ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 814 เสียงเพรียกจากบรรพกาล
พูดแล้วก็บังเอิญ ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าของห้าสำนักสามตระกูล ที่มาที่นี่มีอยู่แปดคน ส่วนรูปปั้นหินที่ฟื้นตื่นขึ้นมาก็มีแปดรูปพอดิบพอดี
หลังจากที่พวกเยว่เหยียนสี่มาถึงจุดลึกของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว สงครามนองเลือดก็พลันเปิดฉากขึ้นทันที
ผู้เฒ่าแดนว่างเปล่าช่วงกลางที่พอลูกศิษย์สิบคนของสำนักสามกระบี่ ตายไปก็ไม่กล้าโผล่ออกมา ยามนี้ก็พลันเผยกาย
พอสงครามบังเกิดขึ้น ท้องฟูาตรงจุดนั้นก็ราวกับถูกฉีกกระชาก แสง วิเศษเจิดจ้าพร่างตาระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง
ดินแดนว่างเปล่าของพวกเยว่เหยียนสี่ล่องลอยล้อมวนเวทคาถาที่ พวกเขาศึกษามานานหลายปี ปราณจิตวิญญาณที่พวกเขาปลดปล่อย ออกมากลบทับฟูาดิน แผ่กระจายไปสี่ทิศอย่างเกรียงไกร
ทิพย์จักษุของเนี่ยเทียนที่ลอยไปยังที่แห่งนั้นถูกปราณกระบี่คมกริบ ของผู้เฒ่าแดนว่างเปล่าช่วงกลางจากสำนักสามกระบี่แทงเข้ามา
ในสมองของเนี่ยเทียนพลันบังเกิดความเจ็บร้าว ยากที่จะรักษาความ เชื่อมโยงกับทิพย์จักษุไว้ได้อีก เขาพลันถอยหลังกรูด
คนผู้นั้นของสำนักสามกระบี่ปลดปล่อยปราณกระบี่ออกมาทั่วทิศ ไม่ รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ แต่สุดท้ายก็ทำให้ทิพย์จักษุที่เนี่ยเทียนรวบรวม ขึ้นมาดับสลายไปในพริบตา
เนี่ยเทียนร้องอึกอักอยู่ในลำคอ กระแสจิตวิญญาณที่รวมกันขึ้นเป็น ทิพย์จักษุหวนกลับมาหาเขา
เขาลืมตาขึ้นมองไปยังจุดลึกของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว แต่อันที่จริง กลับมองไม่เห็นอะไรสักอย่าง
“คนผู้นั้นของสำนักสามกระบี่คือใคร?” เนี่ยเทียนเอ่ยถามเสียงหนัก
“กว่านอิ๋นชวน เจ้าถามถึงเขาทำไม?” เฉียวอวิ๋นซีไม่เข้าใจ
“กระแสจิตวิญญาณของข้าที่ตรวจสอบพื้นที่แห่งนั้นถูกปราณกระบี่ ของเขาแทงเข้ามาโจมตีจึงระเบิดออก” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว “ข้ามี ความรู้สึกว่าเขาตั้งใจเล่นงานข้า”
“คงไม่กระมัง?” เฉียวอวิ๋นซีขมวดคิ้ว “ตอนที่สงครามตรงจุดนั้น ระเบิดขึ้น กระแสจิตวิญญาณของข้าก็ได้รับผลกระทบจากพายุจิต วิญญาณจนถูกบีบให้ถอยกลับมา ตามความเห็นข้า ปราณกระบี่ของ กว่านอิ๋นชวนสาดกระจายไปรอบด้าน คงไม่น่าจะตั้งใจเล่นงานเจ้าหรอก”
