ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 815 สุ้ยเมี่ยสุ้ยเมี่ย!
รูปปั้นหินเก้ารูปทะยานไปข้างหน้าอย่างเกรียงไกรอยู่เหนือทะเลสี ครามเจ็ดดวงดาว
รูปปั้นแปดรูปในนั้นกระจายตัวอยู่แปดทิศของรูปปั้นที่ใหญ่โตที่สุด ปานประหนึ่งองค์รักษ์ แล้วก็คล้ายทาสรับใช้ที่คอยพิทักษ์รูปปั้นหินที่เก้า ให้อยู่ตรงกลาง
ไม่นานพวกมันก็บินออกไปจากทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว
“สุ้ยเมี่ยสุ้ยเมี่ย…”
เสียงตะโกนดังราวแก้วหูจะดับถูกเปล่งออกมาจากในร่างของรูปปั้น หินทั้งแปด คลื่นเสียงนั้นคล้ายจะแฝงเร้นไว้ด้วยสนามแม่เหล็กลึกลับที่แผ่ ออกมาแปดทิศ
ใบหน้าของรูปปั้นทั้งแปดคือใบหน้าของจิตวิญญาณที่แท้จริงของคน ตระกูลฉู่ สำนักฟ้ากลมซึ่งเวลานี้บิดเบี้ยว คล้ายกำลังแบกรับความ เจ็บปวดมหาศาล เหมือนยังไม่ตายอย่างแท้จริง
รูปปั้นที่อยู่ตรงกลางเป็นดั่งทวยเทพที่มีลักษณะเหมือนเผ่ามนุษย์ ทว่าร่างกายกลับใหญ่กว่าคนทั่วไปหลายร้อยเท่า
ใบหน้าของเขาไม่เผยโฉมหน้าที่แท้จริง มีเพียงแสงสีเลือดจำนวนนับ ไม่ถ้วนที่เคลื่อนผ่านไป
รูปปั้นหินค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ดวงดาวที่มอดดับดวงหนึ่ง
ริมขอบของดวงดาวมอดดับแห่งนั้นมีเรือรบทางช้างเผือกลำหนึ่งของ สำนักฟ้ากลมจอดอยู่ ด้านบนมีผู้ฝึกลมปราณจำนวนไม่น้อยของสำนักฟ้า กลมนั่งเฝ้า
พอเห็นว่ารูปปั้นกลุ่มนั้นบินขยับเข้ามาใกล้ คนเหล่านั้นก็พลันหน้า เปลี่ยนสี รีบกระตุ้นเรือรบทางช้างเผือกให้จากไปไกลอย่างรวดเร็ว
กลุ่มรูปปั้นหินไม่ได้สนใจการกระทำของพวกเขาแม้แต่น้อย ยังคงห้อ ตะบึงไปยังทิศทางของตัวเอง
ความเร็วของพวกเขามีมาก มากกว่าเรือรบทางช้างเผือกหลายเท่าตัว
“สุ้ยเมี่ยสุ้ยเมี่ย!”
เสียงที่ดังกระหึ่มออกมาจากในร่างรูปปั้นหินทั้งแปดแฝงเร้นไว้ด้วย พลังลึกลับที่กระเทือนไปยังดวงดาวซึ่งมอดดับไปนานแล้วดวงนั้น
“เปรี๊ยะๆๆ!”
ดวงดาวมอดดับขนาดมหึมาคล้ายลูกหินลูกหนึ่งที่ถูกมีดแหลมคมที่ มองไม่เห็นกรีดผ่า ก่อนจะแตกสลายด้วยความเร็วที่มองเห็นได้อย่าง ชัดเจน
“ตูม!”
ดวงดาวมอดดับพลันแตกออก กลายมาเป็นเศษหินน้อยใหญ่จำนวน นับไม่ถ้วน
เศษหินบางชิ้นที่เนื่องจากมีพลังการโจมตีที่รุนแรงจึงสาดกระเด็นไป ยังทิศไกล กลายมาเป็นหินอุกกาบาตที่ปกติมักจะมองเห็นได้นอก อาณาจักร ซึ่งไม่รู้ว่าสุดท้ายแล้วไปตกอยู่ที่ไหน
ผู้ฝึกลมปราณของสำนักฟ้ากลมมองเห็นว่าดวงดาวที่มอดดับระเบิด กระจายอย่างน่าประหลาดอยู่เหนือเรือรบทางช้างเผือกของสำนักก็ทำท่า เหมือนคนเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ ในใจเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
พวกเขามาลองคิดดูอีกที หากก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้ถอยหนีมาทันที แต่ยังอยู่ใกล้ๆ กับดวงดาวดวงนั้น หากถูกคำว่าสุ้ยเมี่ยที่รูปปั้นทั้งแปด ปลดปล่อยออกมาโจมตี พวกเขาจะตกอยู่ในสภาพแบบไหน?
