ราชา ผู้สยบสองภพ แห่งสวรรค์และปฐพี - บทที่ 816 เผ่าพันธุ์ที่เดิมทีควรจะสูญพันธ์ไปแล้ว
“เผ่ามนุษย์หิน?”
เนี่ยเทียนตะลึงงัน เผ่าพันธุ์ที่จิ่งโหรวพูดถึง เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน และไม่เคยได้ยินเรื่องราวอะไรเกี่ยวกับเผ่ามนุษย์หินนี่ด้วย
ทว่าในเมื่อจิ่งโหรวพูดออกมาว่าเผ่ามนุษย์หิน ถ้าเช่นนั้นชนเผ่านี้ก็ ต้องมีอยู่จริงอย่างแน่นอน
สำนักอักขระเทพคือสำนักอันดับหนึ่งของดินแดนพงฟ้า รากฐานลึก ล้ำ ทั้งยังมีการติดต่อกับอาณาจักรดวงดาวของเผ่ามนุษย์ระดับสูง พวก เขารู้ความลับที่สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ไม่รู้ก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
“เจ้าไม่เคยได้ยินชื่อเผ่ามนุษย์หินมาก่อน ข้าก็ไม่รู้สึกแปลกใจหรอก” จิ่งโหรวพยักหน้ารับเบาๆ “อย่าว่าแต่เจ้าเลย แม้แต่สำนักมากมายใน ดินแดนพงฟ้าก็ยังไม่รู้ตำนานเกี่ยวกับเผ่ามนุษย์หิน ที่สำนักอักขระเทพ ของพวกเรารู้จักเผ่ามนุษย์หินก็เพราะอาณาจักรวอหลิว”
“ชนต่างเผ่าที่เข้าออกอาณาจักรวอหลิวมีจำนวนมากมาย บางครั้ง สัตว์โบราณก็เผยตัว พวกเรารู้จักเผ่ามนุษย์หินก็เพราะรู้จากปากของสัตว์ โบราณ”
ต้วนสือหู่ที่อยู่ข้างกันก็ยังมีใบหน้าฉงนสนเท่ห์
เขาอยู่สำนักอักขระเทพมานานหลายสิบปีก็ยังไม่เคยรู้จักเผ่ามนุษย์ หินมาก่อน แค่นี้ก็มากพอจะแสดงให้เห็นว่าเผ่ามนุษย์หินหายากแค่ไหน
“เผ่ามนุษย์หินคือเผ่าพันธ์ในยุคบรรพกาล เหมือนกับชนต่างเผ่าในยุค บรรพกาล ในยุคสมัยนั้น พวกเขาเคยผงาด รุ่งเรืองอำนาจ” จิ่งโหรว ใคร่ครวญถ้อยคำที่ใช้พลางอธิบายไปด้วย “เผ่ามนุษย์หินอยู่ในยุคบรรพ กาล อาจไม่ได้แข็งแกร่งเท่าเทพยักษ์ค้ำฟ้า สัตว์โบราณ มังกรยักษ์ แต่ก็ ไม่สามารถดูถูกได้”
“ที่พวกเจ้าไม่เคยได้ยินชื่อเผ่ามนุษย์หินมาก่อนก็เพราะตามหลักแล้ว เผ่าพันธุ์นี้…ควรจะสูญพันธ์ไปแล้ว”
“สูญพันธ์?” ต้วนสือหู่ตื่นตะลึง
“อืม ปลายยุคบรรพกาล ชนต่างเผ่าค่อยๆ ผงาดขึ้นมา โดยมีชนต่าง เผ่าอย่างภูตผีปีศาจ อสูรกาย เผ่าทมิฬ เผ่าโครงกระดูกเป็นหลัก นับตั้งแต่ที่พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นก็ได้เป็นศึกดุเดือดกับชนต่างเผ่ายุคบรรพ กาลอย่างเผ่าวิญญาณโบราณ เผ่ามนุษย์หิน ช่วงชิงเอาอาณาจักรที่กว้าง ใหญ่มาครอบครองเป็นของตน”