เนี่ยเทียนสีหน้าเฉยชา “บางทีข้าอาจคิดมากเกินไป”
เขาหันกลับไปมองก็สังเกตเห็นว่าอินย่าหนันและมู่ปี้ฉงต่างก็ดึง กระแสจิตวิญญาณกลับมาเช่นกัน
เขาจึงเข้าใจทันทีว่าด้วยขอบเขตของเขา ต่อให้คิดจะจับตามองไกลๆ ก็ยังไม่สามารถมองเห็นการต่อสู้ระหว่างแดนว่างเปล่ากับรูปปั้นหินทั้ง แปดได้
เมื่อต่อสู้กับรูปปั้นหิน กระแสจิตวิญญาณของผู้แข็งแกร่งแดนว่าง เปล่าจึงระเบิดคลื่นวิญญาณของออกมา เช่นพายุน่าหวาดกลัวที่กวาด ตะลุยไปทั่วทุกพื้นที่
ด้วยขอบเขตของเขา ขอแค่กระแสจิตวิญญาณที่สร้างขึ้นเคลื่อนไปยัง ที่แห่งนั้นก็จะได้รับผลกระทบทันที
พวกเฉียวอวิ๋นซีสามคนก็เข้าใจดีว่าหากปล่อยกระแสจิตวิญญาณทิ้งไว้ ตรงนั้น มีแต่จะสร้างความลำบากให้ตัวเอง จึงได้แต่ดึงพวกมันกลับมา
“ศึกครั้งนี้ ข้าว่าน่าจะร้ายมากกว่าดี” เนี่ยเทียนนิ่งคิดไปครู่ก็กล่าว ด้วยสีหน้าหนักอึ้ง “ในเมื่อไม่สามารถสังเกตการณ์ ก็ไม่มีความจำเป็นให้ ต้องอยู่ต่อ”
“เจ้าคิดจะทำอะไร?” เฉียวอวิ๋นซีถาม
“กลับไปยังเรือรบทางช้างเผือกของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เจ้าก่อนเถอะ” เนี่ยเทียนหรี่ตา “อีกไม่นานห้าสำนักสามตระกูลคงทยอยกันได้รับข่าว จะต้องมีแดนว่างเปล่าจำนวนมากกว่าเดิมมาถึงที่นี่ พื้นที่ที่รูปปั้นหินทั้ง แปดเคลื่อนไหวก็จะกลายมาเป็นสถานที่ที่ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าของ ดินแดนปราการดวงดาวรวมตัวกันมากที่สุด”
“สงครามเช่นนั้น ในเมื่อพวกเราไม่สามารถจับตามองได้ก็ไม่มีความ จำเป็นที่ต้องอยู่ต่อ”
เขาหันไปมองอินย่าหนันและมู่ปี้ฉง
หญิงสาวทั้งสองนิ่งคิดไปครู่ก็ถอนหายใจอย่างห่อเหี่ยวแล้วพยักหน้า รับเงียบๆ
เห็นว่าพวกนางเห็นด้วย เฉียวอวิ๋นซีก็ไม่พูดอะไรมาก เพียงบังคับวิหค เพลิงให้เคลื่อนไปข้างหน้า
วิหคเพลิงจึงบินจากไป
เนิ่นนานหลังจากนั้น วิหคเพลิงก็มาจอดอยู่เหนือเรือรบทางช้างเผือก ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์
ข้างค่ายกลนำส่งแห่งมิติหลังหนึ่งมีผู้เฒ่าคนหนึ่งของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ยืนอยู่ พอเห็นว่าพวกเขามาถึงก็ถามอย่างตื่นตะลึง “สถานการณ์การต่อสู้ในทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวเป็นอย่างไรบ้าง?”