ต่อให้ไม่ถูกคำว่าสุ้ยเมี่ยดับทำลายร่างกายและจิตวิญญาณ ลำพังเพียง แค่เศษหินที่แตกกระจายออกมา เกรงว่าก็คงเอาชีวิตพวกเขาได้แล้ว
พวกเขามองกลุ่มหินที่ค่อยๆ จากไปไกลด้วยความหวาดผวาไม่คลาย เงียบงันกันไปเนิ่นนาน
รูปปั้นหินพวกนั้นเปล่งเสียงดังก้องกังวานพลางห้อตะบึงไปด้วย ไม่ได้ ให้ความสนใจพวกเขาแม้แต่น้อย
ผ่านไปพักใหญ่ ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าแปดคนที่มีโจวซ่างจากสำนัก ฟ้ากลมเป็นผู้นำก็ทยอยกันมาถึงจุดที่ดวงดาวมอดดับแตกออก
ความว่างเปล่าของที่แห่งนี้มีเศษหินปลิวว่อน สาดกระเซ็นไปทั่วทุก ทิศทาง
เรือรบทางช้างเผือกลำนั้นของสำนักฟ้ากลมอยู่ห่างจากเศษหินไกล มาก ทั้งยังเปลี่ยนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว คอยหลบเลี่ยงการโจมตีจากเศษ หิน
ใบหน้าเยว่เหยียนสี่เป็นสีแดงเข้ม มุมปากคล้ายมีคราบเลือดอยู่เส้น หนึ่ง “ดูเหมือนว่าพวกมันจะไม่สนใจการเปิดฉากสังหารในดินแดน ปราการดวงดาว”
แดนว่างเปล่าทั้งแปดคนต่างก็มีสภาพกระเซอะกระเซิงไม่น้อย
คนทั้งแปดล้วนได้รับบาดเจ็บในระดับที่ต่างกันออกไป
และอาการบาดเจ็บของพวกเขาก็มาจากรูปปั้นหินที่เก้าซึ่งบินออกมา จากในทะเลลึก และจากเสียงร้องคำรามคำว่า “สุ้ยเมี่ย” พร้อมๆ กันของ รูปปั้นหินทั้งแปด
สองคำนั้นเหมือนมีมนต์ดำมหัศจรรย์ที่นาบประทับสัจธรรมความจริง ของคำว่าสุ้ยเมี่ยเอาไว้
แดนว่างเปล่าทั้งแปดคนก็เกือบจะตายดับเพราะคำว่า “สุ้ยเมี่ย” นี้
ดินแดนว่างเปล่าของพวกเขาเองก็ร่วงดิ่งลงมาจากกลางอากาศสูง จน เกือบจะจมลงไปในทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว
ทว่ารูปปั้นหินพวกนั้นกลับไม่ได้ฉวยโอกาสไล่ตามมาโจมตี ไม่ได้ ทำลายดินแดนว่างเปล่าของพวกเขาและสังหารพวกเขาทิ้ง
รูปปั้นหินเพียงแค่ร้องตะโกนว่า “สุ้ยเมี่ย” ครั้งแล้วครั้งเล่าพลางพุ่ง ไปตามเส้นทางที่แน่นอนคล้ายกำลังตามหาอะไรบางอย่าง
“รูปปั้นที่เก้าแข็งแกร่งเกินไปแล้ว” โต้วเถิงซานจากสำนักคุมสัตว์ขี่อยู่ บนร่างนกเผิงเหนี่ยวสีทอง ร่างของเขาขดตัวอยู่ในปีกสีทองของนกคล้าย กำลังอาศัยเลือดลมของนกเผิงเหนี่ยวมาสร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย “ข้ากล้ายืนยันว่าในดินแดนปราการดวงดาวไม่มีใครที่สามารถเอาชนะรูป ปั้นหินที่เก้าได้”
“ต่อให้เป็นบรรพบุรุษหุนเทียนมาเองก็ยังได้แต่มองมันจากไปอย่าง จนใจ”