“สนามรบสุ้ยเมี่ยก็คือหนึ่งในสนามรบที่สำคัญที่สุด พิเศษที่สุด ระหว่างสงครามของชนต่างเผ่ากับเผ่าวิญญาณโบราณ”
“เล่าลือกันว่าศึกนั้นเผ่ามนุษย์หินถูกมหาราชาของชนต่างเผ่าสังหาร จนเกลี้ยง นับแต่นั้นเผ่าพันธุ์นี้จึงหายสาบสูญไป”
“หลังจากศึกนั้นผ่านพ้นไป ชนต่างเผ่าก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าตนมี คุณสมบัติมากพอที่จะต้านทานเผ่าวิญญาณโบราณ หลังจากสงครามครั้ง นั้นสิ้นสุดลง ชนต่างเผ่าได้ช่วงชิงอาณาจักรมากมาย ที่เหมาะแก่การสืบ
ขยายเผ่าพันธุ์ มาจากมือของเผ่าวิญญาณโบราณ กลายมาเป็นผู้พิชิตแห่ง ทางช้างเผือกที่กว้างใหญ่ไพศาล”
“เมื่อศึกนั้นยุติลง ก็ได้แสดงให้รู้ว่าเผ่าวิญญาณโบราณไม่ใช่ผู้พิชิต หนึ่งเดียวของโลกใบนี้อีกต่อไป และนั่นก็เป็นการบอกลายุคบรรพกาล”
“ยุคสมัยหลังจากนั้นก็คือยุคดึกดำบรรพ์ ชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณ โบราณมีฝีมือทัดเทียมกัน ร่วมกันครอบครองฟ้าดินมากมาย”
“เผ่ามนุษย์ของพวกเราเพิ่งจะเรืองอำนาจขึ้นมาในยุคดึกดำบรรพ์”
จิ่งโหรวอธิบายความเป็นมาให้คนทั้งสองฟังอย่างละเอียด
“เผ่าพันธุ์หนึ่งที่ถูกฆ่าล้างโคตรไปแล้ว เหตุใดจู่ๆ ถึงมีคนในเผ่าเก้าคน บินออกมาจากทะเลสีครามเจ็ดดวงดาว?” เนี่ยเทียนครุ่นคิด เอ่ยถามด้วย ความสงสัย “พวกมันตะโกนคำว่าสุ้ยเมี่ยออกมาตลอดเวลา คล้ายรู้วิธีที่ จะเข้าไปในสนามรบสุ้ยเมี่ย และเตรียมจะเข้าไปในนั้น พวกมันคิดจะไป ทำอะไรในสนามรบสุ้ยเมี่ย?”
จิ่งโหรวตอบกลับ “สำหรับเผ่ามนุษย์หิน เป็นเพราะเดิมทีพวกมันควร สูญพันธ์ไปแล้ว สำนักอักขระเทพของพวกเราจึงไม่รู้อะไรมากนัก”
“แต่ว่าสนามรบสุ้ยเมี่ยในเวลานี้กลับค่อนข้างพิเศษ เผ่าพันธุ์ใหญ่ๆ กลุ่มอิทธิพลในสำนักต่างๆ ที่อยากจะช่วงชิงอำนาจมาเป็นของตนต้อง เลือกที่จะเข้าไปในสนามรบสุ้ยเมี่ย เมื่อเปิดศึกในสนามรบสุ้ยเมี่ยแล้วเป็น ฝ่ายชนะก็จะได้ครอบครองเป็นเจ้าของอาณาจักรแห่งอื่น”
ใบหน้าของเนี่ยเทียนยังคงงุนงง
จิ่งโหรวอธิบายอย่างละเอียด
เมื่อได้ฟังคำอธิบายจากจิ่งโหรว เนี่ยเทียนก็พยักหน้าติดๆ กัน นับว่า มีความรู้ที่ค่อนข้างชัดเจนต่อสนามรบสุ้ยเมี่ย
เขารู้ว่าสนามรบสุ้ยเมี่ยเกิดจากเศษซากของอาณาจักรขนาดมหึมา แห่งหนึ่งที่ประกอบเข้ากับอาณาจักรดวงดาวเล็กๆ มากมาย