เฉียวอวิ๋นซีส่ายหัว “ไม่รู้ ผู้อาวุโสใหญ่และผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่า คนอื่นๆ ลงมือกับรูปปั้นหินแล้ว พวกเขาหมายจะสังหารรูปปั้นหินรูปที่ เก้า หรือไม่ก็ขัดขวางการฟื้นตื่นของมัน เพียงแต่ขอบเขตของพวกข้าต่ำ ต้อยเกินไป ไม่สามารถใช้กระแสจิตวิญญาณสังเกตการณ์ได้ ได้แต่กลับมา ก่อนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหา และจะใช้ค่ายกลนำส่งเดินทางกลับไป ยังอาณาจักรไฟศักดิ์สิทธิ์ทันที”
คนผู้นั้นตวาดกร้าว “การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาว พวกเราได้แจ้งให้ทางสำนักทราบแล้ว แต่พวกผู้อาวุโสแดนว่าง เปล่าของสำนักหากไม่ปิดด่านฝึกตนก็ไปที่อื่น อาจจะไม่ได้รับข่าว ในทันที”
เขาไม่เหมือนกับพวกเฉียวอวิ๋น เมื่อรู้ว่าในจุดลึกของทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาวมีรูปปั้นอีกรูปหนึ่งที่ขนาดใหญ่ยิ่งกว่า ในใจของเขาก็เต็มไปด้วย ความกระวนกระวายไม่เป็นสุข
คนหนุ่มสาวใจกล้าอาจหาญ ไม่รู้จักกลัวตาย แน่นอนว่าเขาย่อมไม่ทำ เช่นนี้
เขาแอบมีลางสังหรณ์ว่าเพราะรูปปั้นหินรูปที่เก้าลอยขึ้นมาใน มหาสมุทรลึกต้องทำให้ดินแดนปราการดวงดาวเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ สะเทือนเลือนลั่นปฐพีแน่นอน
หากรูปปั้นหินรูปที่เก้าฟื้นตื่นขึ้นมา เกรงว่าบรรพบุรุษหุนเทียนของ ดินแดนปราการดวงดาวก็ยังได้แต่ยอมถอยให้สามก้าว
เมื่อถึงเวลานั้น ดินแดนปราการดวงดาวจะต้องถูกปกคลุมอยู่ใต้เงามืด ของรูปปั้นหินพวกนั้นหรือไม่?
“เรือรบทางช้างเผือกของฝุายอื่นๆ กำลังไปจากทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาว!” คนพวกนั้นหน้าเปลี่ยนสี
ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ดวงดาวที่มอดดับเจ็ด ดวงซึ่งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงต่างก็ห่างกันไกลมาก
จะอย่างไรซะด้วยเส้นสายตาของเนี่ยเทียนก็ไม่สามารถมองเห็นเรือ รบทางช้างเผือกของฝุายอื่นๆ ได้อยู่แล้ว เขาไม่รู้ว่าคนผู้นั้นใช้วิธีการใดถึง วิเคราะห์ได้ว่าเรือรบทางช้างเผือกของฝุายอื่นกำลังจากไป
“พวกผู้อาวุโสใหญ่อาจจะขัดขวางการฟื้นตื่นของรูปปั้นหินรูปที่เก้า ไม่ได้” คนผู้นั้นขมวดคิ้วเป็นปม นิ่งคิดไปนาน จู่ๆ ก็พลันพูดขึ้นว่า “พวก เจ้าไม่ต้องอยู่ต่อแล้ว รีบใช้ค่ายกลนำส่งเดินทางกลับไปให้ถึงสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ก่อนค่อยว่ากัน!”
เฉียวอวิ๋นซีทำท่าจะพูดแต่ก็หยุดชะงักไปก่อน
“ไม่จำเป็นต้องอยู่ต่อแล้ว!” เขาถลึงตามองเฉียวอวิ๋นซี
คนผู้นั้นมีตบะแค่เขตวิญญาณช่วงต้น ทว่าเวลาที่เขาสั่งความกลับ ได้ผลดีเสียยิ่งกว่าเยว่เหยียนสี่เสียอีก
เนี่ยเทียนไม่รู้ว่าคนผู้นั้นชื่อเฉียวปิน ซึ่งก็คือผู้อาวุโสของเฉียวอวิ๋นซี ตระกูลเฉียวก็เหมือนตระกูลเหลยที่ต่างก็เป็นขั้วอิทธิพลซึ่งพึ่งพาสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์ เพียงแต่ว่าเดิมทีตระกูลเฉียวที่พึ่งพาสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ไม่โดด เด่นเท่าไหร่นัก