โจวซ่างคือผู้อาวุโสของสำนักฟ้ากลม หากเป็นเมื่อก่อน มีคนดูหมิ่น บรรพบุรุษหุนเทียนเช่นนี้ เขาย่อมไม่มีทางยอมปล่อยไปง่ายๆ แน่นอน
แต่เวลานี้เขากลับเงียบงันอย่างที่หาได้ยาก
รูปปั้นหินทั้งแปดเพียงแค่ตะโกนคำว่า “สุ้ยเมี่ย” ก็ทำให้ดินแดนว่าง เปล่าของพวกเขาสั่นสะเทือนจนแทบดับสลาย นี่คือพลังอำนาจที่บรรพ บุรุษหุนเทียนไม่มี
รูปปั้นที่เก้าซึ่งถูกรูปปั้นทั้งแปดปกป้องโดยมองเป็นเจ้านายหรือผู้นำ ย่อมแข็งแกร่งกว่าบรรพบุรุษหุนเทียนแน่นอน นี่คือเรื่องที่มิอาจกังขาได้
เขารู้ว่าโต้วเถิงซานพูดเรื่องจริงทั้งนั้น
“ที่โชคดีก็คือพวกมันไม่ได้หมายมาดดินแดนปราการดวงดาว แล้วก็ ไม่คิดจะสนใจพวกเราด้วย” เยว่เหยียนสี่เลียริมฝีปาก พูดด้วยน้ำเสียงขม ขื่น “แม้จะไม่รู้ว่ารูปปั้นหินพวกนั้นมาจากไหน แต่ในความรู้สึกของข้า ดู เหมือนพวกมันจะไปที่สนามรบสุ้ยเมี่ย”
“คำว่าสุ้ยเมี่ยที่ตะโกนออกมามีพลังที่ลึกลับแฝงอยู่ เหมือนว่าพวกมัน กำลังตรวจสอบหาทิศทาง”
“ตามความเห็นข้า พวกมันต้องมีวิธีการที่พิเศษบางอย่างที่ทำให้หา ช่องทางเข้าไปในสนามรบสุ้ยเมี่ยได้แน่นอน”
โจวซ่างตะลึงพรึงเพริด “พวกมันจะไปสนามรบสุ้ยเมี่ย?”
เจียงเฟิงเองก็พยักหน้ารับเบาๆ “ข้าเองก็มีความรู้สึกในทำนอง เดียวกัน คำว่าสุ้ยเมี่ยที่พวกมันตะโกนออกมาคล้ายกำลังสอบถาม ทิศทาง”
ไม่มีใครรู้ว่ารูปปั้นหินพวกนั้นมาจากที่ไหน เหตุใดถึงต้องไปสนาม รบสุ้ยเมี่ย
แต่หลังจากที่พวกเขาตระหนักได้ว่ารูปปั้นหินเหล่านั้นไร้ความสนใจ ในดินแดนปราการดวงดาว และไม่คิดจะทำอะไรแดนว่างเปล่าอย่างพวก เขา พวกเขาก็ยังรู้สึกว่าตัวเองโชคดีอย่างเลี่ยงไม่ได้
ไม่ว่าพวกเขาจะไม่ยินยอมแค่ไหน แต่ก็เข้าใจดีว่ารูปปั้นหินที่พิเศษ เหล่านี้มีความสามารถในการทำลายดินแดนปราการดวงดาวให้ราบเป็น หน้ากลอง
ไม่ว่ารูปปั้นหินทั้งเก้าที่รวมตัวกันจะไปปรากฏตัวอยู่ในอาณาจักรไหน ก็ล้วนมีพลังให้บุกตะลุยทุกสิ่งอย่าง
ห้าสำนักสามตระกูล ไม่ว่าฝ่ายใดที่กล้าขัดขวาง ก็ได้แต่ตายตกไป อย่างรวดเร็ว
แปดฝ่ายร่วมมือกันก็ใช่ว่าจะเอาชนะได้
“ไม่ว่าพวกมันมาจากที่ไหน ทางที่ดีที่สุดคือพวกเราต้องปล่อยมันไป” เยว่เหยียนสี่เงียบไปนานถึงเอ่ยขึ้นว่า “ข้าจะสั่งความไปว่าหากทิศทางที่ พวกมันมุ่งหน้าไปคืออาณาจักรในสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของเรา พวกเราจะไม่ ขัดขวาง จะทำเพียงแค่หลบเลี่ยง ไม่ให้อาณาจักรต้องถูกทำลาย ทุกชีวิต ต้องมอดม้วย!”