ปลายยุคบรรพกาล เผ่าวิญญาณโบราณ เผ่ามนุษย์หินและชนต่างเผ่า ในยุคบรรพกาลเปิดศึกนองเลือดกับชนต่างเผ่า สนามรบสุ้ยเมี่ยคือหนึ่งใน สนามรบหลัก
ภายหลังเผ่ามนุษย์ลุกผงาดขึ้นอย่างเงียบเชียบ เพื่อประกาศศักดาให้ หลายชนเผ่ารับรู้ จึงได้เปิดศึกโหดเหี้ยมกับชนต่างเผ่าและเผ่าวิญญาณ โบราณมากมายในสนามรบสุ้ยเมี่ยเช่นกัน
พลังอำนาจที่เผ่ามนุษย์สำแดงออกมาได้รับการยอมรับจากชนเผ่า ต่างๆ ที่แข็งแกร่ง แล้วก็ได้รับอาณาจักรดวงดาวมากมายมาครอบครอง หลุดพ้นจากการถูกตราหน้าว่าเป็นทาสรับใช้ของชนต่างเผ่าและเผ่า วิญญาณโบราณ กลายมาเป็นนายด้วยตัวเอง
ที่ศึกนองเลือดของแต่ละเผ่าพันธุ์ เลือกสนามรบสุ้ยเมี่ยเป็นหนึ่งใน สนามหลักก็เพราะที่นั่นสามารถรองรับพละกำลังของแดนเทพเจ้า รวมไป ถึงชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณสายเลือดระดับสิบ
มีเพียงที่แห่งนั้นที่สิ่งมีชีวิตของแต่ละเผ่าพันธุ์ต่างๆ ซึ่งมีฝีมือเป็นเอก เลิศล้ำจะสามารถสำแดงพลังออกมาได้เต็มที่โดยไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะ ทำลายความสมบูรณ์แบบของอาณาจักรดวงดาว
หากผู้ฝึกลมปราณเผ่ามนุษย์ที่อยู่ในขอบเขตสูงสุดอย่างแดนเทพเจ้า รวมไปถึงชนต่างเผ่าและสัตว์โบราณสายเลือดระดับสิบลงมืออย่างสุด ความสามารถจะทำให้อาณาจักรต่างๆ ระเบิดออก หรืออาจถึงขั้นทำให้ อาณาจักรดวงดาวดับสลายไปเลยก็เป็นได้
นี่คือผลลัพธ์ที่ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ไม่ต้องการเห็น
มาจนถึงทุกวันนี้ ในจุดลึกของทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ เผ่า วิญญาณโบราณ ชนต่างเผ่าและเผ่ามนุษย์ต่างก็ครอบครองอาณาจักร ดวงดาวและพื้นที่เป็นของตัวเอง อย่างน้อยก็มีความปรองดองกันให้เห็น ภายนอก
แต่ว่าทางช้างเผือกกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด บางครั้งชนเผ่าต่างๆ ก็ค้นพบ อาณาจักรดวงดาวแห่งใหม่ในเวลาไล่เลี่ยกัน
อาณาจักรดวงดาวแห่งใหม่ถูกสำรวจ บางครั้งก็ยากที่จะบอกได้ว่ามัน ต้องตกเป็นของฝ่ายไหน
เพื่อไม่ให้อาณาจักรดวงดาวแห่งใหม่แตกสลาย เวลานี้ฝ่ายหนึ่งหรือ หลายฝ่ายที่เจออาณาจักรดวงดาวแห่งใหม่ก็ได้แต่เลือกที่จะไปต่อสู้กันใน สถานที่แห่งอื่น ใช้ผลแพ้ชนะมาแบ่งสิทธิ์ในการครอบครองอาณาจักร ดวงดาวแห่งใหม่
