ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 812 ปลุกให้ตื่น
อินย่าหนันที่นั่งอยู่ท้ายอาวุธวิเศษประเภทบินหันกลับมามองทะเลสี ครามเจ็ดดวงดาวที่อยู่ด้านหลังด้วยสีหน้าประหวั่นพรั่นพรึง
ในใจของผู้ฝึกลมปราณเก้าคนที่มาจากสำนักคุมสัตว์เต็มไปด้วยความ หวาดผวา ทว่าตอนที่มองมายังนางกลับรู้สึกนับถือจากใจจริง
ภาพที่อาวุธวิเศษประเภทบินของสำนักฟูากลม ตระกูลฉู่ สำนักสาม กระบี่ที่อยู่ด้านหลังถูกรูปปั้นทั้งแปดตบจนแหลกละเอียด พวกเขาล้วน เห็นจะๆ ตา
หากไม่เป็นเพราะอินย่าหนันยืนกรานว่าจะจากมา หากพวกเขายังอยู่ ตรงนั้นเหมือนกับสำนักฟูากลม ตระกูลฉู่ พวกเขาทั้งกลุ่มคง…มีจุดจบไม่ ต่างจากลูกศิษย์ของสำนักฟูากลม ตระกูลฉู่ และสำนักสามกระบี่ที่ร่าง แหลกเหลวกลายมาเป็นเศษเนื้อเศษเลือด
พวกเขาไม่รู้ว่าอินย่าหนันใช้ช่องทางใดถึงได้ตัดสินใจที่จะจากมา แต่ เพราะการตัดสินใจอย่างชาญฉลาดของอินย่าหนันได้ทำให้พวกเขาหนีพ้น เคราะห์ครั้งนี้มาได้ ทั้งยังได้ความเคารพนับถือไปจากพวกเขาด้วย
“ไอ้หมอนั่นใช้วิธีการใดกันแน่ถึงได้วิเคราะห์ออกว่ารูปปั้นหินทั้งแปด มีอันตราย?” อินย่าหนันตกตะลึงอยู่ในใจ
เวลานี้นางย่อมเข้าใจแล้วว่ากระแสจิตวิญญาณที่เนี่ยเทียนปล่อยให้ เข้ามาแทรกซึมในสมองของนางหาใช่ต้องการหยามเกียรติของนางไม่
แต่นางก็ยังคิดไม่ออกอยู่ดีว่าเนี่ยเทียนรู้ได้อย่างไรว่ารูปปั้นทั้งแปดจะ สร้างความลำบากให้กับทุกคน?
“เนี่ยเทียน เจ้าแน่ใจขนาดนั้นได้อย่างไรว่ารูปปั้นหินทั้งแปดจะมี อันตราย?” ผู้ที่ไม่เข้าใจเช่นเดียวกันยังมีเฉียวอวิ๋นซีจากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์
นางคอยหันมามองรูปปั้นทั้งแปดที่อยู่ด้านหลังเป็นระยะ จึงเห็นว่า เวลานี้รูปปั้นได้ลอยออกมาจากใต้ทะเลและยืนตระหง่านอยู่ด้านบนทะเล สีครามเจ็ดดวงดาวแล้ว
จากปราณที่รูปปั้นพวกนั้นปลดปล่อยออกมา ต่อให้อยู่ห่างกันไกล มากก็ยังคงทำให้จิตวิญญาณของนางหวาดหวั่นได้อยู่ดี
นางเชื่อว่าหากนางไม่ได้พาคนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์จากมา พวกเขา ทุกคนก็ล้วนต้องถูกรูปปั้นหินสังหารเช่นเดียวกับคนของสำนักฟูากลม ตระกูลฉู่
คนอีกแปดคนที่เหลือของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก็มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่าง ถึงที่สุด สายตาที่พวกเขามองไปยังเนี่ยเทียนเป็นสายตาที่ทั้งตกตะลึงทั้ง แปลกใจ
“ฟิ้วๆๆ!”
เวลานี้เอง พวกเยว่เหยียนสี่และเจียงเฟิงก็บินมาถึงในที่สุด
พวกที่มีตบะแดนว่างเปล่าเช่นพวกเยว่เหยียนสี่ต่างก็มองเห็นการ เปลี่ยนแปลงอันน่าตกใจของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว สีหน้าพวกเขาเองก็ หนักอึ้งอย่างถึงที่สุด
เจียงเฟิงแอบรู้สึกดีใจ ดีใจที่ตัดสินใจได้อย่างเฉียบขาดโดยการบอกให้ ลูกศิษย์ของเขาสุขาวดีหนีออกมาจากพื้นที่แห่งนั้น
เขาใช้สายตาซับซ้อนมองไปยังเนี่ยเทียนอย่างลึกล้ำ แอบพูดกับตัวเอง ในใจว่า “ยังดี ยังดีที่มีประสบการณ์จากฟูาดินที่ถูกปิดผนึกในคราวก่อน จึงรู้ว่าเด็กคนนี้ไม่ธรรมดา เลยเลือกที่จะเชื่อเขา หากไม่เป็นเช่นนั้น หาไม่ แล้วผลลัพธ์ที่ตามมาคงเลวร้ายจนมิอาจจินตนาการได้”
“ผู้อาวุโสใหญ่!”