การผงาดขึ้นมาของตระกูลเฉียวก็เป็นเพราะในตระกูลมีเฉียวอวิ๋นซี ซึ่งนางถูกสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์มองเห็นศิษย์ผู้กล้าในลำดับต้นๆ
เฉียวปินรู้ดีว่าในอนาคตตระกูลเฉียวจะเจริญรุ่งเรืองได้หรือไม่ กุญแจ สำคัญล้วนอยู่ที่ตัวของเฉียวอวิ๋นซี เขาย่อมไม่มีทางปล่อยให้เกิดเรื่อง ขึ้นกับเฉียวอวิ๋นซีง่ายๆ แน่นอน
เมื่อเขายืนกรานเช่นนั้น เฉียวอวิ๋นซีก็ได้แต่เดินเข้าไปในค่ายกลนำส่ง ด้วยความจนใจ
เนี่ยเทียนลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็คิดว่าไม่มีความจำเป็นที่ต้องอยู่ต่อ จึงเดิน เข้าไปในค่ายกลนำส่งเช่นกัน
มู่ปี้ฉงและอินย่าหนันทยอยกันเดินเข้าไป และเตรียมจะจากไปเช่นกัน
และขณะที่เฉียวปินเตรียมจะเปิดใช้ค่ายกลส่งพวกเขากลับไปยังสำนัก ไฟศักดิ์สิทธิ์ ในจุดลึกของทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวกลับมีเสียงร้องคำราม ดังสะเทือนแก้วหูลอยมา
เสียงคำรามนั้นแหวกห้วงมิติไร้ที่สิ้นสุด ดังกระหึ่มมาถึงตรงนี้
ทุกคนที่ได้ยินเสียงร้องนั้นพลันร่างสั่นสะท้าน เนี่ยเทียนรู้สึกเหมือน แก้วหูจะแตกดับ ปวดหัวแทบจะระเบิด
คนอื่นๆ เองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่นัก ขนาดยกมืออุดหู แก้วหูก็ ยังสั่นสะเทือนไม่คลาย
“รูปปั้นหินที่เก้าฟื้นตื่นขึ้นมาแล้ว!” เฉียวปินพลันหน้าเปลี่ยนสี รีบ กระตุ้นค่ายกลอย่างไม่กล้ารีรออีกต่อไป
ค่ายกลนำส่งที่สร้างไว้บนเรือรบถูกม่านแสงพลังวิญญาณหลายชั้นปก คลุม เนี่ยเทียนทอดสายตามองผ่านม่านแสงไปยังทิศไกล
เขาค้นพบด้วยความตะลึงว่ารูปปั้นหินทั้งแปดที่เดิมทีโอบล้อมรูปปั้นที่ เก้าซึ่งร่างใหญ่โตที่สุด เวลานี้กลับฝุาออกมาจากทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว
ทั้งสองฝุายอยู่ห่างกันไกลมาก แต่พอรูปปั้นหินที่เก้าบินพ้นจากจุดลึก ของน้ำทะเลสู่อากาศสูง ระยะห่างระหว่างพวกเขากับพื้นที่แห่งนั้นก็พลัน ถูกดึงเข้ามาใกล้กันมากขึ้น
เนี่ยเทียนมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าดินแดนว่างเปล่าของพวกเยว่เห ยียนสี่ที่ลอยตัวอยู่บนท้องฟูาสูงพลันร่วงดิ่งลงมา
ราวกับว่าวินาทีที่รูปปั้นที่เก้าฟื้นตื่นก็เป็นการโจมตีดินแดนว่างเปล่า ของพวกเขา
รูปปั้นหินที่เก้าไม่ได้สนใจพวกเยว่เหยียนสี่แม้แต่น้อย พอบินออกมา จากในทะเลลึกได้ ก็ตรงดิ่งไปยังทิศทางอื่น
เรือนกายมหึมาของรูปปั้นหินเหมือนเรือรบทางช้างเผือกที่พุ่งฉิวไป ข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ทิ้งพวกเยว่เหยียนสี่ไว้ข้างหลัง
เสียงดังกังวานกึกก้องพลันดังออกมาจากในร่างของรูปปั้นหินพวกนั้น แล้วอึงอลไปแปดทิศ
“สุ้ยเมี่ยสุ้ยเมี่ย…”
เสียงที่รูปปั้นหินเปล่งออกมามีความคล้ายคลึงกับภาษาของเผ่า วิญญาณโบราณในยุคบรรพกาลถึงเจ็ดแปดส่วน เนี่ยเทียนแค่ฟังก็เข้าใจ ได้ในทันที
“ฟิ้ว!”