สนามรบสุ้ยเมี่ยก็คือสถานที่อย่างที่ว่านี้
ยุคสมัยนี้ในสนามรบสุ้ยเมี่ยเองก็มีศึกใหญ่เกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่เคยมี วันสงบสุข
ตามคำบอกของจิ่งโหรว ก่อนหน้านี้ไม่นานเผ่าวิญญาณโบราณและ ภูตผีปีศาจค้นพบอาณาจักรดวงดาวแห่งใหม่แทบจะเวลาเดียวกัน ทั้งสอง ฝ่ายจึงไปหาสถานที่หนึ่งในสนามรบสุ้ยเมี่ยแล้วเปิดศึกนองเลือดกัน
และดูเหมือนว่าจนถึงตอนนี้ศึกนองเลือดนั้นก็ยังไม่สิ้นสุด
หงส์น้ำแข็งระดับแปดบาดเจ็บสาหัสก็อาจเป็นเพราะเข้าร่วมในศึก ครั้งนั้นด้วย
จิ่งโหรวได้รับข่าวนี้มาก็เพราะนางช่วยเนี่ยเทียนตามหาเผยฉีฉีจึงต้อง สิ้นเปลืองทรัพยากรไปมหาศาลจนได้ข่าวนี้มาจากปากของภูตผีปีศาจตน หนึ่งที่เดินทางผ่านที่แห่งนี้
นางไม่รู้แน่ชัดว่าเหตุใดคนของเผ่ามนุษย์หินถึงได้ออกมาจากทะเลสี ครามเจ็ดดวงดาว แล้วเหตุใดต้องไปสนามรบสุ้ยเมี่ย
“ศิษย์น้อง อาจารย์ได้…เข้าไปยังอาณาจักรวอหลิวแล้ว ตอนนี้กำลัง รอ หากสนามรบสุ้ยเมี่ยเปิดขึ้นก็จะเข้าไปในนั้นทันที” ต้วนสือหู่ยิ้มเจื่อน “ข้าพูดเกลี้ยกล่อมเขาแล้ว แต่เขากลับไม่เชื่อ ตอนที่เขารู้ว่าในสนาม รบสุ้ยเมี่ยมีแม่น้ำแห่งกาลเวลาสายหนึ่งแยกออกมาก็ตัดสินใจเด็ดขาดว่า จะไปที่นั่น”
เนี่ยเทียนพยักหน้ารับ “ข้าไม่รู้สึกแปลกใจเท่าไหร่นัก”
เมื่ออูจี้ได้ทรายไหลแห่งกาลเวลาไปจากมือของต้วนสือหู่ก็รู้ว่าสถานที่ บางแห่งในสนามรบสุ้ยเมี่ยจะมีแม่น้ำแห่งกาลเวลาปรากฏขึ้น เขาย่อม อยากไปที่นั่น
แม่น้ำแห่งกาลเวลามีความหมายอย่างใหญ่หลวงต่ออูจี้ที่ฝึกวิชาแห่ง ห้วงเวลา
หากอูจี้เข้าไปในสนามรบสุ้ยเมี่ยแล้วได้เห็นแม่น้ำแห่งกาลเวลา การ ตระหนักรู้ด้านพลังแห่งเวลาของเขาก็จะเพิ่มพูนขึ้นอย่างที่หาได้ยากยิ่ง
“ข้าย่อมรู้อยู่แล้วว่าแม่น้ำสายนั้นมีความหมายอย่างไรต่อท่าน อาจารย์” ต้วนสือหู่ถอนหายใจหนึ่งที ก่อนจะคุกเข่าลงเบื้องหน้า พระราชวัง ใช้กิ่งไม้วาดเป็นรูปวงกลมหลายวงแล้วพูดกับเนี่ยเทียน “ข้า ไม่เคยไปสนามรบสุ้ยเมี่ยมาก่อน แต่บิดาของจิ่งโหรวกลับเคยไปหา ประสบการณ์ที่นั่นมาครั้งหนึ่ง”
“ปีนั้นเขาเองก็เป็นแดนว่างเปล่าช่วงท้าย แล้วก็เพราะผ่าน ประสบการณ์จากสนามรบสุ้ยเมี่ยถึงได้ก้าวข้ามประตูแห่งแดน เอตทัคคะ”