“ผู้อาวุโสเจียง!”
“ท่านบรรพบุรุษ!”
คนของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ เขาสุขาวดี ตระกูลเจี่ยนและตระกูลกวานที่ พอรอดพ้นจากเคราะห์มาถึงที่นี่และเห็นพวกเยว่เหยียนสี่ต่างก็พากัน โหวกเหวกเสียงดัง
เยว่เหยียนสี่โบกมือบอกเป็นนัยให้พวกเขารู้ว่าไม่ต้องตื่นเต้น
พอมองเห็นพวกผู้อาวุโสแดนว่างเปล่าในสำนัก คนเหล่านั้นก็ค่อยๆ สงบสติอารมณ์ได้ และในที่สุดก็รู้สึกได้ถึงความปลอดภัย
เยว่เหยียนสี่เพ่งสมาธิมองไปเบื้องหน้า ในดวงตามีประกายไฟไหว ระริก “หลังจากที่รูปปั้นหินทั้งแปดลอยออกมาจากในทะเลก็ไม่ได้ทำ อะไรบุ่มบ่าม โจวซ่างรักษาระยะห่างกับพวกมัน ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ดู จากตอนนี้ พวกมันคงไม่มีความคิดที่จะไล่ตามมาสังหารพวกเจ้า…”
ทว่าประโยคนี้เพิ่งพูดได้เพียงครึ่งเดียว เยว่เหยียนสี่กลับตัวสั่นเทิ้ม
ราวกับว่ามาจนถึงบัดนี้เขาถึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าในจุดลึกของทะเลสี ครามเจ็ดดวงดาวมีการเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นเกิดขึ้น!
จุดไท่หยางของเจียงเฟิงเต้นกระตุกโดยอัตโนมัติ เขาหน้าเปลี่ยนสี ด้วยความตะลึงพรึงเพริด “จุดลึกของทะเลมีน้ำวนที่เพิ่งก่อตัวขึ้นมา ปรากฏขึ้น จุดลึกของน้ำวนนั้นมีรูปปั้นหินที่ใหญ่ยิ่งกว่ารูปปั้นใดๆ!”
ขอบเขตของเขาเท่าเทียมกับเยว่เหยียนสี่ สิ่งที่เยว่เหยียนสี่มองเห็น เขาก็มองเห็นแทบจะในเวลาเดียวกัน
“รูปปั้นหินรูปนั้นเหมือนจะดูดเอาเลือดเนื้อจากศพของคนสำนักฟูา กลม ตระกูลฉู่และสำนักสามกระบี่เข้าไปไว้ในร่างกายตัวเองจนหมด” เยว่เหยียนสี่สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง “พวกเรายังอยู่ห่างจากรูปปั้น หินนั้นอีกระยะหนึ่ง แต่ว่า…ลำพังแค่ข้าใช้กระแสจิตวิญญาณไปรับสัมผัส ก็เกิดความไม่เป็นสุขอย่างลึกล้ำ”
เจียงเฟิงตวาดเสียงหนัก ออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด “เสี่ยวฉง เจ้าและ เหล่าศิษย์พี่ทั้งหลายจงไปจากเรือรบทางช้างเผือกของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ที่ จอดอยู่ทันที”
เรือรบทางช้างเผือกของเขาสุขาวดีจอดอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับ ดวงดาวมอดดับอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งห่างจากที่แห่งนี้ค่อนข้างไกล
เพื่อมาพูดคุยกับเยว่เหยียนสี่ เขาถึงได้มายังตำแหน่งของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์
เวลานี้ในจุดลึกของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวมีอันตรายที่ไม่มีใครรู้รอ อยู่ คิดจะไปยังจุดจอดเรือรบทางช้างเผือกของเขาสุขาวดียังต้องเดินทาง ค่อนข้างไกล
เขาหันไปพูดกับเยว่เหยียนสี่ด้วยน้ำเสียงเอาจริงเอาจัง “ความขัดแย้ง ในอดีตระหว่างสำนักเจ้าและข้าต้องวางลงไว้ชั่วคราวก่อน ผ่านเคราะห์นี้ ไปได้ค่อยว่ากันเถอะ”
เยว่เหยียนสี่เองก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้กาลเทศะ เขาโบกมือพูดกับคนของเขา สุขาวดี ตระกูลเจี่ยน ตระกูลกวานและอินย่าหนันที่มาถึงเป็นคนสุดท้าย ว่า “พวกเจ้าทั้งหลายจงไปยังจุดที่จอดเรือรบทางช้างเผือกของสำนักข้า ก่อน แล้วใช้ค่ายกลนำส่งของที่นั่นเดินทางไปหลบภัยที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ ของข้าชั่วคราว”
“นังหนูเฉียว เจ้าเองก็รีบไปด้วย!”