กล่าวจบเขาก็ไม่สนใจความแปลกประหลาดของทางฝั่งนี้อีก เพียง จำแลงกายเป็นแสงไฟเส้นหนึ่งที่พุ่งไปยังตำแหน่งจอดเรือรบทางช้างเผือก ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์
คนอื่นๆ เองก็พลันพากันกลายร่างเป็นลำแสงจากไป
เพียงเพราะกลุ่มรูปปั้นเข้ามาใกล้และตะโกนภาษาโบราณคำว่า “สุ้ย เมี่ย” ดวงดาวมอดดับดวงนั้นก็พลันระเบิดกระจัดกระจาย
ทิศทางที่กลุ่มรูปปั้นหินมุ่งหน้าไปในตอนนี้ยังคงเป็นถิ่นของสำนักฟ้า กลม ทว่าพวกมันคอยปรับเปลี่ยนทิศทางอย่างต่อเนื่อง จึงไม่แน่ว่าอาจจะ บุกเข้าไปยังอาณาจักรของพวกเขาก็เป็นได้
เมื่อถึงเวลานั้น หากคำว่า “สุ้ยเมี่ย” ดังออกมา เป็นเหตุให้อาณาจักร ดวงดาวของพวกเขามอดดับ ผลลัพธ์ที่ตามมาคง…
คิดมาถึงตรงนี้ ผู้แข็งแกร่งแดนว่างเปล่าก็ร้อนใจราวกับมีไฟลน
……
เยว่เหยียนสี่หวนกลับมายังอาณาจักรไฟศักดิ์สิทธิ์
พอเขามาถึง พวกเนี่ยเทียนก็ผ่อนลมหายใจอย่างคลายใจ เหมาซิวเห วินที่เป็นแดนว่างเปล่าช่วงต้นรีบซักไซ้สอบถามสถานการณ์
รอจนทุกคนรู้จากปากของเขาว่าพอพวกกลุ่มรูปปั้นบินออกมาจาก ทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวแล้วก็มุ่งหน้าไปยังนอกอาณาจักรที่กว้างใหญ่ ไพศาล ระหว่างทางเปล่งคำว่า “สุ้ยเมี่ย” ออกมาทำให้อาณาจักรดวงดาว ระเบิด ทุกคนก็แสดงความหวาดกลัวออกมา
เยว่เหยียนสี่ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงรีบเรียกรวมเขตวิญญาณหลายคน ของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์มาแล้วสั่งความ
เขาสั่งความให้คนเหล่านั้นเตรียมการให้เรียบร้อย หากพบว่ากลุ่มรูป ปั้นหินขยับเข้ามาใกล้จะต้องส่งคนที่อยู่ในอาณาจักรซึ่งใกล้เคียงกับ บริเวณที่กลุ่มรูปปั้นบินผ่านออกไปที่อื่นโดยใช้ค่ายกลนำส่งทันที
ส่วนอาณาจักรจะถูกทำลายหรือไม่นั้น เรื่องนี้พวกเขามิอาจต้านทาน ได้
เนี่ยเทียนไม่ได้รีบร้อนจากไป แต่เลือกจะอยู่ในสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ก่อน ชั่วคราว
พวกมู่ปี้ฉง อินย่าหนันทยอยกันใช้ค่ายกลนำส่งของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ กลับไปยังสำนักคุมสัตว์และเขาสุขาวดี
หลายวันหลังจากนั้นก็มีข่าวส่งมาถึงอย่างต่อเนื่อง
เนี่ยเทียนรู้จากสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ว่าหลังจากที่กลุ่มรูปปั้นหินเหล่านั้น บินออกไปจากทะเลสีครามเจ็ดดวงดาวก็ไม่ได้อยู่ในดินแดนปราการ ดวงดาวนานนัก
ใช้เวลาเพียงไม่นาน กลุ่มรูปปั้นหินที่ห้อตะบึงอยู่ในท้องฟ้ามากหมู่ ดาวนอกดินแดนปราการดวงดาวก็ค่อยๆ จากไปไกล
เล่าลือกันว่าบรรพบุรุษหุนเทียนของสำนักฟ้ากลมเองที่พอได้รับข่าวก็ ออกจากด่านมาก่อนกำหนด
บรรพบุรุษหุนเทียนไล่ตามเส้นทางดวงดาวที่กลุ่มรูปปั้นหินจากไปราว กับอยากรู้ว่ากลุ่มรูปปั้นหินจะใช้วิธีการใดเดินทางไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ย ซึ่งตอนนี้บรรพบุรุษหุนเทียนก็ได้เดินทางพ้นไปจากดินแดนปราการ ดวงดาวแล้ว