“ทว่าตอนที่เขากลับมาจากสนามรบสุ้ยเมี่ย ดินแดนว่างเปล่าของเขา เกือบจะถูกทำลายจนสิ้น ตัวเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ต้องใช้ เวลานานมากถึงจะสามารถซ่อมแซมดินแดนของตัวเอง จากนั้นจึงเลื่อนสู่ แดนเอตทัคคะได้สำเร็จ”
“เขาเคยบอกว่าสนามรบสุ้ยเมี่ยเป็นเหมือนวงกลมขนาดใหญ่ยักษ์วง หนึ่งซึ่งเกิดจากการประกอบกันของวงกลมหลายวง ยิ่งขยับเข้าไปใกล้จุด ศูนย์กลางก็ยิ่งอันตราย”
“สัตว์โบราณ มังกรยักษ์ ภูตผีปีศาจ อสูรกาย ชนต่างเผ่าแทบทั้งหมด ต่างก็เคยเข้าออกในสนามรบสุ้ยเมี่ย”
“เพราะว่านอกจากการต่อสู้นองเลือดของชนเผ่าต่างๆ แล้ว ในสนาม รบสุ้ยเมี่ยยังมีความลี้ลับอีกมากมาย”
“แม่น้ำแห่งกาลเวลาเป็นเพียงแค่หนึ่งในพื้นที่ที่มหัศจรรย์เท่านั้น”
“สนามรบสุ้ยเมี่ยเกิดจากการรวมตัวกันของอาณาจักรมหึมาแห่งหนึ่ง ที่แตกออก บวกกับอาณาจักรเล็กๆ อีกมากมาย อาณาจักรมหึมาแห่งนั้น เดิมทีก็เป็นพื้นที่ที่อัศจรรย์ที่สุดในโลกอยู่แล้ว ว่ากันว่าในสนามรบสุ้ยเมี่ย มีเทือกเขา ในหินยักษ์ก็มีสัจธรรมของพละกำลังนาบประทับเอาไว้ กลาง ต้นไม้ก็มีหลักฟ้าดินธาตุไม้แฝงเร้นอยู่”
“พื้นที่ต้องห้ามหลายแห่งมีก้อนหินกระจัดกระจาย และมีค่ายกล พิเศษที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ”
“ไม่ว่าจะเป็นเผ่ามนุษย์หรือชนเผ่าต่างๆ ที่เข้าออกในสนามรบสุ้ยเมี่ย ล้วนมีความเป็นไปได้ที่จะทำความเข้าใจกับความมหัศจรรย์ของฟ้าดิน ทำ ให้ขอบเขตฝ่าทะลุอย่างรวดเร็ว สายเลือดก็แปรสภาพโดยเร็วด้วย”
“อีกอย่างหินวิเศษและวัตถุดิบวิเศษระดับใต้ดินและระดับเพาะฟ้าก็ มักจะถูกค้นพบอยู่เป็นระยะ”
“ทว่าที่นั่นมีชนต่างเผ่ามากมายปะปนกัน อีกทั้งการแข่งขันยังดุเดือด อย่างมาก พื้นที่ภายนอก เผ่ามนุษย์ที่อ่อนแอที่สุดก็ยังเป็นเขตลี้ลับหรือไม่ ก็ชนต่างเผ่าสายเลือดระดับเจ็ด ยิ่งขยับเข้าไปข้างในก็ยิ่งน่ากลัวมาก เท่านั้น แดนเอตทัคคะหรือแดนเทพเจ้าของเผ่ามนุษย์ต่างก็อาจไปต่อสู้อยู่ กับต้าจุนและมหาราชาของชนต่างเผ่าในจุดที่ลึกที่สุดของสนามรบสุ้ยเมี่ย ได้”
เนี่ยเทียนตะลึงพรึงเพริด “ชนต่างเผ่าระดับเก้าเรียกว่ามหาราชา ระดับสิบคือต้าจุน ในสนามรบสุ้ยเมี่ยมีบุคคลเช่นนี้ปรากฏตัวด้วยหรือนี่!”
