เฉียวอวิ๋นซีอึ้งงัน รีบแจ้งให้เยว่เหยียนสี่รู้ทันที
เยว่เหยียนสี่พลันหน้าเปลี่ยนสี “วิหคเพลิงถอยออกมาทันที ข้าจะไป รับพวกเจ้าเดี๋ยวนี้!”
เฉียวอวิ๋นซีตัวสั่นสะท้าน พลันตะโกนขึ้นว่า “ผู้อาวุโสโจว สำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราไม่ต้องการทำความเข้าใจกับรูปปั้นพวกนี้อีกต่อไป แล้ว จะออกไปเดี๋ยวนี้”
โจวซ่างงงงัน มองไกลๆ มายังนาง มุมปากยกยิ้มดูแคลน “ตาม สบาย”
เขารู้สึกว่าสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์นับว่ายังรู้อะไรควรไม่ควรอยู่บ้าง ในเมื่อ ไม่สามารถเชื่อมโยงกับรูปปั้นหินได้ บวกกับที่รูปปั้นหินหลายรูปทยอยกัน ถูกสำนักฟูากลมและตระกูลฉู่เชื่อมต่อได้ สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็น่าจะรู้ว่าคง ไม่มีความมหัศจรรย์ใดๆ เกิดขึ้นกับพวกเขาอีกแล้ว จึงเป็นฝุายถอนทัพ กลับไปเอง