ผ่านไปอีกระยะเวลาหนึ่ง สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้รับข่าวใดๆ จากกลุ่ม รูปปั้นหินอีก แล้วก็ไม่รู้ว่าบรรพบุรุษหุนเทียนยังคงตามรอยกลุ่มรูปปั้นหิน ไปหรือไม่
คนของห้าสำนักสามตระกูลในดินแดนปราการดวงดาวที่อยู่อย่าง หวาดระแวงไม่เป็นสุขก็พอจะสงบใจลงได้ ไม่ต้องกลัดกลุ้มทุกเช้าค่ำอีก ต่อไป
เนื่องจากบรรพบุรุษหุนเทียนยังไม่กลับมา สำนักฟ้ากลมไม่กล้าทำ อะไรบุ่มบ่าม จึงไม่ได้ซักไซ้เอาความเรื่องที่พวกสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ได้รับคำ เตือนแล้วจากไปโดยไม่บอกไม่กล่าว เป็นเหตุให้เมล็ดพันธ์ของสำนักฟ้า กลมตายกันหมด
ดินแดนปราการดวงดาวกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง
ทว่าพลังชีวิตของสำนักฟ้ากลม ตระกูลฉู่และภูเขาสามกระบี่กลับ เสียหายเพราะลูกศิษย์ที่มีความสามารถแฝงของสำนักตายอนาถ
ตระกูลฉู่และภูเขาสามกระบี่ตายไปแค่สิบคน สำนักฟ้ากลมตายไป หลายสิบคน ความโชคดีที่สำนักมีมานานหลายปีจึงคล้ายถูกดับทำลายไป ในเสี้ยวพริบตา
วันนี้
เนี่ยเทียนที่มีความสนใจในสนามรบสุ้ยเมี่ยเห็นว่าดินแดนปราการ ดวงดาวไม่มีเรื่องสนุกให้ดูอีกแล้วจึงตัดสินใจเดินทางกลับดินแดนดาวตก
พอได้ยินว่าเขาจะจากไป เยว่เหยียนสี่ก็เป็นฝ่ายมาหาด้วยตัวเอง “เนี่ยเทียน ในเมื่ออาณาจักรวอหลิวมีรอยแยกห้วงมิติที่เชื่อมโยงไปยัง สนามรบสุ้ยเมี่ย ซึ่งอีกไม่นานรอยแยกนั้นก็จะเปิดขึ้น เจ้าจะช่วย… อนุญาตให้สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของพวกเราเดินทางไปด้วยได้ไหม? หาก เป็นไปได้ พวกเราเองก็หวังว่าจะได้ไปเสี่ยงโชคที่สนามรบสุ้ยเมี่ยดูสัก ครั้ง”
เนี่ยเทียนนิ่งคิด ไม่ได้ตอบรับทันที แต่พูดว่า “ข้าต้องติดต่อกับสำนัก อักขระเทพ ดูท่าทีของพวกเขาก่อน”
“ก็ได้” เยว่เหยียนสี่แสดงท่าทางว่าเข้าใจ “ขอแค่สำนักอักขระเทพ ตอบรับ พวกเรายินดีทำตามกฎของอาณาจักรวอหลิว จ่ายหินวิเศษให้กับ สำนักอักขระเทพ”
“ข้าขอถามพวกเขาก่อนแล้วค่อยมาแจ้งท่านแล้วกัน” เนี่ยเทียนตอบ รับ
จากนั้นเขาก็ใช้ค่ายกลนำส่งของสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์เดินทางเปลี่ยน สถานีหลายครั้งจนกลับไปถึงดินแดนดาวตก กลับไปถึงหน้าพระราชวังใน อาณาจักรเลี่ยคง
ต้วนสือหู่ศิษย์พี่ของเขาและจิ่งโหรวยังคงรออยู่หน้าพระราชวังและ กำลังสังเกตเส้นสายของดวงดาวที่สลักอยู่บนพื้นผิวของพระราชวัง หมาย ทำความเข้าใจกับความลี้ลับของมัน
“ศิษย์พี่ สำนักอักขระเทพของพวกท่านคือสำนักใหญ่ เคยได้ยินความ เป็นมาของรูปปั้นหินประหลาดบ้างหรือไม่?” พอเนี่ยเทียนมาถึงก็เล่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในดินแดนปราการดวงดาวและทะเลสีครามเจ็ด ดวงดาวให้คนทั้งสองฟังอย่างละเอียด
“ว่าไงนะ? มีคนเผ่ามนุษย์หินปรากฏตัวในดินแดนปราการดวงดาว ด้วยหรือ!” จิ่งโหรวหน้าเปลี่ยนสีในฉับพลัน