“ดังนั้นข้าจึงเป็นห่วงท่านอาจารย์อย่างมาก” ต้วนสือหู่ยิ้มเจื่อน
เนี่ยเทียนสอบถามอีกพักหนึ่งจนรู้ว่าผู้แข็งแกร่งเขตวิญญาณหลายคน ของดินแดนดาวตกก็เดินทางไปยังอาณาจักรวอหลิวด้วย
แม้แต่ฝานข่ายจากวิมานสวรรค์ที่เพิ่งเลื่อนสู่แดนว่างเปล่าก็ยังข่มกลั้น ความวู่วามในใจไว้ไม่ได้ เขาต้องการจะติดต่อกับชนเผ่าต่างๆ ใน อาณาจักรวอหลิวเพื่อทำการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบที่ใช้ในการฝึกตน
ฝานข่ายรู้ถึงความมหัศจรรย์ในสนามรบสุ้ยเมี่ยจึงพูดแล้วว่าต้องการ จะไปตรวจสอบให้รู้แน่ชัด
พวกจงเจิงเองก็เตรียมพร้อมอยากลองเต็มที่
“สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์ของดินแดนปราการดวงดาวก็อยากไปที่สนาม รบสุ้ยเมี่ย พวกเขายินดีจ่ายหินวิเศษให้กับสำนักอักขระเทพ” เนี่ยเทียน แสดงท่าที
“สำนักไฟศักดิ์สิทธิ์?” จิ่งโหรวหัวเราะเบาๆ ส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “เหตุใดคนมากมายถึงคิดว่าทุกพื้นที่ในสนามรบสุ้ยเมี่ยคือสถานที่วิเศษ? หรือพวกเขาไม่รู้ว่าคนที่ไปตายในสนามรบสุ้ยเมี่ยมีมากกว่าคนที่ได้รอด ชีวิตกลับออกมาหลายเท่าตัวนัก? รอยแยกห้วงมิติในอาณาจักรวอหลิวที่ ทอดยาวไปยังสนามรบสุ้ยเมี่ยจะเปิดขึ้นในทุกๆ ช่วงระยะหนึ่ง”
“หลายครั้งก่อนหน้านี้ ผู้ฝึกลมปราณของดินแดนพงฟ้าที่กรูกันเข้าไป ยังสนามรบสุ้ยเมี่ยมีจำนวนมากมายดุจมหาสมุทร”
“แต่คนที่ได้กลับมากลับมีเพียงแค่หยิบมือ คราวก่อนที่สนามรบสุ้ย เมี่ยเปิด พวกคนที่กล้าเข้าไปมีน้อยกว่าเดิมถึงเก้าส่วน ตอนนี้ผู้ฝึก วิญญาณของดินแดนพงฟ้าของเราที่ไปที่นั่นก็มีแต่พวกที่คิดสั้นเท่านั้น”
“ดินแดนดาวตกของพวกเจ้าและสำนักไฟศักดิ์สิทธิ์อยากจะพาตัวไป ตายให้ได้อย่างนั้นหรือ?”
เนี่ยเทียนยิ้มเจื่อน “แล้วถ้าพวกเขาจะไปให้ได้ล่ะ?”
“ก็ตามใจพวกเขาสิ” จิ่งโหรวมีสีหน้าเย้ยหยัน ถลึงตามองต้วนสือหู่ ด้วยสายตาเย็นเยียบหนึ่งทีแล้วแค่นเสียงกล่าว “แต่เจ้าห้ามไป!”
นางมีท่าทีดุร้ายกับต้วนสือหู่แบบนี้เฉพาะเวลาที่พูดถึงสนามรบสุ้ย เมี่ยแล้วต้วนสือหู่แสดงท่าทีว่าอยากไปเท่านั้น