ขณะที่เนี่ยเทียนยังคงสงสัยไม่คลาย ค่ายกลนำส่งได้ทำงานแล้ว ทำให้ ร่างของเขาและพวกเฉียวอวิ๋นซีสามคนหายไปจากเรือรบทางช้างเผือกใน ทันใด
นาทีถัดมา เขาก็มายืนอยู่ในค่ายกลบนยอดภูเขาไฟของสำนักไฟ ศักดิ์สิทธิ์
“สุ้ยเมี่ย!”
บนใบหน้าที่งามประณีตของอินย่าหนันเต็มไปด้วยความแปลกใจ “เสียงที่รูปปั้นพวกนั้นส่งออกมาเหมือนจะเป็นคำว่าสุ้ยเมี่ย! สำนักคุมสัตว์ ของพวกเราล้วนคุ้นชินกับภาษาของสัตว์โบราณ ข้าเชื่อว่าตัวเองไม่ได้ฟัง ผิด แล้วก็ไม่ได้วิเคราะห์ผิด คำที่พวกมันตะโกนออกมาคือคำว่าสุ้ยเมี่ย จริงๆ!”
“ถูกต้อง เป็นคำว่าสุ้ยเมี่ย” เนี่ยเทียนให้การยืนยัน
“เจ้าก็ได้ยินเหมือนกันรึ?” อินย่าหนันถามอย่างแปลกใจ
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ
เฉียวอวิ๋นซีและมู่ปี้ฉงก็ได้ยินเสียงตะโกนของรูปปั้นหินเช่นกัน ทว่า พวกนางไม่เข้าใจภาษาของเผ่าวิญญาณโบราณในยุคบรรพกาลแม้แต่น้อย ดังนั้นจึงไม่รู้ความหมายแท้จริงที่ซุกซ่อนอยู่
รอจนเนี่ยเทียนและอินย่าหนันยืนยันว่าเสียงที่รูปปั้นหินเปล่งออกมา คือคำว่าสุ้ยเมี่ย พวกนางก็ครุ่นคิดตามอย่างห้ามไม่ได้
“สุ้ยเมี่ยสุ้ยเมี่ย หรือว่าจะเป็นสนามรบสุ้ยเมี่ย?” เฉียวอวิ๋นซีกล่าวอ ย่างงงงัน
จุดลึกในดวงตาของมู่ปี้ฉงเปล่งประกาย “น่าจะเกี่ยวข้องกับสนาม รบสุ้ยเมี่ย เพียงแต่ไม่รู้ว่าที่พวกมันเปล่งสองคำนี้ออกมาเพราะต้องการสิ่ง ใดกันแน่”
คนทั้งกลุ่มเดินออกมาจากในค่ายกลนำส่ง มองเห็นว่าบริเวณ ใกล้เคียงกับค่ายกลมีผู้ฝึกลมปราณเขตวิญญาณและเขตลี้ลับรวมตัวกัน อยู่มากมาย
คนเหล่านั้นทำท่าเหมือนเจอศัตรูตัวฉกาจ คล้ายพร้อมจะกระโจนเข้า มาเปิดศึกทุกเมื่อ
“สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?” ผู้เฒ่าแดนว่างเปล่าช่วงต้นคนหนึ่ง เพิ่งจะออกมาจากด่านในยอดเขาสีแดงชาดลูกหนึ่ง “ศึกระหว่างพวกผู้ อาวุโสใหญ่กับรูปปั้นหินทั้งแปดไปถึงระดับไหนแล้ว?”
“ผู้อาวุโสเหมา รูปปั้นหินรูปที่เก้าได้ฟื้นตื่นขึ้นมาสำเร็จแล้ว” เฉียวอวิ๋นซีขมวดคิ้วไม่คลาย “วินาทีที่ข้ามองเห็นว่ารูปปั้นหินรูปที่เก้าฟื้น ตื่น ผู้อาวุโสใหญ่กับแดนว่างเปล่าคนอื่นๆ ต่างพากันตกลงมา ดูเหมือนว่า พวกเขาจะถูกรูปปั้นหินที่เก้าโจมตี ไม่รู้ว่าอาการบาดเจ็บเป็นอย่างไร บ้าง”