เพียงแค่ใช้กระแสจิตวิญญาณรับสัมผัสไกลๆ รูปปั้นหินใหญ่ยักษ์ที่อยู่ ในจุดลึกของทะเลก็ทำให้พวกเขาอกสั่นขวัญหาย เยว่เหยียนสี่รู้ดีว่าหาก ปล่อยให้พวกเด็กรุ่นเล็กที่ขอบเขตต่ำอยู่ที่นี่ต่อไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ มีแต่จะ กลายเป็นภาระของพวกเขาเท่านั้น
เขาเองก็เป็นกังวลว่าเมื่อถูกรูปปั้นหินเหล่านั้นโจมตี พวกเด็กรุ่นเล็ก จะตายอนาถไปในชั่วพริบตา
“พวกเจ้าไปกันก่อน ข้าจะอยู่ดูสถานการณ์ วิหคเพลิงของข้าเร็วมาก พอ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” เฉียวอวิ๋นซีกล่าว
เยว่เหยียนสี่ลองคิดตามดูก็รู้สึกว่าวิหคเพลิงที่นางโดยสารมาก็น่าจะ ทำให้นางปลอดภัยได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ตัวเขาเองก็อยู่ที่นี่ ถึงช่วงเวลาคับขันก็ยังปกปูองนางได้
เยว่เหยียนสี่พยักหน้ารับ “นังหนูเฉียวและเนี่ยเทียนอยู่ต่อ คนอื่นๆ รีบกลับไปยังสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ทันที แล้วบอกเรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่ให้กับเจ้า สำนักของพวกเจ้าทราบ!”
คนเหล่านั้นไม่กล้าขัดคำสั่งของเขา ทุกคนบินออกจากวิหคเพลิงแล้ว พลิ้วตัวลงบนอาวุธวิเศษประเภทบินของคนตระกูลเจี่ยน ตระกูลกวาน
“ฟิ้ว! ฟิ้ว!”
เวลาเดียวันนั้น อินย่าหนันจากสำนักคุมสัตว์และมู่ปี้ฉงจากเขาสุขาวดี ก็ลงมาจากอาวุธวิเศษประเภทบินของตัวเอง แล้วพลิ้วตัวมาอยู่บนวิหค เพลิง
พวกนางสองคนยืนขนาบซ้ายขวาของเนี่ยเทียน
พวกนางไม่ได้เอ่ยคำใด แต่ใช้การกระทำแสดงให้เห็นว่าพวกนาง ต้องการเข้าร่วมกับเรื่องครั้งนี้ด้วย
เจียงเฟิงจากเขาสุขาวดีปรายตามองมู่ปี้ฉงแวบหนึ่งแล้วตวาดกร้าว “เจ้าคิดดีแล้วหรือยัง?”
มู่ปี้ฉงที่สวมผ้าคลุมหน้าพยักหน้ารับหนักๆ “ข้าอยากจะดู สถานการณ์ต่อ”
เจียงเฟิงหลับตาครุ่นคิดอยู่หลายนาที จากนั้นถึงยอมอนุญาต
ผู้อาวุโสแดนว่างเปล่าของอินย่าหนันจากสำนักคุมสัตว์ยังไม่มาถึงที่นี่ จึงไม่มีใครเอ่ยห้ามนาง
พวกเยว่เหยียนสี่เห็นว่านางไม่ยอมจากไปก็ไม่พูดเกลี้ยกล่อมอะไรอีก
ไม่นานคนอื่นๆ ก็โดยสารอาวุธวิเศษประเภทบินมุ่งหน้าไปยังจุดที่ จอดเรือรบทางช้างเผือกของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์
นอกจากแดนว่างเปล่าสี่คนแล้วจึงเหลือแค่เนี่ยเทียนและพวกผู้หญิง สามคนอย่างเฉียวอวิ๋นซี
“เนี่ยเทียน เจ้า…เจ้าใช้วิธีการใดกันแน่ถึงได้รู้ว่ารูปปั้นหินทั้งแปดนั้น มีความน่ากลัวอยู่?” เยว่เหยียนสี่อดไม่ไหวอีกต่อไป
สายตาของทุกคนที่อยู่ที่นี่ต่างพากันมารวมอยู่บนร่างของเนี่ยเทียน
“ไม่สะดวกบอก” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “แต่ ว่าตามความเห็นข้า ที่คนของสำนักฟูากลมและตระกูลฉู่พูดว่าเชื่อมโยง กับรูปปั้นหินทั้งแปดนั้นน่าจะไม่ใช่คำเรียกที่ถูกต้อง”
“ข้าคิดว่าควรใช้คำว่าปลุกให้ตื่นเสียมากกว่า”
“ปลุกให้ตื่น?” กวานฝูุตะลึง
“ถูกต้อง ตามความเห็นข้ามันก็คือการปลุกให้ตื่น!” เนี่ยเทียนกล่าวสี หน้าจริงจัง “บางทีรูปปั้นหินทั้งแปดอาจเป็นชนเผ่าพิเศษบางอย่างที่เจ้า และข้าไม่รู้จัก เกรงว่าประวัติความเป็นมาของพวกเขาน่าจะยาวนาน จนถึงช่วงยุคบรรพกาล ใกล้เคียงกับเผ่าวิญญาณโบราณเลยทีเดียว”
วิญญาณวัตถุคือวิญญาณของมังกรเพลิง มังกรเพลิงคือหนึ่งใน สายเลือดของมังกรยักษ์ มังกรยักษ์…ก็มาจากยุคบรรพกาล
เทพยักษ์ค้ำฟูา สัตว์โบราณ มังกรยักษ์ล้วนเป็นเผ่าวิญญาณโบราณที่ อยู่ในยุคบรรพกาล
ในเมื่อวิญญาณวัตถุเกิดความหวาดกลัวในตัวของรูปปั้นหินทั้งแปด ถ้าเช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้มากว่าความเป็นมาของรูปปั้นหินก็คือ ช่วงเวลาเดียวกันกับเผ่าวิญญาณโบราณ
ยุคสมัยนั้นอยู่ห่างไปไกลแสนไกล ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้มากว่าภูตผี ปีศาจ อสูรกาย หรือเผ่าทมิฬที่วางตัวกำเริบเสิบสานในยุคสมัยนี้อาจยัง ไม่ถือกำเนิด
“ยุคบรรพกาล!”
ทุกคนตื่นตระหนักกันอย่างหนัก เห็นได้ชัดว่าเคยได้ยินคำเล่าลือ เกี่ยวกับยุคบรรพกาลมาไม่มากก็น้อย
หากรูปปั้นหินทั้งแปด เป็นเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตในยุคบรรพกาล อย่างที่ เนี่ยเทียนบอกจริงๆ เหตุใดจู่ๆ พวกมันถึงได้โผล่ออกมาจากจุดลึกในทะเล แล้วเหตุใดพอโผล่ออกมาแล้วถึงไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แม้แต่น้อย
“ก่อนหน้านี้หากพวกมันไม่หลับลึกก็คงถูกพันธนาการเอาไว้” เนี่ย เทียนไม่สนใจความแตกตื่นของพวกเขา พูดต่อไปว่า “คนของสำนักฟูา กลมและตระกูลฉู่ใช้กระแสจิตวิญญาณว่ายวนอยู่แถวหว่างคิ้วและหัวใจ ของพวกมัน ก็ไม่รู้ว่าไปสัมผัสโดนอะไรเข้าถึงได้ปลุกให้พวกมันตื่นขึ้นมา”
“พวกมันทั้งแปดฟื้นตื่น แต่ไม่ได้เคลื่อนที่ไปทั่วก็น่าจะเป็นเพราะ กำลังรออะไรบางอย่าง”
เยว่เหยียนสี่ยิ้มขื่น รับช่วงพูดต่อ “พวกมันกำลังรอให้รูปปั้นหินขนาด ใหญ่ที่สุดรูปนั้นตื่นขึ้นมา”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “น่าจะเป็นเช่นนี้”
“อู้!”
พญาปักษาเผิงเหนี่ยวสีทองอร่ามตัวหนึ่งบินมาจากอีกทิศทางหนึ่ง
บนร่างของนกเผิงเหนี่ยวมีผู้เฒ่าแดนว่างเปล่าช่วงกลางของสำนักคุม สัตว์ท่านหนึ่งนั่งอยู่
ในความรู้สึกของเนี่ยเทียน นกเผิงเหนี่ยวตัวนั้นน่าจะมีระดับเจ็ด ความสามารถเทียบเคียงได้กับเขตวิญญาณของเผ่ามนุษย์
“หย่าหนัน เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า? คนอื่นๆ ล่ะ?”